สวพส.พลิกเขาหัวโล้น อ.แม่จริม จ.น่าน เป็นต้นแบบของการแก้ไขปัญหาวิถีชีวิตของเกษตกร ให้มีคุณภาพที่ดี เศรษฐกิจทีดีและการกลับคืนของบุตรหลานเพิ่มมากขึ้น ต่อยอดการเป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ นำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ควบคู่ของการทำการเกษตร สู่ยุค AI


นายวิรัตน์ ปราบทุกข์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) หรือ สวพส.พาผู้สื่อข่าวลงพื้นที่อำเภอแม่จริม จังหวัดน่าน ซึ่งจากการเข้ามาแก้ไขปัญหาของ สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง ตั้งแต่ปี 2552 แล้วเริ่มดำเนินการ จัดตั้งศูนย์โครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงแม่จริม แต่เดิมเป็นพื้นที่การเกษตรเชิงเดียว ของการปลูกข้าวโพดแต่เพียงอย่างเดียว จนทำให้เป็นเขาหัวโล้นจากการขยายพื้นที่เพาะปลูก พื้นที่ป่าต้นน้ำก็หายไป กระทบต่อคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ โดยเฉพาะปัญหาการใช้สารเคมี ปัญหาหมอกควันฝุ่นPM 2.5 จากการเผา มีรายได้น้อย มีหนี้สินสะสม ส่งผลให้บุตร ลูกหลานต้องออกไปทำงานนอกพื้นที่


หลังจากการเข้ามาแก้ไขปัญหาต่อเนื่อง ใช้การเกษตรแบบอินทรีย์ ลดพื้นที่การเพาะปลูก แต่ได้ผลผลิตและมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการปลูกแต่ข้าวโพดในอดีต เพิ่มพื้นที่ป่าโดยปลูกพื้นยืนต้นควบคู่เพื่อให้เป็นป่าต้นน้ำกลับคืนมา ระยะเวลา 17 ปีของการพลิกฟื้นที่เขาหัวโล้นเริ่มเห็นผลความสำเร็จ เปลี่ยนวิถีเกษตรแบบเดิมสู่เกษตรรุ่นใหม่แบบผสมผสาน จนทำให้ขณะนี้ในพื้นที่มีเกษตรกรรุ่นใหม่ คนรุ่นใหม่ที่เคยออกไปทำงานอกพื้นที่ เริ่มกลับคืนมาในพื้นที่เพิ่มขึ้น ไปดูจุดต้นแบบ บ้านหนองแดง ที่องค์การบริหารส่วนตำบลหนองแดงเข้าศึกษาดูงาน และเข้าร่วมหลักสูตร “นักพัฒนาพื้นที่สูงอย่างยั่งยืน” ของ สวพส. ก่อนนำองค์ความรู้ไปปรับใช้ จนเกิดแปลงรวมปลูกผักในโรงเรือน สร้างรายได้ให้เกษตรกร และปรับระบบการเกษตรให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม


ผู้อำนวยการ สวพส. ยังกล่าวอีกว่า เมื่อฐานทรัพยากรดีขึ้น ชุมชนก็สามารถปรับเปลี่ยนอาชีพได้อย่างมั่นคง เกษตรกรหันมาทำเกษตรผสมผสานและพืชมูลค่าสูง ลดความเสี่ยง เพิ่มรายได้ และอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างสมดุล ปัจจุบัน เกษตรกรในพื้นที่ 198 ครัวเรือน ปรับเปลี่ยนสู่เกษตรผสมผสานและพืชมูลค่าสูง เกิดเกษตรกรต้นแบบ 31 ราย มีโรงเรือนปลูกผักกว่า 200 โรงเรือน สามารถผลิตผักใบได้เฉลี่ยเดือนละ 32 ตัน ส่งจำหน่ายห้างค้าปลีกชั้นนำทั่วประเทศ ส่งผลให้รายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือนเพิ่มจาก 83,000 บาท เป็นกว่า 180,000 บาทต่อปี ที่สำคัญ ความสำเร็จของแม่จริมไม่ได้หยุดอยู่เพียงในพื้นที่ แต่ยังถูกขยายองค์ความรู้ไปยังชุมชนอื่นอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการถ่ายทอดแนวคิดและกระบวนการพัฒนาพื้นที่สูง โดยเฉพาะการเรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติจริงจนทำให้เป็นต้นแบบการแก้ไขปัญหาแบบองค์รวม พร้อมนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้พัฒนาไปด้วยกันโดยเฉพาะยุคการเข้าสู่AI จะเห็นได้ว่ามีคนรุ่นใหม่เริ่มกลับคืนถิ่น หันมาเป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ เพิ่มมากขึ้นในพื้นที่ขององค์การบริหารส่วนตำบลหนองแดง แห่งนี้


