เชียงใหม่ โรงเรียนอนุบาลดรุณนิมิต นำคณะครู ผู้ปกครอง และนักเรียนชั้นอนุบาล ร่วมหล่อเทียนพรรษา เพื่อนำไปถวายให้กับวัด (คลิป)

โรงเรียนอนุบาลดรุณนิมิต เชียงใหม่ นำคณะครู ผู้ปกครอง และนักเรียนชั้นอนุบาล ร่วมหล่อเทียนพรรษา เพื่อนำไปถวายให้กับวัด ใช้จุดทำวัตรเย็น ในช่วงเทศกาลเข้าพรรษา และยังปลุกฝังให้เด็กๆ ได้สืบสานประเพณีวัฒนธรรม และสืบทอดพระพุทธศาสนา


นาย ธวัช บุญประเสริฐ ผู้จัดการ โรงเรียนอนุบาลดรุณนิมิต อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ร่วมสืบสานประเพณี วัฒนธรรม และปลุกฝังให้เยาวชน มีจิตสำนึก ตามวิถีพุทธศาสนา ในช่วงเทศกาลเข้าพรรษา โดยนิมนต์พระสงฆ์ จากวัดป้านปิง และวัดลอยเคราะห์ จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 5 รูป ร่วมพิธีเจริญพุทธมนต์ หล่อเทียนเข้าพรรษา โดยนำแผ่นขี้ผึ้งต้ม ให้หลอมละลาย นำมาหล่อต้นเทียนพรรษา ขนาดความสูง กว่า 1 เมตร โดยมีคณะครู ผู้ปกครอง และนักเรียนชั้นอนุบาล นำแผ่นขี้ผึ้งต้ม ในหม้อด้วยความร้อน จนหลอมละลาย ใช้กระบวย ตักขี้ผึ้งในหม้อต้ม ร่วมกันหล่อต้นเทียนพรรษา พระสงฆ์เจริญชัยมงคลคาถา

นางพรรณี บุญประเสริฐ ผู้รับใบอนุญาตและผู้อำนวยการ โรงเรียนอนุบาลดรุณนิมิต ถวายภัตตาหาร คณะครู เด็กนักเรียน ถวายจตุปัจจัยไทยทาน พระสงฆ์ให้พร นักเรียนนั่งสมาธิ และร่วมกันกล่าวคำแผ่เมตตา พระสงฆ์ ประพรมน้ำพุทธมนต์ เพื่อความเป็นสิริมงคล สำหรับเทียนพรรษา ที่หล่อในวันนี้ ก็จะนำไปถวาย ให้กับวัดลอยเคราะห์ ในช่วงวันเข้าพรรษา เพื่อให้พระสงฆ์ใช้จุด ทำวัตรเย็น ตลอดเทศกาลเข้าพรรษา

เชียงใหม่ กลุ่มบริษัทไฮไลฟ์ เปิดตัวสองเวทีนวัตกรรมระดับนานาชาติ “Hylife Hackathon 2025” และ “Hylife Innovation Excellence Awards 2025” ขับเคลื่อนเชียงใหม่สู่เมืองแห่งนวัตกรรม (คลิป)

กลุ่มบริษัทไฮไลฟ์ (Hylife Group) ประกาศเปิดตัวสองเวทีการแข่งขันนวัตกรรมระดับนานาชาติครั้งใหญ่แห่งปี ได้แก่ “Hylife Hackathon 2025” และ “Hylife Innovation Excellence Awards 2025” โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับจังหวัดเชียงใหม่ให้เป็นศูนย์กลางนวัตกรรมแห่งภูมิภาค และสร้างระบบนิเวศธุรกิจดิจิทัลที่ยั่งยืน พร้อมมอบเงินรางวัลและเงินร่วมลงทุนมูลค่ารวมกว่า 7 ล้านบาท รวมถึงโอกาสในการต่อยอดธุรกิจกับกลุ่มบริษัทไฮไลฟ์

การแถลงข่าวครั้งนี้จัดขึ้นอย่างเป็นทางการ นำโดย นายดานูซ รามาซานแดรน แนร์ (Mr. Dhanush Ramachandran Nair) รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร พร้อมด้วย นางวัชราภรณ์ ลิน กรรมการบริหาร กลุ่มบริษัทไฮไลฟ์ ร่วมด้วยตัวแทนจากภาครัฐและเอกชนที่มีบทบาทสำคัญในวงการนวัตกรรมและเทคโนโลยีของประเทศ

นายดานูซ รามาซานแดรน แนร์ (Mr. Dhanush Ramachandran Nair) รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทไฮไลฟ์ เปิดเผยว่า “การจัดงานทั้งสองเวทีนี้สะท้อนถึงความตั้งใจของกลุ่มบริษัทไฮไลฟ์ในการขับเคลื่อนเชียงใหม่ให้เป็นศูนย์กลางนวัตกรรมแห่งใหม่ของภูมิภาค แม้ทั้งสองเวทีจะมีรูปแบบการแข่งขันที่แตกต่างกัน แต่ล้วนแล้วแต่มีจุดมุ่งหมายร่วมกันในการสร้างความเชื่อมโยงระหว่างแนวคิดสร้างสรรค์ เทคโนโลยี และโอกาสทางธุรกิจ เพื่อยกระดับศักยภาพของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

Hylife Hackathon 2025 เป็นเวทีการแข่งขันด้านการสร้างไอเดีย พัฒนาโซลูชัน แพลตฟอร์ม และซอฟต์แวร์ ระดับนานาชาติ ที่กลุ่มบริษัทไฮไลฟ์จัดขึ้นเป็นครั้งแรก โดยเริ่มเปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 16 มิถุนายน ถึง 31 สิงหาคม 2568 ซึ่งกลุ่มเป้าหมายหลักประกอบด้วย นักพัฒนาซอฟต์แวร์ โปรแกรมเมอร์ นักออกแบบ UX/UI และนักศึกษาสาขาเทคโนโลยี รวมถึงผู้ประกอบการสตาร์ทอัพ ผู้สมัครสามารถลงทะเบียนเป็นทีมขนาด 3-5 คน ผู้เข้าแข่งขันที่ผ่านการคัดเลือกในรอบแรกจำนวน 16 ทีม จะได้รับการฝึกอบรมในด้านกลยุทธ์ทางธุรกิจ (Business Strategy) การพัฒนาแพลตฟอร์มหรือซอฟต์แวร์ต้นแบบ (Prototype Development) พร้อมด้วยการนำเสนอผลงาน (Pitch Presentation) จากผู้เชี่ยวชาญ

อีกทั้งจะมีการแข่งขันรอบสุดท้าย “Prototype Coding Challenge” ระหว่างวันที่ 18-19 ตุลาคม 2568 ณ โรงแรมแมริออท เชียงใหม่ โดยการแข่งขันจะเน้นการพัฒนาโซลูชัน แพลตฟอร์ม และซอฟต์แวร์ ตามบริบทอุตสาหกรรมหลักของเชียงใหม่  ได้แก่ การพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการใช้ชีวิตอัจฉริยะและการจัดการอสังหาริมทรัพย์ นวัตกรรมด้านเกษตรอัจฉริยะและการจัดการห่วงโซ่อุปทาน การผลิตอัจฉริยะ การพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ การเงินอัจฉริยะ การจัดการสินทรัพย์และการบริหารหนี้สิน โดยการแข่งขันครั้งนี้มีเงินรางวัลมูลค่ารวมกว่า 180,000 บาท พร้อมทั้งโอกาสร่วมลงทุนรวมมูลค่า 4 ล้านบาท สำหรับผู้ที่ผ่านกระบวนการตรวจสอบสถานะ (Due Diligence)


ในขณะเดียวกัน Hylife Innovation Excellence Awards 2025 ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 2 ยังคงมุ่งเน้นการส่งเสริมผลิตภัณฑ์และบริการเชิงนวัตกรรมใน 3 หมวดอุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ อสังหาริมทรัพย์ อุตสาหกรรมการผลิต การจัดการสินทรัพย์และบริหารหนี้สิน โครงการนี้เปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน ถึง 16 ตุลาคม 2568 ซึ่งกลุ่มเป้าหมายหลักประกอบด้วย ผู้ประกอบการสตาร์ทอัพ ที่มีทุนจดทะเบียนไม่เกิน 1 ล้านบาทและจัดตั้งบริษัทไม่เกิน 3 ปี มีสมาชิกในทีมไม่น้อยกว่า 3 คน สำหรับผู้ที่ผ่านการคัดเลือก 12 ทีมสุดท้าย จะได้เข้าร่วมการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศในวันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 ผ่านการนำเสนอแผนธุรกิจต่อคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากภาคธุรกิจและการลงทุนระดับนานาชาติ พร้อมเงินรางวัลรวมกว่า 240,000 บาท และโอกาสร่วมลงทุนรวมมูลค่า 3 ล้านบาท สำหรับผู้ที่ผ่านกระบวนการตรวจสอบสถานะ (Due Diligence)


นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการจัดเสวนาในหัวข้อ “ไขโจทย์เชียงใหม่ด้วยพลังสตาร์ทอัพ นวัตกรรม และเทคโนโลยี” โดยผู้บริหารจากกลุ่มบริษัทไฮไลฟ์และพันธมิตรได้ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับบทบาทของเทคโนโลยีในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงของเมืองและชุมชน พร้อมเปิดพื้นที่แบ่งปันความรู้โดยผู้เชี่ยวชาญจากทั้งภาครัฐและเอกชน อาทิ นางสาว อติกานต์ สุทธิวงษ์ นักส่งเสริมนวัตกรรม ฝ่ายส่งเสริมวิสาหกิจเริ่มต้น สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ บรรยายในหัวข้อ “โอกาสของธุรกิจสตาร์ทอัพในเชียงใหม่” และนาย คริสโตเฟอร์ มอสซ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มะนาว ซอฟต์แวร์ จำกัด บรรยายในหัวข้อ “นักพัฒนาซอฟต์แวร์จะอยู่รอดอย่างไรในยุคที่ AI เขียนโค้ดได้” ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการปรับตัวท่ามกลางกระแสเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ก่อนปิดท้ายด้วยช่วงการสร้างเครือข่ายเพื่อเปิดโอกาสในการพบปะ พูดคุย เพื่อต่อยอดความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ อย่างเป็นกันเอง

ทั้งนี้ โครงการทั้งสองได้รับการสนับสนุนจากภาคีองค์กรชั้นนำของประเทศ อาทิ เทศบาลนครเชียงใหม่, สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa), สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA), อุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (CMU STeP), สมาคมโปรแกรมเมอร์ไทย, บริษัท มะนาว ซอฟต์แวร์ จำกัด และ อินไซด์ล้านนา


ด้วยวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนและการสนับสนุนจากพันธมิตรที่แข็งแกร่ง กลุ่มบริษัทไฮไลฟ์เชื่อมั่นว่าเวทีนวัตกรรมทั้งสองจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการจุดประกายแนวคิดใหม่ สร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจ อีกทั้งปักหมุดเชียงใหม่ในแผนที่นวัตกรรมระดับโลกอย่างแท้จริง


ผู้ที่สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมและสมัครเข้าร่วมได้ที่ hackathon.hylifegroup.com สำหรับ Hylife Hackathon 2025 innovation.hylifegroup.com สำหรับ Innovation Excellence Awards 2025 และติดตามข่าวสารผ่านเพจ Facebook: Hylife Group Thailand.

เชียงใหม่ วัดสารภี อ.ดอยสะเก็ด ชาวบ้านร่วมหล่อเทียน-โยนเหรียญขอพร พระเจ้าตนหลวงล้านเหรียญ เนื่องในวันเข้าพรรษา 68 (คลิป)

ใกล้วัดเข้าพรรษา ชาวบ้านในอำเภอดอยสะเก็ด ร่วมหล่อเทียน-โยนเหรียญขอพร “พระเจ้าตนหลวงล้านเหรียญ” ที่วัดสารภี เนื่องในวันเข้าพรรษาประจำปี 2568 เพื่อนำไปถวายให้กับวัดต่างๆ รวม 9 วัด และเจริญพระพุทธมนต์สืบชะตาประชาชนทั่วไปพร้อมทอดผ้าป่าสามัคคี

เช้าวันนี้ (29 มิย.68) บรรยากาศที่ วัดสารภี พระเจ้าตนหลวงล้านเหรียญทันใจ ตำบลแม่คือ อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ คึกคักไปด้วยประชาชนและนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ที่เดินทางมาร่วมกิจกรรม ประเพณีหล่อเทียนเข้าพรรษาและ โยนเหรียญขอพร พระเจ้าตนหลวงล้านเหรียญทันใจ เนื่องในโอกาสวันเข้าพรรษา ประจำปี 2568 เพื่อนำไปถวายให้กับวัดต่างๆ รวม 9 วัด และเจริญพระพุทธมนต์สืบชะตาประชาชนทั่วไปทอดผ้าป่าสามัคคี

กิจกรรมในปีนี้จัดขึ้นโดย เทศบาลตำบลแม่คือ เพื่อสืบสานประเพณีท้องถิ่นและส่งเสริมศรัทธาทางพระพุทธศาสนา โดยมีประชาชนเข้าร่วมหล่อเทียนพรรษาอย่างพร้อมเพรียง พร้อมทั้งร่วมพิธีโยนเหรียญขอพร ซึ่งเชื่อกันว่าจะเสริมความเป็นสิริมงคลให้กับชีวิต

หรับพระเจ้าตนหลวงล้านเหรียญทันใจ ถือเป็นจุดศูนย์รวมจิตใจของชาวบ้านและผู้ศรัทธาทั่วสารทิศมีตำนานเล่าว่าสมัยก่อนนั้น เป็นวัดเก่าแก่คู่บ้านคู่เมืองของตำบลแม่คือ แต่ก่อนเป็นเพียงวัดร้าง อยู่กลางทุ่งนา แต่ด้วยจิตศรัทธาของพี่น้องประชาชนตำบลแม่คือ ร่วมกับเจ้าอาวาสวัดได้ร่วมกันบูรณะวัดร้างแห่งนี้ให้เป็นวัดสารภี และได้ร่วมกันจัดสร้างองค์พระเจ้าล้านเหรียญทันใจ มีหน้าตัก 5 เมตร สูง 8 เมตร ให้ประชาชนได้ร่วมทำบุญเป็นกุศโลบายให้คนมาทำบุญโดยใช้เหรียญมากกว่า 1 ล้านเหรียญ ติดรอบองค์พระบริเวณฐานพระ เล็บมือ เล็บเท้า และจีวรองค์พระ ใช้เวลาสร้างกว่า 1 เดือน โดยให้โยนเหรียญใส่ลงในบาตรพระพุทธรูป ตามที่ตั้งจิตอธิฐาน

เชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ โดยสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่จัดงาน “ชาติพันธุ์ สีสันที่ถักทอ” ระหว่างที่ 20 -22 มิถุนายน 2568 ณ ลาน Maya Square ศูนย์การค้าเมญ่า (คลิป)

จังหวัดเชียงใหม่ โดยสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่จัดงาน “ชาติพันธุ์ สีสันที่ถักทอ” ระหว่างที่ 20 -22 มิถุนายน 2568 ณ ลาน Maya Square ศูนย์การค้าเมญ่า ไลฟ์สไตล์ ชอปปิ้งเซ็นเตอร์ อ.เมือง จ.เชียงใหม่

วันที่ 20 มิถุนายน 2568 นายวีรพงศ์ ฤทธิ์รอด รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ นายอิทธิรัฐ สินารักษ์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ และหน่วยงานต่างๆ ร่วมกันเปิดงาน “ชาติพันธุ์ สีสันที่ถักทอ” จากกลุ่มชาติพันธุ์จาก 6 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง แม่ฮ่องสอน และพะเยา พร้อมกับการเยี่ยมชมบูธและการพบปะพูดคุยกับผู้ประกอบการกลุ่มชาติพันธุ์และกลุ่มท่องเที่ยวโดยชุมชน (CBT) และภายในงานยังมีบูธจำหน่ายสินค้า หัตถกรรม อาหารพื้นถิ่น และกิจกรรมสาธิตวิถีวัฒนธรรมของ

นายอิทธิรัฐ สินารักษ์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ ในนามของ สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า ด้วยกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา ได้มอบหมายให้จังหวัดเชียงใหม่ ในฐานะประธานเขตพัฒนาการท่องเที่ยวอารยธรรมล้านนา ดำเนินกิจกรรมชาติพันธุ์แฟชั่น วีค “ ชาติพันธุ์ – สีสันที่ถักทอ” ภายใต้โครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวชาติพันธุ์ สีสัน แห่งล้านนาอย่างยั่งยืน Ethnic Lanna Tourism ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568

โดยมีวัตถุประสงค์ 1.เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มด้านการท่องเที่ยวผ่านการบูรณาการกิจกรรม หลากหลายที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่เขตอารยธรรมล้านนา
2. เพื่อออกแบบกิจกรรมให้ตอบโจทย์ความสนใจของนักท่องเที่ยว ทั้งด้านแฟชั่น อาหาร กิจกรรมนันทนาการและเส้นทางท่องเที่ยว
3. เพื่อสร้างประสบการณ์ที่หลากหลายและน่าจดจำให้กับนักท่องเที่ยว
4. เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ กระจายรายได้สู่ชุมชน และฟื้นฟูเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

ภายใต้โครงการดังกล่าวได้มีการดำเนินกิจกรรมจำนวน 3 ส่วน ประกอบด้วย

1) กิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนวิถีชาติพันธุ์ “ชาติพันธุ์ สีสันล้านนา” ณ เซ็นทรัลแจ้งวัฒนะ เมื่อวันที่ 16 – 18 พฤษภาคม 2568
2) กิจกรรมชาติพันธุ์แฟชั่นวีค “ชาติพันธุ์ – สีสันที่ถักทอ” ณ ลานเมญ่า สแควร์ ศูนย์การค้าเมญ่า ไลฟ์สไตล์ ช็อปปิ้ง เซ็นเตอร์ ในวันนี้จนถึงวันที่ 22 มิถุนายน 2568
3) กิจกรรมเส้นทางท่องเที่ยวชาติพันธุ์ สีสันแห่งล้านนา ในพื้นที่ 6 จังหวัด ในเดือนกรกฎาคม 2568

โดยในวันนี้เป็นการจัดกิจกรรมชาติพันธุ์แฟชั่นวีค “ชาติพันธุ์ สีสันที่ถักทอ” ระหว่างวันที่วันที่ 20 – 22 มิถุนายน พ.ศ. 2568 ตั้งแต่เวลา 10.00 – 22.00 น. ณ ลานเมญ่าสแควร์ ศูนย์การค้าเมญ่า ไลฟ์สไตล์ ช็อปปิ้ง เซ็นเตอร์ โดยการจัดกิจกรรม ครั้งนี้ เป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่เน้นอัตลักษณ์และความหลากหลาย ของกลุ่มชาติพันธุ์ในเขตพัฒนาการท่องเที่ยวอารยธรรมล้านนา ครอบคลุม 6 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง แม่ฮ่องสอน และพะเยา ตลอดทั้ง 3 วัน จะประกอบด้วยกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย อาทิการจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชาติพันธุ์จากผู้ประกอบการกว่า 30 ร้านค้า การเดินแบบแฟชั่นชุดชาติพันธุ์ตลอดทั้ง 3 วัน ในเวลา 18.00 น. ของทุกวัน การสาธิตงานหัตถกรรมและกิจกรรม DIY จากชุมชน การจำหน่ายอาหารพื้นถิ่น และการให้บริการเช่าชุดถ่ายภาพในธีมชาติพันธุ์ทุกวัน

โดยกิจกรรมในครั้งนี้ จะดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ สร้างบรรยากาศการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ที่สะท้อนถึงวิถีชีวิต ประเพณี และความหลากหลายทางวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์

เชียงใหม่ พิธีเปิดและปฐมนิเทศ โครงการอบรมเพื่อพัฒนาผู้ประกอบการรุ่นใหม่ Young Entrepreneur Chiangmai Chamber of Commerce 2568 รุ่นที่ 14(คลิป)

พิธีเปิดและปฐมนิเทศ โครงการอบรมเพื่อพัฒนาผู้ประกอบการรุ่นใหม่Young Entrepreneur Chiangmai Chamber of Commerce 2568 รุ่นที่ 14 (YECX4)

วันนี้(19 มิย.68) ืั้โรงแรมแชงกรี-ลา เชียงใหม่  หอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมกับ ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ YEC หอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ จัดพิธีเปิดและปฐมนิเทศ โครงการอบรมเพื่อพัฒนาผู้ประกอบการรุ่นใหม่ Young Entrepreneur Chiangmai Chamber of Commerce 2568 รุ่นที่ 14 (YECX4) โดยมี นายพลวริษฐ์ สุวิทย์ศักดา ประธานการ YEC หอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวต้อนรับ และวัตถุประสงค์ และ ดร.กอบกิจ อิสรชีววัฒน์ ประธานกรรมการหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานกล่าวในพิธีเปิด 

หอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ ได้เล็งเห็นความจำเป็นของผู้ประกอบการโดยเฉพาะผู้บริหารรุ่นใหม่ (New Generation) ที่สืบทอดธุรกิจ หรือ เริ่มต้นธุรกิจของตนเองที่ต้องพัฒนาทักษะ และความสามารถในการบริหารงานให้ครอบคลุม เพื่อก้าวไปสู่ความเป็นมืออาชีพ ปัจจัยการดำเนินธุรกิจมากขึ้น จึงได้จัดทำหลักสูตร เครือข่ายนักธุรกิจรุ่นใหม่ (Young Entrepreneur Chiangmai Chamber of Commerce ) “YEC” ต่อเนื่องมาถึงรุ่นที่ 14 ซึ่งได้รับความสนใจและมีสมาชิกเข้าอบรมมาแล้ว ไม่น้อยกว่า 600 กิจการในปัจจุบัน

โดยเพื่อการพัฒนาของธุรกิจที่ไม่หยุดนิ่ง ทำให้ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ต้องปรับตัวอยู่เสมอ ซึ่งการพัฒนาตัวเองในยุคที่กล่าวว่าเป็น New Normal นี้เอง ทำให้เราต้องมีความรู้รอบด้าน รวมถึงมีเครือข่ายทางธุรกิจ ที่แข็งแรง เพื่อการพัฒนาธุรกิจที่ยั่งยืน โดยหลักสูตรเครือข่ายนักธุรกิจรุ่นใหม่ หรือ YEC จัดขึ้นในช่วงวันที่ 19 มิถุนายน 2568 ถึง 16 สิงหาคม 2568 เป็นระยะเวลา 10 สัปดาห์ โดยมีผู้ร่วมโครงการจำนวนทั้งสิ้น 44 คน ตามเกณฑ์การคัดเลือก

ทั้งนี้ การโครงการอบรมฯ ในครั้งนี้ จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Shaping beyond the Next Normal”เพื่อพัฒนาเครือข่าย และทักษะต่างๆ ให้ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ผ่านวิทยากรชั้นนำ ไม่ว่าจะเป็น กิจกรรมสร้างความสัมพันธ์ (Ice Breaking) โดย คุณสร้อยทับทิม มัณยานนท์ กรรมการผู้จัดบริษัท ร้อยเรื่องดีดี จำกัด และ บริบทหอการค้าเชียงใหม่ บรรยายโดย ดร.กอบกิจ อิสรชีววัฒน์ ประธานกรรมการหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ ดร.ศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มาบรรยายในหัวข้อ “SET Sustainability 2025 และการพลิกโฉมธุรกิจสู่ความยั่งยืน ตามแนว ESG” พร้อมมา Update Business Trends โดย ป้าตือ คุณสมบัษร ถิระสาโรช ต่อด้วย มุมมองธุรกิจในอนาคต กับ AI โดย คุณจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป


Special Talk สุดพิเศษ หัวข้อ “From Kitchen to Global” โดย คุณชลากร เอกชัยพัฒนกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปลูกผักเพราะรักแม่ จำกัด (มหาชน) คุณวิน ศรีนวกุล เจ้าของร้านข้าว โซ-อิ (Khao-Sō-i) พร้อมปิดท้ายด้วย ร่วมดูงาน “Osaka World Expo 2025” ณ เมืองโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น

เชียงใหม่ MASTEC หนึ่งในผู้นำโซลูชั่นเทคโนโลยีวิศวกรรมระบบอาคารเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแบบครบวงจร เดินสายโรดโชว์เชียงใหม่ นักลงทุนต้อนรับคับคั่ง เตรียมเสนอขายหุ้น IPO 79 ล้านหุ้น คาดเข้าซื้อขายใน SET ปีนี้(คลิป)

บมจ.แมสเทค ลิ้งค์ หรือ MASTEC เดินสายจัดกิจกรรมโรดโชว์ จังหวัดเชียงใหม่ ตามแผนเดินสาย  10 จังหวัดทั่วประเทศ ทั้งกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดตามหัวเมืองใหญ่ สร้างความเข้าใจถึงโมเดลการดำเนินธุรกิจและศักยภาพการเติบโตเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุน ก่อนเตรียมเสนอขายหุ้น IPO จำนวนไม่เกิน 79 ล้านหุ้น เริ่มต้นที่จังหวัดชลบุรี ก่อนปิดท้ายที่กรุงเทพฯ ในระหว่างวันที่ 10 มิถุนายน – 2 กรกฎาคม 2568 คาดเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ SET ภายในครึ่งปีหลังของปีนี้

ดร.สมภพ ศักดิ์พันธ์พนม ประธานกรรมการ บริษัท แอสเซท โปร แมเนจเม้นท์ จำกัด หรือ APM ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน เปิดเผยว่า บริษัทฯ มีแผนจะนำ MASTEC เพื่อเดินสายนำเสนอข้อมูล (Roadshow) ให้แก่นักลงทุนใน 10 จังหวัดทั่วประเทศ ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดตามหัวเมืองใหญ่ ในระหว่างวันที่ 10 มิถุนายนถึงวันที่ 2 กรกฎาคม 2568 เพื่อสร้างความเข้าใจถึงโมเดลการดำเนินธุรกิจและศักยภาพการเติบโตของ MASTEC ที่มีเป้าหมายเป็นผู้นำเสนอโซลูชั่นเทคโนโลยีด้านวิศวกรรมของงานระบบอาคารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแบบครบวงจรให้แก่ลูกค้า โดยกิจกรรมโรดโชว์ดังกล่าวจะเริ่มจัดขึ้นที่จังหวัดชลบุรีเป็นจังหวัดแรกในวันที่ 10 มิถุนายน 2568 ก่อนปิดท้ายที่กรุงเทพฯ ณ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในวันที่ 2 กรกฎาคม 2568 โดยคาดว่าจะสามารถนำหุ้น MASTEC เข้าจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้ภายในครึ่งปีหลังของปีนี้

นายสมศักดิ์ ศิริชัยนฤมิตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร APM ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน กล่าวว่า MASTEC มีศักยภาพการเติบโตที่ดีจากประสบการณ์และความเชี่ยวชาญมากกว่า 25 ปี ในธุรกิจนำเข้าและจัดหาผลิตภัณฑ์ด้านวิศวกรรมเพื่อจำหน่าย และการให้บริการโซลูชั่นที่ครอบคลุม ตั้งแต่ผลิตภัณฑ์ระบบปรับอากาศและสุขาภิบาล ผลิตภัณฑ์การป้องกันอัคคีภัยและผลิตภัณฑ์ความปลอดภัย และผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมเพื่อการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อม โดยเป็นตัวแทนจำหน่ายให้แก่ซัพพลายเออร์ชั้นนำรวม 30 ราย โดยเป็นตัวแทนจำหน่ายแต่เพียงผู้เดียว(Exclusive Distributor) จำนวน 6 แบรนด์ ได้แก่ FRESE,FIVALCO, CHANGDER, FIREGUARD, ECO-WATER/ENVIROSWIM และ BOCA และเป็นตัวแทนจำหน่ายทั่วไป (Non-Exclusive Distributor) รวม 24 แบรนด์เช่น VIKING, REFLEX, NIHON SPINDLE, JOHNSON-CONTROLS และ TDT เป็นต้น นอกจากนี้ยังจัดหาผลิตภัณฑ์อื่นๆ จากซัพพลายเออร์รายอื่นอีกมากกว่า 150 แบรนด์ อีกทั้งมีผลิตภัณฑ์ภายใต้ตราสินค้าของบริษัทฯ ได้แก่ VALOR ผลิตภัณฑ์วาล์วที่ใช้ในระบบปรับอากาศและสุขาภิบาล และ ZERO FIRE เป็นอุปกรณ์ตู้ดับเพลิง จึงทำให้ MASTEC สามารถนำเสนอโซลูชั่นด้านวิศวกรรม เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าทั้งในกลุ่มผู้รับเหมา กลุ่มเจ้าของโครงการและกลุ่มร้านค้าหรือตัวแทนจำหน่ายได้เป็นอย่างดี

นายวิชา โตมานะ กรรมการผู้จัดการ สายงานวาณิชธนกิจ บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด ในฐานะผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้นสามัญเพิ่มทุน กล่าวว่า MASTEC เตรียมพร้อมจะเสนอขายหุ้น IPOจำนวนไม่เกิน 79 ล้านหุ้น หรือคิดเป็นร้อยละ 26.33 ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วทั้งหมดของบริษัทฯภายหลังการเสนอขายหุ้นสามัญ โดยนำเงินที่ได้จากการระดมทุนรองรับแผนรุกธุรกิจในกลุ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มุ่งเน้นผลิตภัณฑ์ด้านวิศวกรรมสำหรับตลาดอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อม และเป็นเงินทุนสำหรับรองรับธุรกิจใน Synergy Products ของกลุ่มผลิตภัณฑ์การป้องกันอัคคีภัย รวมถึงขยายช่องทางการตลาดให้ครอบคลุมทั่วประเทศ ส่วนที่เหลือใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนกิจการ

นายดุษฎี มีชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แมสเทค ลิ้งค์ จำกัด (มหาชน) หรือ MASTEC กล่าวว่า บริษัทฯ มุ่งสู่การเป็นผู้นำเสนอโซลูชั่นเทคโนโลยีด้านวิศวกรรมของงานระบบอาคารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแบบครบวงจรให้แก่ลูกค้า โดยมีทีมวิศวกรและทีมผู้เชี่ยวชาญสำหรับการให้บริการตั้งแต่การทำความเข้าใจแบบวิศวกรรม ออกแบบระบบในส่วนที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ที่บริษัทฯ จำหน่าย ศึกษา ตรวจสอบ ให้คำปรึกษา เพื่อนำเสนอโซลูชั่นที่เหมาะสมทั้งด้านเทคโนโลยีของผลิตภัณฑ์ ข้อกำหนดกฎหมายที่เกี่ยวข้องและสอดคล้องงบประมาณโดยรวมของลูกค้าครอบคลุมถึงให้บริการติดตั้ง ตรวจสอบ ซ่อมแซมและบำรุงรักษาผลิตภัณฑ์ด้านวิศวกรรมเพื่อให้ผลิตภัณฑ์ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมี 3 กลุ่มผลิตภัณฑ์ ประกอบด้วย

1. กลุ่มผลิตภัณฑ์ระบบปรับอากาศและสุขาภิบาล ได้แก่อุปกรณ์ประกอบระบบทำความเย็นขนาดใหญ่ด้วยน้ำ (Chiller) และทำความเย็นด้วยน้ำยา (Refrigerant), อุปกรณ์ประกอบระบบระบายความร้อนออกจากเครื่องทำความเย็นด้วยน้ำ (Water Cooled) ประกอบด้วย วาล์วเปิดปิดน้ำ (Manual Valve), วาล์วควบคุมอุณหภูมิอัตโนมัติ ( 2way และ PICV Control Valve), เครื่องสูบน้ำเย็น (Chilled Water Pump) เพื่อสูบส่งน้ำเย็นเข้าสู่ระบบ,หอผึ่งน้ำ (Cooling Tower), ระบบบำบัดน้ำ (Water Treatment system) สำหรับน้ำเย็นและน้ำระบายความร้อนเพื่อให้ระบบปรับอากาศทำงานได้ประสิทธิภาพสูงสุด ท่อส่งลมเย็นพร้อมฉนวนกึ่งสำเร็จรูป (Pre-Insulated Duct: PID) นอกจากนี้ ยังจำหน่ายท่อทองแดงเพื่อส่งจ่ายน้ำยาแอร์ในระบบปรับอากาศขนาดเล็กถึงขนาดกลาง และอุปกรณ์ประกอบระบบสุขาภิบาลในอาคารสูงหรืออาคารขนาดใหญ่ ประกอบด้วย เครื่องสูบน้ำดี, เครื่องสูบน้ำระบบบำบัดน้ำเสีย, วาล์วเปิดปิด (Manual Valve), วาล์วควบคุมอัตโนมัติทั้งความดันและอัตราการไหล เป็นต้น

2. กลุ่มผลิตภัณฑ์การป้องกันอัคคีภัยและผลิตภัณฑ์ด้านความปลอดภัย ได้แก่ อุปกรณ์ประกอบระบบดับเพลิงอัตโนมัติด้วยน้ำทั้งระบบ เริ่มตั้งแต่ปั๊มน้ำดับเพลิง (Fire Pump) เพื่อสูบน้ำเข้าระบบดับเพลิง, หัวกระจายน้ำดับเพลิง (Sprinkler), ตู้ดับเพลิงพร้อมทั้งวาล์วที่แจ้งสถานะความพร้อมของระบบดับเพลิงและแจ้งเตือนเพลิงไหม้ และอุปกรณ์ประกอบระบบป้องกันไฟลามในระบบโครงสร้างอาคารและพื้นที่ช่องเปิดเพื่อป้องกันไฟลุกลาม ประกอบด้วย ปูน Mortar กันไฟ, Silicone กันไฟ Composite sheet เป็นต้น 

3. กลุ่มผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมเพื่อการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อม ได้แก่ อุปกรณ์ประกอบระบบบำบัดและฆ่าเชื้อโรคในน้ำสำหรับสระว่ายน้ำโดยไม่ใช้สารเคมีเพื่อทดแทนระบบคลอรีนหรือคลอรีนจากเครื่องเกลือ ผ่านการรับรองความปลอดภัยจาก NSF สหรัฐอเมริกา และ Cooling Tower ปลอดสารเคมีเพื่อกำจัดตะไคร่และเชื้อ legionellosis ที่ทำให้ปอดอักเสบเฉียบพลัน อีกทั้งป้องกันการเกิดตระกรันรวมถึงกำจัดตระกรันที่มีอยู่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพระบบปรับอากาศและลดการใช้พลังงานไฟฟ้าอย่างยั่งยืน, อุปกรณ์ประกอบระบบกำจัดฟองอากาศและควบคุมความดันเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพระบบปรับอากาศขนาดใหญ่ ช่วยลดการใช้พลังงานและสารเคมีรวมถึงลดค่าใช้จ่ายการซ่อมบำรุงรักษาและช่วยยืดอายุการใช้งานให้ยาวนานขึ้น, อุปกรณ์ประกอบระบบโซลาร์เซลล์ ประกอบไปด้วย แผ่น Solar Cell, Inverter, Mounting Equipment, PV Cable และ Battery เพื่อเป็นพลังงานทางเลือกปลอดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมและประหยัดค่าไฟสำหรับครัวเรือน อาคารพาณิชย์และโรงงานอุตสาหกรรมและอุปกรณ์ประกอบระบบชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV Charger) ที่มีมาตรฐานสูงพร้อมระบบ Web Application เพื่อการบริหารจัดการให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดและรายงานสถานะการใช้งาน Real Time บน Platform Online

“เราพร้อมเดินหน้าเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ SET เพื่อรองรับแผนขยายธุรกิจเพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยมั่นใจว่าการนำเสนอข้อมูลครั้งนี้ จะทำให้นักลงทุนมีความเข้าใจในโมเดลธุรกิจและศักยภาพการดำเนินธุรกิจเพื่อขับเคลื่อนการเติบโตในอนาคต จึงเชื่อว่าหากเปิดให้นักลงทุนได้เข้ามาจองซื้อหุ้น IPO จะได้รับการตอบรับที่ดีจากนักลงทุน” นายดุษฎี กล่าว

เชียงใหม่ เปิดงาน World Food Safety Day 2025 “Grow Well Eat Well” กระบวนการผลิตที่ดี และการบริโภคที่ปลอดภัย (คลิป)

ผู้อำนวยการกองพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐาน เป็นประธานในพิธีเปิด World Food Safety Day 2025 “Grow Well Eat Well “กระบวนการผลิตที่ดี และการบริโภคที่ปลอดภัย มีคุณภาพ สู่อนาคตที่ยั่งยืน”

เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2568 ที่ ONE NIMMAN ZONE ONE SALA จังหวัดเชียงใหม่ ได้มีพิธีเปิดงาน World Food Safety Day 2025 “Grow Well Eat Well กระบวนการผลิตที่ดี และการบริโภคที่ปลอดภัย มีคุณภาพ สู่อนาคตที่ยั่งยืน” โดยมีนายเสกสรรค์ วรรณกรี ผู้อำนวยการกองพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐาน เป็นประธานในพิธีเปิดพร้อมด้วย ศ.ดร.นพ.กระแส ชนะวงศ์ ประธานกรรมการมูลนิธิรักไทย พร้อมด้วยแขกผู้มีเกียรติเข้าร่วมในพิธีเปิดในครั้งนี้


จังหวัดเชียงใหม่เป็นหนึ่งในพื้นที่สำคัญของประเทศไทย ทั้งในด้านการผลิตทางการเกษตรและการท่องเที่ยว ด้วยลักษณะภูมิประเทศที่หลากหลาย ผสมผสานระหว่างพื้นที่ราบเชิงเขาและพื้นที่สูง ทำให้สามารถปลูกพืชอาหารได้หลากหลายชนิดตลอดทั้งปี ส่งผลให้จังหวัดเชียงใหม่เป็นแหล่งผลิตพืชอาหารที่สำคัญของภาคเหนือและของประเทศ อีกทั้งยังเป็นพื้นที่ที่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติให้ความนิยมเป็นอย่างสูง โดยเฉพาะการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและวัฒนธรรม ซึ่งผลผลิตทางการเกษตรของเกษตรกรในท้องถิ่นนอกจากจะถูกนำมาใช้บริโภคภายในพื้นที่แล้ว ยังมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมภาพลักษณ์และสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา กระแสของการบริโภคอาหารอย่างปลอดภัยและการใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมได้รับความสนใจมากจากผู้บริโภคทั่วโลก ผู้คนหันมาเลือกอาหารที่ปลอดภัยจากสารเคมีตกค้าง ใส่ใจที่มาของวัตถุดิบ และสนับสนุนผู้ผลิตรายย่อยที่คำนึงถึงอาหารปลอดภัย และระบบนิเวศ ซึ่งแนวโน้มนี้ส่งผลให้เกษตรกรรายย่อยในจังหวัดเชียงใหม่และพื้นที่ใกล้เคียงให้ความสำคัญกับการปรับปรุงกระบวนการผลิตให้ได้มาตรฐานด้านความปลอดภัย เช่น มาตรฐาน GAP และ Organic ที่ได้รับการรับรองจากกรมวิชาการเกษตร รวมถึงการแปรรูปและพัฒนาสินค้าให้เหมาะสมกับตลาดที่ต้องการคุณภาพ ปลอดภัย และความยั่งยืน

เพื่อตอบสนองต่อแนวโน้มดังกล่าว และเพื่อร่วมรณรงค์ในระดับสากลตามแนวทางขององค์การอนามัยโลก (WHO) และองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ที่กำหนดให้วันที่ 7 มิถุนายนของทุกปีเป็นวันอาหารปลอดภัยโลก (World Food Safety Day) มูลนิธิรักษ์ไทยร่วมกับภาคีเครือข่ายจึงมีแผนการจัดกิจกรรม “World Food Safety Day 2025: Grow Well, Eat Well” ภายใต้แนวคิด “กระบวนการผลิตที่ดี และการบริโภคที่ปลอดภัย มีคุณภาพ สู่อนาคตที่ยั่งยืน” เพื่อส่งเสริมองค์ความรู้เรื่องอาหารปลอดภัย สร้างความตระหนักในหมู่ประชาชน ส่งเสริมบทบาทของเกษตรกรรายย่อยและผู้ผลิตในท้องถิ่น และเปิดโอกาสทางการตลาดให้กับผลผลิตที่ปลอดภัยจากชุมชน สู่ผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพอย่างแท้จริง

กิจกรรมในครั้งนี้ยังมีเป้าหมายในการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนในการพัฒนา “ระบบอาหารปลอดภัย” ที่เชื่อมโยงมิติของสุขภาพ เศรษฐกิจฐานราก และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสังคมไทยโดยรวม

โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้และแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านอาหารปลอดภัยผ่านกิจกรรมเสวนา และการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐานพืชอาหารปลอดภัย จากเกษตรกรผู้เพาะปลูก ผู้จัดหาผลผลิตทางการเกษตร Suplier และผู้บริโภค, เพื่อรณรงค์สร้างความตระหนักรู้เรื่องความปลอดภัยทางอาหารในทุกระดับของสังคมโดยเน้นย้ำบทบาทของผู้ผลิต ผู้ประกอบการ และผู้บริโภคในการร่วมกันส่งเสริมระบบอาหารที่ปลอดภัย มีคุณภาพ และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับแนวทางของวันอาหารปลอดภัยโลก (World Food Safety Day) ที่มุ่งให้ทุกภาคส่วน “รู้คิด ตระหนัก ปฏิบัติ” เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากอาหารที่ไม่ปลอดภัย, เพื่อส่งเสริมการทำงานร่วมกันของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในธุรกิจพืชอาหารปลอดภัย เพื่อให้ส่งเสริมเกษตรกรรายย่อย วิสาหกิจชุมชน และผู้ผลิตพืชอาหารปลอดภัยให้เข้าถึงทางการตลาด ด้วยความร่วมมือ และสนับสนุนจากภาครัฐ ภาคธุรกิจเอกชน ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม และประชาชนทั่วไป


โครงการ “เพาะดี กินดี” เป็นหนึ่งในโครงการของมูลนิธิรักษ์ไทยที่ดำเนินงานในพื้นที่ภาคเหนือ ร่วมกับภาคีเครือข่ายภาครัฐ ภาคเอกชนและภาควิชาการ เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนเกษตรกรรายย่อยให้สามารถพัฒนาระบบการผลิตพืชอาหารปลอดภัยตามมาตรฐาน GAP ควบคู่ไปกับการส่งเสริมการรวมกลุ่มของเกษตรกรในรูปแบบวิสาหกิจชุมชนและงานด้านการตลาด โดยได้รับการสนับสนุนจากบริษัท ซินเจนทา ครอป โปรเทคชั่น จำกัด ปัจจุบันเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการได้รับการพัฒนาศักยภาพจากโครงการและการรับรองมาตรฐานพืชอาหารปลอดภัย GAP จากสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 1 จังหวัดเชียงใหม่ สามารถผลิตและจำหน่ายพืชผักที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP สู่ตลาดประมาณ 11,000 กิโลกรัมต่อเดือนส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เพื่อร่วมรณรงค์ในโอกาสวันอาหารปลอดภัยโลก (World Food Safety Day) และเผยแพร่ประสบการณ์และบทเรียนของเกษตรกร มูลนิธิรักษ์ไทย ร่วมกับภาคีเครือข่าย จึงกำหนดจัดกิจกรรม “World Food Safety Day 2025: Grow Well, Eat Well” ภายใต้แนวคิด “กระบวนการผลิตที่ดี และการบริโภคที่ปลอดภัย มีคุณภาพ สู่อนาคตที่ยั่งยืน”


และภายในงานมีการจัดนิทรรศการ และบูธจำหน่ายผักปลอดภัยและผลิตภัณฑ์ชุมชน มีการจัดแสดงบูธแนะนำโครงการ และองค์กรภาคีนิทรรศการโครงการ เพาะดี กินดี Syngenta Thailand มูลนิธิรักษ์ไทย และภาคีเครือข่าย บูธจำหน่ายผลผลิตและผลิตภัณฑ์อาหารปลอดภัยจากชุมชนและวิสาหกิจท้องถิ่น พืชผักพันธุ์ท้องถิ่น และพืชผักปลอดภัย ข้าวพันธุ์ท้องถิ่นจากชุมชนท้องถิ่นและกลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูง, กาแฟ จากเกษตรกรผู้ปลูก และแปรรูปกาแฟ, ผลิตภัณฑ์จากฐานภูมิปัญญาท้องถิ่นและฐานชีวภาพ เช่น ผ้าทอย้อมสีธรรมชาติของชุมชนคนเมืองและกลุ่มชาติพันธุ์ ผลิตภัณฑ์หวายจากเกษตรกรผู้ปลูกหวาย, Work Shop อาหารปลอดภัย จากเกษตรกรผู้ปลูก สู่เมนูยอดนิยม (ซูชิข้าวดอย สลัดโรล กาแฟดริป), กิจกรรมบนเวที กิจกรรมสร้างความสนุกสนาน กระตุ้นการมีส่วนร่วมของผู้เข้าร่วมงาน และส่งเสริมความรู้เกี่ยวกับอาหารปลอดภัย, กิจกรรมสื่อสาร พืชอาหารปลอดภัย และมีบรรยายพิเศษเรื่อง “GAP ไม่ใช่แค่ใบรับรอง…แต่คือโอกาสของเกษตรกรายย่อย” โดย ผู้แทนจากสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 1 เชียงใหม่,สัมภาษณ์พิเศษ เกษตรกรตัวเล็ก ผู้ผลิตพืชอาหารปลอดภัย สู่อนาคตที่ยั่งยืน คน ดิน น้ำป่า อีกด้วย.

เชียงใหม่ ท่องเที่ยวและกีฬาเชียงใหม่ เนรมิตเวทีแฟชั่นชาติพันธุ์ครั้งยิ่งใหญ่ใจกลางเชียงใหม่ เชื่อม Soft Power สู่เศรษฐกิจฐานราก(คลิป)

ท่องเที่ยวและกีฬาเชียงใหม่ เตรียมจัดงาน “ชาติพันธุ์แฟชั่นวีค” ภายใต้ธีม “ชาติพันธุ์ สีสันที่ถักทอ” ผลักดันการท่องเที่ยววัฒนธรรมล้านนาอย่างยั่งยืน พร้อมเนรมิตเวทีแฟชั่นชาติพันธุ์ครั้งยิ่งใหญ่ใจกลางเชียงใหม่ เชื่อม Soft Power สู่เศรษฐกิจฐานราก

ที่ลานหน้าลิฟท์แก้ว ชั้น 3 ศูนย์การค้าเมญ่า ไลฟ์สไตล์ ช้อปปิ้ง เซ็นเตอร์ จังหวัดเชียงใหม่ โดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมกับสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัด เชียงใหม่ สมาคมการท่องเที่ยวโดยชุมชนภาคเหนือ และศูนย์การค้าเมญ่า ไลฟ์สไตล์ ช้อปปิ้ง เซ็นเตอร์ จัด กิจกรรม “ชาติพันธุ์แฟชั่นวีค: ชาติพันธุ์ สีสันที่ถักทอ” ภายใต้โครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวชาติพันธุ์ สีสันแห่ง ล้านนาอย่างยั่งยืน ประจำปีงบประมาณ 2568 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมอัตลักษณ์ชาติพันธุ์ผ่านแฟชั่นร่วม สมัย เชื่อมโยงศิลปวัฒนธรรมเข้ากับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และเปิดเวทีให้ชุมชนชาติพันธุ์ได้เป็นเจ้าของพื้นที่ทาง วัฒนธรรมอย่างแท้จริง

นายจักรพล ตั้งสุทธิธรรม ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวง การท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า “กระทรวงให้ความสำคัญกับการส่งเสริมวัฒนธรรมชาติพันธุ์ในฐานะ Soft Power ที่มีศักยภาพสูง การจัด กิจกรรมในครั้งนี้ไม่เพียงสะท้อนความงามของวัฒนธรรมผ่านแฟชั่น แต่ยังเชื่อมโยงการท่องเที่ยวกับชุมชน และ สร้างรายได้ในระดับฐานรากอย่างยั่งยืน เราจะเดินหน้าสนับสนุนกิจกรรมในลักษณะนี้อย่างต่อเนื่อง วัฒนธรรมชาติพันธุ์เป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่อนาคต”

ด้าน นายอิทธิรัฐ สินารักษ์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัด เชียงใหม่ กล่าวว่า “กิจกรรม “ชาติพันธุ์ สีสันที่ถักทอ” ใช้รูปแบบแฟชั่นโชว์ร่วมสมัยที่สะท้อนอัตลักษณ์ชาติพันธุ์ ทั้งยังมีกิจกรรม เสริม เช่น นิทรรศการภาพถ่าย เวิร์กชอปศิลปะ การแสดงดนตรีพื้นบ้าน และบูธจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากชุมชนกว่า 20 แห่ง เพื่อสร้างพื้นที่ให้ชุมชนชาติพันธุ์ได้แสดงออกอย่างสร้างสรรค์ พร้อมทั้งต่อยอดการเรียนรู้ข้าม วัฒนธรรม และการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เชิงวัฒนธรรมในอนาคต”

นาวศรายุทธ ทองร่มโพธิ์ ผู้จัดการทั่วไปผู้บริหารศูนย์การค้าเมญ่า กล่าวว่า “เมญ่าภูมิใจที่ได้เป็นเวทีสำคัญของการแสดงออกทางวัฒนธรรม เราเชื่อว่าการสนับสนุนวัฒนธรรมชาติพันธุ์คือ การสนับสนุนรากฐานของสังคมและเศรษฐกิจในท้องถิ่น เมญ่าพร้อมเปิดพื้นที่ให้กับกิจกรรมที่ส่งเสริมคุณค่า ทางวัฒนธรรมอย่างต่อเนื่องในอนาคต”

ขณะที่ นายสมศักดิ์ อินทะชัย นายกสมาคมการท่องเที่ยวโดย ชุมชนภาคเหนือ กล่าวเพิ่มเติมว่า “พวกเรามุ่งมั่นผลักดันให้ชุมชนมีบทบาทนำในกิจกรรมท่องเที่ยว โดยเน้นการอนุรักษ์วัฒนธรรมชาติพันธุ์ พร้อมไปกับการสร้างรายได้ในรูปแบบที่ชุมชนเป็นเจ้าของกิจกรรมเอง เราหวังว่างานนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการ พัฒนาท่องเที่ยวชาติพันธุ์อย่างมีคุณภาพและยั่งยืนในเขตพัฒนาการท่องเที่ยวอารยธรรมล้านนา”

โดยเปิดให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้าร่วม ฟรี ตลอด 3 วันการจัดงานระหว่างวันที่ 20 – 22 มิถุนายน 2568 นี้ ณ ลานกิจกรรมศูนย์การค้าเมญ่า ไลฟ์สไตล์ ช้อปปิ้ง เซ็นเตอร์ จังหวัดเชียงใหม่ พบกับศิลปะชาติพันธุ์ในจังหวัดต่างๆ ของภาคเหนือ กิจกรรมหลากหลายทางชาติพันธุ์ การโชว์เสื้อผ้าของชาติพันธุ์ เครื่องเงิน ของกินของใช้ และอื่น ๆ โดยมีชุมชนชาติพันธุ์เข้าร่วมกว่า 30 บูธ พร้อมกิจกรรมต่างๆ ภายในงานครั้งนี้ตลอดทั้ง 3 วัน

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ ศูนย์ราชการจังหวัดเชียงใหม่ ถนนโชตนาตำบลช้างเผือก อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50300 โทรศัพท์: 0-5311-2325-6

เชียงใหม่ ข่วงประตูท่าแพ นักท่องเที่ยวจีน ต้องมาถ่ายภาพ กับฝูงนกพิราบ สร้างรายได้ ให้กับกลุ่มช่างภาพอิสระ(คลิป)

ข่วงประตูท่าแพ กลางเมืองเชียงใหม่ ยังเป็นจุดแลนด์มาร์ค ของนักท่องเที่ยวจีน ต้องมาถ่ายภาพ กับฝูงนกพิราบ สร้างรายได้ ให้กับกลุ่มช่างภาพอิสระ เป็นอย่างมาก จากการขายอาหารนกพิราบ และรับจ้างถ่ายภาพที่สวยงาม ให้กับนักท่องเที่ยวจีน รายได้แต่ละวัน ไม่ธรรมดา มีทั้งรับเป็นเงินสด และสแกนจ่าย


ที่บริเวณข่วงประตูท่าแพ แลนด์มาร์ค กลางเมืองเชียงใหม่ ยังคึกคักไปด้วย นักท่องเที่ยวจีน ที่พากันมาถ่ายภาพ กับฝูงนกพิราบ ที่มีเป็นจำนวนมาก ทำให้กลุ่มช่างภาพอิสระ ที่มารับจ้างถ่ายภาพ และขายอาหารนกพิราบ มีรายได้เป็นกรอบเป็นกำ ในแต่ละวัน แทบจะไม่ได้พัก ในการรับจ้างถ่ายภาพ มีนักท่องเที่ยว มาต่อคิวตลอด เพื่อให้ถ่ายภาพ กับฝูงนกพิราบที่ลงมากินอาหารที่พื้น และใช้อุปกรณ์ที่หาได้ทั่วไป ทำให้นกพิราบตกใจและบิน เป็นวินาที ที่ช่างภาพใช้เป็นจุดขาย ในการถ่ายภาพให้กับนักท่องเที่ยว จีน จนโด่งดังไปทั่วเอเชีย

เมื่อได้ภาพก็จะนำไปโพต์ส อวดกับเพื่อนๆ ในโลกโซเซียส ทำให้เป็นจุดขาย ที่นักท่องเที่ยวจีน มาเที่ยวเชียงใหม่ เพื่อมาถ่ายภาพ กับประตูเมืองโบราณ และฝูงนกพิราบหลายร้อยตัว จนสร้างรายได้ ให้กับกลุ่มช่างภาพอิสระ ที่มาปักหลัก ขายอาหารนก และรับจ้างถ่ายภาพ กันตั้งแต่เช้า ยันถึงหัวค่ำ ในการรับจ้างถ่ายภาพ ให้กับนักท่องเที่ยวจีน ระยะหลังมีฝรั่ง เริ่มมาถ่ายภาพด้วย เมื่อถ่ายเสร็จก็จะให้นักท่องเที่ยวดู หากไม่ถูกใจก็จะถ่ายใหม่ ตามที่นักท่องเที่ยวต้องการ สร้างรายได้ เป็นกรอบเป็นกำ รับทั้งเงินสด และสแกนจ่าย ถ้าขยันมีรายได้ละวัน 2000 – 3000 บาท ต่อคน กลายเป็นอีก 1 อาชีพ ที่รายได้ไม่ธรรมดา สามารถเลี้ยงครอบครัวได้

เชียงใหม่ โมเดลลิ่งเชียงใหม่ ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานเชียงใหม่ จัดประกวด บ่าวจี๋-สาวจี๋ แต่งกาย ชุดแฟนซี ตามอัตลักษณ์และวัฒนธรรมประเพณี (คลิป)

โมเดลลิ่งเชียงใหม่ ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานเชียงใหม่ จัดประกวด บ่าวจี๋-สาวจี๋ แต่งกาย ชุดแฟนซี ตามอัตลักษณ์และวัฒนธรรมประเพณี มีตัวแทน หนุ่มสาวจาก 25 อำเภอ เข้าร่วมประกวด เพื่อส่งเสริมให้เยาวชน ได้มีกิจกรรมการแสดงออกถึง อัตลักษณ์และผลิตภัณฑ์เด่น อำเภอของตนเอง เสนอจุดขายแต่ละอำเภอ ให้นักท่องเที่ยวเข้าไปเที่ยวมากขึ้น เป็นซอฟพาวเวอร์ ของแต่ละอำเภอ

ที่ห้องประชุม เวียงเจ็ดลิน สวนสัตว์เชียงใหม่ แคทวอล์คโมเดลลิ่ง เชียงใหม่ ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานเชียงใหม่ จัดงานประกวด บ่าวจี๋-สาวจี๋ โดยมีตัวแทนเยาวชน จาก 25 อำเภอแต่งกาย ชุดแฟนซี ตามอัตลักษณ์ หรือวัฒนธรรมประเพณี วิถีชีวิต หรือสิ่งบ่งชี้ ของแต่ละอำเภอ มีทั้งประเภทสวยงาม และประเภทความคิดสร้างสรรค์ มาเดินบนเวที เพื่อให้คณะกรรมการ คัดเลือกตัดสิน ว่า บ่าวจี๋- หรือสาวจี๋ ที่เข้าประกวด อายุระหว่าง 17 – 22 ปี ตัวแทนแต่ละอำเภอ จะคว้าการแต่งกาย ประเภทสวยงาม และประเภท ความคิดสร้างสรรค์ รวมทั้งขวัญใจมหาชน จากการให้พวงมาลัยและดอกกุกลาบ ซึ่งแต่ละคนก็จะมีเอกลักษณ์ ที่แตกต่างกับไป สวยงามกันคนละแบบ และยิ่งใหญ่อลังการณ์ โดยให้ทั้งหมด มีการแนะนำตัว และอธิบายความหมาย ชุดที่แต่ง ซึ่งก็จะมีการผสมผสาน ลวดลายของผ้า ที่หลากหลายชนเผ่า รวมทั้งนำของดีแต่ละอำเภอ มาแสดงออก ในการแต่งกาย


ผลการตัดสินของคณะกรรมการ ให้ตัวแทนบ่าวจี๋ จากอำเภอแม่แจ่ม แต่งกายในชุด เสน่ห์สินถิ่นแม่แจ่ม ได้รับแรงบันดาลใจจากคนแม่แจ่ม มีหลากหลายเชื้อชาติและชนเผ่า และการฟ้อนรำนกกิงกะหร่า ผ้าไหมทอมือ ผ้าซิ่นตีนจก และผ้าจากชาติพันธุ์ต่างๆ จนออกมาเป็นชุดที่สวยงาม ชนะที่ 1 และสาวจี๋จากอำเภอดอยหล่อ แต่งกายในชุดนกยุงสีเขียวที่งามสง่า ลายผ้าเป็นลวดลายชนเผ่าต่างๆ ชนะที่ 1 ประเภทสวยงาม และบ่าวจี๋จากอำเภอสารภี ที่แต่งกาย เป็นชุดต้นยางนา สัญลักษณ์ของอำเภอสารภี และสาวจี๋ จากอำเภอเมือง แต่งกายในชุดกุหลาบสีชมพู ชนะที่ 1 ประเภทความคิดสร้างสรรค์ และคะแนนขวัญใจมหาชน จากการได้รับดอกกุหลาบ และพวงมาลัย บ่าวจี๋ จากอำเภอพร้าว ที่แต่งกายด้วยผ้าและเครื่องประดับชนเผ่า และสาวจี๋อำเภอเมืองเชียงใหม่ ที่แต่งชุดดอกกุหลาบเวียงพิงค์ บ่งบอกถึงความสวย ความหวานของสาวเวียงพิงค์ ได้รับรางวัลขวัญใจมหาชน


ส่วนผลการตัดสิน บ่าวจี๋ประจำปี 2568 หมายเลข BJ08 ตัวแทนจากอำเภอฝาง แต่งกายในชุด ปริ้นส์ ออฟ แม่คะ ที่ชาวลาวอาศัย โดยนำเสื้อผ้าการแต่งกายของชาวลาวผสมผสานลายผ้าของล้านนา เป็นผู้ชนะเลิศ ส่วนสาวจี๋ ประจำปี 2568 ตัวแทนจากอำเภอสันกำแพง หมายเลข SJ 19 แต่งกายในชุดไทย ที่จำลองมาจาก ชุดที่ คุณอาภัสรา หงสกุล นางงามจักรวาลคนแรกของไทย สวมชุดไทยผ้าซิ่นสันกำแพง กางจ้องร่มบ่อสร้าง เพื่อให้ชาวต่างชาติได้รับรู้ถึงรากเหง้าของชุมชน ชนะเลิศประจำปี 2568


การจัดงานเพื่อส่งเสริมให้เยาวชน ได้มีกิจกรรมการแสดงออกถึง อัตลักษณ์ และผลิตภัณฑ์เด่น อำเภอของตนเอง หรือซอฟพาวเวอร์ เสนอจุดขาย อำเภอของตนเอง ให้นักท่องเที่ยวเข้าไปเที่ยวมากขึ้น