เชียงใหม่ กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 จัดงาน“สำรับชาติพันธุ์ สีสันแห่งล้านนา”(คลิป)

กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 จัดงาน “สำรับชาติพันธุ์ สีสันแห่งล้านนา” ชูอัตลักษณ์อาหารพื้นถิ่น สืบสานวัฒนธรรม 7 ชาติพันธุ์ล้านนา

วันนี้ (30 พ.ค. 69) ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงใหม่ แอร์พอร์ต อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ นายบุญลือ ธรรมธรานุรักษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ และนายอิทธิรัฐ สินารักษ์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ เปิดงาน “สำรับชาติพันธุ์ สีสันแห่งล้านนา” ที่กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 ประกอบด้วย จังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง และแม่ฮ่องสอน จัดขึ้นระหว่างวันที่ 30–31 พฤษภาคม 2569 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงใหม่ แอร์พอร์ต เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมผ่านอัตลักษณ์อาหารพื้นถิ่น และสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจให้กับชุมชนในพื้นที่

โดยภาคเหนือตอนบน 1 ถือเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวสำคัญของภาคเหนือที่มีความโดดเด่นด้านประเพณี ศิลปวัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยเฉพาะความหลากหลายทางชาติพันธุ์ที่สืบทอดวิถีชีวิตและวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์มาอย่างยาวนาน ประกอบด้วย 7 ชาติพันธุ์หลัก ได้แก่ ปกาเกอะญอ (กะเหรี่ยง) ลัวะ ไทลื้อ ไทยวน ดาราอั้ง ไทใหญ่ และไทเขิน ซึ่งล้วนมีมรดกทางวัฒนธรรม อาหาร และวิถีชีวิตที่แตกต่างและทรงคุณค่า และการจัดงานครั้งนี้มุ่งนำเสนอเสน่ห์ของอาหารชาติพันธุ์และอาหารพื้นถิ่นล้านนา เชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม การท่องเที่ยวโดยชุมชน และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ให้แก่นักท่องเที่ยว พร้อมส่งเสริมการกระจายรายได้สู่ชุมชนและผู้ประกอบการในท้องถิ่น

ภายในงานมีกิจกรรมที่น่าสนใจ เช่น การลิ้มลองอาหารชาติพันธุ์หาทานยาก เมนูพื้นถิ่นรสดั้งเดิมจากวัตถุดิบชุมชนที่สะท้อนภูมิปัญญาการจัดการทรัพยากรของกลุ่มชาติพันธุ์ การสาธิตการปรุงอาหารพื้นถิ่น การประกวดเชฟอาหารเพื่อการท่องเที่ยววัฒนธรรมชาติพันธุ์ กิจกรรมให้ความรู้และเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านการท่องเที่ยวโดยชุมชน ตลอดจนการจำหน่ายอาหารและผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรมจากผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยว

เชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ โดยสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมกับกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 ร่วมกันเปิดกิจกรรมประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาองค์ความรู้ด้านอาหารเพื่อการท่อเที่ยววัฒนธรรมชาติพันธุ์(คลิป)

จังหวัดเชียงใหม่ โดยสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมกับกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 ร่วมกันเปิดกิจกรรมประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาองค์ความรู้ด้านอาหารเพื่อการท่อเที่ยววัฒนธรรมชาติพันธุ์ภายใต้โครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวชาติพันธุ์สีสันแห่งล้านนา

วันนี้(27 พค.69) ที่โรงแรมเชียงใหม่แกรนด์วิว จังหวัดเชียงใหม่ นายบุญลือ ธรรมธรานุรักษ์ รองผู้ว่าราชกาาจังหวัดเชียงใหม่ นายอิทธิรัฐ สินารักษ์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ และหน่วยงานเกี่ยวข้องร่วมกิจกรรมประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาองค์ความรู้ด้านอาหารเพื่อการท่อเที่ยววัฒนธรรมชาติพันธุ์ ภายใต้โครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวชาติพันธุ์สีสันแห่งล้านนา

จังหวัดเชียงใหม่ โดยสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมกับกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง และแม่ฮ่องสอน จัดพิธีเปิดกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการ “พัฒนาองค์ความรู้ด้านอาหารเพื่อการ ท่องเที่ยววัฒนธรรมชาติพันธุ์” ภายใต้โครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวชาติพันธุ์สีสันแห่งล้านนา กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขัน และสร้างการรับรู้ด้านการท่องเที่ยวเชิงอาหาร (Gastronomy Tourism) อัตลักษณ์ล้านนาสู่สากล

การจัดกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการในครั้งนี้ มุ่งเน้นการส่งเสริมให้ผู้เข้าอบรม ซึ่งประกอบด้วยผู้ประกอบการใน อุตสาหกรรมท่องเที่ยว ร้านอาหาร และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ได้ตระหนักถึงคุณค่าของทุนทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่า นำมา ประยุกต์ ต่อยอด และสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Creation) ให้กับอาหารสร้างสรรค์จากรากเหง้าชาติพันธุ์ บนพื้นฐานของการ บริหารจัดการการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ กิจกรรมดังกล่าวถือเป็นกลไกและฟันเฟืองชิ้นสำคัญในการเตรียมความพร้อมด้านศักยภาพของ ผู้ประกอบการและชุมชน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภาคการท่องเที่ยว กระจายรายได้สู่เศรษฐกิจฐานรากอย่างทั่วถึง พร้อมทั้งสร้าง แรงดึงดูดใจแก่กลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพสูงที่มีกำลังซื้อสูง (High-spending Tourists) ให้เข้ามาเยือนและเกิดการใช้จ่ายใน พื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 มากขึ้น

ทั้งนี้ กิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการดังกล่าว ได้รวบรวมองค์ความรู้ทั้งในภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ จากผู้ทรงคุณวุฒิ และเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและอาหารสร้างสรรค์ของกลุ่มจังหวัดภาคเหนือ ตอนบน 1 ให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป

การจัดงานดังกล่าวมุ่งหวังให้เกิดการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชน และผู้ประกอบการ เพื่อร่วมกันผลักดันอาหารและวัฒนธรรมชาติพันธุ์ล้านนา สู่การเป็นจุดขายสำคัญด้านการท่องเที่ยวของภาคเหนือ และสร้าง การเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนต่อไป

เชียงใหม่ 1 ชีวิตรอดช่วยอีก2ชีวิต”บุญรอด” วัวหนีโรงเชือดช้างคลาน คนช่วยไถ่ชีวิตรอดแล้ว ศรัทธาแห่ทำบุญผ่านสื่อฯ อีก เงินเหลือ นำไปไถ่โคจากโรงฆ่าสัตว์ที่เดียวกันได้อีก 2 ตัว(คลิป)

1ชีวิตรอดช่วยอีก2ชีวิต.. “นางบุญรอด” วัวหนีโรงเชือดช้างคลาน คนช่วยไถ่ชีวิตรอดแล้ว ศรัทธาแห่ทำบุญผ่านสื่อฯ อีก เงินเหลือ นำไปไถ่โคจากโรงฆ่าสัตว์ที่เดียวกันได้อีก 2 ตัว “พระครูอ๊อด” รับมอบส่งมูลนิธิฯ พร้อมอนุโมทนา ผู้ใจบุญแห่ร่วมอิ่มบุญไปตามๆ กัน

กระแสศรัทธาของประชาชน หลั่งไหลอย่างต่อเนื่อง หลังเหตุการณ์ “นางบุญรอด” วัวเพศเมียหลุดจากโรงฆ่าสัตว์ย่านตำบลช้างคลาน อำเภอเมืองเชียงใหม่ วิ่งหนีตายเข้ามาในชุมชนย่านประตูเชียงใหม่ เมื่อช่วงบ่ายวันที่ 22 พฤษภาคม 2569 จนกลายเป็นเรื่องราวสะเทือนใจที่ถูกเผยแพร่ผ่านสื่อมวลชนและสื่อโซเชียลอย่างกว้างขวาง ก่อนจะมีผู้ใจบุญจำนวนมากร่วมกันช่วยไถ่ชีวิตวัวตัวดังกล่าวไว้ได้สำเร็จ

โดยกลุ่มผู้ใจบุญในย่านประตูเชียงใหม่ ได้ร่วมกันเจรจาไถ่ชีวิต “นางบุญรอด” จากเจ้าของวัวมีค่าใช้จ่ายรวมทั้งค่าตัววัว ค่าขนส่ง และค่าใช้จ่ายต่างๆ ประมาณ 20,000 บาท ขณะเดียวกันหลังข่าวแพร่กระจายออกไป มีประชาชนจำนวนมากสอบถามช่องทางร่วมทำบุญเข้ามาทางเพจ “คนล้านนา” และชมรมผู้สื่อข่าวจังหวัดเชียงใหม่ ทางสื่อจึงเปิดบัญชีของ “ชมรมผู้สื่อข่าวจังหวัดเชียงใหม่” เป็นสะพานบุญให้ประชาชนได้ร่วมทำบุญตามกำลังศรัทธา อีกทางหนึ่ง

ใช้เวลาเพียง 1 วัน ก่อนประกาศปิดรับบริจาคในช่วงเช้าวันที่ 23 พฤษภาคม 2569 ปรากฏว่ามีผู้มีจิตศรัทธาร่วมบริจาคเข้ามาเป็นจำนวนมาก บางรายร่วมบุญ 1 บาท 9 บาท หรือแม้กระทั่ง 19 บาท ไปจนถึงหลักร้อยบาท ตามกำลังศรัทธา จนมียอดเงินรวมกว่า 40,000 บาท ซึ่งมากกว่ายอดค่าไถ่ชีวิต “นางบุญรอด” ไปมากพอสมควร ทางผู้เกี่ยวข้องจึงประกาศปิดรับบริจาคทันที

ภายหลังจากประสานหารือกับกลุ่มผู้ใจบุญ รวมถึง พระครูสังฆรักษ์วีรวัฒน์ วีรวัฑฺโน, ผศ. หรือ “พระครูอ๊อด วัดเจดีย์หลวงเชียงใหม่” พระครูอ๊อดได้เมตตาแนะนำว่า เพื่อให้เกิดอานิสงส์ผลบุญร่วมกัน ควรนำเงินบริจาคไปไถ่ชีวิตโคจากโรงฆ่าสัตว์ช้างคลานเพิ่มเติมอีก เพื่อให้อยู่เป็นเพื่อนกับ “นางบุญรอด” ต่อไป

และเนื่องจากยอดบริจาคมีจำนวนมาก หลายฝ่ายจึงเห็นพ้องกันให้ไถ่ชีวิตโคเพิ่มอีก 2 ตัว รวมเป็นทั้งหมด 3 ตัว (รวม “นางบุญรอด”) ก่อนจะนำโคทั้งหมดไปมอบผ่าน “ธนาคารโคกระบือ มูลนิธิศึกษาพัฒนาชนบท วัดป่าดาราภิรมย์” อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อส่งต่อให้เกษตรกรนำไปเลี้ยงดูจนสิ้นอายุขัยตามธรรมชาติต่อไป

ล่าสุด เมื่อช่วงเย็นวันที่ 24 พฤษภาคม 2569 ตัวแทนชมรมผู้สื่อข่าวจังหวัดเชียงใหม่ เพจคนล้านนา พร้อมประชาชนผู้มีจิตศรัทธา ได้เป็นตัวแทนของผู้ใจบุญทุกท่านที่ร่วมกันบริจาคสมทบทุนเข้ามา นำวัวที่ไถ่ชีวิตมาได้จากโรงฆ่าสัตว์แห่งเดียวกันกับที่ “นางบุญรอด” เคยถูกนำไปขาย มาถวายให้กับพระครูอ๊อด ผ่านธนาคารโคกระบือ มูลนิธิศึกษาพัฒนาชนบท วัดป่าดาราภิรมย์ อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่

โดยระหว่างพิธีรับมอบวัว บรรยากาศเต็มไปด้วยความปลื้มปีติของผู้ร่วมงาน ขณะที่โคที่ได้รับการไถ่ชีวิต มีน้ำตาไหลออกมาอย่างน่าประหลาด คล้ายกับดีใจและรับรู้ว่าจะได้เริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง สร้างความซาบซึ้งใจให้กับผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์เป็นอย่างมาก นอกจากนี้ยังทราบอีกว่า วัวทั้งหมดที่ได้รับการไถ่ชีวิตเป็นวัวเพศเมีย และหนึ่งในนั้นยังตั้งท้องอ่อนๆ อีกด้วย

ในโอกาสนี้ พระครูสังฆรักษ์วีรวัฒน์ วีรวัฑฺโน, ผศ. หรือพระครูอ๊อด วัดเจดีย์หลวงเชียงใหม่ พร้อมด้วย พระครูสิริธรรมเมธี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดเจดีย์หลวงวรวิหาร ได้เมตตาทำพิธีรับมอบวัว พร้อมกล่าวสัมโมทนียกถา และร่วมเป็นสักขีพยานในการรับมอบวัวทั้ง 3 ตัว โดยมีตัวแทนชมรมผู้สื่อข่าวจังหวัดเชียงใหม่ เพจคนล้านนา และประชาชนผู้มีจิตศรัทธาเข้าร่วมพิธีจำนวนมาก ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความอิ่มบุญ พร้อมร่วมกล่าวคำว่า “สาธุ ๆ ๆ” ดังก้องทั่วบริเวณพิธี

ทั้งนี้ เงินบริจาคทั้งหมดได้ถูกนำไปใช้ตามเจตนารมณ์ของผู้ร่วมบุญอย่างโปร่งใส โดยหลังจากดำเนินการไถ่ชีวิตโคเพิ่มเติมแล้ว เงินส่วนที่เหลือ (ซึ่งอาจจะมีตกค้างอีกเล็กน้อย) จะมอบให้วัด-มูลนิธิฯ เพื่อใช้เป็นค่าหญ้า อาหาร และค่าใช้จ่ายในการดูแลวัวในพื้นที่ใกล้วัดป่าดาราภิรมย์ต่อไป โดยทางชมรมผู้สื่อข่าวจังหวัดเชียงใหม่ยังได้ร่วมสมทบทุนทำบุญเพิ่มเติมอีกจำนวนหนึ่ง พร้อมจะมีการรายงานความคืบหน้าการดูแลโคทั้ง 3 ตัวให้ประชาชนได้รับทราบต่อไปด้วย

เชียงใหม่ “ยศชนัน” ผนึก วช. – มช. ขับเคลื่อนนวัตกรรมจัดการ PM2.5 เชิงพื้นที่ หนุน “อากาศสะอาดและสายน้ำมั่นคง” เพื่อคุณภาพชีวิตประชาชนภาคเหนืออย่างยั่งยืน(คลิป)

รองนายกรัฐมนตรีฯ ลงพื้นที่ จ.เชียงใหม่ ส่งมอบนวัตกรรม “ห้องลดฝุ่น-FloodBoy” ให้ 8 จังหวัดภาคเหนือ ใช้รับมือวิกฤตฝุ่น PM2.5 และน้ำท่วม

วันนี้(23 พค.69) ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วย ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. ทพญ.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ที่ปรึกษา รมว.อว. นายฉัตริน จันทร์หอม เลขานุการ รมว.อว. ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ นายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เข้าร่วมในพิธีเปิดงาน “การแถลงนโยบายการสนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรมในการจัดการ PM2.5 และวิกฤตแบบครบวงจร และพิธีส่งมอบนวัตกรรมเพื่ออากาศสะอาดและสายน้ำมั่นคง” ณ อาคาร SMC Hub คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวว่า ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 และผลกระทบจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ เป็นความท้าทายสำคัญที่ส่งผลต่อสุขภาพ เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือที่เผชิญสถานการณ์ฝุ่นควันเป็นประจำทุกปี รัฐบาลและกระทรวง อว. ให้ความสำคัญกับการนำองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม มาสนับสนุนการแก้ไขปัญหาเชิงพื้นที่อย่างเป็นระบบ ผ่านการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ มหาวิทยาลัย นักวิจัย ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพื่อพัฒนาแนวทางที่ตอบโจทย์บริบทของแต่ละพื้นที่อย่างแท้จริง

นอกจากนี้ กระทรวง อว. ยังมุ่งผลักดันการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ ทั้งระบบติดตามคุณภาพอากาศแบบเรียลไทม์ ระบบวิเคราะห์และคาดการณ์สถานการณ์ฝุ่นควัน ตลอดจนการสนับสนุนนวัตกรรม “ห้องลดฝุ่นระดับชุมชน” และระบบ “FloodBoy” สำหรับเฝ้าระวังและบริหารจัดการภัยพิบัติ ซึ่งถือเป็นตัวอย่างของการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม และช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่เสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช. ในฐานะหน่วยงานบริหารจัดการทุนวิจัยและนวัตกรรมของประเทศ ภายใต้กระทรวง อว. ได้ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อแก้ไขปัญหา PM2.5 อย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นการสนับสนุนงานวิจัยที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง ทั้งในระดับนโยบาย ระดับพื้นที่ และระดับชุมชน ผ่านการทำงานร่วมกับเครือข่ายมหาวิทยาลัย หน่วยงานวิชาการ และภาคส่วนต่าง ๆ

สำหรับการส่งมอบนวัตกรรมในครั้งนี้ วช. ได้สนับสนุนการพัฒนา “ห้องลดฝุ่นระดับชุมชน” ซึ่งเป็นระบบควบคุมคุณภาพอากาศภายในอาคารสำหรับกลุ่มเปราะบาง รวมถึงระบบ “FloodBoy” ที่ใช้สนับสนุนการเฝ้าระวัง ติดตามสถานการณ์น้ำ และแจ้งเตือนภัยพิบัติแบบเรียลไทม์ เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการข้อมูลและลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชนในพื้นที่ นับเป็นการสะท้อนบทบาทของงานวิจัยและนวัตกรรมในการสร้างความมั่นคงด้านสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน

ภายในงานได้มีการจัดแสดงผลงานนวัตกรรมและงานวิจัย จำนวน 9 ผลงาน จากนักวิจัยมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ประกอบด้วย
1.ผลงาน “นวัตกรรมห้องลดฝุ่นแรงดันบวกควบคู่ระบบเฝ้าระวังอัจฉริยะด้วยเซ็นเซอร์ สำหรับกลุ่มเปราะบางในภาคเหนือ” โดย ศาสตราจารย์ปฏิบัติ ดร.เศรษฐ์ สัมภัตตะกุล จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่
2.ผลงาน “นวัตกรรมระบบลาดตระเวนชี้เป้าด้วยปัญญาประดิษฐ์เพื่อการตรวจจับไฟป่าด้วยข้อมูลภาพจากอากาศยานไร้คนขับ (UAV-AI Forest Fire Detection System)” โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ภูดินันท์ สิงห์คำฟู และคณะ จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่
3.ผลงาน “นวัตกรรมแพลตฟอร์ม Fireman สู้ไฟป่าด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล : รู้ไว-ถึงไว” โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พลภัทร เหมวรรณ จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่
4.ผลงาน “นวัตกรรมแพลตฟอร์ม Big Data สนับสนุนการวางแผนและตัดสินใจแก้ปัญหาฝุ่นควันภาคเหนือ” โดย รองศาสตราจารย์ ดร.รัฐสิทธิ์ สุขะหุต จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่
5.ผลงาน” นวัตกรรมระบบเฝ้าระวังน้ำท่วมน้ำหลาก FloodBoy” โดย ศาสตราจารย์ปฏิบัติ ดร.เศรษฐ์ สัมภัตตะกุล มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
6.ผลงาน “นวัตกรรมโครงการเทคโนโลยีการบริหารจัดการน้ำโดยประยุกต์ใช้นวัตกรรมพลังงานสะอาด : ระบบพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Cell)” โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ฟ้าไพลิน ไชยวรรณ จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่
7.ผลงาน “นวัตกรรมกลไกป้องกันน้ำท่วมโดยชุมชน” โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วรพงศ์ ตระการศิรินนท์ และคณะ จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่
8.ผลงาน “นวัตกรรมระบบการเตือนภัยและแนวทางการป้องกันน้ำท่วมในเขตเมืองจังหวัดเชียงใหม่” โดย รองศาสตราจารย์ชูโชค อายุพงศ์ จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่
9.ผลงาน “นวัตกรรมแผนที่และข้อมูลความสูงของพื้นที่ความแม่นยำสูงพิเศษจากภาพถ่ายทางอากาศ” โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ภูดินันท์ สิงห์คำฟู จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ถัดมา เป็นพิธีมอบนวัตกรรม จำนวน 2 ผลงาน ดังนี้ ผลงานนวัตกรรม “ห้องลดฝุ่นแรงดันบวกควบคู่ระบบเฝ้าระวังอัจฉริยะด้วยเซ็นเซอร์ สำหรับกลุ่มเปราะบาง” และ ผลงานนวัตกรรม “FloodBoy” ให้กับหน่วยงานในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 38 หน่วยงาน ในพื้นที่ภาคเหนือ

ทั้งนี้ กระทรวง อว. และภาคีเครือข่ายจะเดินหน้าสนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรมโดยมุ่งหวังให้เกิดการบูรณาการองค์ความรู้ เทคโนโลยี และเครือข่ายความร่วมมือในทุกภาคส่วน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ภาคเหนืออย่างยั่งยืนต่อไป

#กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม #MHESI #กระทรวงอว #อว #วิจัยและนวัตกรรม #อุดมศึกษา

เชียงใหม่ ผู้ประกอบการโรงแรมวอนรัฐหามาตรการช่วยเหลือหลังต้นทุนเพิ่มร้อยละ 30 มาตรการยกเลิกวีซ่า 60 วันเห็นด้วยด้านความมั่นคง(คลิป)

ผู้ประกอบการโรงแรมวอนรัฐหามาตรการช่วยเหลือหลังต้นทุนเพิ่มร้อยละ 30 มาตรการยกเลิกวีซ่า 60 วันเห็นด้วยด้านความมั่นคง แต่ด้นเศรษบกิจต้องหามาตรการเข้ามากระตุ้น โดยเแพาะเทรนของนักท่องเที่ยวแทบเอเซีย โดยเฉพาะจีนรุ่นใหม่ จะเที่ยวระยะสั่น ขอวีซ่าผ่านแดนชั่วคราวหน้าด่าน ใช้เวลาช่วงวันหยุดเข้ามาแบบสั่นๆ โดยเฉพาะตามเมืองสำคัญ

นายพรชัย จิตรนวเสถียร ผู้ประกอบการโรงแรม ในตัวเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่าจากที่รัฐบาลได้ยกเลิกซีซ่า 60 วัน ของประเทศต่างๆ ไปแล้วนั้น หากเพื่อความั่นคงก็เห็นด้วยกับมาตรการดังกล่าว แต่ด้านเศรษฐกิจขณะนี้ด้านการท่องเที่ยวได้รับผลกระทบเป็นอย่างมาก จำนวนนักท่องเที่ยวลดลง การเดิทางของนักท่องเที่ยวไทยก็ลดลง จากปัจจัยของสงคราม ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูง สินค้าปรับขึ้น เศรษฐกิจชะลอตัวลงมากขึ้น ทำให้ต้นทุนของผู้ประกอบการโรงแรมเพิ่มสูงขึ้นกว่าร้อยละ 30 แนวโน้มจะปรับเพิ่มขึ้นหากรัฐบาลยังไม่หามาตรการเข้ามาช่วยเหลือเพราะรายได้ลด แต่รายจ่ายคงที่และเพิ่มขึ้น จะเห็นการปิดกิจการ หยุดกิจการชั่วคราวลงไป ของโรงแรมขนาดเล็กและกลาง รวมไปถึงขนาดใหญ่ที่ยังไม่ฟื้นกลับมา

ในห้วงระยะ 1 -2 เดือนที่ผ่านมาจะเห็นการท่องเที่ยวแบบชั่วคราวระยะสั้นของนักท่องเที่ยวแถบเอเซีย โดยเฉพาะจีน คนรุ่นใหม่ที่กำลังเป็นเทรนนิยมมาก ใช้เวลาช่วงวันหยุดของระหว่างสัปดาห์เข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยตามเมืองสำคัญต่างๆ โดยเฉพาะจังหวัดเชียงใหม่ ไปตามสถานที่สำคัญถ่ายภาพ เซลฟี่ เช็คอิน กิน ช้อปใช้ มีการใช้จ่ายไม่มากใช้เงินเพี่ยง 2-3 หมื่นบาทเดินทางเข้ามาแล้วเดินทางกลับ ไปเรียนหนักสือ หรือไปทำงานต่อเช้าวันทำงาน หรือเรียนหนักสือ ซึ่งจะเน้นท่องเที่ยวในตัวเมืองเป็นหลัก หวังให้รัฐบาลเร่งทบทวนการขอวีซ่าชั่วคราวหน้าด่าน หรือ Visa on Arrival (VOA) เพิ่มประเทศที่แถบใกล้เคียงบ้านเรามากขึ้น อาจจะยกเว้นประเทศที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงของไทย เพราะการท่องเที่ยวแบบนี้ใช้ระยะเวลาสั้น แต่ยังมีการใช้จ่ายพอจะเข้ามากระตุ้นเศรษบกิขของผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวและภาคบริการได้ ในห้วงของกรีนซีซั่น เพราะเท่าที่มีข้อมูลเหลือเพียง 4 ประเทศเท่านั้น และรัฐบาลเร่งหามาตรการต่างๆ เข้ามาช่วยเหลือเพื่อไม่ให้เกิดโดมิโน่ล้มของภาคการท่องเที่ยวอีกครั้งหลังจากเกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด -19 เพราะบางรายยังไม่กลับมา หรือหันกลับมากประกอบการอีก

เชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ โดยสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ เตรียมจัดงาน “สำรับชาติพันธุ์สีสันแห่ง ล้านนา”(คลิป)

จังหวัดเชียงใหม่ โดยสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมกับกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง และแม่ฮ่องสอน เตรียมจัดงาน “สำรับชาติพันธุ์สีสันแห่ง ล้านนา” ภายใต้โครงการ “ส่งเสริมการท่องเที่ยวชาติพันธุ์สีสันแห่งล้านนา” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เพื่อส่งเสริมและยกระดับการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวเชิงอาหาร ผ่านอัตลักษณ์ของชาติพันธุ์ล้านนา ซึ่งมีความโดดเด่นทั้งด้านอาหาร วิถีชีวิต ภาษา ประเพณี และภูมิปัญญาท้องถิ่นอันทรงคุณค่า

วันนี้(18 พค.69) ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเชียงใหม่แอร์พอร์ต จังหวัดเชียงใหม่ นายบุญลือ ธรรมธรานุรักษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานเปิดแถลงข่าว “สำรับชาติพันธุ์สีสันแห่ง ล้านนา” ภายใต้โครงการ “ส่งเสริมการท่องเที่ยวชาติพันธุ์สีสันแห่งล้านนา” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมกับกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง และแม่ฮ่องสอน เพื่อส่งเสริมและยกระดับการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวเชิงอาหาร ผ่านอัตลักษณ์ของชาติพันธุ์ล้านนา ซึ่งมีความโดดเด่นทั้งด้านอาหาร วิถีชีวิต ภาษา ประเพณี และภูมิปัญญาท้องถิ่นอันทรงคุณค่า

นายบุญลือ กล่าวว่า เสน่ห์ของล้านนาไม่ได้มีเพียงแหล่ง ท่องเที่ยวที่สวยงาม แต่ยังรวมถึงอาหารพื้นถิ่น วิถีชีวิต และวัฒนธรรมชาติพันธุ์ที่สืบทอดมาอย่างยาวนาน ซึ่ง ถือเป็นทุนทางวัฒนธรรมสำคัญในการต่อยอดสู่การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน โดยการจัดงาน “สำรับชาติพันธุ์ สีสันแห่งล้านนา” จะช่วยเชื่อมโยงชุมชน ผู้ประกอบการ และนักท่องเที่ยว ผ่านเสน่ห์ของอาหารและอัตลักษณ์ล้านนา เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ทางการท่องเที่ยวให้กับผู้มาเยือน

ด้านนายอิทธิรัฐ สินารักษ์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า สำนักงานการท่องเที่ยวและ กีฬาจังหวัดเชียงใหม่ เล็งเห็นถึงศักยภาพของการท่องเที่ยวเชิงอาหาร ซึ่งถือเป็น Soft Power สำคัญในการ ดึงดูดนักท่องเที่ยวยุคใหม่ จึงได้ดำเนินโครงการ “ส่งเสริมการท่องเที่ยวชาติพันธุ์สีสันแห่งล้านนา” ผ่าน 3 กิจกรรมหลัก ได้แก่ การประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาองค์ความรู้ด้านอาหารชาติพันธุ์ ระหว่างวันที่ 27 – 28พฤษภาคม 2569, การประกวดและสาธิตเมนูอาหารพื้นถิ่น ระหว่างวันที่ 30 – 31 พฤษภาคม 2569 และ กิจกรรมส่งเสริมเส้นทางท่องเที่ยวเชิงอาหารชาติพันธุ์ล้านนา เพื่อสร้างการรับรู้ กระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวและยกระดับเศรษฐกิจชุมชนในพื้นที่ทั้ง 4 จังหวัด

ทั้งนี้ การจัดงานดังกล่าวมุ่งหวังให้เกิดการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชนประกอบการ เพื่อร่วมกันผลักดันอาหารและวัฒนธรรมชาติพันธุ์ล้านนา สู่การเป็นจุดขายสำคัญด้านการของภาคเหนือ และสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนต่อไป

เชียงใหม่ เชียงใหม่เปิดฉาก “Doi Suthep Night Run 2026″ นักวิ่ง 500 ชีวิตร่วมสัมผัสความงามยามค่ำคืน(คลิป)

เชียงใหม่เปิดฉาก “Doi Suthep Night Run 2026″ นักวิ่ง 500 ชีวิตร่วมสัมผัสความงามยามค่ำคืน กระตุ้นท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ มุ่งยกระดับสู่เมือง Wellness City

วันนี้(16 พค.69) ที่ลานกิจกรรมภายในสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดเชียงใหม่ นายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานในพิธีเปิดปล่อยตัวนักวิ่งในกิจกรรมวิ่ง “Doi Suthep Night Run 2026″ อย่างเป็นทางการ โดยมี นางวิยะดา นราดิศร นายกเหล่ากาชาดจังหวัด เชียงใหม่ นายบุญลือ ธรรมธรานุรักษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมด้วยหัวหน้า ส่วนราชการ ผู้แทนภาคีเครือข่ายภาครัฐ ภาคเอกชน และสื่อมวลชน เข้าร่วมพิธีอย่าง คับคั่ง ณ จุดปล่อยตัว สำนักงานปศุสัตว์เขต 5 จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อร่วมขับเคลื่อน นโยบายการท่องเที่ยวเชิงกีฬา (Sports Tourism) และส่งเสริมภาพลักษณ์เมือง ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

นายอิทธิรัฐ สินารักษ์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ ในนามคณะทำงานผู้ จัดกิจกรรมฯ เปิดเผยว่า กิจกรรม “Doi Suthep Night Run 2026” จัดขึ้นภายใต้ โครงการยกระดับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Chiang Mai Wellness City) ประจำปี งบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงกีฬา และ สร้างประสบการณ์ใหม่ที่แตกต่างให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสอัตลักษณ์ความสวยงามของ ดอยสุเทพในมิติของยามค่ำคืน อีกทั้งยังเป็นการประชาสัมพันธ์เชิงรุกก่อนการจัดกิจกรรม ประเพณีเตียวขึ้นดอย ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในภาพรวมของจังหวัด เชียงใหม่อย่างเป็นรูปธรรม

จัดกิจกรรมในครั้งนี้ ได้รับกระแสตอบรับเป็นอย่างดีจากกลุ่มเป้าหมาย นักวิ่งผู้รักสุขภาพ โดยมีผู้สมัครเข้าร่วมกิจกรรมเต็มจำนวนรวมทั้งสิ้น 500 คน เส้นทาง วิ่งเริ่มต้นปล่อยตัวจากสำนักงานปศุสัตว์เขต 5 จังหวัดเชียงใหม่ มุ่งหน้าสู่เส้นชัย ณ วัด พระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร ซึ่งนักวิ่งทุกคนจะได้ท้าทายตนเองไปพร้อมกับการสัมผัส อากาศที่เย็นสบายและทัศนียภาพแสงไฟยามค่ำคืนที่งดงามของเมืองเชียงใหม่

ในส่วนมาตรการดูแลนักวิ่งและความพิเศษของกิจกรรม: ความปลอดภัยสูงสุด: คณะผู้จัดงานได้เตรียมความพร้อมด้านการรักษาความปลอดภัย และจุดบริการน้ำดื่มตลอดเส้นทางอย่างเต็มพิกัดการดูแลรับส่ง: มีระบบขนส่งเพื่อรับนักวิ่งทุกท่านหลังจากเข้าเส้นชัยกลับลงมายังจุด เริ่มต้นอย่างปลอดภัย กิจกรรมพิเศษ: นักวิ่งที่เข้าสู่เส้นชัยทุกคนจะได้รับเสื้อ Finisher และร่วมสนุกกับ กิจกรรมการแสดงดนตรีพร้อมบริการอาหารและเครื่องดื่ม ณ จุดสิ้นสุดกิจกรรม

การดำเนินงานในครั้งนี้สำเร็จลุล่วงด้วยดีจากการบูรณาการร่วมกันของหน่วยงานภาคีพันธมิตรหลายภาคส่วน อาทิ เจ้าอาวาสวัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร, สำนักงานปศุสัตว์เขต 5, หัวหน้าอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย, มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, แขวงทางหลวงเชียงใหม่ที่ 2, เทศบาลนครเชียงใหม่, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา,สถานีตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่,ตำรวจจราจรเชียงใหม่,สถานีตำรวจภูธรภูพิงคราชนิเวศน์, สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่, โรงเรียนสันทรายพิทยาคม, สหกรณ์โคนมเชียงใหม่,สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดเชียงใหม่, เทศบาลเมืองสุเทพ, เทศบาลตำบลช้างเผือก ตลอดจนชมรมวิ่งต่างๆ ได้แก่ ชมรมวิ่งแม่ขนิลครับ, ชมรมวิ่งนิยมรันและชมรมวิ่ง the forest Gang

เชียงใหม รมช.ศึกษาธิการ ลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ติดตามผลการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ระยะ 5 ปี มุ่งเน้นการเปลี่ยนผ่านสู่การเรียนรู้สมัยใหม่ (คลิป)

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ติดตามผลการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ระยะ 5 ปี มุ่งเน้นการเปลี่ยนผ่านสู่การเรียนรู้สมัยใหม่

วันนี้(15 พค.69) นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ติดตามการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ระยะ 5 ปี ภายใต้หลักการ ปลอดภัย โอกาสเท่าเทียม ทันสมัย และยั่งยืน มุ่งเป้าสู่การเป็น พื้นที่การเรียนรู้ตลอดชีวิต ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาและสร้างทักษะอาชีพผ่านแนวคิด Lean to Earn


รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า การลงพื้นที่ในครั้งนี้ มุ่งเน้น ติดตามการดำเนินนโยบายที่จะสนับสนุน ส่งเสริม ให้กลุ่มเปราะบางได้รับการเรียนการสอนที่ดีและเหมาะสม เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต และสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างมีความสุข นอกจากนี้ ยังมีแนวทางเรื่องหลักสูตรในอนาคตการศึกษาไม่ใช่เป็นแค่กระดาษแต่เด็กสามารถคิดและวิเคราะห์ได้เพิ่มสมรรถนะในเรื่องของการเรียนการสอน สามารถนำไปต่อยอดและใช้ได้จริง สำหรับนโยบายสำคัญที่จะเร่งดำเนินการต่อจากนี้ คือ การจัดการศึกษาให้กลุ่มเปราะบางในเรือนจำ ซึ่งถือเป็นกลุ่มเปราะบางมาก ๆ เพื่อให้ออกมาใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างมีคุณภาพ


นอกจากนี้ ยังลงพื้นที่ติดตามการพัฒนาพื้นที่การเรียนรู้สมัยใหม่ Co-working Space ที่ห้องสมุดประชาชนจังหวัดเชียงใหม่ เฉลิมพระเกียรติ 70 พรรษา ซึ่งได้ดำเนินการปรับปรุงและพัฒนาพื้นที่ภายในอาคารให้สอดคล้องกับนโยบาย Co-working Space มุ่งเปลี่ยนบทบาทของห้องสมุดจากพื้นที่อ่านหนังสือแบบดั่งเดิม สู่พื้นที่การเรียนรู้สมัยใหม่ ที่รองรับการเรียนรู้ การทำงาน และการพัฒนาทักษะของประชาชนทุกช่วงวัย

พร้อมกันนี้ ได้รับฟังข้อคิดเห็น ตลอดจนปัญหา และอุสรรค จากนักวิชาการ นักวิจัย และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการขับเคลื่อนด้านการศึกษา เพื่อสะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้นในระบบการศึกษา ทั้งเรื่องของฐานข้อมูล กฎหมาย กฎระเบียบ กฎกระทรวงที่เกี่ยวข้อง

เชียงใหม่ มทร.ล้านนา ส่งมอบนวัตกรรม “VV2G Bidirectional Charger” ยกระดับเทคโนโลยีพลังงานสะอาด สู่อนาคตระบบนิเวศ EV ไทย(คลิป)

มทร.ล้านนา ส่งมอบนวัตกรรม “VV2G Bidirectional Charger” ยกระดับเทคโนโลยีพลังงานสะอาดสู่อนาคตระบบนิเวศ EV ไทย

วันนี้(12 พค.69) ที่เรือนลลิตา สวนองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกสภามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เป็นประธาน ส่งมอบนวัตกรรม “VV2G Bidirectional Charger” ยกระดับเทคโนโลยีพลังงานสะอาดสู่อนาคตระบบนิเวศ EV ไทย ซึ่งคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล(มทร.) ล้านนา ได้เดินหน้าขับเคลื่อนนวัตกรรมพลังงานแห่งอนาคต ส่งมอบ “นวัตกรรมเครื่องชาร์จไฟฟ้ากระแสตรงแบบสองทิศทาง (DC V2G Bidirectional Charger)” เทคโนโลยีขั้นสูงที่สามารถเปลี่ยนบทบาทของยานยนต์ไฟฟ้า (EV) จากผู้ใช้พลังงาน ให้กลายเป็นแหล่งจ่ายพลังงานกลับคืนสู่ระบบไฟฟ้า (Vehicle-to-Grid : V2G) และระบบอาคารอัจฉริยะได้อย่างมีประสิทธิภาพ รองรับการพัฒนาระบบพลังงานอัจฉริยะและการบริหารจัดการพลังงานอย่างยั่งยืนในอนาคต

“นวัตกรรมเครื่องชาร์จไฟฟ้ากระแสตรงแบบสองทิศทาง (DC V2G Bidirectional Charger)”เป็นผลงานการพัฒนาโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพพร พัชรประกิติ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์และคณะ ได้รับสนับสนุนงบประมาณจากหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.) ซึ่งเกิดจากความร่วมมือระหว่าง มทร.ล้านนา บริษัท เอเอส เอ็นเทค จำกัด (DSE) และ KBM Technologies ในรูปแบบ Consortium Project เพื่อร่วมกันพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานสะอาดและสร้างระบบนิเวศด้านยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศ โดยตัวเครื่องได้รับการออกแบบในรูปแบบตู้แร็กมาตรฐาน 19 นิ้ว พร้อมระบบจัดเก็บสายชาร์จและจุดทดสอบสัญญาณ CP/PP สำหรับการวิเคราะห์เชิงลึก ช่วยยกระดับการเรียนรู้และการวิจัยด้าน EV ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

และในวันนี้ มีพิธีลงนาม Licensing Agreement : มอบสิทธิ์เทคโนโลยี VV2G Bidirectional Charger ให้แก่บริษัท เอเอส เอ็นเทค จำกัด โดยผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุภาวดี ศรีแย้มรองอธิการบดี ฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม และพิธีลงนามความร่วมมือทางวิชาการ ระหว่าง ระหว่าง บพท. มทร.ล้านนา อบจ.เชียงใหม่และเครือข่ายผู้ประกอบการ EV ณ เรือนลลิตา สวนองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่

ผศ.ดร.นพพร หัวหน้าโครงการวิจัยกล่าวว่า “นวัตกรรมดังกล่าวเป็นผลลัพธ์จากการวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 20 ปี โดยเริ่มต้นจากการพัฒนาระบบชาร์จพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Charging) ก่อนต่อยอดสู่ระบบจัดการแบตเตอรี่ภายในบ้าน (Home Battery Management System) และประสบความสำเร็จในการพัฒนาเครื่องชาร์จ V2G ขนาด 30 กิโลวัตต์ จนพัฒนาเป็นต้นแบบเทคโนโลยีปัจจุบันที่มีศักยภาพสูง รองรับการใช้งานทั้งด้านอุตสาหกรรม การศึกษา และการวิจัยและพัฒนา (R&D) ด้านสมรรถนะทางเทคนิค เครื่องชาร์จดังกล่าวรองรับการทำงานแบบสองทิศทาง ทั้งการจ่ายพลังงานจากโครงข่ายสู่รถยนต์ (Grid-to-Vehicle : G2V) และจากรถยนต์กลับคืนสู่ระบบไฟฟ้า (Vehicle-to-Grid : V2G) โดยใช้ระบบแปลงพลังงาน DCDC และ DCAC ที่มีความซับซ้อนสูง เพื่อบริหารจัดการการไหลของพลังงานและรักษาเสถียรภาพทางไฟฟ้าอย่างแม่นยำ

นอกจากนั้นยังสามารถรองรับแรงดันไฟฟ้าสูงสุด 500 VDC และกำลังไฟสูงสุดถึง 60 กิโลวัตต์ ผ่านโมดูลจำนวน 4 ชุด รองรับระบบไฟฟ้า 3 เฟส 230–400 VAC พร้อมหัวชาร์จมาตรฐาน CCS Type 2 และ Type 2 ตามมาตรฐาน IEC 62196-2 ในส่วนของระบบความปลอดภัย มีการติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันขั้นสูง เช่น Insulation Monitoring Device (IMD) สำหรับตรวจสอบค่าฉนวน ระบบป้องกันไฟกระชาก (SPD) และอุปกรณ์ตัดไฟอัตโนมัติ RCD Type B เพื่อป้องกันกระแสรั่ว รวมถึงฟังก์ชัน Auto-Recharging ที่ช่วยให้ระบบสามารถกลับมาทำงานได้อัตโนมัติเมื่อเกิดข้อผิดพลาดบางประการ เพิ่มความมั่นใจด้านความปลอดภัยให้แก่ผู้ใช้งาน”

การส่งมอบนวัตกรรมครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญของคณะวิศวกรรมศาสตร์ มทร.ล้านนา ในการพัฒนาองค์ความรู้ เทคโนโลยี และกำลังคนด้านยานยนต์ไฟฟ้าและพลังงานสะอาด เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำ และขับเคลื่อนประเทศไทยสู่อนาคตพลังงานอัจฉริยะอย่างยั่งยืน

เชียงใหม่ ชาวบ้านในอำเภอสะเมิง ร่วมใจการทำบุญสรงน้ำรอยพระบาทอายุเก่าแก่หลายร้อยปี(คลิป)

ชาวบ้านป้อก ในอำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ ร่วมใจการทำบุญสรงน้ำรอยพระบาทตีนดอยและสรงน้ำพระธาตุอายุเก่าแก่หลายร้อยปี ซึ่งจัดเป็นประเพณีมายาวนาน

ชาวบ้านป้อก หมู่ 4 ตำบลสะเมิงเหนือ อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ ร่วมกันใจกันจัดงานทำบุญรอยพระพุทธบาทตีนดอย ซึ่งเป็นรอยพระพุทธบาทขนาดใหญ่ของพระพุทธเจ้าที่ชาวบ้านนับถือ ซึ่งในแต่ละปีชาวบ้านจะร่วมกันจัดงานทำบุญสรงน้ำรอยพระบาทตีนดอย และสรงน้ำพระธาตุ ถือเป็นประเพณีที่สืบทอดกันมายาวนาน

สำหรับรอยพระบาทตีนดอย เล่ากันว่ารอยพระพุทธบาทตีนดอยบ้านป้อกเป็นรอยพระพุทธบาทที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จไปโปรดสัตว์โลกแล้วเสด็จกลับ (หันหลังกลับ) หมู่บ้านเกิดความแห้งแล้ง ครูบาอุปาละ บอกว่าในหมู่บ้านมีรอยพระพุทธบาท ควรแก่การสักการบูชา ครูบาอินตาได้สร้างศาลาครอบเอาไว้ และขณะที่มีการทำพิธีสักการบูชารอยพระพุทธบาท ฝนได้ตกลงมาอย่างน่าอัศจรรย์ ทำให้น้ำท่าอุดมสมบูรณ์ และต่อจากนั้นมาชาวบ้านได้ทำนา ทำไร่ และทำสวนจนถึงปัจจุบัน

 

ต่อมาครูบาอินสม โอภาโส วัดศาลาโป่งกวาว ได้ก่อสร้างพระเจดีย์ขึ้น นอกจากนี้บริเวณทิศตะวันออกเฉียงใต้ยังมีน้ำบ่อยา (น้ำบ่อศักดิ์สิทธิ์) กว้างประมาณ 1 ฟุต ลึกประมาณ 1 ศอก และบริเวณใกล้เคียงมีหินตาหินยายที่มหัศจรรย์ ในทุกปีจะมีประเพณีสรงน้ำพระธาตุและพระบาท ประมาณเดือนพฤษภาคมของทุกปี