เชียงใหม่ “พรรคพร้อม”มีมติเอกฉันท์เปลี่ยนชื่อเป็น“พรรคศรัทธา”ดึง“มาร์ค พิตบูล”นำทัพกรรมการบริหารชุดใหม่(คลิป)

“พรรคพร้อม” มีมติเอกฉันท์เปลี่ยนชื่อเป็น “พรรคศรัทธา” ดึง “มาร์ค พิตบูล” นำทัพกรรมการบริหารชุดใหม่ ปฏิรูประบบอุปถัมภ์ ปลูกศรัทธาสร้างอนาคต

​วันนี้( 4 กค.69) ที่อัลไฟน์กอล์ฟ รีสอร์ท เชียงใหม่ อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ พรรคพร้อมได้มีการจัดการประชุมใหญ่สามัญ ครั้งที่ 2 ประจำปี 2569 ในพื้นที่ของ (ตำบลห้วยยาบ อำเภอบ้านธิ จังหวัดลำพูน) โดยมีวาระสำคัญในการพิจารณาปรับโครงสร้างและการดำเนินงานขององค์กรเพื่อขับเคลื่อนนโยบายเชิงรุก ซึ่งในเวทีการประชุมครั้งนี้ มีตัวแทนจากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เข้าร่วมสังเกตการณ์และร่วมในที่ประชุมอย่างใกล้ชิด เพื่อให้กระบวนการทุกอย่างเป็นไปตามระเบียบและข้อกฎหมายอย่างโปร่งใส

ไฮไลต์สำคัญของการประชุมเริ่มต้นขึ้นเมื่อหัวหน้าพรรคพร้อมคนเดิมได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งกลางที่ประชุม เพื่อเปิดโอกาสให้มีการจัดตั้งและเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่เข้ามาบริหารจัดการอย่างเต็มรูปแบบ จากนั้นทางที่ประชุมได้มีการเสนอวาระสำคัญในการเปลี่ยนชื่อพรรคจากเดิม “พรรคพร้อม” ไปเป็น “พรรคศรัทธา” (Satdha Party) ซึ่งผลการลงคะแนนปรากฏว่า สมาชิกผู้เข้าร่วมประชุมจำนวนทั้งหมด 290 คน มีมติเห็นชอบรับรองการเปลี่ยนชื่อพรรคและการจัดตั้งคณะกรรมการบริหารชุดใหม่อย่างเป็นเอกฉันท์

​ภายหลังเสร็จสิ้นกระบวนการลงคะแนน ที่ประชุมได้มีมติเลือก นายณัชพล สุพัฒนะ หรือที่รู้จักกันดีในนาม “มาร์ค พิตบูล” ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคศรัทธาคนใหม่ ร่วมด้วย ดร.พิมไหมทอง ศักดิพัตโภคิน ดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรค นายพิสิษฐ์ ทองเพ็ง และนายธนารัชต์ สมคเณ ดำรงตำแหน่งรองหัวหน้าพรรค พร้อมด้วยคณะกรรมการบริหารอีกหลายท่านที่จะร่วมกันขับเคลื่อนพรรคภายใต้แนวคิดหลัก “ปลูกศรัทธา สร้างอนาคต” และการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

​นายณัชพล สุพัฒนะ หัวหน้าพรรคศรัทธา ได้ขึ้นแถลงคำปฏิญญาพร้อมแสดงวิสัยทัศน์อันแน่วแน่ โดยระบุว่า ประเทศไทยไม่ได้ขาดแคลนทรัพยากร ไม่ได้ขาดคนเก่ง และไม่ได้ขาดโอกาส แต่สิ่งที่กำลังวิกฤตและขาดหายไปอย่างรุนแรงคือความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อระบบการบริหารราชการแผ่นดิน พรรคศรัทธาที่ถือกำเนิดใหม่ในวันนี้จึงตั้งขึ้นเพื่อฟื้นฟูความศรัทธาในความถูกต้อง ความซื่อสัตย์ และประสิทธิภาพในการบริหารบ้านเมืองให้กลับคืนมา โดยพรรคได้ประกาศเจตนารมณ์ในการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันอย่างจริงจังและเด็ดขาด ปฏิรูประบบราชการลดความซ้ำซ้อน นำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาประยุกต์ใช้เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชน
นอกจากนี้ พรรคศรัทธายังมุ่งเน้นนโยบายการสร้างงานสร้างอาชีพแห่งอนาคต สนับสนุนเศรษฐกิจดิจิทัลและการแข่งขันที่เสรีเป็นธรรมเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายย่อย ควบคู่ไปกับการปฏิรูประบบการศึกษาที่ตอบโจทย์โลกยุคใหม่ การสร้างความเป็นธรรมในสังคมด้วยการแก้ไขและทลายระบบอุปถัมภ์เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ตลอดจนการยกระดับคุณภาพชีวิตด้านสาธารณสุข และการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นเพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการจัดการพื้นที่ของตนเองอย่างแท้จริง โดยหลังจากนี้ พรรคศรัทธาเตรียมดำเนินแผนปฏิบัติการ 100 วันแรกทันที เพื่อวางรากฐานองค์กร สร้างเครือข่ายภาคประชาชน และพัฒนาโยบายสาธารณะที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง มุ่งสร้างอนาคตที่ดีกว่าให้กับประเทศไทยตามที่ให้คำมั่นสัญญาไว้

เชียงใหม่ BEDO – มูลนิธิรักษ์ไทย ผนึกกำลังภาครัฐ ภาคธุรกิจ และชุมชน เปิดเวที “Nature Positive” เสริมพลังชุมชนผู้พิทักษ์ป่าต้นน้ำ ผ่านกลไก PES ฟื้นฟูป่า สร้างฝาย และสร้างอนาคตที่ยั่งยืน(คลิป)

BEDO – มูลนิธิรักษ์ไทย ผนึกกำลังภาครัฐ ภาคธุรกิจ และชุมชน เปิดเวที “Nature Positive” เสริมพลังชุมชนผู้พิทักษ์ป่าต้นน้ำ ผ่านกลไก PES ฟื้นฟูป่า สร้างฝาย และสร้างอนาคตที่ยั่งยืน

วันนี้(30 มิ.ย.69) สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) หรือ BEDO ร่วมกับ มูลนิธิรักษ์ไทย และภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคประชาสังคม และชุมชน จัดกิจกรรม “PES เสริมพลังชุมชนต้นน้ำ ปลูกป่า สร้างฝาย ฟื้นป่าต้นน้ำแม่แตง” ภายใต้แนวคิด “Nature Positive : ฟื้นฟูธรรมชาติ เพื่อความยั่งยืนของคนและระบบนิเวศ”ณ บ้านหัวเลา ตำบลป่าแป๋ อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อสร้างต้นแบบความร่วมมือในการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและขับเคลื่อนการตอบแทนคุณระบบนิเวศ (Payment for Ecosystem Services : PES)

กิจกรรมได้รับเกียรติจาก นายศิวกร บัวป้อง รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วยผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม นักวิชาการ และเครือข่ายชุมชน จำนวน 221 คน เข้าร่วมประกาศเจตนารมณ์ในการร่วมฟื้นฟูป่าต้นน้ำและรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

“Voices for Nature : เสียงจากภาคีเพื่อธรรมชาติ” ถูกถ่ายทอดมุมมองจากผู้แทนของแต่ละภาคส่วน ได้แก่ คุณสิทธิชัย เสรีส่งแสง ที่ปรึกษา คุณพักตร์พิมล โชคดีปรีชากุล ผู้อำนวยการสำนักเผยแพร่และส่งเสริมการมีส่วนร่วม สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) คุณอโณทัย เวทยากร กรรมการผู้จัดการใหญ่และผู้บริหารส่วนงานเทคโนโลยี บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย จำกัด และคุณพร้อมบุญ พานิชภักดิ์ เลขาธิการมูลนิธิรักษ์ไทย ร่วมแลกเปลี่ยนแนวคิดเกี่ยวกับการขับเคลื่อนกลไก PES การลงทุนเพื่อธรรมชาติ (Nature Investment) บทบาทของภาคธุรกิจในการสร้างความยั่งยืน และการเสริมพลังชุมชนในฐานะ “Forest Guardians” หรือชุมชนผู้พิทักษ์ป่าต้นน้ำ

หัวใจสำคัญของโครงการนี้ คือ การยกระดับบทบาทของชุมชนท้องถิ่นจาก “ผู้ได้รับผลกระทบ” ให้เป็น “ผู้ดูแลและฟื้นฟูระบบนิเวศ” ผ่านการสนับสนุนองค์ความรู้ ทรัพยากร และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อให้ชุมชนสามารถดูแลป่า แหล่งน้ำ และความหลากหลายทางชีวภาพได้อย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน ผ่านแนวทาง Regenerative Agriculture และการจัดตั้งกลไกสนับสนุนการอนุรักษ์ในระดับชุมชน

กิจกรรมภาคสนามประกอบด้วยการปลูกไม้ป่าท้องถิ่นที่เป็นแหล่งอาหารของสัตว์ป่าและชุมชน อาทิ ขนุนป่า มะขามป้อม และมะไฟป่า 1,000 กล้า รวมทั้งการร่วมกันสร้างฝายชะลอน้ำในรูปแบบฝายภูมิปัญญาท้องถิ่น และฝายกึ่งถาวรร่วมจำนวน 15 ฝาย เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น ฟื้นฟูลำห้วยที่เสื่อมโทรม ลดความเสี่ยงไฟป่า ชะลอการพังทลายของดิน และเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศในพื้นที่ต้นน้ำแม่แตง ต้นน้ำประปาของคนเชียงใหม่

อีกหนึ่งไฮไลต์ของงาน คือ การ “ส่งต่อพลังจากภาคีสู่ชุมชน” ซึ่งภาคธุรกิจและองค์กรภาคประชาสังคมร่วมแสดงเจตนารมณ์สนับสนุนการดำเนินงานตามหลักการ PES พร้อมรับมอบประกาศเกียรติคุณในฐานะองค์กรผู้หนุนเสริมการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ อาทิ บริษัท IBM ประเทศไทย โรงแรมอะแมนเนอร์ เชียงใหม่ โรงแรมสบาย สบาย เชียงใหม่ บริษัทบุญถาวร บริษัท ซินเจนทา ครอป โปรเทคชั่น จำกัด หน่วยบริการและพัฒนาสังคม สภาคริสตจักรในประเทศไทย มูลนิธิ Y.M.C.A เพื่อการพัฒนาภาคเหนือ และบริษัทกรุงไทย-แอกซ่า

โครงการนี้สะท้อนแนวคิดว่า “การอนุรักษ์ธรรมชาติ ไม่ใช่หน้าที่ของชุมชนเพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกภาคส่วน” โดยกลไก PES จะเป็นเครื่องมือเชื่อมโยงผู้ได้รับประโยชน์จากบริการของระบบนิเวศ กับผู้ดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติ ให้เกิดการแบ่งปันความรับผิดชอบและการลงทุนเพื่อธรรมชาติอย่างเป็นธรรม นำไปสู่การฟื้นฟูระบบนิเวศ การสร้างความมั่นคงด้านน้ำ อาหาร และคุณภาพชีวิตของประชาชน ตลอดจนสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) และการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระยะยาว และกิจกรรมครั้งนี้คือจุดเริ่มต้นของความร่วมมือและการแสวงหาภาคีในการ “”ส่งต่อพลังจากภาคีสู่ชุมชนผู้พิทักษ์ป่า” ผู้เป็นด่านหน้าในการปกป้องรักษาผืนป่าและความหลากหลายทางชีวภาพของพวกเราทุกคน

ทกจ.เชียงใหม่ จัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอาหารชาติพันธุ์ล้านนา เชื่องโยงเส้นทางการท่องเที่ยวในกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 (เชียงใหม่-แม่ฮ่องสอน) ตอน 2 (คลิป)

ทกจ.เชียงใหม่ จัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอาหารชาติพันธุ์ล้านนา เชื่องโยงเส้นทางการท่องเที่ยวในกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 (เชียงใหม่-แม่ฮ่องสอน) ตอน 2 

ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่จัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอาหารชาติพันธุ์ล้านนา เชื่องโยงเส้นทางการท่องเที่ยวในกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 (เชียงใหม่-แม่ฮ่องสอน) พาชมบรรยากาศยามเช้า ที่ถนนคนดริป ลานใต้ต้นไพธิ์ตรงข้ามวัดจองคำ ริมหนองจองคำ เปิดทุกวันเสาร์และอาทิตย์ เวลา 06.00 น. – 09.00 น.นักท่องเที่ยว และคอกาแฟมานั่งพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นพร้อม ชมความสวยงามของวัดจองคำหรือพระอารามหลวงวัดจองคำ เป็นวัดที่สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2340 เป็นวัดแรกของเมืองแม่ฮ่องสอน เป็นวัดเก่าแก่สร้างตามแบบอย่างศิลปไทยใหญ่ สิ่งที่โดดเด่นหลังคาทรงประสาท 9 ชั้น

เมื่อมาจังหวัดแม่ฮ่องสอน ก็ต้องไม่พลาดที่จะขึ้นไปไหว้สักการะขอพระที่วัดพระธาตุดอยกองมูตั้งอยู่ ทางทิศตะวันตกของอำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน ถือเป็นวัดและพระธาตุประจำจังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่ง พระธาตุดอยกองมู เป็นปูชนียสถาน ประกอบด้วย พระธาตุเจดีย์ ศิลปะไทใหญ่-พม่า จำนวน 2 องค์ นักท่องเที่ยวสามารถมองจากมุมสูงเพื่อดูวิวทิวทัศน์ของเมืองแม่ฮ่องสอนได้อย่างชัดเจน

ก่อนจากตัวเมืองแม่ฮ่องสอนนักท่องเที่ยวสามารถแวะซื้อของฝากแนะนำที่ร้าน“เฮ็ดก้อเหลียว” เป็นศูนย์รวมของฝากและผลิตภัณฑ์ชุมชนจากทั้ง 7 อำเภอของจังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งรวบรวมสินค้า OTOP ผลิตภัณฑ์เกษตรแปรรูป และของที่ระลึกพื้นถิ่นไว้ในที่เดียว เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวและผู้มาเยือนจังหวัดแม่ฮ่องสอน

มื้อเที่ยงเราพามาชิมก๋วยเตี๋ยวห้อยขาที่บ้านจ่าโป่ อำเภอปางมะผ้า ท่ามกลางบรรยากาศสวยงามของยอดดอยและขุนเขา “บ้านจ่าโป่” เป็นหมู่บ้านท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ของชาวลาหู่ (มูเซอ) ซึ่งวันนี้เข้ามาเยื่ยมชุมชนบ้านจ่าโป่ และร่วมดูการสาธิตการทำอาหารพื้นบ้านน้ำพริกรากชู ทำขนมพื้นถิ่นข้าวต้มมัดกันอีกด้วย

เดินทางเข้าสุ่อำเภอปาย มื้อค่ำไปกันที่ร้านอาหารชุมชนจีนยูนานบ้านสันติชล และประทานอาหารเย็นแบบจีนมณทลยูนาน อีกสำรับอาหารไม่ว่าจะเป็น ขาหมูยูนาน หมั่นโถวทอดนึ่ง ,หมูพันปี, ยอดผักแม้ว, เห็ดหอมอบซีอิ๋ว ,ปลาทับทิมนึ่งมะนาวเป็นต้น

ก่อนจบทริปพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน พามาที่”บ้านแพมบก” เป็นหมู่บ้านท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและเกษตรกรรมไทใหญ่ ตั้งอยู่ในตำบลทุ่งยาว อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน โดดเด่นด้วยวิถีชีวิตอันเรียบง่ายท่ามกลางหุบเขา ชุมชนแห่งนี้มีกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์มากมาย

“บ้านแพมบก” เป็นชุมชนชาวไทใหญ่ที่อพยพมาจากจังหวัดเชียงรายและรัฐฉาน ประเทศเมียนมาการเดินทาง รูปแบบการท่องเที่ยว โดดเด่นด้วยการท่องเที่ยวเชิงเกษตรคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Tourism) และการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมการจัดการ: ได้รับการยกย่องให้เป็น 1 ใน 10 สุดยอดชุมชนต้นแบบ เที่ยวชุมชนยลวิถี พร้อมชมวิวทุ่งนาบนสะพานบุญไม้ไผ่ “โขกู้โส่”

วันนี้ชาวบ้านแพมบกได้ร่วมกันสาธิตการทำน้ำพริกคั่วทราย “น้ำพริกคั่วทราย” เป็นหนึ่งในน้ำพริกพื้นบ้านล้านนาและไทใหญ่ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว คำว่า “คั่วทราย” หมายถึงลักษณะเนื้อสัมผัสของน้ำพริกที่แห้ง ร่วน และมีความกรุบเคี้ยวเพลินคล้ายเม็ดทราย นิยมนำมารับประทานกับข้าวเหนียวร้อน ๆ หรือทานคู่กับผักต้ม

 

 

 

ทกจ.เชียงใหม่ จัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอาหารชาติพันธุ์ล้านนา เชื่องโยงเส้นทางการท่องเที่ยวในกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 (เชียงใหม่-แม่ฮ่องสอน) ตอน 1 (คลิป)

ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่จัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอาหารชาติพันธุ์ล้านนา เชื่องโยงเส้นทางการท่องเที่ยวยในกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 (เชียงใหม่-แม่ฮ่องสอน) ภายใต้โครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวชาติพันธุ์สีสันแห่งล้านนา เยื่ยมชมวัดหัวเวียง วัดเก่าแก่ของชาวแม่ฮ่องสอน พาชมชุมชนต้นแบบวัฒนธรรมไทใหญ่ และชาวปกาเกอะบ้านผาบ่อง

ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและวิถีชุมชน กับการเดินทางเชื่อมโยงจากเชียงใหม่สู่แม่ฮ่องสอน ชมความสวยงานของวัดหัวเวียง วัดเก่าแก่เป็นที่สักการะศูนย์จิตใจของชาวแม่ฮ่องสอน จากนั้นเดินทางไปที่บ้านผาบ่อง เป็นชุมชนเก่าแก่ใน ตำบลผาบ่อง อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอนโดดเด่นด้านการเป็นชุมชนท่องเที่ยวยวัฒนธรรมที่ผสมผสานวิถีชีวิตชาวไทใหญ่และชาวปกาเกอะญอไว้อย่างลงตัว ท่องเที่ยวชุมชนบ้านผาบ่อง

เยี่ยมชมความสวยงามของ”วัดหัวเวียง” เป็นวัดราษฎร์สังกัดคณะสงฆ์ฝ่ายมหานิกาย ตั้งอยู่ในตำบลจองคำ อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน จังหวัดแม่ฮ่องสอน ตามประวัติวัดระบุว่าวัดหัวเวียง คือวัดหัวเมือง ที่สร้างขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2309 จากนั้นจึงสร้างวัดหัวเวียงขึ้น เมื่อปี พ.ศ.2406ไม่ทราบนามผู้สร้างวัด ทราบเพียงว่าเป็นวัดแห่งที่สองของเมืองแม่ฮ่องสอน ชาวเมืองแม่ฮ่องสอนจะเรียกว่าวัดกลางเวียง โดยได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อวันที่ 16 มีนาคม พ.ศ.2519

ภายในวัดประกอบด้วยศาสนาสถานสำคัญ อาทิ วิหารพาราละแข่ง พระเจ้าพาราละแข่ง (พระมหามัยมุนีจำลอง) ศาลาจำศีลอาคารไม้ เจดีย์ อุโบสถวัดหลังใหม่ เป็นต้น โดยมีรูปแบบงานสถาปัตยกรรมศิลปะไทใหญ่ ผสมผสานศิลปะพม่า และศิลปะตะวันตก ซึ่งมีการทำนุบำรุงรักษา รวมทั้งการบูรณะให้คงความสมบูรณ์ ด้วยความร่วมมือของชุมชนและหน่วยงานภาครัฐเสมอมา

 

‘บ้านผาบ่อง’ ชุมชนต้นแบบวัฒนธรรมไทใหญ่ และชาวปกาเกอะ ดูวิธีการตอกลายแผ่นโลหะที่ชาวไทใหญ่เรืยกว่า “ปานซอย” คืออัตลักษณ์ทางสถาปใตยกรรมของชาวไทใหญ่ที่ไม่ซ่ำ แบบใคร โดยเฉพาะการ ตอกลายบนโลหะ ทั้งสังกะสี อลูมิเนียม แผ่นเงิน นำไปประดับชายคาวัดวาวิจิตรตระการตา เรียกในภาษาไทใหญ่ว่า “ปานซอย – ปานถ่อง” หรือที่ชาวล้านนาในจังหวัดอื่นนิยมเรียก “แป้นน้ำย้อย” นั่นเอง

“กาดซอกจ่าผาบ่อง” เปิดให้บริการทุกวันศุกร์ เสาร์และวันอาทิตย์ตั้งแต่เวลา 15.00 นถึง 19.00 น ช่วงเวลาที่เหมาะสมมีแม่ค้ามาวางอาหารครบ 16.00-18.00.น. “กาดซอกจ่า” ซึ่ง “ซอกจ่า” แปลว่า “วันศุกร์” ในภาษาไทใหญ่ แรกๆ กาดซอกจ่าจะเปิดบริการขายของเฉพาะวันศุกร์ แต่ต่อมาได้มีการเรียกร้องทั้งแม่ค้าพ่อค้าและลูกค้า จึงได้มีการเพิ่มวันขายของอีก 1 วัน คือวันเสาร์ จากนั้น เพิ่มวันขายของอีกครั้ง ปัจจุบัน กาดซอกจ่า จึงเปิดบริการขายของ 3 วัน คือ วันศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์ สินค้าที่ขาย หลักๆ ก็จะเป็น อาหารไทใหญ่ ผัก พืชผลทางการเกษตรของชาวบ้าน                                   

ถั่วลายเสือ   

มันปรุง

เต้าหู้ทอด ไทใหญ่

แกงฮังเล

เชียงใหม่ สืบสานวิถีปกาเกอะญอ! ชวนชิม “ข้าวปุกงา” เมนูพื้นบ้านรสละมุนจากภูมิปัญญาบ้านแม่ก๊ะเปียง จังหวัดเชียงใหม่(คลิป)

สืบสานวิถีปกาเกอะญอ! ชวนชิม “ข้าวปุกงา” เมนูพื้นบ้านรสละมุนจากภูมิปัญญาบ้านแม่ก๊ะเปียง อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่

หากใครมีโอกาสได้เดินทางขึ้นเหนือมาสัมผัสอากาศบริสุทธิ์และวิถีชีวิตที่เรียบง่ายของชุมชนบนดอย สิ่งหนึ่งที่ไม่ควรพลาดเลยคือการลิ้มลองอาหารพื้นบ้านที่แฝงไปด้วยเรื่องราวทางวัฒนธรรม อย่างเช่นที่ บ้านแม่ก๊ะเปียง ตำบลสะลวง อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์ปกาเกอะญอ (กะเหรี่ยง) ที่ยังคงสืบทอดการทำ “ข้าวปุกงา” ขนมพื้นบ้านสูตรโบราณดั้งเดิมให้คนรุ่นหลังได้ลิ้มรส

“ข้าวปุกงา” หรือที่เรียกกันในภาษาท้องถิ่นว่า “ต่าปอเป่อ” ไม่ใช่เป็นเพียงแค่ขนมทานเล่นทั่วไป แต่เป็นเมนูแห่งความผูกพันและวัฒนธรรมของชาวปกาเกอะญอ มักจะทำขึ้นในโอกาสพิเศษ งานประเพณีสำคัญ หรือเพื่อต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองที่มาเยือน

กระบวนการทำข้าวปุกงาของที่นี่ยังคงความพิถีพิถันตามแบบฉบับดั้งเดิม โดยเริ่มจากการนำข้าวเหนียวดำ (ข้าวก่ำ) หรือข้าวเหนียวใหม่ที่ปลูกเองแบบไร้สารเคมีบนดอย ไปนึ่งจนสุกหอม จากนั้นนำมาโขลกในครกไม้ขนาดใหญ่ในขณะที่ข้าวยังร้อน ๆ พร้อมกับใส่ “งาขี้ม่อน” คั่วหอมและเกลือเล็กน้อยลงไปผสม การโขลกต้องใช้แรงและจังหวะที่สม่ำเสมอเพื่อให้เม็ดข้าวและงาผสานรวมกันจนเนียนเป็นเนื้อเดียว กลายเป็นแป้งเหนียวนุ่มสีม่วงเข้มปนดำอันเป็นเอกลักษณ์
เมื่อโขลกจนได้ที่แล้ว ชาวบ้านจะนำมาแผ่เป็นแผ่นกลม ๆ ขนาดพอดีคำ บนใบตองสะอาดที่ทาน้ำมันบาง ๆ เพื่อไม่ให้เหนียวติดมือ วิธีการกินที่เป็นที่นิยมที่สุดคือ การนำไป “ย่างไฟอ่อน ๆ” บนเตาถ่าน ใบตองจะส่งกลิ่นหอมกรุ่น ตัวข้าวปุกงาจะค่อย ๆ พองตัวขึ้น ผิวด้านนอกกรอบนิด ๆ แต่เนื้อในยังคงความเหนียวนุ่ม หนึบหนับ ได้รสสัมผัสที่มันและหอมฟุ้งจากงาขี้ม่อน เพิ่มความอร่อยด้วยการราดน้ำอ้อยเคี่ยวหรือนมข้นหวานตามใจชอบ กลายเป็นของว่างรสเลิศท่ามกลางบรรยากาศเย็นสบายบนดอยสูง

การทำข้าวปุกงาของชาวบ้านแม่ก๊ะเปียง ไม่เพียงแต่เป็นการถนอมอาหารและสร้างสรรค์เมนูอร่อยจากวัตถุดิบในท้องถิ่นเท่านั้น แต่ยังเป็นกิจกรรมที่สร้างความสามัคคีในชุมชน เพราะในขั้นตอนการโขลกข้าวต้องใช้แรงของคนหนุ่มสาวและคนในครอบครัวมาช่วยกัน เป็นภาพสะท้อนของวิถีชีวิตที่พึ่งพาอาศัยกันและกันอย่างอบอุ่น

นอกเหนือจากความอร่อยของขนมพื้นบ้านอย่าง “ข้าวปุกงา” แล้ว อีกหนึ่งมรดกทางวัฒนธรรมที่ถือเป็นสมบัติล้ำค่าและสะท้อนเอกลักษณ์อันงดงามของ ชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์ปกาเกอะญอ บ้านแม่ก๊ะเปียง ตำบลสะลวง อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ก็คือ “ผ้าทอมือโบราณ” ที่หญิงสาวในหมู่บ้านยังคงสืบทอดกรรมวิธีการทอจากรุ่นสู่รุ่นอย่างไม่ขาดสาย

สำหรับนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและอยากสัมผัสวิถีชีวิตที่แท้จริง ชุมชนปกาเกอะญอบ้านแม่ก๊ะเปียง อ.แม่ริม พร้อมเปิดบ้านต้อนรับให้ทุกคนได้ไปเรียนรู้ ทดลองโขลกข้าวปุกงาด้วยตัวเอง และดื่มด่ำกับธรรมชาติอันเงียบสงบ ซึ่งรับรองว่าจะได้รับทั้งความอิ่มท้องและความอิ่มใจกลับไปอย่างแน่นอน

เชียงใหม่ บช.ปส.ทลายเครือข่ายยานรกยึดของกลางมหาศาล รวบ 3 ผู้ต้องหา ยึดยาบ้ากว่า 7.33 ล้านเม็ด ไอซ์ 250 กิโลกรัม(คลิป)

บช.ปส.ทลายเครือข่ายยานรกยึดของกลางมหาศาล รวบ 3 ผู้ต้องหา ยึดยาบ้ากว่า 7.33 ล้านเม็ด ไอซ์ 250 กิโลกรัม ซุกโกดังลับแม่แตง

วันนี้(23 มิ.ย.69) ที่ บก.ปส.3 (ส่วนหน้า) จังหวัดเชียงใหม่ พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผบช.ปส., พล.ท.ชายแดน กฤษณสุวรรณ แม่ทัพน้อยที่3/รอง ผบ.นบ.ยส.35, นายอนนเทพ ธารณะ ผู้อำนวยการส่วนตรวจสอบทรัพย์สิน ปปส.ภาค 5 และ นายจักรพันธ์ ทองอ่ำ นายอำเภอแม่แตง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แถลงผลการจับกุมเครือข่ายยาเสพติดรายสำคัญ 2 คดี ยึดของกลางจำนวนมหาศาล ดังนี้

คดีแรก สกัดรถขนไอซ์กลางดึก ยึดไอซ์ 250 กิโลกรัม รวบผู้ต้องหาได้ 1 ราย เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน กก.2 บก.ปส.3 ได้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานยาเสพติดในพื้นที่ติดตามความเคลื่อนไหวของเครือข่ายลำเลียงยาเสพติดที่ใช้พื้นที่ อ.แม่แตง จว.เชียงใหม่ เป็นจุดรับยา ก่อนส่งต่อไปยังพื้นที่ภาคกลาง กระทั่งคืนวันที่ 2 มิ.ย.69 พบรถยนต์อเนกประสงค์ยี่ห้ออีซูซุ สีน้ำเงิน หมายเลขทะเบียน กท xxxx ลำพูน ขับเข้าไปในพื้นที่ อ.แม่แตง ก่อนขับออกมุ่งหน้าสู่พื้นที่ตอนในอย่างมีพิรุธ จึงเฝ้าติดตามและแสดงตัวเข้าตรวจค้นบริเวณถนนหน้าสถานีตำรวจภูธรแม่โจ้ ต.หนองหาร อ.สันทราย จว.เชียงใหม่ ผลการตรวจค้นพบชายผู้ขับขี่ 1 ราย และพบ ไอซ์น้ำหนัก 250 กิโลกรัม ซุกซ่อนอยู่ภายในรถ เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน บก.ปส.3 ดำเนินคดีตามกฎหมาย

คดีที่สอง บุกโกดังลับใต้ดิน ยึดยาบ้ากว่า 7.33 ล้านเม็ด รวบผู้ต้องหาเพิ่มอีก 2 ราย ภายหลังการจับกุมคดีแรก เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการสืบสวนขยายผลจนพบข้อมูลสำคัญว่าเครือข่ายดังกล่าวมีโกดังพักคอยยาเสพติดอยู่ในพื้นที่ บ้านแม่คะจาน ม.7 ต.ขี้เหล็ก อ.แม่แตง จว.เชียงใหม่ เจ้าหน้าที่จึงวางกำลังเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด จนวันที่ 21 มิ.ย.69 พบผู้ต้องหา 2 ราย กำลังเคลื่อนไหวมีพฤติการณ์จัดเตรียมยาเสพติดจำนวนมาก ภายในกระท่อมกลางสวนผลไม้ จึงเข้าตรวจสอบและจับกุมตัวไว้ได้ จากการตรวจค้นพบกระสอบบรรจุยาเสพติดจำนวนมาก ซุกซ่อนอยู่ภายใน “ช่องลับใต้ดิน” ที่ดัดแปลงขึ้นเพื่ออำพรางสายตาเจ้าหน้าที่ เมื่อตรวจสอบอย่างละเอียดพบว่าเป็น ยาบ้าจำนวน 7,330,000 เม็ด จึงยึดไว้เป็นของกลาง พร้อมควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้ง 2 ราย ส่งดำเนินคดีตามกฎหมาย

การปฏิบัติการครั้งนี้ เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมคดียาเสพติดได้รวม 2 คดี ผู้ต้องหา 3 ราย ยึดยาบ้า จำนวน 7,330,000 เม็ด และไอซ์ จำนวน 250 กิโลกรัม นับเป็นอีกหนึ่งปฏิบัติการสำคัญในการตัดวงจรเครือข่ายค้ายาเสพติดรายใหญ่ และสกัดกั้นยาเสพติดจำนวนมหาศาลไม่ให้หลุดรอดเข้าสู่พื้นที่ชั้นในและแพร่กระจายสู่ชุมชน

พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผบช.ปส. กล่าวว่า ปฏิบัติการครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ ตร. และทุกภาคส่วนที่ร่วมกันขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลในการแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างจริงจัง ซึ่งยาเสพติดล็อตใหญ่ที่ตรวจยึดได้ในครั้งนี้ หากหลุดรอดออกสู่ตลาดมืดจะสามารถสร้างความเสียหายต่อสังคมได้อย่างมหาศาล ทั้งต่อเด็ก เยาวชน และสถาบันครอบครัว การสกัดกั้นได้ตั้งแต่ต้นทางจึงเปรียบเสมือนการตัดวงจรการแพร่ระบาดและป้องกันไม่ให้ยาเสพติดจำนวนมหาศาลไหลเข้าสู่ชุมชน โดย บช.ปส. จะเดินหน้าปราบปรามเครือข่ายยาเสพติดอย่างเข้มข้นในทุกมิติ โดยเฉพาะการขยายผลไปถึงผู้สั่งการ นายทุน และเครือข่ายทางการเงินที่อยู่เบื้องหลัง เพื่อทำลายศักยภาพขององค์กรอาชญากรรมให้หมดสิ้น

สำนักงานตำรวจแห่งชาติขอเชิญชวนประชาชนทุกท่านร่วมเป็นส่วนหนึ่งในภารกิจสำคัญนี้ร่วมกันปกป้องลูกหลานของเรา ให้ห่างไกลจากยาเสพติด เพื่อสังคมปลอดภัยและอนาคตรุ่นใหม่ที่มั่นคง หากพบเห็นหรือมีเบาะแสเกี่ยวกับยาเสพติด สามารถแจ้งได้ทันทีผ่านช่องทาง สายด่วน 191 และสถานีตำรวจในพื้นที่ใกล้บ้าน หรือสายด่วน ศูนย์รับแจ้งเหตุยาเสพติด โทร.1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยข้อมูลของผู้แจ้งจะถูกเก็บรักษาเป็นความลับอย่างเคร่งครัด.

เชียงใหม่ ผู้ว่าฯเชียงใหม่ เปิดการประชุมวิสามัญสมาคมโรงแรมไทยภาคเหนือ (ตอนบน) ครั้งที่ 1 ประจำปี 2569(คลิป)

ผู้ว่าฯเชียงใหม่ เปิดการประชุมวิสามัญสมาคมโรงแรมไทยภาคเหนือ (ตอนบน) พร้อมเปิดงานมหกรรมสินค้าเพื่อคนโรงแรม ประจำปี 2569 คร้งที่ 1

วันนี้(17 มิ.ย.69) ที่ศูนย์ห้องประชุมนานาชาติ โรงแรมเชียงใหม่แกรนด์วิว อ.เมือง จ.เชียงใหม่ นายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เปิดการประชุมใหญ่วิสามัญสมาคมโรงแรมไทยภาคเหนือ(ตอนบน) และเปิดงานมหกรรมสินค้าเพื่อคนโรงแรม ประจำปี 2569 คร้งที่ 1 ประจำปี 2569 โดยมี นายกสมาคมโรงแรมไทยภาคเหนือ (ตอนบน) คณะกรรมการสมาคมวาระบริหาร ประจำปี 2569 – 2571 นายกสมาคมโรงแรมจังหวัดเชียงใหม่ ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานเชียงใหม่ ผู้แทนจากสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ(องค์การมหาชน) ,นายกสมาคมและผู้แทนจากแต่ละสมาคม ผู้ประกอบการโรงแรม ,ผู้บริหารโรงแรม ผู้บริหารและตัวแทน Supplier ธุรกิจโรงแรมร่วมออกบูธจัดแสดงสินค้าและบริการ


ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า ตามที่นายกสมาคมโรงแรมไทยภาคเหนือ (ตอนบน) ได้กล่าวรายงานว่าการประชุมในวันนี้ เป็นการประชุมเพื่อให้สมาชิกสมาคมโรงแรมไทยภาคเหนือ (ตอนบน) และผู้ประกอบการโรงแรมที่พัก ตลอดจนผู้บริหารโรงแรมที่พักได้มาพบปะกันเพื่อแสดงวิสัยทัศน์ พันธกิจและรายงานผลการดำเนินงานที่ผ่านมาของสมาคมโรงแรมไทยภาคเหนือตอน (ตอนบน) รวมทั้งชี้แจงนโยบายของสมาคมโรงแรมไทยภาคเหนือ (ตอนบน) และสมาคมโรงแรมจังหวัดเชียงใหม่ ประจำปี 2569 – 2571 นอกจากนี้ยังมีการจัดมหกรรมสินค้าเพื่อคนโรงแรม ครั้งที่ 1 ขึ้น เพื่อสานสัมพันธ์ในทางธุรกิจ และได้มีโอกาสประสานความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคธุรกิจโรงแรมที่พัก


กระผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าทุกท่านที่มาร่วมงานในวันนี้จะได้รับทั้งความรู้และได้มีโอกาสสานสัมพันธ์ในทางธุรกิจโรงแรม ที่พัก ตลอดจนโรงแรม Wellness เพื่อช่วยกันผลักดันให้จังหวัดเชียงใหม่ก้าวไปสู่เมืองมรดกโลกและช่วยประชาสัมพันธ์ส่งเสริมการท่องเที่ยวในจังหวัดเชียงใหม่

ด้านนางสาวภาวิดา จิรภัญญา นายกสมาคมโรงแรมไทยภาคเหนือ กล่าวว่า การจัดงานมหกรรมสินค้าเพื่อคนโรงแรม ครั้งที่ 1 เพื่อสานสัมพันธ์ในทางธุรกิจ และได้มีโอกาสประสานความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคธุรกิจโรงแรมที่พักในการผลักดันให้จังหวัดเชียงใหม่เดินหน้าสู่การเป็นเมืองมรดกโลก และร่วมผลักดันให้เศรษฐกิจในจังหวัดเชียงใหม่เดินหน้าไปได้ในห้วงที่ประเทศไทยได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ปัญหาของประเทศตะวันออกกลางซึ่งส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจท่องเที่ยวในจังหวัดเชียงใหม่ และสมาคมโรงแรมเห็นว่าควรมีการส่งเสริมผลักดันให้ประชาชนคนไทยท่องเที่ยวภายในประเทศมากขึ้น เพื่อให้จังหวัดเชียงใหม่มีการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจ

ทั้งนี้สมาคมโรงแรมไทยภาคเหนือ (ตอนบน) ได้เชิญท่านผู้อำนวยการ กาท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานเชียงใหม่ และผู้แทนจากสำนักงานส่งเสริมการจัประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) มาบรรยายให้ความรู้ด้านสถานการณ์การท่องเที่ยวและการส่งเสริมการท่องเที่ยว ปี 2569 ตลอดจนยกระดับอุตสาหกรรมบริการเพิ่มโอกาสการตลาดและการขายด้วยมาตรฐานไมซ์ให้แก่ผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรม ที่พักได้รับทราบแนวทางแล้ว

เชียงใหม่ นายกเทศมนตรีตำบลดอยสะเก็ด แจงดราม่าปมถูกกล่าวหาห้ามรถกู้ชีพ เทศบาลเชิงดอยเข้าพื้นที่ ยืนยันไม่เคยสั่งห้ามกรณีฉุกเฉิน(คลิป)

นายกเทศมนตรีตำบลดอยสะเก็ด แจงดราม่าปมถูกกล่าวหาห้ามรถกู้ชีพ เทศบาลเชิงดอยเข้าพื้นที่ ยืนยันไม่เคยสั่งห้ามกรณีฉุกเฉิน

วันนี้(16 มิ.ย.69) ที่สถานีตำรวจภูธรดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ นายพณานนท์ สุนตาอินทร์ นายกเทศมนตรีตำบลดอยสะเก็ด เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน หลังปรากฏโพสต์ข้อความบนสื่อสังคมออนไลน์เฟซบุ๊ก กล่าวอ้างว่าเป็นนายกท้องถิ่นที่สั่งห้ามรถกู้ชีพกู้ภัยของเทศบาลตำบลเชิงดอยเข้าพื้นที่โดยไม่ได้รับอนุญาต จนกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์และถูกเชื่อมโยงกับประเด็นทางการเมืองท้องถิ่น


นายพณานนท์ เปิดเผยว่า ตนได้พูดคุยกับเจ้าหน้าที่กู้ชีพกู้ภัยของเทศบาลตำบลเชิงดอยจริง แต่ไม่ได้มีการสั่งห้ามหรือกีดกันการเข้าพื้นที่เพื่อช่วยเหลือประชาชนแต่อย่างใด โดยเฉพาะในกรณีฉุกเฉินที่ต้องให้ความช่วยเหลือเร่งด่วน สามารถเข้าดำเนินการได้ทันทีไม่ว่าจะอยู่ในพื้นที่รับผิดชอบของหน่วยงานใดก็ตาม

อย่างไรก็ตาม กรณีผู้ป่วยติดเตียง หรือผู้ป่วยที่ต้องเดินทางไปพบแพทย์ตามนัด ซึ่งไม่ใช่เหตุฉุกเฉินนั้น เทศบาลตำบลดอยสะเก็ดมีรถบริการรองรับอยู่แล้ว จึงได้ขอความร่วมมือให้มีการประสานงานหรือแจ้งเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ก่อน เพื่อให้การบริหารจัดการเป็นไปอย่างเหมาะสมและไม่เกิดความซ้ำซ้อนในการให้บริการประชาชน

นายพณานนท์ ยืนยันว่า ความสัมพันธ์ระหว่างเทศบาลตำบลดอยสะเก็ดและเทศบาลตำบลเชิงดอยยังคงเป็นไปด้วยดี ไม่มีความขัดแย้งใด ๆ ทั้งสิ้น ทั้งสองหน่วยงานยังคงร่วมมือกันในการทำงานเพื่อประโยชน์ของประชาชนเช่นเดิม เปรียบเสมือนพี่น้องที่ทำงานร่วมกันมาโดยตลอด

ทั้งนี้ นายพณานนท์มองว่า กระแสดราม่าที่เกิดขึ้นอาจมีความเชื่อมโยงกับบรรยากาศทางการเมืองท้องถิ่น เนื่องจากจะมีการเลือกตั้งในเขตเทศบาลตำบลดอยสะเก็ดภายในอีกประมาณ 6 เดือนข้างหน้า จึงอาจมีการนำข้อมูลบางส่วนไปขยายความจนเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน

สำหรับการเดินทางมาลงบันทึกประจำวันในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อยืนยันข้อเท็จจริงและเก็บไว้เป็นหลักฐานว่า สิ่งที่ตนได้สื่อสารกับเจ้าหน้าที่กู้ชีพกู้ภัยเป็นเพียงการขอให้มีการประสานงานในกรณีที่ไม่ใช่เหตุฉุกเฉินเท่านั้น และไม่เคยมีคำสั่งห้ามการเข้าช่วยเหลือประชาชนในสถานการณ์ฉุกเฉินตามที่ถูกกล่าวอ้างแต่อย่างใด

เชียงใหม่ CAMT มช. เปิดบ้านต้อนรับอบอุ่น! จัดงานปฐมนิเทศและประชุมผู้ปกครอง ปีการศึกษา 2569 มุ่งปั้นนักศึกษาผ่านแนวคิด”Learning Playground” (คลิป)

CAMT มช. เปิดบ้านต้อนรับอบอุ่น! จัดงานปฐมนิเทศและประชุมผู้ปกครอง ปีการศึกษา 2569 มุ่งปั้นนักศึกษาผ่านแนวคิด“Learning Playground” ลงมือทำจริงใน Experience LAB

 
วันนี้(13 มิ.ย.69) วิทยาลัยศิลปะ สื่อ และเทคโนโลยี (CAMT) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จัดงาน “วันประชุมผู้ปกครองและปฐมนิเทศนักศึกษาใหม่ ประจำปีการศึกษา 2569” อย่างเป็นทางการ เพื่อต้อนรับนักศึกษาใหม่และผู้ปกครองเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย แนะนำรูปแบบการเรียนการสอน การปรับตัวสำหรับการใช้ชีวิตในระดับอุดมศึกษา ตลอดจนการแนะนำกิจกรรมนักศึกษาที่จะช่วยเสริมสร้างทักษะทางสังคม (Soft Skills) ควบคู่ไปกับความรู้ทางวิชาการแนะนำทิศทางการเรียนการสอนรวมถึงกิจกรรมนักศึกษาใหม่ พร้อมแสดงศักยภาพในการจัดการศึกษาที่มุ่งเน้นการปฏิบัติจริงตอบโจทย์ความต้องการของภาคอุตสาหกรรมดิจิทัลในอนาคต บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความอบอุ่น โดยได้รับเกียรติจาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. วรวิชญ์  จันทร์ฉาย คณบดีพร้อมทีมผู้บริหารคณาจารย์ และตัวแทนนักศึกษารุ่นพี่ ร่วมให้การต้อนรับผู้ปกครองและนักศึกษาใหม่อย่างใกล้ชิด

โอกาสนี้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วรวิชญ์ จันทร์ฉาย คณบดีวิทยาลัยศิลปะ สื่อ และเทคโนโลยี ได้ให้เกียรติเป็นประธานกล่าวเปิดงานต้อนรับ พร้อมทั้งกล่าวถึงทิศทางการจัดการศึกษาของวิทยาลัยฯ ว่า”วิทยาลัยศิลปะ สื่อ และเทคโนโลยี มีเป้าหมายสูงสุดในการผลิตบัณฑิตให้มีความพร้อมและสามารถปรับตัวรับมือกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของโลกเทคโนโลยี ทิศทางการศึกษาของเราในปัจจุบันและอนาคตจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การบรรยายในห้องเรียน แต่เรามุ่งสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ให้เป็น ‘Learning Playground’ หรือพื้นที่แห่งการเรียนรู้ที่เปิดกว้างให้นักศึกษาได้กล้าคิด กล้าทดลองทำ และสามารถเรียนรู้จากประสบการณ์จริง การจัดงานในวันนี้จึงเป็นโอกาสอันดีที่จะสร้างความมั่นใจให้กับผู้ปกครองว่า วิทยาลัยฯ มีความพร้อมในทุกมิติที่จะดูแลและบ่มเพาะบุตรหลานของท่าน ให้ก้าวออกไปเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพของประเทศ”

 
นอกจากนี้ ในงานผู้ปกครองและนักศึกษาใหม่เข้าเยี่ยมชมและเปิดประสบการณ์ใน Experience LAB ซึ่งเป็นพื้นที่ปฏิบัติการที่รวบรวมเทคโนโลยีและนวัตกรรมอันทันสมัยของวิทยาลัยฯ โดยมุ่งหวังให้ผู้ร่วมงานได้เห็นภาพจำลองของการเรียนการสอนในรูปแบบ Learning Playground อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งพื้นที่แห่งนี้จะเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ลงมือปฏิบัติจริง (Hands-on Experience) ผ่านการทำโปรเจกต์และการจำลองการทำงานเสมือนจริง ร่วมกับโจทย์จากภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม เพื่อส่งเสริมความรู้ทางด้านเทคโนโลยีใหม่ๆ (Emerging Technology) ให้นักศึกษามีประสบการณ์ตรงและพร้อมทำงานได้ทันทีหลังสำเร็จการศึกษา

วิทยาลัยศิลปะ สื่อ และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ยังคงเดินหน้าพัฒนาหลักสูตรและยกระดับพื้นที่การเรียนรู้อย่างต่อเนื่องเพื่อตอกย้ำการเป็นสถาบันการศึกษาชั้นนำด้านดิจิทัลและเทคโนโลยี ที่พร้อมสนับสนุนทุกความมุ่งมั่นของนักศึกษาให้ประสบความสำเร็จในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล

เชียงใหม่ ตำรวจเชียงใหม่ เปิดโครงการฝึกเพิ่มประสิทธิภาพด้านยุทธวิธี Six Man Team & สายตรวจโดรนแห่งแรกของประเทศ(คลิป)

ตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ เปิดโครงการฝึกเพิ่มประสิทธิภาพด้านยุทธวิธี Six Man Team & สายตรวจโดรน แห่งแรกของประเทศ ยกระดับความพร้อมรับมืออาชญากรรมยุคใหม่

วันนี้(11 มิ.ย.69) ที่ห้องประชุมชั้น 2 ตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5 เป็นประธานในพิธีเปิด “โครงการฝึกเพิ่มประสิทธิภาพด้านยุทธวิธี (Six Man Team & สายตรวจโดรน) ตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569” โดยมี พล.ต.ต.ยุทธนา แก่นจันทร์ ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่ พร้อมด้วย นายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ และผู้แมนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม

โครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มพูนความรู้ ทักษะ และขีดความสามารถด้านยุทธวิธีของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ให้พร้อมรับมือกับสถานการณ์อาชญากรรมที่มีความซับซ้อนและรุนแรงมากขึ้นในปัจจุบัน อาทิ เหตุจับตัวประกัน คดียาเสพติด การรักษาความปลอดภัยบุคคลสำคัญ และเหตุร้ายแรงที่ผู้ก่อเหตุมีการใช้อาวุธ โดยมุ่งเน้นการฝึกปฏิบัติที่ถูกต้องตามหลักยุทธวิธี ลดความสูญเสียทั้งต่อเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานและประชาชน

ด้านผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 กล่าวว่า ตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ได้จัดหาอากาศยานไร้คนขับ (Drone) จำนวน 40 เครื่อง ถือว่าเป็นจังหวัดแรกที่นำโดรนมาใช้ปฏิบัติช่วยเหตุอาชญากรรมต่างๆ และเพื่อสนับสนุนภารกิจของหน่วยงานในสังกัด ทั้งสถานีตำรวจและกองกำกับการสืบสวน พร้อมพัฒนาหลักสูตร “สายตรวจโดรน” เพื่อให้ข้าราชการตำรวจมีความรู้ความเข้าใจ สามารถนำเทคโนโลยีดังกล่าวไปใช้สนับสนุนงานด้านการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม งานสืบสวน และงานจราจร ได้อย่างมีประสิทธิภาพและครอบคลุมทุกมิติ

ทั้งนี้โครงการดังกล่าวยังเป็นการยกระดับมาตรฐานการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจให้เป็นไปในแนวทางเดียวกัน ทันต่อรูปแบบการก่อเหตุสมัยใหม่ สามารถระงับยับยั้งเหตุการณ์ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ สร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ตลอดจนเสริมสร้างความเชื่อมั่นและศรัทธาของประชาชนที่มีต่อการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจ

ในโอกาสนี้ ตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ได้กล่าวขอบคุณสหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจเชียงใหม่ จำกัด ที่ให้การสนับสนุนงบประมาณในการดำเนินโครงการ จำนวน 2,000,000 บาท เพื่อร่วมพัฒนาศักยภาพกำลังพลและสนับสนุนภารกิจด้านการรักษาความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่อย่างต่อเนื่อง

#ตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ #CMPD #สายตรวจโดรนเชียงใหม่ #SixManTeam