ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 1 เป็นประธานการประชุมชี้แจงแนวทางการดำเนินงานโครงการ กลไกการขับเคลื่อนระบบนิเวศทางการศึกษาด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการเรียนรู้สู่การยกระดับความฉลาดรู้ด้านการอ่าน การคิดอย่างมีวิจารณญาณและสมรรถนะสูงของเด็กและเยาวชนจังหวัดเชียงใหม่ ระยะที่ 2



วันนี้( 21 สค.69) ที่ห้องประชุมออคิดบอลรูม โรงแรมเชียงใหม่ออคิด จังหวัดเชียงใหม่ ดร.อุดมพร กันทะใจ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 1 เป็นประธานประชุมชี้แจงแนวทางการดำเนินงานโครงการ กลไกการขับเคลื่อนระบบนิเวศทางการศึกษาด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการเรียนรู้สู่การยกระดับความฉลาดรู้ด้านการอ่าน การคิดอย่างมีวิจารณญาณและสมรรถนะสูงของเด็กและเยาวชนจังหวัดเชียงใหม่ ระยะที่ 2 โดยมีคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผู้ทรงคุณวุฒิ ศึกษานิเทศก์ ผู้บริหารสถานศึกษา และครูผู้สอนกว่า 300 คนจากหลากหลายสังกัดในพื้นที่เข้าร่วม

ด้าน รองศาสตราจารย์ ดร.สุบัน พรเวียง ผู้ทรงคุณวุฒิ ศึกษานิเทศก์ หัวหน้าศูนย์วิจัยลดความเหลื่อมล้ำเพื่อสร้างโฮกาสทางสังคม กล่าวว่า จากผลการดำเนินงานโครงการกลไกการขับเคลื่อนระบบนิเวศทางการศึกษาด้วย เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการเรียนรู้ สู่การยกระดับความฉลาดรู้ด้านการอ่าน การคิดอย่างมีวิจารณญาณและ สมรรถนะสูงของเด็กและเยาวชน จังหวัดเชียงใหม่” ซึ่งได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปีการศึกษา 2568 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับทักษะด้านการอ่านเพื่อความเข้าใจ (reading literacy) การคิดเชิงวิพากษ์ (critical thinking) และพัฒนากรอบความคิดแบบเติบโต (growth mindset) ของเด็กและ เยาวชนที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 (ปีการศึกษา 2568) และระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ในปีการศึกษา 2569 โดยใช้ระบบนิเวศทางการศึกษาที่นำเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการเรียนรู้มาใช้อย่างเป็นระบบ


ในระยะ 9 เดือนที่ได้ดำเนินงานโครงการที่ผ่านมาทำให้จังหวัดเชียงใหม่มีฐานทุนสำคัญ ได้แก่ เครือข่ายความร่วมมือ หลักสูตรพัฒนาบุคลากร แพลตฟอร์มดิจิทัล เครื่องมือประเมิน ระบบนิเทศติดตาม และฐานข้อมูลผลลัพธ์ผู้เรียน อย่างไรก็ตาม ยังพบข้อจำกัดด้านความแตกต่างของบริบทโรงเรียน ความพร้อมของอุปกรณ์และอินเทอร์เน็ต ความต่อเนื่องในการใช้แพลตฟอร์ม และการนำข้อมูลไปใช้ปรับการเรียนรู้รายบุคคล

ผลลัพธ์ผู้เรียนจากผลการประเมินระยะที่ 1 พบว่าด้าน Reading Literacy เริ่มมีพัฒนาการชัดเจนกว่า Critical Thinking โดยมีผู้เรียนที่พัฒนาขึ้นคิดเป็นร้อยละ 57.69 และด้าน Critical Thinking มีผู้เรียนที่พัฒนาขึ้น ร้อยละ 27.12 จึงสะท้อนว่า Critical Thinking ยังเป็น Pain Point สำคัญที่ต้องได้รับการพัฒนาเชิงลึกต่อเนื่อง และเฉพาะเจาะจงมากขึ้น

และเมื่อสังเคราะห์ผลการดำเนินงานระยะ 9 เดือนร่วมกับข้อสังเกตจากการนิเทศ หนุนเสริม การประชุมสะท้อนผล และข้อมูลผลลัพธ์ผู้เรียน สามารถจำแนกช่องว่างสำคัญที่ต้องนำไปออกแบบการดำเนินงานระยะที่ 2 ได้ 4 ระดับ ได้แก่ ระดับจังหวัด ระดับทีมหนุนเสริมและสถานศึกษา ระดับห้องเรียน และระดับผลลัพธ์ผู้เรียน

ดังนั้น การดำเนินงานระยะที่ 2 จึงจะต่อยอดจากฐานเดิม โดยเน้นการ บูรณาการ AI กับกระบวนการเรียนการสอนและเนื้อหารายวิชาตามกรอบ AIPACK การใช้ AI Feedback Loop ในห้องเรียน การพัฒนาทีมหนุนเสริมผ่าน Coaching, Mentoring และ PLC/SLC ตลอดจนการใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์เพื่อยกระดับความฉลาดรู้ด้านการอ่านและการคิดอย่างมีวิจารณญาณของผู้เรียนให้เกิดผลชัดเจนและยั่งยืนในระดับพื้นที่โดยมีวัตถุประสงค์ ดังนี้


1.เพื่อสรุปผลการดำเนินงานโครงการ กลไกการขับเคลื่อนระบบนิเวศทางการศึกษาด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการเรียนรู้สู่การยกระดับความฉลาดรู้ด้านการอ่าน การคิดอย่างมีวิจารณญาณและสมรรถนะสูงของเด็กและเยาวชน จังหวัดเชียงใหม่ ระยะที่ 1และชี้แจงแนวทางการดำเนินงานโครงการในระยะที่ 2
2.เพื่อชี้แจงการใช้งานแพลตฟอร์มศูนย์การเรียนรู้ทักษะแห่งอนาคตทางการศึกษา(Future Skills Education Learning Cennter(FSE-CMU))
3.เพื่อทบทวนการออกแบบแผนการจัดการเรียนรู้ ที่สร้างการมีส่วนร่วมของนักเรียน (Student Engagement) ผ่านแพลตฟอร์ม “คาปิบ้าเรียน”
4.เพื่อส่งเสริมการจัดทำคลิปและการนำคลิปวิดีโอเกี่ยวกับการนิเทศหนุนเสริม การนิเทศภายในและกระบวนการจัดการเรียนรู้เผยแพร่บนอพลตฟอร์ม YouTube
ดร.อุดมพร กันทะใจ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 1 ให้สัมภาษณ์