ข่าวทั่วไทย » เชียงใหม่ เจ้าของร้านอาหารคาราโอเกะใน อ.สันทราย เดือดร้อน อ้างถูก จนท.ปกครองตรวจร้านสัปดาห์ 2 ครั้ง(คลิป)

เชียงใหม่ เจ้าของร้านอาหารคาราโอเกะใน อ.สันทราย เดือดร้อน อ้างถูก จนท.ปกครองตรวจร้านสัปดาห์ 2 ครั้ง(คลิป)

10 กรกฎาคม 2023
338   0

Spread the love

เจ้าของร้านอาหารคาราโอเกะใน อ.สันทรายเดือดร้อน อ้างถูก จนท.ปกครองตรวจร้านสัปดาห์ 2 ครั้ง ลูกค้าหายหมด ยังขู่ จะจับและสั่งปิดร้าน ดีเดย์​ วันที่ 10 ก.ค.นี้

วันนี้ (10 กค.66) เวลา 11.00 น. ที่ลานต้นไม้ หน้าศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ น.ส.ศศิธร ฉลาดรวยดี ประธานสมาพันธ์ผู้ประกอบการร้านคาราโอเกะแห่งประเทศไทย (ภาคเหนือ) ดูแล 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน พร้อมเจ้าของร้านคาราโอเกะ ที่เปิดร้านในพื้นที่ อ.สันทราย-แม่โจ้ และเขตเมืองแม่โจ้ จำนวนกว่า 10 คน ทั้งหมดเป็นตัวแทนเจ้าของร้านคาราโอเกะ ใน จ.เชียงใหม่ ที่มีร้านคาราโอเกะในเครือข่ายสมาพันธ์ฯจำนวนมากกว่าร้อยราย ได้นำป้ายไวนิลเขียนข้อความ เช่น “เดือดร้อนมาก ไม่มีอะไรจะกินแล้ว”, “ขอใบอนุญาตจ่ายๆหน่อยได้ปะ”, “ใบอนุญาตออกยาก นำไปสู่การรีดไถ” และ เศรษฐกิจก็แย่ ยังมารังแกกันอีก” เป็นต้น หากวันนี้ไม่ได้ข้อสรุป จะมีเครือข่ายจากทั่วประเทศมาสมทบ 2 รถบัสในวันพรุ่งนี้ จำนวนกว่า 100 คน

นส.ศศิธร กล่าวว่า วันนี้ที่พวกเรารวมตัวกันมาขอพบท่านผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เพราะเรามีความเดือดร้อน อย่างมาก เกี่ยวกับเรื่องเปิดร้านเหล้าคาราโอเกะสำหรับคนรายได้น้อย ร้านเล็กๆมีไม่กี่โต๊ะ พวกเรามีปัญหาเรื่องการขออนุญาตซึ่งเงื่อนไขในการขอใบนุญาติ มันขอยากมากๆ โดยเฉพาะในยุคที่เศรษฐกิจแบบนี้ จะให้ทำฝ้า ติดแอร์ ปูกระเบื้อง สร้างห้องน้ำ ทำห้องกระจกต้องติดกระจกรอบด้าน ซึ่งมันต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก สร้างเงื่อนไขที่รู้ๆอยู่แล้วว่า คนรากหญ้า คนตัวเล็กๆเงินลงทุนน้อยอย่างพวกเราทำไม่ได้ จึงอยากจะขอความเห็นใจ พวกเราก็อยากทำให้ถูกต้อง อยากหาทางออกร่วมกัน เพื่อให้เรามีที่ทำกิน มีที่ยืนในยุคที่มันยากลำบาก จึงอยากขอความเห็นใจ มา ณ ที่นี้ ขอความเป็นธรรมให้พวกเราทุกคนด้วย วันนี้ ผู้ประกอบการ เจ้าของร้านคาราโอเกะมาเพียงในพื้นที่ อ.สันทรายเท่านั้น

“เรามาขอความเห็นใจ เราได้รับความเดือดร้อน เนื่องจากมีผู้อ้างตัวเองว่า เป็นข้าราชการปกครอง มายื่นคำขาคว่า ให้เรานำเครื่องเสียงคาราโอเกะออกจากร้านภายในวันที่ 10 ก.ค.2566 นี้ แล้วจะลงมาตรวจซ้ำอีก ถ้าหากพบว่า มีตู้เพลงอยู่อีกจะสั่งปิด จับปรับในวงเงินมากถึง 5,000-100,000 บาท ถ้าพบผิดวันอื่นๆอีก ก็จะปรับรายวัน อีกวันละ 10,000 บาทอีกด้วย เนื่องจากทางร้านของพวกเราไม่มี ใบอนุญาตประกอบกิจการร้านวีดิทัศน์ เพราะไปทำการขอแล้ว เจ้าหน้าที่มาตรวจกี่ทีก็ไม่ผ่าน ตอนนี้มีปัญหาเดือดร้อนมาก อยากมาขอพบท่านผู้ว่าฯ มาขอคำปรึกษา และหาทางออกร่วมกัน ที่อื่น จังหวัดอื่นยังมีการอนุโลมให้ เพราะเขารู้และเข้าใจว่าร้านค้าสถานประกอบการมีหลายระดับ แค่พบว่าในเขต อ.สันทราย-แม่โจ้นั้นออกให้ยาก เหตุผลนี้คนในพื้นที่ทราบดีว่า เพราะอะไรใบอนุญาตที่ไม่อนุญาตนั้นนำไปสู่อะไร”

นส.ศิศิธร กล่าวอีกว่า เคยร้องเรียนไปที่ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดเชียงใหม่ มาแล้วครั้งหนึ่ง ล่าสุดติดต่อขอรับทราบความคืบหน้า ในการแก้ไขปัญหา เมื่อวันที่ 5 ก.ค.66 ที่ผ่านมาก็ยังไม่ได้คำตอบ จนมาถึงวันที่ 10 ก.ค.66 นี้ และวันนี้ทางอำเภอสันทราย จะจับและปิดร้านคาราโอเกะแล้ว จึงมาขอให้ทางผู้ว่าฯรับฟังปัญหาของชาวบ้านด้วย เพราะข้อกฏหมายที่จะให้สร้างอาคารสถานที่นั้นเป็นไปไม่ได้ เพราะร้านคาราโอเกะชาวบ้าน เป็นอาคารเล็กๆ จากที่คาราโอเกะมี 3 ระดับชั้นสูง ห้องแอร์มีพนักงานสาวสวยบริการ และระดับกลาง ส่วนชาวบ้านทั่วไป ระดับล่างนั้น มีชาวบ้านมานั่งดื่มกินสุราเบียร์ 1-2 ขวด ร้องเพลงหยอดเหรียญ 2-3 เพลงกลับบ้านนอน แบบนี้จะให้เปิดร้านแบบระดับหรู หรือระดับสูงๆนั้นเป็นไปไม่ได้ และที่สำคัญ ผู้ที่อ้างเป็นเจ้าหน้าที่อำเภอมาตรวจสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง แล้วก็จะจับปรับดังกล่าว มาตรวจก็ไม่พบอะไร และทำให้ลูกค้ากลัวไปหมด พอทางเจ้าของร้านค้าไปขอใบอนุญาต ทางวัฒนธรรมจังหวัดก็ไม่อนุญาตให้ อ้างข้อกฏหมายอย่างเดียว แบบนี้ชาวบ้านจะทำมาหากินได้อย่างไร จึงมาร้องเรียนท่านผู้ว่าฯและวัฒนธรรมจังหวัดให้ตั้งโต๊ะพูดคุยกัน”

ต่อมานายวีระพงค์ วงศ์แสนศรี นิติกร ทำหน้าที่เวรศูนย์ดำรงค์ธรรม ตัวแทนผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ พร้อม นางอุบลวรรณ ทะพิงค์แก เจ้าหน้าที่ตัวแทนวัฒนธรรมจังหวัด เข้ารับทราบปัญหาของชาวบ้าน รับหนังสือจากตัวแทนชาวบ้าน จากนั้นเชิญชาวบ้าน เจ้าของร้านอาหารคาราโอเกะขึ้นไปประชุมที่ห้องประชุมศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่

สรุปที่ประชุม ทางจังหวัดโดยทางปกครองยังไม่จับกุมร้านคาราโอเกะชาวบ้านในวันที่ 10 ก.ค.2566 นี้ ให้เลื่อนออกไปก่อน และนัดหมายตัวแทนชาวบ้านเจ้าของร้านคาคาราโอเกะ มาประชุมสรุปปัญหา และหาทางออกร่วมกันอีกครั้งในวันที่ 14 ก.ค.2566 นี้ที่ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่อีกครั้ง ทางชาวบ้านก็ได้สลายตัวไม่เกิดเหตุการณ์รุนแรงใดๆ