เชียงใหม่ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมผู้ประสบภัยในพื้นที่ย่านตำบลช้างคลาน (คลิป)

รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมผู้ประสบภัยในพื้นที่ย่านตำบลช้างคลาน โดยได้เน้นย้ำให้มีการเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง พร้อมลงพื้นที่สนามกีฬาเทศบาลนครเชียงใหม่ ซึ่งเป็นจุดรับและกระจายอาหาร เพื่อแจกจ่ายให้แก่ผู้ประสบภัยที่ได้รับผลกระทบจากเหตุน้ำท่วม

นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ มอบหมายให้นายวรญาณ บุญณราช รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมกับสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารภัยจังหวัดเชียงใหม่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมพื้นที่ประสบอุทกภัย ณ บริเวณหน้าโรงเรียนพิมานเด็ก (ทางลอดสะพานภาค 5), บ้านลลิสา ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยกลุ่มเปาะบาง ประตูน้ำดอนชัย รวมถึงในเขตพื้นที่โซน 2 ถนนเจริญประเทศ โรงเรียนมงฟอร์ตประถม วัดชัยมงคล และไนท์พลาซ่า โดยได้เน้นย้ำให้มีการเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งให้มีการสำรวจและตรวจติดตามประชาชนผู้ติดอยู่บริเวณประสบอุทกภัยอยู่เสมอเพื่อพร้อมให้การช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ติดอยู่ในที่พักอาศัย และสำหรับพื้นที่ที่มีความเสี่ยงให้ทางผู้นำท้องถิ่นได้มีการประกาศแจ้งเตือนให้ประชาชนในละแวกใกล้เคียงขนย้ายสิ่งของขึ้นที่สูงอย่างทันสถานการณ์

และในเวลา 16.00 น. ลงพื้นที่ สนามกีฬาเทศบาลนครเชียงใหม่ ซึ่งเป็นจุดรับและกระจายอาหาร เพื่อแจกจ่ายให้แก่ผู้ประสบภัยที่ได้รับผลกระทบจากเหตุน้ำท่วม โดยได้เน้นย้ำให้กระจายอาหารไปยังประชาชนอย่างทั่วถึงทุกหลังคาเรือน พร้อมทั้งให้จัดสรรอาหารที่สะอาด หลากหลาย ปลอดภัย และไม่เน่าเสียง่าย เพื่อความสะดวกต่อต่อประชาชนในการเก็บรักษ

เชียงใหม่ ผู้จัดการมรดกร่วมปางช้างแม่สาทำจดหมายถึง “อัญชลี” ขอเบิกค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการจัดการมรดก 6 แสนบาท จากกองมรดกของพ่อเลี้ยงปางช้างแม่สา “ชูชาติ กัลมาพิจิตร”

ผู้จัดการมรดกร่วมปางช้างแม่สาทำจดหมายถึง “อัญชลี” ขอเบิกค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการจัดการมรดก 6 แสนบาท จากกองมรดกของนายชูชาติ กัลมาพิจิตร พ่อเลี้ยงปางช้างแม่สา

เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2565 เวลา 09.00 น. นางอัญชลี กัลมาพิจิตร ทายาทปางช้างแม่สาได้เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวถึงกรณีที่นางฐิติรัตน์ กัลมาพิจิตร ผู้จัดการมรดกร่วมได้ทำจดหมายลงวันที่ 30 กันยายน 2565 ขอเบิกค่าใช้จ่ายต่างๆในการจัดการมรดก จำนวน 600,000 บาท (หกแสนบาท) จากกองมรดกนายชูชาติ กัลมาพิจิตร โดยอ้างถึงความจำเป็นที่จะต้องเบิกเงินในการดำเนินคดีร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกและจัดประชุมทายาท ณ โรงแรมแห่งหนึ่งในเมืองเชียงใหม่ โดยได้ทดลองจ่ายเงินไปก่อนหน้านี้แล้ว นางฐิติรัตน์ได้ขอนัดหมายนางอัญชลี ผู้จัดการมรดกร่วม ไปร่วมเบิกถอนเงินจำนวนดังกล่าวในวันที่ 18 ตุลาคม 2565 เวลา 13.00 น. ณ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขาแม่ริม ซึ่งนางฐิติรัตน์ได้ระบุไว้ว่าจะนำใบเสร็จและหลักฐานค่าใช้จ่ายต่างๆเสนอต่อกองมรดก หากมีเงินเหลือก็จะนำส่งคืนแก่กองมรดกต่อไป

ในเรื่องนี้นางอัญชลีได้ให้สัมภาษณ์ว่า ก่อนหน้านี้นางฐิติรัตน์ ประสงค์จะเบิกเงิน จำนวน 1 ล้านบาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่าย แต่ในวันนี้กลับลดจำนวนลงเป็น 600,000 บาท แต่อย่างไรก็ตาม ตนมีความคิดเห็นว่าเงิน 600,000 บาท เป็นค่าใช้จ่ายที่สูงมาก และหากเป็นค่าใช้จ่ายที่ได้จ่ายไปแล้ว ก็ต้องทราบจำนวนทั้งหมดที่ได้ใช้จ่ายและควรเสนอรายการต่างๆเพื่อทราบให้เท่ากับจำนวนค่าใช้จ่ายตามจริงเสียก่อน ค่าใช้จ่ายก็ควรอยู่ในประเด็นที่ทายาทจะได้รับประโยชน์ ตนไม่เห็นว่าจะต้องเบิกเงินไปแล้ว และเหลือเท่าใดจะนำมาคืนในภายหลัง ประเด็นที่สำคัญกว่านั้น นางฐิติรัตน์ได้จัดประชุมทายาทที่ห้องในโรงแรมฯ ทั้งๆที่ทายาทมีเพียงไม่กี่คน และไม่มีการตกลงกันก่อนล่วงหน้าว่าจะจัดการกันอย่างไร การประชุมครั้งล่าสุด ตนได้ไปด้วยและเห็นว่ามีการลงทะเบียนแยกเป็นรายชื่อทายาท และรายชื่อสื่อมวลชน ตนยังถามว่าเป็นการแถลงข่าวใช่หรือไม่ หากเป็นการแถลงข่าวตนไม่ขอร่วมด้วย ตนยังเห็นอีกว่ามีการจัดห้องประชุมและจัดเลี้ยงอาหารด้านหลังห้อง ตนเห็นว่าผู้จัดการมรดกไม่มีความจำเป็นต้องใช้เงินมากมายขนาดนั้น ตนจึงขอปฏิเสธที่จะเบิกเงินจำนวน 1 ล้านบาท หรือ หกแสนบาท ตามที่ได้นัดหมายมา

ส่วนการนัดหมายอื่นๆ เช่นการตรวจสอบทรัพย์สิน และการโอนทรัพย์สินให้ทายาทตามพินัยกรรม ตนจะไปร่วมทำหน้าที่ด้วย” อนึ่งตนได้ยื่นคำร้องขอเพิกถอนนางฐิติรัตน์ออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกร่วมแล้ว โดยศาลได้รับคำร้องและจะมีการดำเนินการตามขั้นตอนของกฏหมายต่อไป ถึงแม้ว่าขณะนี้ปางช้างแม่สาจะมีโอกาสได้ขายทรัพย์สินบางรายการตามพินัยกรรมและนำเงินเข้าสู่บริษัท แต่ก็ต้องใช้เวลา

“สิ่งที่ทำได้ง่ายที่สุด คือการโอนเงินจำนวน 15 ล้านบาทให้แก่ปางช้างแม่สาตามพินัยกรรม กรณีเรื่องเงิน 15 ล้านบาทนี้ นางฐิติรัตน์ยังคงอ้างว่าเงินในบัญชีนี้ของนายชูชาติที่ยกให้เป็นเงินทุนหมุนเวียนให้แก่บริษัทปางช้างแม่สาฯจะต้องแบ่งเป็นสินสมรสให้เขาครึ่งหนึ่ง เขาจึงไม่ให้เบิก ทุกวันนี้เรามีความลำบากมาก ลำบากกันทั้งช้างและพนักงาน ไม่รู้จะพูดบอกเขาอีกอย่างไรดี” นางอัญชลีกล่าวก่อนจบการให้สัมภาษณ์

 

เชียงใหม่ “โต้คลื่นฝ่ากระแส มุ่งหน้าสู่ฝัน” เฉลิมฉลองครบรอบ 73 ปี การสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีน (คลิป)

‘โต้คลื่นฝ่ากระแส มุ่งหน้าสู่ฝัน’ เฉลิมฉลองครบรอบ 73 ปี การสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีน #สาธารณรัฐประชาชนจีน #กงสุลใหญ่จีน #เศรษฐกิจ #73ปีสาธารณรัฐประชาชนจีน

นานอู๋ จื้ออู่ กงสุลใหญ่จีนประจำเชียงใหม่ กล่าวว่า วันที่ 1 ตุลาคม เป็นวันชาติของสาธารณรัฐประชาชนจีน ในวาระแห่งการเฉลิมฉลองสำหรับชาวจีนทั้งในและต่างประเทศนี้ ข้าพเจ้าขอส่งคำอวยพรไปยังเพื่อนร่วมชาติ และร่วมแบ่งปันความภาคภูมิใจและความสุขของพวกเราให้กับเพื่อนๆ ทุกสาขาอาชีพในพื้นที่เขตอาณาของสถานกงสุลใหญ่จีนประจำเชียงใหม่

วันนี้เมื่อ 73 ปีก่อน รัฐบาลประชาชนกลางแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนได้สถาปนาขึ้น ทำให้ประเทศจีนก้าวกระโดดจากระบอบศักดินาที่สืบทอดมานับพันปีสู่ระบอบประชาธิปไตยของประชาชน อันเป็นการเปลี่ยนแปลงของระบอบการปกครองครั้งใหญ่ของโลก ซึ่งปลุกให้ทุกชนชาติและประชาชนที่ถูกกดขี่ทั่วโลกลุกขึ้นต่อสู้เพื่อการปลดแอก ตลอด 73 ปีที่ผ่านมา ประชาชนชาวจีนได้ก้าวผ่านการเดินทางที่ยิ่งใหญ่ ในช่วงระยะเวลาแห่งการปฏิวัติและการสร้างสรรค์สังคมนิยมนั้น จีนได้ก่อตั้งระบอบสังคมนิยมขั้นพื้นฐานขึ้น บรรลุการปฏิรูปสังคมในขอบเขตกว้างที่สุดและมีระดับลึกซึ้งที่สุดในประวัติศาสตร์ประชาชาติจีน บรรลุการก้าวกระโดดครั้งใหญ่จากประเทศขนาดใหญ่ที่ยากไร้และมีประชาชนจำนวนมากสู่สังคมนิยม ในยุคใหม่ของการปฏิรูปและเปิดประเทศและการสร้างสรรค์สังคมนิยมสมัยใหม่ ประเทศจีนได้บุกเบิกหนทางที่ถูกต้องอย่างไม่ลดละในการสร้างสรรค์สังคมนิยม และประสบความสำเร็จในการก้าวข้ามทางประวัติศาสตร์ จากประเทศที่มีพลังการผลิตที่ค่อนข้างล้าหลังมาเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่อันดับสองในโลก

นับตั้งแต่การประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีนครั้งที่ 18 เมื่อปี พ.ศ. 2555 ระบอบสังคมนิยมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะของจีนก็ได้เข้าสู่ยุคใหม่ เศรษฐกิจของจีนมีการพัฒนาอย่างมีเสถียรภาพและต่อเนื่อง พลังรวมของประเทศเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และมีบทบาทในเวทีระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2564 เนื่องในโอกาสครบรอบ 100 ปีการก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์จีน ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่า จีนได้บรรลุเป้าหมายการบากบั่นต่อสู้แห่งศตวรรษแรก คือ การสร้างสังคมพอกินพอใช้ทุกด้านบนดินแดนจีนและแก้ไขปัญหาความยากจนสัมบูรณ์เชิงประวัติศาสตร์ได้สำเร็จลุล่วง อีกทั้งยังกำลังก้าวสู่เป้าหมายแห่งศตวรรษที่สอง คือ การสร้างประเทศที่มีความเข้มแข็งและทันสมัยแห่งสังคมนิยมในทุกด้าน ประชาชาติจีนได้บรรลุการก้าวกระโดดอันยิ่งใหญ่ จากการลุกขึ้น มั่งคั่งขึ้น มาเป็นเข้มแข็งขึ้น การบรรลุการฟื้นฟูความเจริญรุ่งเรืองของประชาชาติจีนนั้นได้เข้าสู่กระบวนการเชิงประวัติศาสตร์ที่ต้องเป็นไปอย่างมั่นคงแล้ว

ในปี พ.ศ. 2564 GDP ของจีนสูงถึง 17.7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ นับเป็นอันดับสองของโลก ซึ่งคิดเป็น 18.5% ของเศรษฐกิจโลกและมีส่วนสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจโลกประมาณ 25% ทำให้จีนกลายเป็นพลังสำคัญในการฟื้นฟูเศรษฐกิจโลก GDP ต่อหัวของจีนอยู่ที่ 12,551 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลก และเข้าใกล้เกณฑ์ของผู้มีรายได้สูงซึ่งกำหนดโดยธนาคารโลก ประเทศจีนเป็นอันดับหนึ่งของโลกในด้านการค้าสินค้า และเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ และเป็นอันดับสองของโลกในด้านการค้าภาคบริการ การลงทุนในต่างประเทศ และตลาดอุปโภคบริโภค

นับตั้งแต่ต้นปีมานี้ ถึงแม้ว่าสถานการณ์ระหว่างประเทศจะซับซ้อนและตึงเครียด เกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ในประเทศหลายแห่งหลายครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัจจัยที่คาดคิดไม่ถึงได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรง แต่อย่างไรก็ตาม การพัฒนาของจีนที่มีความยืดหยุ่นสูงและมีศักยภาพมาก ทำให้แนวโน้มการพัฒนาเศรษฐกิจในทางที่ดีไม่มีการเปลี่ยนแปลง สถานการณ์การฟื้นฟูความมั่นคงอย่างต่อเนื่องไม่มีการเปลี่ยนแปลง และเงื่อนไขการส่งเสริมการพัฒนาที่มีคุณภาพสูงก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลง รัฐบาลจีนได้ประสานงานการป้องกันและควบคุมโรคกับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างมีประสิทธิภาพ มีการดำเนินการตามแนวคิดการพัฒนาแบบใหม่ด้วยนวัตกรรม ความสมดุล ความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การเปิดกว้าง และการแบ่งปัน เร่งสร้างรูปแบบการพัฒนาแบบใหม่ที่หมุนเวียนภายในประเทศเป็นหลัก และยุทธศาสตร์วงจรคู่ขนานในประเทศและต่างประเทศที่ส่งเสริมซึ่งกันและกัน ส่งเสริมการพัฒนาที่มีคุณภาพสูง ทำให้การเกิดโรคระบาดระลอกใหม่ในประเทศได้รับการควบคุมอย่างมีประสิทธิภาพ เศรษฐกิจภาคประชาชนมีเสถียรภาพและฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง สามารถรักษาสังคมที่มีเสถียรภาพได้โดยรวม

“เรือเมื่อแล่นสู่กลางสายน้ำ ย่อมเจอกับกระแสน้ำที่ไหลเชี่ยวกว่า” บนเส้นทางการบรรลุความฝันในการฟื้นฟูความรุ่งเรืองของประชาชาติจีนนั้น พวกเรามีความมั่นใจที่เต็มเปี่ยม ประเทศจีนมีพรรคคอมมิวนิสต์เป็นแกนนำที่แข็งแกร่ง มีข้อได้เปรียบของระบอบการปกครองแบบสังคมนิยมที่สามารถระดมกำลังเพื่อทำภารกิจใหญ่หลวงได้ สิ่งเหล่านี้เป็นหลักประกันพื้นฐานที่ทำให้แน่ใจได้ว่า จีนจะสามารถรักษาไว้ซึ่งเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความมั่นคงทางสังคมในระยะยาวได้ การที่จีนมีรากฐานทางวัตถุที่สมบูรณ์ซึ่งสั่งสมมานาน มีทรัพยากรมนุษย์ที่หลากหลาย มีระบบอุตสาหกรรมที่ครบวงจร และมีศักยภาพที่แข็งแกร่งทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ตลอดจนมีขนาดตลาดที่ใหญ่ที่สุดและมีศักยภาพมากที่สุดของโลก ทำให้จีนมีแรงสนับสนุนขั้นพื้นฐานในการส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจและสามารถต้านทานความเสี่ยงจากภายนอกได้

จีนจะยึดมั่นในหนทางการพัฒนาที่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงของประเทศ และจะยืนหยัดส่งเสริมการฟื้นฟูความเจริญรุ่งเรืองของประชาชาติจีนด้วยหนทางสู่ความทันสมัยแบบจีน ในฐานะประเทศกำลังพัฒนา จีนจะพยายามช่วยให้ประเทศอื่นๆ พัฒนาไปพร้อมๆ กันกับจีน เมื่อปีที่ผ่านมา ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้นำเสนอข้อริเริ่มการพัฒนาระดับโลก และข้อริเริ่มด้านความมั่นคงระดับโลก ตามลำดับ โดยเรียกร้องให้ทุกประเทศทั่วโลกร่วมมือกันเพื่อรับมือกับความท้าทายและสร้างอนาคตร่วมกัน ข้อริเริ่มทั้งสองสอดรับและส่งเสริมซึ่งกันและกัน บูรณาการเรื่องสันติภาพและการพัฒนา ซึ่งเป็นหัวข้อหลักที่สำคัญแห่งยุคสมัยเข้าด้วยกัน นับเป็นการเสนอภูมิปัญญาและวิธีการของจีนให้กับประเทศต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาการพัฒนาและยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดีขึ้น

วันที่ 16 ตุลาคมที่จะถึงนี้ การประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีนครั้งที่ 20 กำลังจะจัดขึ้น การประชุมครั้งนี้จะกำหนดเป้าหมายภารกิจและนโยบายที่สำคัญของการพัฒนาของจีนในอีก 5 ปีข้างหน้าและวางแนวทางต่อจากนั้น จีนจะยึดมั่นในนโยบายต่างประเทศที่เป็นสันติและอิสระ จีนจะยังชูธงแห่งสันติภาพ การพัฒนา ความร่วมมือ และการเอื้อประโยชน์ร่วมกัน ยึดมั่นในการปกป้องสันติภาพของโลก ส่งเสริมการพัฒนาร่วมกัน และส่งเสริมการสร้างประชาคมที่มีอนาคตร่วมกันสำหรับมนุษยชาติ จีนและไทยเป็นเพื่อนบ้านที่ดี เป็นหุ้นส่วนที่ดี เป็นเพื่อนที่ดี และเป็นญาติมิตรที่ดี ที่มีความสามัคคีกลมเกลียวและร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาตลอด นับตั้งแต่การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตเมื่อ 47 ปีที่แล้ว ทั้งสองฝ่ายมีการเยี่ยมเยียนกันระหว่างผู้นำระดับสูงบ่อยครั้ง และมีความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรมที่ประสบผลสำเร็จมากมาย ความสัมพันธ์จีน-ไทยมีความเข้มแข็งที่มากขึ้น เป็นแบบอย่างสำหรับความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศที่มีระบอบสังคมที่แตกต่างกัน ปีนี้ยังเป็นวาระครบรอบ 10 ปี ของการสถาปนาความสัมพันธ์หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์อย่างรอบด้านระหว่างจีน-ไทยอีกด้วย ท่านหวัง อี้ มนตรีแห่งรัฐและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีนได้เดินทางมาเยือนประเทศไทยเมื่อเร็วๆ นี้ และได้บรรลุฉันทามติที่สำคัญกับฝ่ายไทยที่จะร่วมกันสร้างประชาคมจีน-ไทยที่มีอนาคตร่วมกัน จีนและไทยมีเป้าหมายและแนวทางที่คล้ายคลึงกันในการพัฒนา ตลอดจนมีเงื่อนไขที่เอื้ออำนวยมากมายสำหรับความร่วมมือที่เป็นประโยชน์ร่วมกันในอนาคต เราจึงเชื่อมั่นว่า ภายใต้ความพยายามร่วมกันของทั้งสองฝ่าย ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศจะมีอนาคตที่สดใสยิ่งขึ้นอย่างแน่นอน

นับตั้งแต่ปีนี้ ข้าพเข้าได้เดินทางไปเยือนจังหวัดต่างๆ ในเขตอาณาของสถานกงสุลใหญ่จีนฯ ซึ่งได้พบปะพูดคุยและติดต่อประสานงานกับบุคคล จากส่วนราชการและวงการต่างๆ ทั้งทางด้านเศรษฐกิจการค้า การศึกษา วัฒนธรรม ฯลฯ ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกได้ถึงมิตรภาพที่ทุกสาขาอาชีพในภาคเหนือของไทยที่มีต่อชาวจีน ตลอดจนความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างจีน-ไทย สืบเนื่องจากการเปิดเส้นทางรถไฟจีน-ลาว ระบบเครือข่ายรางรถไฟจีน ลาว และไทยมีการเชื่อมต่อเข้าด้วยกัน ส่งผลให้ “ระเบียงการค้าทางบก-ทางทะเลแห่งใหม่” ของภูมิภาคลุ่มแม่น้ำล้านช้าง-แม่โขงมีความสะดวกยิ่งขึ้น ข้อริเริ่ม “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” จะช่วยยกระดับให้ภาคเหนือของไทยมีข้อได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ในด้านความร่วมมือและการพัฒนาระดับภูมิภาค สถานกงสุลใหญ่จีนฯ จะทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างประเทศจีนกับภาคเหนือของไทย ส่งเสริมความร่วมมือที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน ผลักดันข้อริเริ่ม “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” และ “กรอบความร่วมมือล้านช้าง-แม่โขง” ในภาคเหนือของไทย ให้ประสบความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม และยกระดับความร่วมมือระหว่างจีนและภาคเหนือของไทยให้เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างประโยชน์ให้กับประชาชนของทั้งสองประเทศ

ขออวยพรให้ประเทศจีนและประเทศไทยมีความเจริญรุ่งเรือง ประชาชนของทั้งสองประเทศอยู่เย็นเป็นสุข

เชียงใหม่ วัดสันมะเกี๋ยง ทำกิจกรรมสงฆ์ช่วงเข้าพรรษาทำให้ค่าไฟฟ้าวัดเพิ่มสูง ขอท่านผู้มีจิตกุศลร่วมทำบุญตามกำลังศรัทธาได้ ก่อนที่วัดจะถูกตัดไฟ

วัดสันมะเกี๋ยง อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ ติดหนี้ค่าไฟฟ้า กว่า 4 หมื่น พระสงฆ์ปฏิบัติกิจกรรมสงฆ์ ช่วงเข้าพรรษา การพัฒนาบูรณะสร้างวัด ที่สำคัญพระสงฆ์ในวัดมีจำนวนมากถึง 30 รูป ทำกิจกรรมต่างๆในวัดมากทำให้การใช้ไฟฟ้าเพิ่มสูงมาก ได้น้อมนำโอวาทธรรม หลวงพ่อฤาษีลิงดำบุญ “ท่านใดถวายปัจจัยชำระหนี้แทนสงฆ์ ชีวิตจะดีขึ้น โรคภัยจะหายขาด หนี้สินจะหมดไป จนกลายเป็นคนมีเงิน อย่างน่าอัศจรรย์” ท่านผู้มีจิตกุศลร่วมทำบุญตามกำลังศรัทธาได้ ก่อนที่วัดจะถูกตัดไฟ

เมื่อวันที่ 30 ก.ย.2565 ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจากลูกศิษย์ของวัดสันมะเกี๋ยง ต.สำราญราษฏร์ อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ แจ้งว่า วันนี้ทางวัดได้ค้างชำระค่าไฟฟ้า จำนวน 2 เดือน คือเดือนสิงหาคม และเดือนกันยายน 2565 ติดหนี้ค่าไฟที่ทางวัดสันมะเกี๋ยงจะต้องจ่ายให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจำนวนมาก รวมทั้งสิ้น จำนวน 46,946.14 บาท

ทางวัดสันมะเกี๋ยง จึงแจ้งให้ศรัทธาประชาชน ลูกศิษย์ลูกหา ที่มีความประสงค์จะถวายปัจจัยเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชาเพื่อให้วัดเป็นสถานที่ปฏิบัติกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาต่อไป สามารถร่วมทำบุญมอบปัจจัยให้กับทางวัดสันมะเกี๋ยงได้ตามกำลังศรัทธา ก่อนที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจะให้เจ้าหน้าที่การไฟฟ้ามาตัดไฟในเร็วๆนี้

ลูกศิษย์ของวัดสันมะเกี๋ยง บอกอีกว่า ขอยกโอวาทธรรมของท่านหลวงพ่อฤาษีลิงดำ ให้โอวาทไว้ว่า “บุญถวายค่าน้ำ-ค่าไฟ บุญชำระหนี้สงฆ์ คนที่หมั่นชำระหนี้แทนสงฆ์ตลอดเวลานั้น ให้สังเกตุดูก็ได้ว่า ชีวิตจะเริ่มดีขึ้น โรคเวรโรคกรรมจะเริ่มหายขาด เงินทองที่เคยติดขัด หนี้สินที่เคยมีมากมาย จะค่อยๆลดลงไป จนกลายเป็นคนมีเงินอย่างน่าอัศจรรย์ ชำระหนี้สงฆ์ช่วยกันชำระให้ครบถ้วน”

สำหรับศรัทธาประชาชน ลูกศิษย์ลูกหา ร่วมทำบุญตามกำลังศรัทธาได้ที่ บัญชี : ธนากรุงไทย ชื่อบัญชี : ค่าน้ำ-ค่าไฟ วัดสันมะเกี๋ยง เลขที่บัญชี : 553-0-40724-2 สอบถามเพิ่มเติมได้ที่โทร. 089-5584332 เจ้าอาวาส ขออานิสงค์ ในการเพิ่มเติมแสงสว่างในพระพุทธศาสนา ให้ท่านเจริญรุ่งเรืองด้วย หน้าที่การงาน การเงิน รวย รวย รวย

เชียงใหม่ จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและทำความเข้าใจกับประชาชนผู้มีส่วนได้เสีย โครงการบริหารจัดการขยะมูลฝอย เพื่อแปรสภาพเป็นเชื้อเพลิงขยะ (RDF) และผลิตกระแสไฟฟ้า (คลิป)

จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและทำความเข้าใจกับประชาชนผู้มีส่วนได้เสีย โครงการบริหารจัดการขยะมูลฝอย เพื่อแปรสภาพเป็นเชื้อเพลิงขยะ (RDF) และผลิตกระแสไฟฟ้า องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่

วันนี้ (30 กย.65) เวลา 09.00 ที่หอประชุมศรีศุภอักษร วัดพระธาตุดอยสะเก็ด อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ บริษัท เชียงใหม่ เวสท์ ทู เอ็นเนอร์จี จำกัด และ บริษัท เอ็นทิค จำกัด บริษัทที่ปรึกษาด้านสิ่งแวดล้อม ได้จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและทำความเข้าใจกับประชาชนผู้มีส่วนได้เสีย โครงการบริหารจัดการขยะมูลฝอย เพื่อแปรสภาพเป็นเชื้อเพลิงขยะ (RDF) และผลิตกระแสไฟฟ้า ของ องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ ผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วยประชาชนในพื้นที่ 17 หมู่บ้านในตำบลป่าป้อง ตำบลแม่โป่ง และตำบลเชิงดอย รวมถึงหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ระดับจังหวัด/อำเภอ/ท้องถิ่น ในจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมด้วยผู้แทนสื่อมวลชน กว่า 900 คน โดยมีนายวรวิทย์ ชัยสวัสดิ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานการประชุม ผู้เข้าร่วมประชุมได้มีการซักถาม แสดงข้อวิตกกังวล และเสนอความคิดเห็นต่อโครงการอย่างกว้างขวาง

องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่อำเภอเมืองเชียงใหม่ อำเภอแม่ริม ,อำเภอแม่ออน, อำเภอสันกำแพง, อำเภอสารภี, อำเภอหางดง, อำเภอสันทราย, อำเภอแม่แตง และอำเภอดอยสะเก็ด จำนวนรวม 66 แห่ง ตกลงทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในการจัดการขยะมูลฝอยซึ่งมีปริมาณ 650 ตันต่อวัน โดยนำส่งไปกำจัด ณ ศูนย์การจัดการขยะมูลฝอยแบบครบวงจร ตั้งอยู่หมู่ที่ 1 บ้านป่าตึงน้อย ตำบลป่าป้อง อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งอยู่ในการดูแลขององค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่

สำหรับศูนย์การจัดการขยะมูลฝอยแห่งนี้ สร้างแล้วเสร็จและเปิดดำเนินการรับกำจัดขยะมูลฝอยด้วย กระบวนการขัดแยกขยะรีไซเคิล กระบวนการหมักปุ๋ยชีวภาพจากขยะอินทรีย์ ส่วนขยะที่ไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้จะดำเนินการอัดเป็นแท่งลดขนาด และบีบเอาน้ำชะขยะออกก่อนทำการฝังกลบอย่างถูกหลักสุขาภิบาล มาตั้งแต่ พ.ศ. 2553 ปัจจุบันเครื่องจักรในศูนย์การจัดการขยะมูลฝอยมีสภาพชำรุดทรุดโทรม องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ จึงมีแนวความคิดให้เอกชนเป็นผู้ดำเนินกิจการบริหารการจัดการขยะมูลฝอย เพื่อพัฒนาศักยภาพการจัดการขยะมูลฝอยของศูนย์การจัดการขยะมูลฝอยให้ดีขึ้น และสามารถรองรับขยะมูลฝอยได้เพียงพอ โดยที่ไม่ต้องขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากภาครัฐมาดำเนินการ และได้ดำเนินการคัดเลือกเอกชนที่มีความเหมาะสม

และบริษัท เชียงใหม่ เวสท์ ทู เอ็นเนอร์จี จำกัด เป็นเอกชนที่ได้รับการพิจารณาให้เข้ามาดำเนินโครงการ ด้วยการนำเอาขยะมูลฝอยชุมชนมากำจัดด้วยวิธีเผาไหม้ให้เกิดความร้อนแล้วนำความร้อนที่ได้ไปผลิตไฟฟ้า ซึ่งเป็นการแก้ไขปัญหาขยะมูลฝอยอย่างถาวร ไม่ก่อให้เกิดมลพิษ เนื่องจากมีการกำหนดให้ติดตั้งระบบบำบัดมลพิษทางอากาศ และการติดตามตรวจสอบมลพิษจากปล่องอย่างต่อเนื่อง ช่วยส่งเสริมความเป็นอยู่ของประชาชนบริเวณพื้นที่ที่ใกล้เคียงให้มีสุขภาพและคุณภาพชีวิตดีขึ้น ตลอดจนช่วยลดงบประมาณในการบริหารจัดการขยะ อีกทั้งยังเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานไฟฟ้าภายในจังหวัดเชียงใหม่อีกด้วย


สำหรับผลประโยชน์จากโครงการที่จะเกิดกับชุมชนเมื่อเปิดดำเนินงาน ได้แก่ การนำขยะกลับมาใช้ประโยชน์ และเพิ่มมูลค่าด้วยการแปรเปลี่ยนเป็นพลังงานไฟฟ้า เสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานไฟฟ้าภายในจังหวัดเชียงใหม่ โดยนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ในโครงการส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยกว่าวิธีการนำขยะมาฝั่งกลบ มีระบบควบคุมและป้องกันมลพิษเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน รวมทั้งมีการจัดตั้งกองทุนพัฒนารอบโรงไฟฟ้าให้กับชุมชนตามระเบียบของคณะกรรมการกำกับกิจกรรมพลังงานเพื่อนำไปใช้เป็นสาธารณประโยชน์ของชุมชนที่อยู่รอบโรงไฟฟ้า ทั้งนี้ คาดว่าจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างได้ประมาณไตรมาสที่ 3 ของ พ.ศ. 2566 และสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ในไตรมาสที่ 4 ของ พ.ศ. 2568

เชียงใหม่ ปาฏิหาริย์มีจริง “อัญชลี” ได้รับเงินช่วยเหลือจากกลุ่มคนผู้รักช้าง พร้อมดำเนินการโอนทรัพย์มรดกของพ่อเลี้ยงชูชาติ กัลมาพิจิตร เจ้าของปางช้างแม่สาแล้วบางส่วน

ปาฏิหาริย์มีจริง “อัญชลี” ได้รับเงินช่วยเหลือจากกลุ่มคนผู้รักช้าง ดำเนินการโอนทรัพย์มรดกในเมืองของพ่อเลี้ยงชูชาติ กัลมาพิจิตร เจ้าของปางช้างแม่สาแล้วบางส่วน เพื่อแปรทรัพย์สินนำเงินมาประคองเลี้ยงพนักงานและช้าง 68 เชือก “ฐิติรัตน์” พร้อมทนายยินดีเจรจา และถือว่าจัดการมรดกโอนทรัพย์วันนี้เป็นนิมิตรหมายที่ดี ถึงพินัยกรรมจะระบุโอนได้เฉพาะอาคารหากมีการพูดคุยการโอนอาคารให้พร้อมที่ดินด้วยได้ ต้องการให้ปัญหาจบไว้ๆ

เมื่อวันที่ 29 ก.ย.2565 เวลา 09.30 น. นางอัญชลี กัลมาพิจิตร พร้อมทนายความได้เดินทางมายัง สนง.ที่ดินจังหวัดเชียงใหม่ ตามที่นางฐิติรัตน์ กัลมาพิจิตร ผู้จัดการมรดกร่วมได้ส่งเอกสารนัดหมายให้มาร่วมกันโอนมรดกเป็นครั้งที่ 2 โดยระบุว่า จะโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินในเขต อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ให้แก่บริษัท ปางช้างแม่สา จำกัด ตามพินัยกรรมของนายชูชาติ กัลมาพิจิตร อันประกอบด้วย อาคารพาณิชย์ และกรรมสิทธิ์ห้องชุด อาทิเช่น อาคารสำนักงานถนนท่าแพ, ห้องชุดในคอนโดมิเนียม ต.ช้างคลาน และที่ดินพร้อมตึกแถว ต.ป่าตัน อ.เมือง จ.เชียงใหม่ อนึ่งในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินในวันนี้ นางฐิติรัตน์ กัลมาพิจิตร ผู้จัดการมรดกร่วมได้แจ้งให้ นางอัญชลี กัลมาพิจิตร (ในฐานะผู้จัดการมรดกร่วมและกรรมการผู้จัดการบริษัท ปางช้างแม่สา จำกัด) ว่า นางอัญชลี ต้องเป็นผู้หาและจัดเตรียมค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายต่างๆไปชำระให้แก่ สนง.ที่ดินจังหวัดเชียงใหม่เอง ทั้งๆที่ในพินัยกรรมของนายชูชาติ ได้ระบุใว้ชัดเจนว่า “บรรดาค่าใช้จ่ายต่างๆในการจัดการมรดกตามพินัยกรรมให้ผู้มีหน้าที่เบิกจ่ายค่าใช้จ่ายเหล่านั้นจากกองมรดกของข้าพเจ้าเท่าที่ใช้จ่ายตามความเป็นจริงก่อนที่จะทำการแบ่งทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทผู้รับพินัยกรรม”

ผู้สื่อข่าวได้สอบถามนางอัญชลี ถึงเรื่องเงินที่จะต้องใช้จ่ายเป็นค่าธรรมเนียมการโอนที่ดินในวันนี้ ซึ่งนางอัญชลี บอกว่า ช่วงที่ผ่านมาตนได้แต่เดินสายทำบุญตามวัดต่างๆ เพื่ออุทิศส่วนบุญส่วนกุศลไปให้บิดาและญาติผู้ใหญ่ ที่ได้ล่วงลับไปแล้ว เพื่อให้ช่วยเหลือตนแก้ไขปัญหา การเงินของปางช้างแม่สา เพราะที่ผ่านมามีแต่ติดลบ โดยตนนั้นต้องบริหารปางช้างแม่สา มานานหลายปีโดยไม่สามารถใช้เงินที่บิดาตั้งใจมอบไว้ให้ปางช้างแม่สา ก็ได้รับข่าวดีถือว่าเป็นปาฏิหาริย์ก็เป็นได้เพราะมีกลุ่มผู้รักช้างได้ติดต่อช่วยเหลือด้านการเงินเกี่ยวกับการโอนที่ดินในวันนี้

“ในวันนี้ ตนได้นำเงินของ บริษัทฯมาเป็นค่าโอนทรัพย์สินตามที่นางฐิติรัตน์ ได้ระบุไว้ ซึ่งเป็นเงินจากกลุ่มผู้รักช้างที่ได้รวบรวมเงินสดมาช่วยเหลือตนในวันนี้ จำนวนห้าแสนบาท ตนจะไม่ลืมพระคุณเลย และในวันนี้ปางช้างแม่สา จะได้รับโอนที่ทรัพย์มรดกรวม 4 แปลง อาคารพาณิชย์, ห้องชุดคอนโดมิเนียม ซึ่งนอกจากจะอยู่ในเขต อ.เมืองแล้ว ยังมีห้องชุดในคอนโดฯที่ อ.สารภี อีกแห่งหนึ่งด้วย การโอนทรัพย์สินวันนี้ ถือเป็นก้าวแรกที่บริษัท ปางช้างแม่สา จำกัด จะเริ่มมีทรัพย์สิน โดยเปลี่ยนจากชื่อนายชูชาติ กัลมาพิจิตร (บิดาตน) มาเป็นบริษัท ปางช้างแม่สาฯ ตามพินัยกรรมของนายชูชาติ ได้ระบุเอาไว้ว่า ให้ขายทรัพย์สินเหล่านั้นเพื่อนำมาเป็นทุนของบริษัทฯ ตามขั้นตอน ตนจะต้องจัดประชุมผู้ถือหุ้นและประชุมกรรมการฯ เพื่อชี้แจงในประเด็นต่างๆเหล่านี้ ซึ่งตนได้คิดเตรียมการทุกเรื่องไว้ล่วงหน้าก็เป็นเพราะว่า เราไม่มีเวลา และไม่มีเงินอีกแล้ว

“ส่วนในวันที่ 18 ต.ค.ทนายนางฐิติรัตน์ ได้นัดโอนห้องชุดคอนโด 103 ที่ที่ดิน อ.สารภี และในวันที่ 19 ต.ค.ได้ส่งเอกสารนัดตนและทายาทไปร่วมกันตรวจสอบทรัพย์มรดกภายในบ้านล้านช้าง ต.แม่แรม อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ และในช่วงบ่ายได้นัดหมายเป็นครั้งที่ 3 ให้ไปร่วมกันโอนที่ดินใน เขต อ.แม่ริมอีกครั้ง หากตนมีเงินพอก็จะไปรับโอนที่ดินดังกล่าวทั้งหมด รวมถึงบ้านล้านช้างของบิดาด้วย ตนจะพยายามหาเงินมาเอง จะไม่รอเบิกเงินจากกองมรดก ซึ่งเรื่องนี้นางฐิติรัตน์ ประสงค์อย่างไร ตนก็จะทำไปตามนั้น ตอนนี้ตนต้องอดทนและพยายามแก้ไขปัญหาอย่างสุดความสามารถ เพื่อชีวิตของช้างจำนวน 68 เชือกและพนักงานอีกกว่า 100 คน ซึ่งช้างจะต้องมีอาหารกินวันละ 10 ตันทุกวัน ส่วนควาญช้างก็ต้องมีเงินเดือนจ่ายให้เขาทุกเดือน บิดาตนจากไปจะครบ 4 ปีแล้ว ในวันที่ 27 มกราคม ปี 2566 ตนคิดว่ามันถึงเวลาแล้วที่จะต้องสะสางปัญหาต่างๆในตระกูลกัลมาพิจิตร ให้สำเร็จ คนไหนผิดก็ว่ากันไปตามความผิด การยื้อเวลาไว้ มีแต่จะเสียหายหนัก” นางอัญชลี กล่าว

นางอัญชลี ได้เดินทางเข้าไปภายในสำนักงานที่ดินพร้อมกับทนายความ เพื่อพบกับนางฐิติรัตน์ กัลมาพิจิตร เพื่อขอดูโฉนด พร้อมดำเนินการรับโอนทรัพย์สินตามพินัยกรรมให้กับปางช้างแม่สาต่อไป โดยนางอัญชลี มีสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ผิดกับวันนัดโอนที่ดินในครั้งแรกที่ประสบความล้มเหลวที่นัดโอนที่ดินครั้งแรกที่ สนง.ที่ดินแม่ริม อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ ซึ่งการโอนที่ดินทรัพย์สินในเมือง 4 แปลงครั้งนี้ มีมูลค่าประมาณ 30 กว่าล้านบาท

หลังจากนั้นผู้จัดการมรดกทั้งคู่ ได้จัดการโอนที่ดินซึ่งเป็นมรดกของพ่อเลี้ยงชูชาติ กัลมาพิจิตร เจ้าของปางช้างแม่สาที่เสียชีวิตไปแล้ว และได้ดำเนินการตามขั้นตอนของ สนง.ที่ดินจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อทำการโอนให้เป็นชื่อของผู้จัดการมรดกร่วมทั้งสองคนก่อน หลังจากนั้นก็ดำเนินการประกาศขายทรัพย์ต่อไปตามพินัยกรรม ยกเว้นห้องชุดย่านประตูท่าแพ จำนวน 1 แปลง ที่โอนเป็นชื่อของบริษัท ปางช้างแม่สา จำกัด ได้เลย และแปลงแรกที่โอนสำเร็จคือ อาคารชุด 2 ชั้นครึ่ง ย่านบ้านท่อ ต.ป่าตัน อ.เมือง จ.เชียงใหม่ แปลงที่ 2 ห้องชุดของดวงตะวันคอนโด แปลงที่ 3 อาคารชุดย่านท่าแพ และแปลงที่ 4 ที่ดินมรดกที่นายชูชาติ กัลมาพิจิตร ได้รับมาจากนายเชิด กัลมาพิจิตร จำนวน 37 ตารางวา

ผู้สื่อข่าวขอสัมภาษณ์ นางฐิติรัตน์ กัลมาพิจิตร ผู้จัดการมรดกร่วมฯและทนาย ที่กำลังเดินทางเข้ามาสำนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่เสร็จในวันนี้แล้ว นายพิมลศักดิ์ วรรณประภา ทนายความนางฐิติรัตน์ กล่าวว่า วันนี้การโอนโฉนดที่ดินอาคารชุดเป็นไปด้วยความเรียบร้อย เป็นนิมิตรหมายที่ดี ค่าธรรมเนียมโอนก็ไม่แพง เช่นบางแปลงค่าโอนแปลงละ 75 บาทเป็นต้น การนัดโอนก็จะมีการนัดกันอีกจำนวนหลายแปลง

“ทนายคุณอัญชลี เขายื่นต่อศาลร้องขอเผิกถอนการเป็นผู้จัดการมรดกร่วม แต่ผมได้พยายามทำทุกอย่าง และโฉนดที่ดินบางแห่ง พินัยกรรมระบุไว้ว่าโอนได้เฉพาะอาคาร ไม่สามารถโอนที่ดินได้นั้น ตามพินัยกรรมทำตามเอกสาร แต่เมื่อมีการพูดคุยตกลงกันได้ของผู้จัดการมรดกร่วมกัน ก็สามารถโอนพร้อมกันได้ทั้งที่ดินและอาคาร ไม่น่ามีปัญหาอะไร” ทนายนางฐิติรัตน์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวถาม นางฐิติรัตน์ วันนี้รู้สึกอย่างไรที่มาจัดการมรดก นางฐิติรัตน์ กล่าวว่า “ก็ดี ทุกอย่างวันนี้ราบรื่น การมีปัญหาทุกอย่างต้องคุยกัน พินัยกรรมมันอยู่ที่คนทำ ต้องอยู่ผู้จัดการมรดกร่วมจะแก้ปัญหาอย่างไร ทนายกล่าวเสริม ทางคุณฐิติรัตน์ ได้บอกกับผมว่า เราต้องการอะลุ่มอล่วย อย่าไปยึดตามอักษรพินัยกรรม ก็อยากฝากบอกให้อ่านในพินัยกรรม ข้อ5 อ่านช้าๆหลายๆครั้ง พินัยกรรมมีเจตนาทำไว้อย่างไร บรรดาค่าใช้จ่ายต้องจ่ายก่อน ค่าใช้จ่ายต้องเบิกกับกองมรดกตามความเป็นจริงแล้วค่อยแบ่งทรัพย์มรดก ทนายกล่าว

กรณีการพูดคุยกัน เรื่องนี้ผู้สื่อข่าวถามนางอัญชลี ว่ามีการพูดคุยกันหรือไม่ นางอัญชลีกล่าวว่า ตนได้ทำจดหมายไปที่บ้านของนางฐิติรัตน์ ที่ อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย ทำจดหมายติดต่อไปหลายครั้ง แต่จดหมายตีกลับหลายครั้ง นี้เป็นเพียง 2 ฉบับที่นำมาให้ดูวันนี้เท่านั้น นางอัญชลีกล่าว

เชียงใหม่ ผู้จัดการมรดกร่วมปางช้างแม่สา ส่งเอกสารนัดหมายให้ไปร่วมโอนมรดกเป็นครั้งที่ 2

ผู้จัดการมรดกร่วมปางช้างแม่สา ส่งเอกสารนัดหมายให้ไปร่วมโอนมรดกเป็นครั้งที่ 2 ในวันที่  29 กันยายน 65 โดยระบุว่าจะโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินในเขตอำเภอเมืองเชียงใหม่ให้แก่บริษัท ปางช้างแม่สา จำกัด ตามพินัยกรรมของนายชูชาติ กัลมาพิจิตร อันประกอบด้วยอาคารพาณิชย์ และกรรมสิทธิ์ห้องชุด อาทิเช่น อาคารสำนักงานถนนท่าแพ, ห้องชุดในคอนโดมิเนียม ตำบลช้างคลาน และที่ดินพร้อมตึกแถว ตำบลป่าตัน อำเภอเมืองเชียงใหม่

เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2565 เวลา 09.00 น. ผู้สื่อข่าวได้พยายามสัมภาษณ์นางอัญชลี กัลมาพิจิตร ในกรณีที่นางฐิติรัตน์ กัลมาพิจิตรได้ส่งเอกสารนัดหมายให้ไปร่วมโอนมรดกเป็นครั้งที่ 2 ในวันที่ 29 กันยายน 65 โดยระบุว่าจะโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินในเขตอำเภอเมืองเชียงใหม่ให้แก่บริษัท ปางช้างแม่สา จำกัด ตามพินัยกรรมของนายชูชาติ กัลมาพิจิตร อันประกอบด้วยอาคารพาณิชย์ และกรรมสิทธิ์ห้องชุด อาทิเช่น อาคารสำนักงานถนนท่าแพ, ห้องชุดในคอนโดมิเนียม ตำบลช้างคลาน และที่ดินพร้อมตึกแถว ตำบลป่าตัน อำเภอเมืองเชียงใหม่


อนึ่งในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินในวันที่ 29 กันยายนนี้ นางฐิติรัตน์ กัลมาพิจิตร ผู้จัดการมรดกร่วมได้แจ้งให้ นางอัญชลี กัลมาพิจิตร(ในฐานะผู้จัดการมรดกร่วมและกรรมการผู้จัดการบริษัท ปางช้างแม่สา จำกัด) ว่านางอัญชลีต้องเป็นผู้หาและจัดเตรียมค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายต่างๆไปชำระให้แก่สำนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่เอง โดยอ้างว่านางอัญชลีเป็นประธานบริษัทและเป็นผู้บริหารปางช้างแม่สาที่มีอำนาจแต่เพียงผู้เดียว ซึ่งนางอัญชลีกล่าวว่าไม่เป็นความจริง อีกทั้งยังไม่มีเหตุอันควร เพราะในพินัยกรรมของนายชูชาติได้ระบุใว้ชัดเจนว่า” บรรดาค่าใช้จ่ายต่างๆในการจัดการมรดกตามพินัยกรรมให้ผู้มีหน้าที่เบิกจ่ายค่าใช้จ่ายเหล่านั้นจากกองมรดกของข้าพเจ้าเท่าที่ใช้จ่ายตามความเป็นจริงก่อนที่จะทำการแบ่งทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทผู้รับพินัยกรรม” ดังนั้นผู้จัดการมรดกร่วมจึงควรที่จะต้องใช้เงินในกองมรดกเท่านั้นเพื่อการโอนทรัพย์สิน ทายาทจะได้ไม่ลำบาก

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในการนัดโอนมรดกครั้งแรกที่สำนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่ สาขาแม่ริม ก็ได้ล้มเหลวมาแล้วครั้งหนึ่ง เนื่องจากนางฐิติรัตน์ กัลมาพิจิตร ได้มีการตกลงที่จะเบิกเงินจากบัญชีของนายชูชาติ กัลมาพิจิตรจำนวนหนึ่งล้านบาทเพื่อให้นางอัญชลีนำไปใช้เป็นค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินในเขตอำเภอแม่ริมให้กับบริษัท ปางช้างแม่สา จำกัด แต่ก็ได้สร้างเงื่อนไขเพิ่มเติมว่าตัวนางฐิติรัตน์เองก็จะขอเบิกเงินอีกหนึ่งล้านบาทด้วย เพื่อนำไปเป็นค่าใช้จ่ายของตน โดยไม่ระบุรายการค่าใช้จ่ายที่ชัดเจน ทำให้นางอัญชลีไม่ตกลงที่จะเบิกเงินจำนวนสองล้านบาทจากกองมรดก และเป็นเหตุให้นางอัญชลีไม่มีค่าธรรมเนียม ไม่สามารถรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้กับปางช้างแม่สาได้

ส่วนในวันที่ 29 กันยายนนี้ นางอัญชลีพร้อมทนายความยังคงยืนยันว่าจะเดินทางไปตามนัด แม้ว่าที่ผ่านมาจะไม่ได้รับการติดต่อถึงเรื่องการไปเบิกเงินร่วมกันที่ธนาคาร ไว้เป็นค่าใช้จ่ายในการโอนทรัพย์สิน ซึ่งแสดงให้เห็นว่านางฐิติรัตน์ยังคงต้องการให้นางอัญชลีหาเงินไปเอง ในเรื่องนี้นางอัญชลีบอกว่าปางช้างแม่สาไม่มีเงิน จึงขอให้ผู้สื่อข่าวติดตามข่าวเรื่องนี้เพื่อนำเสนอกันต่อไป

“สำหรับกรณีมรดกปางช้างแม่สาที่มีปัญหากันมาตั้งแต่ปี 2562 และยังคงไม่สามารถจัดการทรัพย์สินได้จนถึงปัจจุบัน สร้างความเดือดร้อนให้ทั้งช้างจำนวน 68 เชือกและพนักงานทั้งหมดกว่าร้อยคนของปางช้างแม่สาอย่างแสนสาหัส” ในเรื่องนี้ตนเองได้แต่ภาวนาให้พ่อชูชาติและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายได้ช่วยดลบันดาลให้มีทางออกโดยเร็วที่สุด นางอัญชลี กล่าวกับผู้สื่อข่าวก่อนที่จะจบการให้สัมภาษณ์

เชียงใหม่ ตำรวจ สภ.เมืองเชียงใหม่ ลงพื้นที่ชุมชนเชียงมั่นและชุมชนล่ามช้าง ขับเคลื่อนโครงการ Smart Safety Zone 4.0

ตำรวจ สภ.เมืองเชียงใหม่ ลงพื้นที่ชุมชนเชียงมั่นและชุมชนล่ามช้าง ขับเคลื่อนโครงการ Smart Safety Zone 4.0 พร้อมรับฟังปัญหาชาวบ้านและร่วมแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน กับภาคีเครือข่าย big six


พ.ต.อ.ภูวนาถ ดวงดี ผู้กำกับการ สภ.เมืองเชียงใหม่ พร้อม เจ้าหน้าตำรวจ สภ.เมืองเชียงใหม่ ร่วมกับ สมาชิกสภาเทศบาลนครเชียงใหม่ ,ประธานชุมชนล่ามช้าง และคณะกรรมการชุมชนฯ และภาคีเครือข่าย big six ลงพื้นที่ชุมชนเชียงมั่นเพื่อขับเคลื่อนโครงการ Smart Safety Zone 4.0 โดยได้ประชุมหารือรับฟังปัญหาภายในชุมชน

จากนั้นได้ลงเดินสำรวจพื้นที่ชุมชนล่ามช้าง เพื่อตรวจสอบปัญหาที่ได้รับแจ้งไว้ในที่ประชุม ซึ่งพบปัญหาเรื่องเสียงของร้านอาหารที่จำหน่ายสุรา มักเปิดเพลงเสียงดังรบกวนชาวบ้านในชุมชนปัญหาการจอดรถกีดขวางการจราจร ทางเข้าบริเวณด้านหน้าวัดล่ามช้างปัญหาป้ายโฆษณาที่วางบนทางเท้า เป็นการกีดขวางทางเดินประชาชนและนักท่องเที่ยว ในการใช้ทางเท้า


โดยทาง พ.ต.อ.ภูวนาถ ดวงดี ผกก.สภ.เมืองเชียงใหม่ ได้กล่าวว่าโครงการ Smart Safety Zone 4.0 ต้องให้ประชาชนเป็นศูนย์กลาง รับฟังปัญหาความต้องการ และนำไปขับเคลื่อน เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนการลงพื้นที่ทำให้เช่นนี้ จะทำให้ทราบถึงความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง และเห็นถึงสภาพของปัญหาและความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ในพื้นที่ ทั้งนี้จะได้นำปัญหา ของพี่น้องประชาชน ที่ได้รับฟังมานำไปหาแนวทางแก้ไข ร่วมกับภาคี เครือข่าย big six ต่อไป

เชียงใหม่ จัดพิธีทำบุญบวงสรวงไอ้ไข่วัดสันมะเกี๋ยงประกอบพิธีทุกวันอาทิตย์สุดท้ายเดือนกันยายน ได้เลขเด็ด 3 ตัว ครั้งนี้เลขชัดมาก (คลิป)

พิธีทำบุญบวงสรวงไอ้ไข่วัดสันมะเกี๋ยงเชียงใหม่ ประกอบพิธีทุกวันอาทิตย์สุดท้ายของทุกเดือน ได้เลขเด็ด 3 ตัว ครั้งนี้เลขชัดมาก ชาวบ้านพื้นที่มาทำบุญวันพระที่วัดสันมะเกี๋ยง และยังมีชาวไทยใหญ่ และชาวไต และชาวปกาเกอะญอ รวมทั้งนักท่องเที่ยวได้เลขเด็ดกันไปทั่วหน้า มีเลข 87 และ 78 หาก และเลข 0 เลข 9 หาก 3 ตัว 087 หรือ 987 ก็ได้

เมื่อเวลา 13.13 น.วันที่ 25 ก.ย.2565 ผู้สื่อข่าวรายงานที่วัดสันมะเกี๋ยง ต.สำราญราษฎร์ อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ อาจารย์ศักดิ์ชัย วงษ์หล้า แห่งบ้านโหรอัสสโต ประธานประกอบพิธีบวงสรวง พร้อมลูกศิษย์โดยแม่เลี้ยงแต้ว นางสาวชลธิชา ทิพย์ดวงตา โยมอุปถัมภ์วัดสันมะเกี๋ยง ประธานจุดเทียงมงคลอ่างน้ำมนต์ในพิธีบวงสรวง “ไอ้ไข่ พ่อท่านเทิ่ม” จากวัดสระสี่มุม อัญเชิญไอ่ไข่มาจาก จ.นครศรีธรรมราช เพื่อให้ชาวบ้านภาเหนือได้กราบไหว้ของพร “ขอได้ไหว้รับ” ที่ลานหน้าวัดสันมะเกี๋ยงดังกล่าว

วันนี้ทางชาวบ้านและลูกศิษย์ลูกหาและชาวไทยใหญ่และชาวไต และชาวปกาเกอะญอ พร้อมทั้งนักท่องเที่ยวได้เดินทางมาทำบุญที่วัดกันจำนวนมาเพราะเป็นวันพระ ทางวัดได้ประกอบพิธีทางศาสนาในช่วงเช้าไปแล้ว และในภาคค่ำลูกศิษย์ก็จะปฏิบัติธรรมสวดมนต์และนั่งสมาธิ แล้วนอนค้างคืนที่ศาลาชั่วคราวของวัดสันมะเกี๋ยงอีกด้วย

ส่วนการประกอบพิธีทำบุญบวงสรวงไอ่ไข่เริ่มพิธีพราห์ม ตามด้วยพิธีต่อเงินต่อทอง ให้ผู้ร่วมพิธีทุกคนนำปัจจัยเงินสมทบทำบุญกับทางวัด โดยนำไปเสียบไว้ที่เครื่องบวงสรวง พร้อมกันนั้นประธานในพิธีได้จุดธูปเทียน และรวมทั้งเทียนมงคลอ่างน้ำมนต์ไอ่ไข่ด้วย จากนั้นประกอบพิธีบวงสรวงตามพิธีจนเสร็จสิ้น เมื่อเสร็จพิธีก็เปิดโอกาสให้ประชาชนนำอาหารคาวหวานและผลไม้กลับไปรับประทานที่บ้านได้คนละ 1-2 ชิ้น เพื่อเป็นอาหารทิพย์รับประทานไปแล้วสุขภาพจะดีมีโชค

พ่อพิธีการทั้งหมดจบลง อาจารย์ศักดิ์ชัย วงษ์หล้า แห่งบ้านโหรอัสสโต นำลูกศิษย์เข้าไปส่องดูอ่างน้ำมนต์ พบว่า เลขเด็ดที่ชัดเจน มีเลข 7 ติดขอบอื่งด้าซ้าย และเลข 8 ตรงกลาง ได้ 87 และ 78 เลข 0 ชัดเจน เลข 9 หาก 3 ตัว 087 หรือ 987 ชาวบ้านนำไปซื้อฉลากกินแบ่งรัฐบาลมีหสยชุด 2 ใบทันที ซึ่งแม่ค้าขายหวยประจำวัดสันมะเกี๋ยงขายจนหมดแผงเลข 7 กับ 8 ยังตรงกับลูกศิษย์วัดสัมะเกี๋ยงที่ประสบความสำเร็จจากขอพรไอ้ไข่วัดสันมะเกี๋ยงไปแล้ว มาแก้บนโดยจุดประทัด 5,000 นัด ได้เลขห่างประทัด คือ 1 กับ 7 อยู่ด้านบน ส่วนเลข 358 อยู่ข้างล่าง ซึ่งเลข 7 กับ 8 ถือว่าตรงกันในแนวตั้งอีกด้วย

แม่ค้าหวยบอกว่า เลขน้ำตาเทียงไอ้ไข่วันนี้ เลขเด็ดจริงๆ เลขสวยงามมากถือว่าเด็ดทุกตัว เพราะตรงกับเลขกำลังวัน (เลขกำลังวัน คือ เป็นของทางวัดสันมะเกี๋ยงที่ได้จากตำราโบราณ) คือเลขจะออกงวดนี้ ตรงกับวันเสาร์ที่ 1 ต.ค.2565 มีเลข 8-7-5-2-4-1-6 ตามตารางเลขกำลังวันที่บอกเลขเด็ดไว้ ไม่ว่าจะเล่น 3 ตัว หรือแยกเล่น 2 ตัว ก็ยังถือว่าเลขสวย ก็หวังว่างวดวันที่ 1 ต.ค.65 ที่จะถึงนี้จะถูกรางวัลที่ 1 อีกครั้ง จากที่เมื่องวดประจำวันที่ 1 เม.ย. 65 มีลูกศิษย์ของวัดสัมะเกี๋ยงถูกรางวัลที่ 1 จำนวน 1 ใบ ได้เงิน 6 ล้านบาทก็เคยถูกมาแล้ว ที่แผงขายหวยของวัดสันมะเกี๋ยง งวดนี้ก็ขอพรไอ่ไข่แล้ว คือ “ขอได้ไหว้รับ” ชาวบ้านที่มาทำบุญกันก็หวังว่าจะถูกอีกงวด

เชียงใหม่ ผู้บริหารปางช้างแม่สาเปิดใจ คลายข้อสงสัยไม่มีเงินพอบริหาร แล้วทำไมถึงไม่เก็บค่าเข้าชมช้าง มิหนำซ้ำยังตั้งเป้าหมายเพื่อการอนุรักษ์ช้างแม่สา (คลิป)

ผู้บริหารปางช้างแม่สาเปิดใจ คลายข้อสงสัยไม่มีเงินพอบริหาร แล้วทำไมถึงไม่เก็บค่าเข้าชมช้าง มิหนำซ้ำยังตั้งเป้าหมายเพื่อการอนุรักษ์ช้างแม่สา

เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2565 เวลา 14.00 น. ผู้สื่อข่าวได้ขอสัมภาษณ์นางอัญชลี กัลมาพิจิตร ผู้บริหารปางช้างแม่สา อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ในกรณีที่มีกระแสข่าวว่าปางช้างแม่สาเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมปางช้างฟรีทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติในขณะที่ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูช้างจำนวน 68 เชือก มีหนี้สินพะรุงพะรัง

ในเรื่องนี้ นางอัญชลี กัลมาพิจิตรได้ให้สัมภาษณ์ว่า “ปางช้างแม่สาดำเนินกิจการมาตั้งแต่ปี 2519 ในปัจจุบันมีช้างที่เลี้ยงดูอยู่ 68 เชือก ลดลงจากเดิมตอนที่ตนเข้ามาบริหารเมื่อปลายปี 2562 ซึ่งมีจำนวนช้างระบุไว้ในพินัยกรรมจำนวน 81 เชือก แบ่งออกเป็นช้างที่จดทะเบียนมีตั๋วรูปพรรณแล้ว 77 เชือก และลูกช้างที่ได้แจ้งจดทะเบียนไว้อีกจำนวน 4 เชือก ที่ช้างหายไปเป็นเพราะเรามีช้างแก่และล้มตายลงมาก

ส่วนสาเหตุหนึ่งที่ปางช้างต้องพบกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่คือ การเผชิญกับสถานการณ์ระบาดของโรคโควิด-19 ในปี 2563 ทำให้ปางช้างต้องปิดชั่วคราว งดการแสดงช้างรวมถึงกิจกรรม(ใส่แหย่งช้าง)ให้นักท่องเที่ยวนั่งบนหลังช้างไปโดยปริยาย ประกอบกับช้างที่ใส่แหย่ง หรือช้างแสดงหลายเชือกมีอายุมากขึ้น ขณะนั้นตนได้รับข้อมูลว่าในแต่ละวันมีช้างเจ็บป่วย และช้างอายุมากที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษเพิ่มมากขึ้นทุกวัน จะว่าตนเข้ามาบริหารแล้วเจอแจ็คพอตเลยก็ว่าได้ คือตนเองเข้ามาตอนที่โปรแกรมของปางช้างแม่สาเริ่มลดความนิยมลงแล้ว ประกอบกับช้างส่วนใหญ่ไม่พร้อมให้บริการเหมือนเดิม

เมื่อมีโรคระบาดโควิด-19เกิดขึ้น ตนจึงตัดสินใจยกเลิกกิจกรรมทั้งหมด และขอแก้ไขปัญหาให้กับช้างของปางช้างอย่างตรงประเด็นที่สุด คือการแยกช้างที่ควรเกษียณอายุแล้ว ให้มีโอกาสพักผ่อน ดังนั้นช้างแม่สาทุกเชือกถือว่าได้มีชีวิตที่ดีขึ้น ได้รับการดูแลอย่างเต็มที่ในช่วงปี 2563 เป็นต้นมา นอกจากนี้ช้างของปางช้างมีบางส่วนที่ได้รับการปลดโซ่ เลิกฝึกการแสดง และไม่มีการใส่ที่นั่ง(แหย่งช้าง)บนหลังช้างอีกต่อไป

การที่สถานการณ์โรคโควิด-19 ลากยาวมาหลายปี ทำให้ทั้งช้างและควาญเริ่มเคยชินกับระบบหรือการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ถ้าจะให้กลับไปแสดงหรือใส่แหย่งอีก ช้างจะไม่ยอมรับอีกแล้ว ช้างบางเชือกเมื่อมองเห็นโซ่ หรือแหย่งช้าง หรือแม้กระทั่งที่ขึ้น-ลงช้างก็จะเดินหนีทันที ตนจึงขอทำปางช้างแม่สาอย่างที่เห็นในปัจจุบัน คือเปิดให้เข้าฟรี มีโปรแกรมแค่ป้อนอาหารช้าง หรืออาบน้ำช้างเท่านั้น

อีกเหตุผลหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน คือการที่ผู้บริหารอย่างตนต้องลดค่าใช้จ่าย ควบคุมรายจ่าย เพื่อประคับประคองปางช้างแม่สาให้ตั้งอยู่ต่อไป ทั้งๆที่เราติดลบร่วม 80 ล้านบาท จะเข้าสู่หลักร้อยล้านบาทแล้ว การลดค่าใช้จ่ายส่วนหนึ่งคือการลดจำนวนพนักงานลง ให้จำกัดอยู่เท่าที่เราสามารถแบกรับไหว จากเดิมจำนวน 300 กว่าคน เหลือเพียง 110 คนเท่านั้น โดยแยกเป็นแผนกเลี้ยงช้างหรือควาญช้าง มีนายสัตวแพทย์รวมด้วย 1 คน ส่วนที่เหลือคือฝ่ายให้บริการในปางช้างแม่สา ทุกวันนี้พนักงานเราน้อยมาก ทุกคนต้องช่วยกันทำงานเกินหนึ่งอย่าง อย่างเช่นควาญช้างต้องหมุนเวียนกันออกไปตัดหญ้ามาเป็นอาหารช้างด้วย เพื่อช้างจะได้กินอิ่ม ส่วนจะให้เรากลับมาเก็บเงินค่าเข้าอีก เราคิดว่าเราไม่มีความพร้อมเต็ม 100% ในการให้บริการ ถึงแม้ว่าการท่องเที่ยวจะมีแนวโน้มที่ดีขึ้นแต่นักท่องเที่ยวเองก็ยังคงมีตัวเลขที่ไม่เพียงพอในวันธรรมดา

สำหรับค่าใช้จ่ายของปางช้างแม่สานั้นอยู่ที่เดือนละ 3 ล้านบาท หมายความว่าเราจะต้องมีรายได้วันละ 1 แสนบาท ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ เราไม่สามารถหาได้ แค่เราเปิดให้บริการทุกวันนี้ ยังไม่มีในส่วนบริการร้านอาหารเลย เพราะถ้ามีร้านอาหาร เราต้องจ้างแม่ครัว จ้างพนักงานเสริฟ ซื้อของแห้ง ของสดเข้าครัว เราจึงขอขายแค่เครื่องดื่ม มีร้านกาแฟ และขนมขบเคี้ยวเท่านั้น

“ส่วนการแก้ปัญหาของปางช้างแม่สาก็คงจะวนมาที่การจัดการทรัพย์สินตามพินัยกรรมของนายชูชาติ กัลมาพิจิตร บิดาผู้ล่วงลับไปแล้วของตน ที่ได้ทำพินัยกรรมมอบทรัพย์สินส่วนใหญ่ให้กับบริษัท ปางช้างแม่สา จำกัด” อย่าลืมว่าปัญหานี้ตนต้องแบกรับไว้เองในฐานะทายาท และเป็นผู้จัดการมรดกร่วม ตนอยากจะจัดการทรัพย์สินของบิดาใจจะขาด เพราะปางช้างมีหนี้สินที่สะสมมา ต้องสะสางด้วยทรัพย์สินที่จะได้รับมาเท่านั้น ส่วนเงินที่เหลือจากการชำระหนี้ก็จะนำไปเป็นเงินทุนหมุนเวียนในการขับเคลื่อนบริษัทฯและพัฒนาปางช้างแม่สาต่อไป บริบทที่สำคัญของการยังคงมีอยู่ของปางช้างแม่สาคือการอนุรักษ์ช้างแม่สาไว้ และเร่งเพิ่มจำนวนประชากรช้างแม่สาให้มาแทนที่จำนวนช้างแก่ที่จะล้มหายไปอีกเกิน 20 เชือก”

ในแง่มุมของงานวิชาการ การขยายพันธุ์หรือเพิ่มจำนวนประชากรช้างมีความยาก เนื่องจากช้างใช้เวลาตั้งท้องนาน 18-23 เดือน เลี้ยงลูกด้วยนมอีก 4-5 ปี ในจำนวนช้างเลี้ยง 68 เชือก แบ่งออกเป็นช้างแก่ และช้างลูกคอกหรือช้างที่ผสมในปาง และเกิดในปางมากถึง 33 เชือก จึงมีสายเลือดที่ชิดกัน เรียกว่าเป็นเครือญาติ เดียวกัน จะผสมกันเองไม่ได้ ประกอบกับทุกวันนี้ปางช้างแม่สาไม่มีช้างพ่อพันธุ์เหลืออยู่เลยแม้แต่เชือกเดียว จึงทำให้การสืบสายพันธุ์ช้างของช้างแม่สายากขึ้นไปอีก ในช่วงชีวิตนี้ของตน จะสามารถทำได้สำเร็จหรือไม่ก็ยังไม่รู้ ถึงแม้ว่าตนจะวางเป้าหมายของปางช้างแม่สาไว้ให้เป็นศูนย์อนุรักษ์ช้างแม่สา แต่ก็มาเสียเวลาไปอีกหลายปี และก็ยังจะต้องต่อสู้กันต่อไปอีก

ถ้าอยากให้ทุกอย่างสำเร็จตามเป้าหมาย ก็ต้องจบเรื่องด้วยการโอนทรัพย์สินเข้าสู่บริษัท ปางช้างแม่สาฯให้ได้ ไม่มีทางอื่นเลย นางอัญชลีกล่าวก่อนจบการให้สัมภาษณ์