เชียงใหม่ SUEN เดินสายโรดโชว์ 5 เมืองใหญ่โชว์ศักยภาพห่วงโซ่วัสดุก่อสร้างครบวงจร ก่อนขายหุ้น IPO(คลิป)

SUEN เดินสายโรดโชว์พบนักลงทุน โชว์ศักยภาพกลุ่มธุรกิจวัสดุก่อสร้างครบวงจรที่มีรากฐานแข็งแกร่งจากแหล่งวัตถุดิบต้นน้ำของตนเอง ชูรายได้ครึ่งปีแรก 2569 โตกว่า 15% กำไรโตกว่า 23% อัตรากำไรขั้นต้นแตะ 22% ก่อนเสนอขาย IPO 196.24 ล้านหุ้น เตรียมเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ

(29 ตค.69) ที่ห้องแกรนด์นันทา ชั้น 2 โรงแรมเซ็นทารา ริเวอร์ไซด์ จังหวัดเชียงใหม่ บริษัท ซุน คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ SUEN พร้อมด้วย บริษัท ฟิน พลัส แอดไวเซอรี่ จำกัด ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน อยู่ระหว่างเดินสายโรดโชว์ วันที่ 27 ตุลาคม – 9 พฤศจิกายน 2569 เพื่อพบนักลงทุนใน 5 เมืองเศรษฐกิจสำคัญ ได้แก่ หาดใหญ่ เชียงใหม่ ขอนแก่น ชลบุรี และปิดท้ายที่กรุงเทพมหานคร เพื่อนำเสนอศักยภาพการบริหารห่วงโซ่อุปทานวัสดุก่อสร้างครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ถึงปลายน้ำ ก่อนเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) จำนวน 196.24 ล้านหุ้น และเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET)

นายวิเศษศักดิ์ ระเบียบพนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซุน คอร์ป จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในช่วงปี 2569–2571 บริษัทวางแผนพัฒนาและขยายธุรกิจทั้ง 3 กลุ่มให้เติบโตไปอย่างเชื่อมโยงกัน ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยธุรกิจเหมืองหินจะลงทุนเครื่องจักรใหม่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและกำลังการผลิต เพื่อรองรับความต้องการจากทั้งธุรกิจภายในกลุ่มและลูกค้าภายนอก ส่วนธุรกิจคอนกรีตผสมเสร็จและผลิตภัณฑ์คอนกรีตสำเร็จรูป มีแผนเพิ่มจำนวนโรงงานจาก 15 แห่งเป็น 21 แห่ง เพื่อขยายฐานตลาดในพื้นที่ภาคตะวันออกให้กว้างขึ้น เพิ่มความครอบคลุมในการจัดส่ง และรองรับความต้องการของลูกค้าในแต่ละพื้นที่ได้ดียิ่งขึ้น

สำหรับธุรกิจค้าปลีก SUEN ตั้งเป้าเพิ่มสาขา We MAKE จาก 8 แห่งเป็น 16 แห่งภายในปี 2571 และขยาย Riki Riki จาก 1 แห่งเป็น 20 แห่งภายในปี 2570 เพื่อขยายฐานลูกค้า และเพิ่มช่องทางจำหน่ายทั้งวัสดุก่อสร้างและสินค้าใช้ในบ้าน พร้อมต่อยอดโอกาสทางธุรกิจจากเครือข่ายของกลุ่มบริษัท โดยพิจารณาความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่ภายใต้กรอบแผนการลงทุนที่ได้รับอนุมัติแล้ว

ผู้บริหาร SUEN ย้ำว่า กลยุทธ์การเติบโตไม่ได้มุ่งเพียงการขยายกำลังการผลิตและเครือข่ายสาขาเท่านั้น
“เราให้ความสำคัญกับการสร้าง Synergy ระหว่างธุรกิจ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพและความสามารถในการทำกำไรในระยะยาว โดยใช้ความได้เปรียบจากการมีแหล่งวัตถุดิบของตนเองเชื่อมต่อสู่ธุรกิจคอนกรีตและเครือข่ายค้าปลีก ควบคู่กับการบริหารต้นทุน การใช้ทรัพยากร และการวางแผนกำลังการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด” นายวิเศษศักดิ์ กล่าว

ทั้งนี้ เพื่อสะท้อนภาพโครงสร้างธุรกิจที่เกื้อหนุนกันอย่างเป็นระบบ SUEN ดำเนินงานครอบคลุม 3 ห่วงโซ่อุปทานหลัก ประกอบด้วย
• ธุรกิจต้นน้ำ (เหมืองหินแกรนิต): ดำเนินงานโดย บริษัท ศิลาธารา จำกัด (“ST”) (SUEN ถือหุ้นร้อยละ 40.06 และมีสิทธิออกเสียงร้อยละ 75.01) เหมืองหินตั้งอยู่ใน อ.ปลวกแดง จ.ระยอง บนพื้นที่ประทานบัตร 30 ปี มีปริมาณสำรองหินแกรนิตสูงถึง 80.50 ล้านเมตริกตัน ซึ่งประเมินว่าสามารถรองรับการผลิตได้ยาวนานถึงปี 2594
• ธุรกิจกลางน้ำ (คอนกรีตผสมเสร็จและผลิตภัณฑ์คอนกรีตสำเร็จรูป): ผลิตและจำหน่ายภายใต้แบรนด์ “SC” และ “SC Precast” ปัจจุบันมีโรงงานรวม 15 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่ระยองและชลบุรี
• ธุรกิจปลายน้ำ (ศูนย์จำหน่ายวัสดุก่อสร้างและสินค้าในบ้าน): ดำเนินงานโดย บริษัท วี โฮม โซลูชั่น จำกัด (“WH”) (SUEN ถือหุ้นร้อยละ 99.85) บริหารศูนย์จำหน่ายวัสดุก่อสร้าง “We MAKE” 8 สาขา และร้านสินค้าใช้ในบ้าน “Riki Riki” 1 สาขา

ผลจากการผสานพลังระหว่าง 3 กลุ่มธุรกิจ หนุนให้ผลการดำเนินงานงวด 6 เดือนแรกของปี 2569 มีรายได้รวม 1,933.61 ล้านบาท เติบโตร้อยละ 14.44 (YoY) กำไรสุทธิรวม 133.73 ล้านบาท เติบโตร้อยละ 23.54 (YoY) และกำไรส่วนผู้ถือหุ้นบริษัทใหญ่ 79.24 ล้านบาท เติบโตร้อยละ 21.29 (YoY) ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ร้อยละ 22.06 เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 20.50 ในช่วงเดียวกันของปีก่อน

กางแผนลงทุน 3 ปี และการใช้เงิน IPO
สำหรับแผนการเติบโตในระยะ 3 ปีข้างหน้า (2569–2571) บริษัทจะมุ่งเสริมศักยภาพและขยายการเติบโตของทั้ง 3 กลุ่มธุรกิจเพื่อสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน
• ธุรกิจเหมืองหินแกรนิต: ลงทุนเครื่องจักรใหม่ วงเงินลงทุน 145 ล้านบาท (ใช้เงินทุนของบริษัทและ/หรือเงินกู้สถาบันการเงิน)
• ธุรกิจคอนกรีตผสมเสร็จและผลิตภัณฑ์คอนกรีตสำเร็จรูป: ขยายโรงงานคอนกรีตผสมเสร็จ จาก 14 สาขา เป็น 18 สาขา วงเงินลงทุน 50 ล้านบาท (จากเงิน IPO 50 ล้านบาท) และขยายโรงงานผลิตภัณฑ์คอนกรีตสำเร็จรูป จาก 1 สาขา เป็น 3 สาขา วงเงินลงทุน 40 ล้านบาท (จากเงิน IPO 40 ล้านบาท)
• ธุรกิจจำหน่ายวัสดุก่อสร้าง: ตั้งเป้าขยายสาขา We MAKE จาก 8 แห่ง เป็น 16 แห่ง วงเงินลงทุน 120 ล้านบาท (จากเงิน IPO 100 ล้านบาท และเงินทุนของบริษัท 20 ล้านบาท) และ Riki Riki จาก 1 แห่ง เป็น 20 แห่ง วงเงินลงทุน 100 ล้านบาท (จากเงิน IPO 100 ล้านบาท)

นายเสกสรรค์ ธโนปจัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฟิน พลัส แอดไวเซอรี่ จำกัด ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน เปิดเผยว่าการลงทุนและกิจกรรมการก่อสร้างในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ช่วยเพิ่มโอกาสต่อยอดการเติบโตของทั้งกลุ่มบริษัทในระยะยาว ทั้งนี้ การเติบโตยังขึ้นอยู่กับทิศทางการลงทุน ภาวะอุตสาหกรรมก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ ตลอดจนความสามารถในการดำเนินงานตามแผนธุรกิจ

“จุดแข็งของ SUEN อยู่ที่โมเดลธุรกิจที่เชื่อมโยงตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ซึ่งเอื้อต่อการใช้ทรัพยากรและความเชี่ยวชาญร่วมกัน ขณะเดียวกัน แต่ละธุรกิจยังมีฐานลูกค้าภายนอกที่หลากหลาย ทั้งลูกค้าโครงการ โรงงานอุตสาหกรรม ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ผู้รับเหมา และลูกค้ารายย่อย ช่วยกระจายแหล่งรายได้และลดการพึ่งพาลูกค้ากลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง” นายเสกสรรค์ กล่าว

สำหรับการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) ในครั้งนี้ SUEN เตรียมเสนอขายหุ้นจำนวน 196,240,000 หุ้น คิดเป็นร้อยละ 25.82 ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วทั้งหมดหลังการเสนอขาย มูลค่าที่ตราไว้ (Par) หุ้นละ 0.50 บาท โดยมีแผนเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ในกลุ่มบริการ หมวดธุรกิจพาณิชย์ พร้อมเสนอนโยบายการจ่ายเงินปันผลแก่ผู้ถือหุ้นในอัตราไม่ต่ำกว่าร้อยละ 40 ของกำไรสุทธิจากงบการเงินเฉพาะกิจการหลังหักภาษีเงินได้นิติบุคคลและสำรองตามกฎหมาย

ข้อมูลการโรดโชว์
เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและให้ข้อมูลเชิงลึกแก่นักลงทุนครอบคลุมทุกภูมิภาค คณะผู้บริหาร SUEN และที่ปรึกษาทางการเงิน มีกำหนดการเดินทางไปพบปะนักลงทุนตั้งแต่วันที่ 27 ตุลาคม – 9 พฤศจิกายน 2569 ใน 5 เมืองเศรษฐกิจสำคัญ ดังนี้
• 27 ตุลาคม – Roadshow หาดใหญ่
• 29 ตุลาคม – Roadshow เชียงใหม่
• 2 พฤศจิกายน – Roadshow ขอนแก่น
• 5 พฤศจิกายน – Roadshow ชลบุรี
• 9 พฤศจิกายน – Roadshow กรุงเทพมหานคร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET)
ข้อมูลเกี่ยวกับ บริษัท ซุน คอร์ป จำกัด (มหาชน)
บริษัท ซุน คอร์ป จำกัด (มหาชน) (SUEN) เป็นกลุ่มธุรกิจวัสดุก่อสร้างครบวงจรที่มีรากฐานแข็งแกร่งจากแหล่งวัตถุดิบต้นน้ำของตนเอง ดำเนินธุรกิจครอบคลุมตั้งแต่การทำเหมืองหินอุตสาหกรรม การผลิตคอนกรีตผสมเสร็จและผลิตภัณฑ์คอนกรีตสำเร็จรูป ไปจนถึงการจัดจำหน่ายวัสดุก่อสร้างและสินค้าเกี่ยวกับบ้าน ภายใต้แบรนด์ “We MAKE” และ “Riki Riki”

ที่ตั้งสำนักงานใหญ่: เลขที่ 8899 หมู่ที่ 4 ตำบลปลวกแดง อำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง 21140
โทรศัพท์: 038-029888 เว็บไซต์: https://www.suen.co.th

เชียงใหม่ สถาบันขงจื่อ มช. เปิดเวทีประชุมการศึกษาภาษาจีนนานาชาติเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 2026 ผู้แทนกว่า 10 ประเทศร่วมหารือแนวทางพัฒนา(คลิป)

สถาบันขงจื่อ มช. เปิดเวทีประชุมการศึกษาภาษาจีนนานาชาติเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 2026 ผู้แทนกว่า 10 ประเทศร่วมหารือแนวทางพัฒนา พร้อมเปิดนิทรรศการครบรอบ 20 ปีสถาบันขงจื่อ มช.ประกาศ “ข้อริเริ่มเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนด้านการศึกษาภาษาจีนนานาชาติ” ชูประเด็นครูท้องถิ่น “ภาษาจีน+อาชีพ” AI และมาตรฐาน HSK 3.0

วันนี้ (28 ต.ค.69) สถาบันขงจื่อ มช.จัดการประชุมการศึกษาภาษาจีนนานาชาติเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประจำปี 2026 ควบคู่กับนิทรรศการฉลองครบรอบ 20 ปี สถาบันขงจื่อ มช. ภายใต้แนวคิด “ร่วมมือ ดิจิทัลอัจฉริยะ เสริมพลัง” โดยได้รับการสนับสนุนจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่และมหาวิทยาลัยยูนนานนอร์มอล การประชุมครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมราว 200 คน จากกว่า 10 ประเทศ ได้แก่ ไทย จีน ลาว เวียดนาม กัมพูชา เมียนมา มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ศรีลังกา เนปาล และปากีสถาน ประกอบด้วยตัวแทนสถาบันขงจื่อและห้องเรียนขงจื่อ นักวิชาการ เจ้าหน้าที่ภาครัฐด้านการศึกษาของไทย ครูสอนภาษาจีนชาวไทย และตัวแทนภาคธุรกิจจีน เพื่อหารือแนวทางพัฒนาการศึกษาภาษาจีนนานาชาติในภูมิภาคให้มีคุณภาพและยั่งยืน

งานดังกล่าวมีบุคคลสำคัญร่วมพิธีเปิด อาทิ นางเพ็ญนภา กัญชนะ ผู้ตรวจราชการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม Ms. Xu Lan อุปทูตที่ปรึกษาฝ่ายการศึกษา สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำราชอาณาจักรไทย ผศ.ทพ. พิริยะ เชิดสถิรกุล รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่, ศาสตราจารย์ Hu Jinming อธิการบดีมหาวิทยาลัยยูนนานนอร์มอล และ ศาสตราจารย์ ดร.กนกพร นุ่มทอง ศาสตราจารย์สาขาวิชาภาษาจีน ภาควิชาภาษาตะวันออก มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์์รวมถึงสารแสดงความยินดีจากผู้บริหารระดับสูงของจีนอย่าง Mr. Zhao Lingshan รองประธานและเลขาธิการมูลนิธิการศึกษาภาษาจีนนานาชาติและ Mr. Yu Yunfeng ผู้อำนวยการศูนย์แลกเปลี่ยนและส่งเสริมความร่วมมือด้านภาษาจีนระหว่างประเทศ (CLEC) กระทรวงศึกษาธิการจีน ภาครัฐไทยชี้ การเรียนภาษาจีนก้าวจาก “ภาษา” สู่ “สมรรถนะ”

ผู้ตรวจราชการ อว. กล่าวในพิธีเปิดว่า เอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทั้งด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และอุตสาหกรรม ทำให้บทบาทของการศึกษาภาษาจีนขยายเกินกว่าเรื่องภาษาและวัฒนธรรม กลายเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนากำลังคนและทรัพยากรมนุษย์ของภูมิภาค กระทรวง อว. ให้ความสำคัญกับความร่วมมือทางการศึกษากับสถาบันอุดมศึกษาในหลายประเทศ และคาดหวังให้การศึกษาภาษาจีนเป็นสะพานเชื่อมสู่การผลิตบุคลากรที่มีความรู้รอบด้านและตอบโจทย์ยุคใหม่

Mr. Zhao Lingshan จากมูลนิธิการศึกษาภาษาจีนนานาชาติ กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่างจีนกับประเทศในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีรากฐานมั่นคง โดยสิ่งสำคัญที่สุดคือความเข้าใจและความผูกพันระหว่างประชาชน ท่ามกลางการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัลที่ก้าวหน้า ความต้องการด้านการจ้างงานของคนรุ่นใหม่ก็หลากหลายขึ้น การประชุมครั้งนี้จึงมุ่งเน้นการพัฒนาครูท้องถิ่น การทำงานข้ามศาสตร์ระหว่าง “ภาษาจีน+อาชีวศึกษา” และการนำมาตรฐาน HSK 3.0 ไปใช้ให้สอดคล้องกับบริบทท้องถิ่น พร้อมแสดงความยินดีต่อสถาบันขงจื่อ มช. ในโอกาสครบรอบ 20 ปี และยกย่องว่าสถาบันหยั่งรากในภาคเหนือของไทยจนเกิดระบบการดำเนินงานที่มีเอกลักษณ์เฉพาะของภาคเหนือ

Mr. Yu Yunfeng ผู้อำนวยการศูนย์แลกเปลี่ยนและส่งเสริมความร่วมมือด้านภาษาจีนระหว่างประเทศ (CLEC) กล่าวว่า สถาบันขงจื่อ มช. เป็นหน้าต่างสำคัญของการแลกเปลี่ยนด้านมนุษยศาสตร์ระหว่างไทยและจีน โดยตลอด 20 ปี สถาบันจัดอบรมให้ผู้เรียนสะสมราว 100,000 คน-ครั้ง จัดกิจกรรมกว่า 3,000 ครั้ง มีผู้ได้รับประโยชน์กว่า 1 ล้านคน และได้รับรางวัลหลายรายการ เช่น “สถาบันขงจื่อดีเด่น” และ “ศูนย์สอบ HSK ดีเด่น” พร้อมระบุว่า CLEC จะสนับสนุนสถาบันต่อไป

ผศ.ทพ. พิริยะ เชิดสถิรกุล รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวในนามมหาวิทยาลัยว่าตั้งแต่ปีพ.ศ. 2549 มหาวิทยาลัยเชียงใหม่และมหาวิทยาลัยยูนนานนอร์มอลทำงานร่วมกันจนสถาบันขงจื่อเติบโตจากแหล่งเรียนภาษาที่ให้บริการในภาคเหนือ เป็นกลไกสำคัญในการผลิตบุคลากรคุณภาพ และเชื่อมโยงความร่วมมือด้านวิชาการและนวัตกรรมระหว่างไทยกับจีน ในช่วง 20 ปีข้างหน้า มช. จะสนับสนุนสถาบันอย่างเต็มที่เพื่อพัฒนาเป็นศูนย์ความร่วมมือด้านการศึกษาภาษาจีนระดับภูมิภาค ผลักดัน HSK 3.0 ควบคู่กับ “ภาษาจีน+อาชีพ” เพื่อให้ภาษาจีนเป็นกุญแจสู่โอกาสทางเศรษฐกิจ การพัฒนาอุตสาหกรรม และอนาคตร่วมกัน

ศาสตราจารย์ Hu Jinming อธิการบดีมหาวิทยาลัยยูนนานนอร์มอล ได้ย้อนมองเส้นทางความร่วมมืออันยาวนานระหว่างสองสถาบัน โดยระบุว่า สถาบันขงจื่อ มช. ได้หยั่งรากฐานอย่างมั่นคงในประเทศไทยและจังหวัดเชียงใหม่ ผ่านการสร้างกลไกความร่วมมือแบบ “ถ่ายทอดความเชี่ยวชาญผสานการปรับใช้ในท้องถิ่น” จนกลายเป็นแพลตฟอร์มต้นแบบที่หลอมรวมการเรียนการสอนภาษา การพัฒนาศักยภาพครู การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม และการเสริมสร้างทักษะวิชาชีพเข้าไว้ด้วยกันอย่างสมบูรณ์ พร้อมกันนี้ ได้เผยถึงความก้าวหน้าสำคัญว่า มหาวิทยาลัยยูนนานนอร์มอลได้รับการอนุมัติให้เปิดสอนหลักสูตรระดับปริญญาเอก สาขาการศึกษาภาษาจีนนานาชาติ ในปี พ.ศ. 2567 และในปี พ.ศ. 2568 ได้ทำหน้าที่เป็นแกนนำในการจัดตั้ง “พันธมิตรการศึกษาภาษาจีนนานาชาติเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (จีน·ยูนนาน)” ทั้งนี้ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2554 เป็นต้นมา มหาวิทยาลัยได้ต้อนรับนักศึกษาต่างชาติจาก 138 ประเทศและภูมิภาค รวมกว่า 20,000 คน ซึ่งราวร้อยละ 80 เป็นนักศึกษาจากภูมิภาคเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และในช่วงท้าย ได้เน้นย้ำถึงวิสัยทัศน์ว่า มหาวิทยาลัยมุ่งหวังที่จะยกระดับการศึกษาภาษาจีนนานาชาติให้ก้าวข้ามขีดจำกัดจาก “การสอนภาษา” สู่ “การเสริมศักยภาพด้านวิชาชีพ” เพื่อให้ภาษาจีนเข้าไปมีบทบาทสำคัญและเข้าถึงภาคส่วนต่างๆ ของสังคมไทยอย่างแท้จริง ก่อนจะประกาศเปิดการประชุมอย่างเป็นทางการ

อุปทูตที่ปรึกษาฝ่ายการศึกษาฯ ชี้ “การศึกษาภาษาจีน” คือสะพานเชื่อมสัมพันธ์ไทย-จีนให้แน่นแฟ้น
ในการบรรยายพิเศษ หัวข้อ “การศึกษาภาษาจีนเป็นสะพาน: การปฏิบัติและทิศทางข้างหน้าของความร่วมมือทางการศึกษาไทย-จีน” Ms. Xu Lan อุปทูตที่ปรึกษาฝ่ายการศึกษา สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำราชอาณาจักรไทย ได้สะท้อนภาพประวัติศาสตร์ความร่วมมือผ่านสัญลักษณ์ “สะพาน” เพื่อบอกเล่า 3 ช่วงเวลาสำคัญ ได้แก่
• ปี พ.ศ. 2518 การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน
• ปี พ.ศ. 2546 จุดเริ่มต้นโครงการครูอาสาสมัคร
• ปี พ.ศ. 2549 การจัดตั้งสถาบันขงจื่อและห้องเรียนขงจื่อ
พร้อมกันนี้ ในปี พ.ศ. 2569 ซึ่งตรงกับวาระครบรอบ 20 ปีการก่อตั้งสถาบันขงจื่อมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ Ms. Xu Lan ได้ร่วมประกาศข้อริเริ่มสำคัญเพื่อขับเคลื่อนทิศทางความร่วมมือทางการศึกษาระหว่างสองประเทศให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน

ปัจจุบัน ประเทศไทยมีโรงเรียนกว่า 3,000 แห่งที่เปิดสอนภาษาจีน มีผู้เรียนมากกว่า 1 ล้านคน มีสถาบันขงจื่อ 17 แห่ง ห้องเรียนขงจื่อ 11 แห่ง และมีครูและอาสาสมัครชาวจีนที่เดินทางมาปฏิบัติหน้าที่สะสมรวมกว่า 23,000 คน-ครั้ง

Ms. Xu Lan ได้กล่าวว่า การจะสร้างสะพานแห่งความร่วมมือให้มีความมั่นคงได้นั้น จำเป็นต้องอาศัย 3 องค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ ครูท้องถิ่นเป็นดั่ง “เสาสะพาน” อันเป็นรากฐานของความยั่งยืน อาชีพ อุตสาหกรรม และอนาคตเป็นดั่ง “พื้นสะพาน” ที่ทำให้ภาษาจีนนำไปสู่การจ้างงานและโอกาส รวมถึง AI และมาตรฐานที่เป็นดั่ง “ไฟส่องทางและราวกั้น” ให้เดินทางไปข้างได้อย่างสว่างและปลอดภัย พร้อมกันนี้ ได้ยกตัวอย่างโครงการความร่วมมือที่สำคัญ เช่น หลูปันเวิร์กช็อป ภาษาจีนสำหรับรถไฟความเร็วสูง อีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดน ตลอดจนการอบรมภาษาจีนด้านการแพทย์และงานราชการ พร้อมระบุว่า “คุณค่าของการศึกษาภาษาจีนไม่ได้อยู่ที่สอนตัวอักษรเพียงไม่กี่ตัว แต่อยู่ที่ช่วยให้เยาวชนหาโอกาสในการพัฒนาตนเองได้กี่คน” และสำหรับบทบาทของ AI นั้น “สิ่งแรกที่ควรทำไม่ใช่การแทนที่ครู แต่คือการทำให้ครูมีเวลามากขึ้นสำหรับงานที่มีเพียงมนุษย์ทำได้”

สำหรับช่วงปี พ.ศ. 2570–2573 ทางที่ปรึกษาด้านการศึกษาได้เสนอ 5 ทิศทางขับเคลื่อนที่สอดคล้องกับข้อริเริ่ม ได้แก่ การเปลี่ยนผ่านจากโครงการสู่ระบบนิเวศจากภาษาสู่สมรรถนะ จากครูต่างชาติสู่ครูท้องถิ่น จากเครื่องมือสู่พันธมิตร และจากการสอบสู่การรับรองมาตรฐาน ในช่วงท้าย ได้ระบุว่า สถานเอกอัครราชทูตจีนมีความยินดีที่จะทำหน้าที่ประสานงานระหว่างหน่วยงานการศึกษา สถาบันการศึกษา และภาคธุรกิจของสองประเทศ เพื่อร่วมสร้างสภาพแวดล้อมที่มั่นคง ปลอดภัย และเอื้อต่อการคาดการณ์ได้

สำหรับความร่วมมือทางการศึกษาประกาศ “ข้อริเริ่มเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนด้านการศึกษาภาษาจีนนานาชาติ พ.ศ. 2569”ในพิธีเปิด สถาบันขงจื่อ มช. ร่วมกับสถาบันขงจื่อ ห้องเรียนขงจื่อ และสถาบันการศึกษา รวม 31 แห่งจาก 6 ประเทศในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้ร่วมกันประกาศ “ข้อริเริ่มเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนด้านการศึกษาภาษาจีนนานาชาติเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พ.ศ. 2569” ภายใต้แนวคิด “ภาษาจีนเชื่อมโลก AI เสริมอนาคต ร่วมสร้างความเจริญรุ่งเรืองและการพัฒนาอย่างยั่งยืนของภูมิภาค”

ข้อริเริ่มดังกล่าวได้สะท้อนถึงความท้าทายร่วมของภูมิภาค ทั้งความต้องการด้านการศึกษาภาษาจีนที่ยกระดับสูงขึ้น การกระจายทรัพยากรที่ไม่เท่าเทียม ครูท้องถิ่นที่ยังมีไม่เพียงพอ การนำมาตรฐานไปปฏิบัติที่ล่าช้า และช่องว่างทางดิจิทัลที่กว้างขึ้น พร้อมทั้งเสนอแนวทาง “ร่วมสร้างเพื่อรวมพลัง ร่วมแบ่งปันเพื่อขยายผล ร่วมสรรค์สร้างเพื่อเปิดอนาคต” ผ่านการผลักดันการศึกษาภาษาจีนนานาชาติ “จากห้องเรียนสู่ภาคอุตสาหกรรม จากภาษาสู่สมรรถนะ จากโครงการสู่ระบบนิเวศ” ผ่าน 5 แนวทางปฏิบัติ ได้แก่
• การพัฒนาร่วมกัน: เพื่อให้การศึกษาภาษาจีนเชื่อมโยงภูมิภาค ยกระดับอุตสาหกรรม การจ้างงานของเยาวชน และคุณภาพชีวิตของประชาชน
• “ภาษาจีน+อุตสาหกรรม”: เน้นการร่วมสร้างหลักสูตรและบุคลากรในสาขาพลังงานใหม่ อีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดน เกษตรอัจฉริยะ การแพทย์และการดูแลสุขภาพ การท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ และเศรษฐกิจดิจิทัล
• การพัฒนาครูท้องถิ่น: พัฒนากลไกการผลิต อบรม รับรอง และเส้นทางอาชีพของครูภาษาจีนในท้องถิ่นให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น
• AI เพื่อการศึกษา: ยึดหลักใช้เทคโนโลยีเพื่อประโยชน์ ให้ครูเป็นผู้นำ รักษาความมั่นคงของข้อมูล และเคารพวัฒนธรรม เพื่อให้ AI เป็นพลังเชิงบวกในการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา
• มาตรฐานที่เชื่อมถึงกัน: ใช้ HSK 3.0 เป็นฐาน สร้างวงจรคุณภาพที่ให้การสอบหนุนการสอน การสอนหนุนการเรียน และการเรียนหนุนการใช้งานจริง
“ภาษาไร้พรมแดน การศึกษาสร้างสรรค์ ร่วมชนะร่วมสร้าง อนาคตก้าวไปด้วยกัน” คือข้อความปิดท้ายของข้อริเริ่มฉบับนี้

การประชุมย่อย: ครูท้องถิ่น การศึกษาสายอาชีพ และมาตรฐาน HSK 3.0 ในช่วงบ่ายของวันเดียวกัน การประชุมได้แบ่งออกเป็น 3 การประชุมย่อย ดังนี้การประชุมย่อยที่ 1 “การสร้างระบบนิเวศที่ยั่งยืนสำหรับครูภาษาจีนท้องถิ่นในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” ผู้เข้าร่วมได้ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับนวัตกรรมการผลิตครู การพัฒนาทรัพยากรหลักสูตร และการสอนดิจิทัล พร้อมทั้งหารือถึงความเป็นไปได้ในการร่วมมือในช่วงปี พ.ศ. 2570–2573
การประชุมย่อยที่ 2 “การร่วมสร้าง “ภาษาจีน+อาชีพ” ข้ามสาขาวิชาในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” มุ่งเน้นการหารือเกี่ยวกับการผสานการศึกษาภาษาจีนเข้ากับอาชีวศึกษา การพัฒนาหลักสูตรและสื่อการสอน การสื่อสารข้ามวัฒนธรรม ตลอดจนความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรม พร้อมทั้งแบ่งปันกรณีศึกษาที่น่าสนใจ เช่น “ภาษาจีน+เกษตร” และ “ภาษาจีน+การแพทย์” เพื่อให้สอดรับกับความต้องการบุคลากรของภาคธุรกิจ

การประชุมย่อยที่ 3 “การนำ HSK 3.0 ไปใช้ในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” ได้รับเกียรติจากผู้เชี่ยวชาญจาก Chinese Testing International และมหาวิทยาลัย East China Normal University รวมถึงตัวแทนจากสถาบันขงจื่อในภูมิภาคและสถาบันการศึกษาของไทย มาร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับระบบการสอบ แนวโน้มการสอบในภูมิภาค การจัดทำหลักสูตร การออกแบบกิจกรรมในห้องเรียน และการนำองค์ประกอบวัฒนธรรมท้องถิ่นมาหลอมรวมตามมาตรฐานใหม่

เยี่ยมชมนิทรรศการ 20 ปี สถาบันขงจื่อ มช. ระหว่างการประชุม ผู้ร่วมงานได้เข้าชมนิทรรศการแสดงผลงานการศึกษาภาษาจีนนานาชาติในวาระครบรอบ 20 ปี ซึ่งถ่ายเรื่องราวผ่าน 5 ห้วงเวลา ภายใต้แนวคิด “ฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน ฤดูใบไม้ร่วง ฤดูหนาว และจุดเริ่มต้นใหม่” ภายในนิทรรศการได้จัดแสดงเครือข่ายการศึกษาของสถาบัน ประกอบด้วย ห้องเรียนขงจื่อ 2 แห่ง จุดสอนภาษา 14 แห่ง และศูนย์สอบย่อย 33 แห่ง พร้อมทั้งจัดแสดงตำราเฉพาะทางที่พัฒนาขึ้นสำหรับบริบทท้องถิ่นโดยเฉพาะ อาทิ ตำราภาษาจีนสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ และภาษาจีนสำหรับตำรวจไทย ตลอดจนแพลตฟอร์ม “เมตาเวิร์ส+YCT/HSK” แห่งแรกของไทย และโครงการ “การอบรมครูภาษาจีนนานาชาติด้วย AI และการแข่งขันทักษะการสอน” ซึ่งได้รับการคัดเลือกให้เป็นกรณีตัวอย่างด้านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลของสถาบันขงจื่อ


บรรยากาศภายในงานเป็นไปอย่างคึกคัก ผู้เข้าร่วมงานต่างให้ความสนใจแวะเวียนพูดคุยและถ่ายภาพเป็นที่ระลึก พร้อมทั้งชื่นชมประสบการณ์และความโดดเด่นของสถาบันขงจื่อ มช. ในด้านการปรับใช้ให้เข้ากับบริบทท้องถิ่นและการบูรณาการเทคโนโลยีดิจิทัลอัจฉริยะ ถือเป็นต้นแบบอันทรงคุณค่าสำหรับการพัฒนาการศึกษาในภูมิภาค
ร่วมสร้างภูมิภาค ก้าวไปด้วยกัน


ผู้เข้าร่วมประชุมต่างมีความเห็นตรงกันว่า การประชุมครั้งนี้ทำหน้าที่เป็นทั้งเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองและพื้นที่ระดมความร่วมมือเชิงปฏิบัติสำหรับการศึกษาภาษาจีนนานาชาติในภูมิภาค ตลอดจนการเชื่อมโยงการคมนาคมขนส่งระหว่างจีน ลาว และไทย ที่กำลังเร่งตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้สถาบันการศึกษาภาษาจีนในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้พร้อมที่จะดำเนินงานตามข้อริเริ่มปี 2026 ร่วมกัน เพื่อผลักดันการศึกษาภาษาจีนในภูมิภาคให้ก้าวสู่ระดับที่มีคุณภาพสูงขึ้น มีความเชื่อมโยงที่แนบแน่น เข้าถึงได้กว้างขวาง และยั่งยืนยิ่งขึ้นต่อไป

สถาบันขงจื่อ มช. ฉลองครบ 20 ปี เปิดตัวรายงาน SROI ฉบับแรก ลงทุน 1 บาท สร้างมูลค่าทางสังคม 3.44 บาทภาครัฐ ภาคการศึกษา และภาคธุรกิจร่วมแสดงความยินดีพร้อมมอบรางวัลหน่วยงานพันธมิตรและตำราภาษาจีนเฉพาะอาชีพ

ช่วงค่ำสถาบันขงจื่อ มช.จัดงานเฉลิมฉลองครบรอบ 20 ปีการก่อตั้งที่จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีผู้ร่วมงานรวมถึง Ms. Li Jing รักษาการกงสุลใหญ่แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำเชียงใหม่ นายบุญลือ ธรรมธรานุรักษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ นายสุนทร ยามศิริ รองนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ ศาสตราจารย์ Hu Jinming อธิการบดีมหาวิทยาลัยยูนนานนอร์มอล และ ผศ.ดร.ปิติพงษ์ ยอดมงคล รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พร้อมตัวแทนหน่วยงานภาครัฐของไทยและจีน สถาบันการศึกษาพันธมิตร ภาคธุรกิจ ตลอดจนครู นักเรียน และศิษย์เก่าของสถาบัน

บรรยากาศภายในงานเริ่มต้นด้วยการแสดงเชิดสิงโตอันตระการตาจากนักเรียนห้องเรียนขงจื่อ โรงเรียนช่องฟ้าซินเซิงวาณิชบำรุงซึ่งเป็นห้องเรียนในความร่วมมือของสถาบัน ก่อนจะเข้าสู่พิธีการด้วยการฉายวิดีโอสั้นถ่ายทอดเรื่องราวการเดินทางตลอด 20 ปีที่ผ่านมา พร้อมแสดงแผนที่เครือข่ายการเรียนการสอนภาษาจีนที่แผ่ขยายครอบคลุมทั่วภาคเหนือและขยายวงกว้างไปทั่วประเทศ 

ตลอดระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา สถาบันได้สร้างเครือข่ายการศึกษาอันแข็งแกร่ง ประกอบด้วย ห้องเรียนขงจื่อ 2 แห่ง จุดสอนภาษา 14 แห่ง ศูนย์สอบ HSK 33 แห่ง ศูนย์แสดงวัฒนธรรมชุมชน 4 แห่ง และมุมหนังสือภาษาจีน 2 แห่ง มีผู้เรียนและผู้เข้ารับการอบรมสะสมรวมกว่า 100,000 คน-ครั้ง พร้อมทั้งพัฒนาตำราภาษาจีนสำหรับผู้เรียนชาวไทยกว่า 10 เล่ม คัดเลือกนักเรียนทุนเพื่อศึกษาต่อประเทศจีน 763 คน พานักเรียนไปทัศนศึกษาแลกเปลี่ยนที่ประเทศจีนกว่า 900 คน และจัดกิจกรรมทางวัฒนธรรมมากกว่า 3,000 ครั้ง

เชียงใหม่ ครบ 20 ปีแห่งการก่อตั้งสถาบันขงจื่อ มช. มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จับมือมหาวิทยาลัยยูนนานนอร์มอล ลงนาม MOU ร่วมผลิตบัณฑิตปริญญาโท-เอก สาขาการศึกษาภาษาจีนนานาชาติร่วมสมัย(คลิป)

ครบ 20 ปีแห่งการก่อตั้งสถาบันขงจื่อ มช. มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จับมือมหาวิทยาลัยยูนนานนอร์มอล ลงนาม MOU ร่วมผลิตบัณฑิตปริญญาโท-เอก สาขาการศึกษาภาษาจีนนานาชาติร่วมสมัย อธิการบดีทั้งสองท่านให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนย้ำสนับสนุนสถาบันขงจื่อ มช. ก้าวสู่ 20 ปี

(27 ต.ค. 69) ในโอกาสครบรอบ 20 ปีแห่งการก่อตั้งสถาบันขงจื่อ มช. มหาวิทยาลัยเชียงใหม่และมหาวิทยาลัยยูนนานนอร์มอล สาธารณรัฐประชาชนจีนจัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU)  ณ สำนักบริการวิชาการ มช. โดยอธิการบดีของมหาวิทยาลัยทั้งสองแห่งร่วมลงนามความร่วมมือในการจัดตั้ง “หลักสูตรปริญญาโทและปริญญาเอก สาขาการศึกษาภาษาจีนนานาชาติร่วมสมัย” จากนั้นศาสตราจารย์ ดร. นายแพทย์พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ ศาสตราจารย์ Hu Jinming อธิการบดีมหาวิทยาลัยยูนนานนอร์มอล ยังให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนไทยร่วมกัน โดยย้ำว่าทั้งสองมหาวิทยาลัยจะสนับสนุนสถาบันขงจื่อ มช. ตามแผนพัฒนาในอนาคตของแต่ละฝ่าย เพื่อให้สถาบันแห่งนี้เป็นสะพานที่แข็งแกร่งในการเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างสองมหาวิทยาลัยให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น และเชื่อมใจประชาชนไทยและจีนให้เข้าใจกันมากขึ้น

สองมหาวิทยาลัยจับมือเปิดทางผลิตบุคลากรสาขาภาษาจีนจากปริญญาโทสู่ปริญญาเอกตามบันทึกข้อตกลงดังกล่าว ทั้งสองมหาวิทยาลัยเตรียมร่วมกันจัดตั้งหลักสูตรปริญญาโทและปริญญาเอก สาขาการศึกษาภาษาจีนนานาชาติร่วมสมัย เพื่อต่อยอดจากความร่วมมือด้านการผลิตบัณฑิตที่มีอยู่เดิม ยกระดับสู่การสร้างบุคลากรด้านการศึกษาภาษาจีนในประเทศไทยที่มีทั้งทักษะทางภาษาและความเชี่ยวชาญเฉพาะทางวิชาชีพ

ทั้งนี้ นับตั้งแต่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่และมหาวิทยาลัยยูนนานนอร์มอลร่วมกันก่อตั้งสถาบันขงจื่อ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อปีพ.ศ. 2549 (ค.ศ. 2006) ทั้งสองฝ่ายได้เปิดสอนหลักสูตรปริญญาโทร่วมกันแล้ว 3 สาขา ได้แก่ สาขาการศึกษาภาษาจีนนานาชาติร่วมสมัย สาขาอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนไทย-จีน และสาขาเศรษฐศาสตร์วิสาหกิจเกษตรและการจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน ซึ่งสามารถผลิตบัณฑิตและรับนักศึกษารวมกว่า 300 คน การลงนามในครั้งนี้จึงนับเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ที่เชื่อมโยงการศึกษาตั้งแต่ระดับปริญญาโทต่อเนื่องไปจนถึงระดับปริญญาเอกอย่างสมบูรณ์
ศ.ดร.นพ.พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล กล่าวในนามมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พร้อมแสดงความขอบคุณและร่วมยินดีกับมหาวิทยาลัยยูนนานนอร์มอล ผู้อำนวยการทั้งฝ่ายไทยและฝ่ายจีน คณาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิจากทางการจีน อาจารย์อาสาสมัครชาวจีน อาจารย์ชาวไทยและเจ้าหน้าที่ทุกท่าน ที่ได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจขับเคลื่อนสถาบันมาตลอดระยะเวลา 20 ปี

อธิการบดี มช. เผยเพิ่มเติมว่า แผนพัฒนาการศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2571–2575) ซึ่งอยู่ระหว่างการเตรียมการ จะสืบสานเป้าหมายจากแผนฉบับที่ 13 ภายใต้วิสัยทัศน์ “นวัตกรรมนำทาง รับผิดชอบต่อสังคม พัฒนาอย่างยั่งยืน” เพื่อก้าวสู่ความเป็นสากลที่สูงขึ้นและความร่วมมือระดับภูมิภาคที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น พร้อมระบุว่า “ในแผนดังกล่าว ความร่วมมือระหว่างประเทศคือเส้นทางสำคัญสู่เป้าหมาย และสถาบันขงจื่อ มช. ถือเป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มความร่วมมือที่มั่นคงและลึกซึ้งที่สุดของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในการเชื่อมโยงกับประเทศจีนและประชาคมภาษาจีน”

อธิการบดี มช. ระบุว่า มหาวิทยาลัยเชียงใหม่พร้อมให้การสนับสนุนการพัฒนาของสถาบันขงจื่อใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่:
• หลอมรวมกับทิศทางการพัฒนาของมหาวิทยาลัย โดยใช้สถาบันขงจื่อเป็นสะพาน ขยายความร่วมมือด้านภาษาไปสู่ความร่วมมือด้านการวิจัย รวมไปถึงการแลกเปลี่ยนอาจารย์และนักศึกษาและการเชื่อมโยงกับภาคอุตสาหกรรม ทั้งนี้ ศูนย์ประสานงานมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ณ กรุงปักกิ่ง ซึ่งเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา จะทำงานประสานสอดคล้องกับสถาบันขงจื่อ เพื่อให้ช่องทางการดำเนินความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยไทยและจีนมีความราบรื่นยิ่งขึ้น
• สนับสนุนทรัพยากรและกลไกการทำงานอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านบุคลากรผู้สอน สถานที่จัดการเรียนการสอน ความร่วมมือข้ามคณะและแพลตฟอร์มดิจิทัล พร้อมผลักดันให้งานของสถาบันเชื่อมต่อกับการพัฒนาของคณะและศูนย์วิจัยต่าง ๆ ภายในมหาวิทยาลัย
• ยกระดับการผลิตบุคลากรและการบริการชุมชน โดยให้ความสำคัญกับการสนับสนุนหลักสูตรปริญญาโทและปริญญาเอกที่จัดทำร่วมกัน เพื่อผลิตบุคลากรท้องถิ่นที่มีทั้งความรู้ภาษาจีนและความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน พร้อมทั้งผลักดันให้สถาบันทำหน้าที่เป็นหน้าต่างเชื่อมต่อกับสังคมภาคเหนือของไทย ผ่านการเรียนการสอนภาษาจีน การจัดสอบ กิจกรรมทางวัฒนธรรม และการบริการชุมชน เพื่อให้ประชาชนในภูมิภาคได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง

ด้านการปรับเปลี่ยนสู่ยุคดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการศึกษาด้านวิชาชีพ อธิการบดี มช. ระบุว่า มหาวิทยาลัยเชียงใหม่พร้อมร่วมมือกับมหาวิทยาลัยยูนนานนอร์มอล ในการนำจุดแข็งด้านการศึกษาอัจฉริยะและการพัฒนาทรัพยากรดิจิทัลมาประยุกต์ใช้กับสถาบันขงจื่อ เพื่อขับเคลื่อนการเรียนการสอนและการประเมินผลด้วยเทคโนโลยี AI ตลอดจนพัฒนาหลักสูตรดิจิทัลให้เกิดขึ้นจริง ควบคู่ไปกับการตอบสนองความต้องการความร่วมมือทางอุตสาหกรรมระหว่างไทยและจีน โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว โลจิสติกส์ เศรษฐกิจดิจิทัล รวมถึงการแพทย์และการดูแลสุขภาพ มหาวิทยาลัยจะมุ่งยกระดับการจัดการเรียนการสอนรูปแบบ “ภาษาจีน + ทักษะวิชาชีพ” เพื่อให้การศึกษาด้านภาษาตอบโจทย์และขับเคลื่อนการพัฒนาภาคเหนือของไทยอย่างยั่งยืน

ศาสตราจารย์ Hu Jinming กล่าวขอบคุณมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ภาคส่วนต่าง ๆ ของสังคมไทย และสื่อมวลชน ที่ให้ความห่วงใยและสนับสนุนสถาบันขงจื่อมาโดยตลอด พร้อมระบุว่า ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา สถาบันขงจื่อ มช. ได้เติบโตเป็นแพลตฟอร์มการศึกษาภาษาจีนและการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมที่มีขนาดการดำเนินงานใหญ่และให้บริการครอบคลุมกว้างขวางแห่งหนึ่งของไทย และเป็นสะพานสำคัญของการศึกษาภาษาจีนนานาชาติในภาคเหนือของประเทศไทยและการเชื่อมใจระหว่างประชาชนไทยและจีน

อธิการบดี Hu Jinming เผยว่า มหาวิทยาลัยยูนนานนอร์มอลได้กำหนดเป้าหมายการพัฒนาเชิงยุทธศาสตร์ “หนึ่งศูนย์กลาง สามศูนย์ย่อย” ประกอบด้วยการเป็นศูนย์กลางการศึกษาภาษาจีนและการแลกเปลี่ยนด้านมนุษยศาสตร์ในภาคเหนือของไทย พร้อมด้วยศูนย์อบรมครูภาษาจีนท้องถิ่น ศูนย์สอบภาษาจีนและรับรองสมรรถนะ และศูนย์บูรณาการภาคการศึกษากับภาคอุตสาหกรรมในแนวทาง “ภาษาจีน +” พร้อมให้คำมั่นว่าจะสนับสนุนสถาบันขงจื่ออย่างเต็มที่ ทั้งในด้านงบประมาณ การจัดสรรค์บุคลากรผู้สอน การขยายโครงการ และการขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI

นอกจากนี้ ท่ามกลางบริบทของมาตรฐาน HSK 3.0 ฉบับใหม่ และการพัฒนาอย่างรวดเร็วของปัญญาประดิษฐ์ อธิการบดี Hu Jinming ระบุว่า ทั้งสองมหาวิทยาลัยจะอาศัยสถาบันขงจื่อเป็นแกนกลางในการขยายความร่วมมือใน 3 มิติ ได้แก่ การยกระดับการผลิตบุคลากรผ่านการสร้างหลักสูตรปริญญาโทและปริญญาเอกร่วมกัน และจัดตั้งศูนย์อบรมครูภาษาจีนที่มุ่งสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การปรับผ่านสู่ดิจิทัลโดยร่วมกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่สร้าง “สถาบันขงจื่ออัจฉริยะ” และการพัฒนาครูอาชีวศึกษาให้ใกล้ชิดกับการบูรณาการภาคการศึกษากับภาคอุตสาหกรรม พร้อมพัฒนาหลักสูตรและใบรับรองมาตรฐาน “ภาษาจีน + ทักษะวิชาชีพ”

“มหาวิทยาลัยยูนนานนอร์มอลยินดีผลักดันสถาบันขงจื่อ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ให้เป็นแพลตฟอร์มนำร่องในการผลิตครูภาษาจีนท้องถิ่นที่มีสมรรถนะด้านดิจิทัลและ AI ในยุค HSK 3.0 ทั้งสำหรับภาคเหนือของไทย” อธิการบดี Hu Jinming กล่าวทิ้งท้าย

20 ปีแห่งการบุกเบิก และจุดเริ่มต้นใหม่สถาบันขงจื่อ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ก่อตั้งขึ้นจากความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยยูนนานนอร์มอลกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดป้ายอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2549 (ค.ศ. 2006) เป็นหนึ่งในสถาบันขงจื่อแห่งแรก ๆ ในภาคเหนือของไทย ตลอด 20 ปี สถาบันได้จัดอบรมภาษาจีนแก่ผู้เรียนกว่า 100,000 คน-ครั้ง มีผู้เข้าสอบ HSK มากที่สุดในประเทศไทยต่อเนื่อง 4 ปี อบรมครูท้องถิ่นกว่า 6,000 คน-ครั้ง ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2565 จัดกิจกรรมทางวัฒนธรรมกว่า 3,000 ครั้ง คัดสรรนักเรียนทุนไปศึกษาต่อประเทศจีนรวม 763 คน อีกทั้งพัฒนาแพลตฟอร์ม “เมตาเวอร์ส+YCT/HSK” แห่งแรกของประเทศไทย และเป็นสถาบันขงจื่อแห่งแรกในไทยที่จัดอบรมใบรับรอง “ภาษาจีน+ทักษะอาชีพ”

อธิการบดีของทั้งสองมหาวิทยาลัยต่างเห็นพ้องต้องกันว่า บนจุดเริ่มต้นของวาระครบรอบ 20 ปีนี้ ทั้งสองสถาบันจะร่วมมือกันขับเคลื่อนให้ “สะพานภาษาจีน” แห่งนี้เต็มเปี่ยมด้วยพลังชีวิตใหม่ และสร้างคุณูปการที่ยิ่งใหญ่ขึ้น ในการกระชับความร่วมมือระหว่างสองมหาวิทยาลัย ตลอดจนกระชับสัมพันธไมตรีอันดีระหว่างประชาชนไทยและจีนให้แน่นแฟ้นยิ่งๆ ขึ้นไป

ภูมิหลัง: สถาบันขงจื่อ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
สถาบันขงจื่อ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ก่อตั้งจากความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยยูนนานนอร์มอล สาธารณรัฐประชาชนจีน กับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ประเทศไทย เปิดป้ายอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2549 มีประกาศประสงค์คือ “ตั้งมั่นในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ รับใช้ประชาชนภาคเหนือของไทย เผยแพร่วัฒนธรรมจีน ส่งเสริมมิตรภาพจีน–ไทย” มีพันธกิจครอบคลุมการสอนภาษาจีน การพัฒนาครูท้องถิ่น การจัดสอบภาษาจีน เช่น HSK การอบรมทักษะอาชีพ “ภาษาจีน+” การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม และการบริการชุมชน

เชียงใหม่ คึกคัก! พุทธศาสนิกชนนับพันร่วมตักบาตรเทโว วัดพระธาตุดอยสะเก็ด พระสงฆ์ 49 รูป เดินลงจากดอย จำลองภาพพระพุทธเจ้าเสด็จลงจากดาวดึงส์

คึกคัก พุทธศาสนิกชนนับพันร่วมตักบาตรเทโว วัดพระธาตุดอยสะเก็ด พระสงฆ์ 49 รูป เดินลงจากดอย จำลองภาพพระพุทธเจ้าเสด็จลงจากดาวดึงส์

เช้าวันนี้( 27 ตค.69) ที่วัดพระธาตุดอยสะเก็ดพระอารามหลวง อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ จัดพิธีทำบุญตักบาตรเทโวโรหณะ ประจำปี ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความเลื่อมใสศรัทธา มีพุทธศาสนิกชนและประชาชนเดินทางมาร่วมทำบุญนับพันคน โดยมีพระราชโพธิวรคุณ ดร.เจ้าอาวาสวัดพระธาตุดอยสะเก็ด พระอารามหลวง รองเจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ นางสลีลญา คำภาแก้ว นายอำเภอดอยสะเก็ด เป็นประธานฝ่ายฆราวาส

ไฮไลต์สำคัญของงาน คือ ขบวนพระสงฆ์จำนวน 49 รูป เดินลงจากดอยพระมหาจักรพรรดิ ผ่านบันไดทางลงวัด ท่ามกลางพุทธศาสนิกชนที่พร้อมใจกันนำข้าวสารอาหารแห้งและอาหารคาวหวานมาร่วมถวายเป็นสังฆทานและใส่บาตร เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัว


พิธีดังกล่าวจำลองเหตุการณ์ตามพุทธประวัติ เมื่อครั้งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ หลังทรงแสดงพระอภิธรรมโปรดพระพุทธมารดา ก่อนเสด็จกลับลงมายังโลกมนุษย์ โดยมีเหล่าเทวดาและพรหมตามเสด็จ จึงเป็นที่มาของประเพณีตักบาตรเทโวโรหณะ ซึ่งพุทธศาสนิกชนสืบทอดกันมาอย่างยาวนาน

ภายในงานมีการจัดแสง สี เสียง ประกอบขบวนพระสงฆ์อย่างยิ่งใหญ่ สร้างบรรยากาศตระการตาและเพิ่มความประทับใจให้แก่ผู้เข้าร่วมพิธี หลายคนต่างตั้งใจรอใส่บาตรเพื่อร่วมสืบสานประเพณีสำคัญทางพระพุทธศาสนา พร้อมร่วมกันทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้คงอยู่สืบไป

ประเพณีตักบาตรเทโวโรหณะ นับเป็นอีกหนึ่งประเพณีสำคัญหลังวันออกพรรษา ที่สะท้อนถึงวิถีชีวิต ความสามัคคี และความศรัทธาของชาวพุทธ โดยเฉพาะภาพพระสงฆ์เดินลงจากที่สูงเพื่อรับบิณฑบาต ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งการเสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ของพระพุทธเจ้า และเป็นโอกาสให้พุทธศาสนิกชนได้ร่วมทำบุญ สร้างกุศล และสืบทอดประเพณีอันดีงามของท้องถิ่น

#ตักบาตรเทโว #วัดพระธาตุดอยสะเก็ด #เชียงใหม่ 

เชียงใหม่ ศุภาลัย ส่ง “ธาม” เชียงใหม่ คัมแบ็กในรอบ 12 ปี ปักหมุดคอนโดฯ ปลอดฝุ่น ใกล้เซ็นทรัล เฟสติวัล เชียงใหม่ชูห้องใหญ่กับ “ชีวิตที่ใช่ ใช้ให้เหนือกว่า” เริ่ม 2.09 ล้านบาท(คลิป)

ศุภาลัย ส่ง “ธาม” เชียงใหม่ คัมแบ็กในรอบ 12 ปี ปักหมุดคอนโดฯ ปลอดฝุ่น ใกล้เซ็นทรัล เฟสติวัล เชียงใหม่ชูห้องใหญ่กับ “ชีวิตที่ใช่ ใช้ให้เหนือกว่า” เริ่ม 2.09 ล้านบาท

บมจ.ศุภาลัย กลับสู่ตลาดคอนโดฯ เชียงใหม่ในรอบกว่า 12 ปี เปิดตัว “ศุภาลัย ธาม เชียงใหม่” High-Rise สูง 33 ชั้น บนทำเลตรงข้าม เซ็นทรัล เฟสติวัล เชียงใหม่ รับโอกาสจากการเติบโตของ Urban Residential Location แห่งใหม่ของเมือง “พื้นที่ที่มากกว่า” เริ่มต้นขนาดใหญ่ 35-205 ตารางเมตร เพดานสูง 2.7 เมตร ครอบคลุมตั้งแต่ 1-4 ห้องนอน ถ่ายทอดผ่าน Timeless Design สไตล์ Modern Classic ที่ผสานเข้ากับบริบทของเชียงใหม่ เพิ่มทางเลือกการอยู่อาศัยที่หาได้ไม่ง่ายในตลาดเชียงใหม่ กับ Private Garden Residence ที่เชื่อมพื้นที่พักอาศัยเข้ากับสวนส่วนตัว และ Duplex Residence 2 ชั้น ครั้งแรกของศุภาลัยในเชียงใหม่ ที่ให้พื้นที่การอยู่อาศัยอย่างคุ้มค่า ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ 27 Facilities ที่รองรับทุกกิจกรรม ควบคู่กับพื้นที่สีเขียวรวมเกือบ 2 ไร่ ดื่มด่ำกับทัศนียภาพแบบพาโนรามาด้วยพื้นที่ส่วนกลางที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์การพักผ่อน ชีวิตที่ใช่ ใช้ให้เหนือกว่า ในราคาเริ่มต้นเพียง 2.09 ล้านบาท (เฉลี่ย 67,000 บาท/ตารางเมตร) พร้อมตกแต่งครบแบบ Fully Furnished แค่ลากกระเป๋าก็พร้อมเข้าอยู่ได้ทันที พบกันในงาน Pre-Sales วันที่ 21-22 พฤศจิกายน 2569 นี้

นายไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า การกลับมาพัฒนาคอนโดมิเนียมในจังหวัดเชียงใหม่อีกครั้งหลังเว้นช่วงมากกว่า 12 ปี ไม่ได้เกิดจากการมองเพียงว่าตลาดมีช่องว่างแต่เกิดจากการประเมินว่าความต้องการที่อยู่อาศัยในจังหวัดเชียงใหม่ยังคงมีอยู่เพียงเปลี่ยนรูปแบบไปสู่การมองหาความสะดวกในการเดินทาง คุณภาพพื้นที่ใช้สอย และความคุ้มค่าในระยะยาวมากขึ้นด้านฐานลูกค้าก็ไม่ได้จำกัดเฉพาะคนเชียงใหม่ แต่ขยายไปถึงคนต่างพื้นที่ที่มองจังหวัดเชียงใหม่เป็นทั้งที่อยู่อาศัยจริง บ้านหลังที่สองและโอกาสด้านการลงทุน ขณะที่ทำเลฝั่งตรงข้าม เซ็นทรัล เฟสติวัล เชียงใหม่ กำลังมีบทบาทมากขึ้นในฐานะ Urban Residential Location ศุภาลัยจึงพัฒนา โครงการ “ศุภาลัย ธาม เชียงใหม่” ให้ตอบโจทย์ดีมานด์หลายกลุ่ม ผ่านรูปแบบห้องที่ครอบคลุมการใช้ชีวิต มาตรฐานการอยู่อาศัย และระดับราคาที่เข้าถึงได้เพื่อสร้างความแตกต่างและความคุ้มค่าในตลาดคอนโดมิเนียมเชียงใหม่ยุคใหม่

โครงการศุภาลัย ธาม เชียงใหม่ เป็นคอนโดมิเนียม High-Rise สูง 33 ชั้น (รวมชั้นดาดฟ้า) มูลค่าโครงการกว่า 2,550 ล้านบาท พัฒนาบนพื้นที่กว่า 5 ไร่ ประกอบด้วยห้องพักอาศัย 755 ยูนิต และร้านค้า 2 ยูนิต พร้อมที่จอดรถรองรับ 60% ของจำนวนยูนิต โดดเด่นด้วยห้องพักอาศัยขนาดใหญ่ เริ่มต้น 35 ตารางเมตร เพดานสูงโปร่ง 2.7 เมตร ตกแต่งครบแบบ Fully Furnished ด้วยเฟอร์นิเจอร์บิลต์อินดีไซน์พิเศษ มีแบบห้องให้เลือกหลากหลาย ตั้งแต่ 1 Bedroom, 1 Bedroom Plus พร้อมมุมอเนกประสงค์ที่ปรับเปลี่ยนฟังก์ชันได้ตามไลฟ์สไตล์, 2 Bedrooms สำหรับครอบครัว ไปจนถึงยูนิตไฮไลต์ระดับพรีเมียมอย่าง Private Garden Residence ซึ่งเชื่อมพื้นที่พักอาศัยเข้ากับสวนส่วนตัว และ Duplex Residence 2 ชั้น ขนาด 3-4 Bedrooms ซึ่งนับเป็นครั้งแรกของศุภาลัยในจังหวัดเชียงใหม่ ที่พร้อมเพิ่มทั้งความยืดหยุ่นในการอยู่อาศัยและคุณค่าในระยะยาว อีกหนึ่งจุดแข็งของ “ศุภาลัย ธาม เชียงใหม่” ตั้งอยู่ริมถนนเชียงใหม่-ดอยสะเก็ด ตรงข้ามเซ็นทรัล เฟสติวัล เชียงใหม่ ซึ่งกำลังมีบทบาทมากขึ้นในฐานะทำเลศักยภาพ ที่เชื่อมโยงการอยู่อาศัยเข้ากับความสะดวกของเมืองได้อย่างลงตัว

จากจุดเชื่อมต่อถนนสายหลักทั้งถนนซูเปอร์ไฮเวย์ เชียงใหม่-ลำปาง และถนนเชียงใหม่-ดอยสะเก็ด ทำให้เดินทางเข้าสู่ใจกลางเมืองและพื้นที่สำคัญของเชียงใหม่ได้สะดวก อีกทั้งยังรายล้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันทั้งสถานศึกษา สถานพยาบาล ย่านช็อปปิง และศูนย์กลางการเดินทาง อาทิ โรงเรียนดาราวิทยาลัย โรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัยมหาวิทยาลัยพายัพ โรงพยาบาลกรุงเทพ เชียงใหม่ และสถานีขนส่งอาเขต รวมถึงสามารถเดินทางสู่สนามบินนานาชาติเชียงใหม่ได้อย่างสะดวก ทำให้เป็นที่สุดแห่งทำเลที่ “ตอบโจทย์ครบในหนึ่งเดียว” ทั้งอยู่อาศัยจริง พักผ่อนในฐานะบ้านหลังที่สองและคุ้มค่าแก่การลงทุนระยะยาว

นายชัยจักร วทัญญู ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ฝ่ายสร้างสรรค์และพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน)กล่าวว่า “ศุภาลัย ธาม เชียงใหม่” ถูกสร้างขึ้นจากความตั้งใจที่จะให้อาคารแห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของจังหวัดเชียงใหม่ได้อย่างงดงามในทุกช่วงเวลา ภายใต้แนวคิด “Timeless” ที่มองเมืองผ่านทั้งรากวัฒนธรรมอันมีเอกลักษณ์และวิถีชีวิตสมัยใหม่ที่เติบโตไปพร้อมกันตัวอาคารจึงถูกออกแบบให้มีเอกลักษณ์ที่ชัดเจน เป็นอีกหนึ่งภาพจำบน Skyline ของจังหวัดเชียงใหม่ ขณะเดียวกันยังกลมกลืนไปกับบริบทของเมือง ผ่านเส้นสาย สัดส่วน และโทนสีทองที่เชื่อมโยงกับแสงและสีของท้องฟ้าถ่ายทอดออกมาเป็น TYMELESS DESIGN DNA ที่เรียบหรู มีเอกลักษณ์ และยังคงความงดงามได้เหนือกาลเวลามิติของการอยู่อาศัยถูกต่อยอดด้วยการนำธรรมชาติเข้ามาอยู่ใกล้ชีวิตประจำวันมากขึ้น ผ่านพื้นที่สีเขียวรวมเกือบ 2 ไร่ ที่กระจายตั้งแต่พื้นที่ต้อนรับและสวนชั้นล่าง ต่อเนื่องขึ้นไปยังพื้นที่พักผ่อนบนชั้นสูงจนถึงดาดฟ้า
เสมือนพื้นที่สีเขียวที่เดินทางไปพร้อมกับอาคารจาก Ground to Sky ควบคู่กับ 27 Facilities ที่รองรับทั้งการพักผ่อน ออกกำลังกาย ทำงาน และใช้เวลาร่วมกัน อาทิ TYME Infinity Edge Pool พร้อม Jacuzzi, TYME Sky Lounge, Sky Jogging Track และThe Sky Viewpoint สะท้อนการออกแบบที่เชื่อมโยงทุกมิติของการใช้ชีวิตอย่างลงตัวพร้อมสร้างประสบการณ์การอยู่อาศัยที่ยังคงคุณค่าเหนือกาลเวลาในแบบ “Living with All-Tyme High ชีวิตที่ใช่ ใช้ให้เหนือกว่า”

โครงการยังให้ความสำคัญกับสุขภาวะและคุณภาพอากาศ เพื่อมุ่งสู่การเป็นคอนโดฯ ปลอดฝุ่น โดยภายในห้องพักอาศัยติดตั้งเครื่องปรับอากาศที่มีเทคโนโลยีกรองฝุ่นละอองขนาดเล็กได้ถึง PM1.0 ขณะที่พื้นที่ส่วนกลางระบบปิดได้รับการเสริมด้วยระบบกรองอากาศประสิทธิภาพสูงเพื่อช่วยดูแลคุณภาพอากาศในพื้นที่ที่ผู้อยู่อาศัยใช้งานร่วมกัน ควบคู่กับการนำ Touchless Technology เพิ่มความสะดวกสบายและลดการสัมผัส ผ่านระบบ Face Scan และระบบสแกนป้ายทะเบียนรถยนต์ (LPR) สำหรับควบคุมการเข้า-ออกโครงการ ตลอดจนจุดรองรับ EV Charger สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า ขณะเดียวกันในด้านความปลอดภัย โครงการยังยกระดับความมั่นใจด้วยมาตรฐานวิศวกรรม โดยออกแบบและก่อสร้างตามข้อกำหนดของกฎหมายปี 2564 และมาตรฐานกรมโยธาธิการและผังเมือง (มยผ.) เพื่อรองรับแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหว พร้อมเพิ่มความมั่นใจในระยะยาวด้วยการรับประกันโครงสร้างนาน 10 ปี และส่วนควบห้องชุดพักอาศัยนาน 3 ปี ถึงเวลาเจอ TYME ที่ใช่ของเชียงใหม่!

เตรียมพบกับ “ศุภาลัย ธาม เชียงใหม่” คอนโดฯ High-Rise ใหม่ ตรงข้าม เซ็นทรัล เฟสติวัล เชียงใหม่ พร้อมเปิดให้เป็นเจ้าของก่อนใครในงาน Pre-Sales อย่างเป็นทางการ วันที่ 21-22 พฤศจิกายน 2569 ในราคาเริ่มต้นเพียง 2.09 ล้านบาท เฉลี่ยประมาณ 67,000 บาท/ตารางเมตร พร้อมตกแต่งครบแบบ Fully Furnished แค่ลากกระเป๋าก็พร้อมเข้าอยู่ได้ทันที ลงทะเบียนรับข้อเสนอพิเศษก่อนใครได้ที่ https://supalai.ly/4igh6YN ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.supalai.com, Facebook: SUPALAI และ Facebook: ศุภาลัย จ.เชียงใหม่ หรือสอบถามโทร.1720 (เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด)

 

เชียงใหม่ นิ่มลีสซิ่ง ส่งต่อความสุข “จ่ายดีมีโชค มอบโชคใหญ่แทนคำขอบคุณ Season 4” แจกโชครวมมูลค่ากว่า 2 ล้านบาท แทนคำขอบคุณลูกค้าคนกันเอง(คลิป)

นิ่มลีสซิ่งเดินหน้าส่งต่อความสุขให้ลูกค้าอย่างต่อเนื่อง กับแคมเปญ “จ่ายดีมีโชค มอบโชคใหญ่แทนคำขอบคุณ Season 4”จัดกิจกรรมจับรางวัลครั้งที่ 1 ลุ้นรับรางวัลรวมกว่า 5 แสนบาท ตอกย้ำการส่งเสริมวินัยทางการเงิน พร้อมขอบคุณลูกค้าที่ชำระค่างวดตรงตามกำหนด

วันนี้(24 ตค.69) ที่ห้อง Convention Hall โครงการนิ่มซิตี้เดลี่ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ “นิ่มลีสซิ่ง” จัดกิจกรรม ส่งต่อความสุข “จ่ายดีมีโชค มอบโชคใหญ่แทนคำขอบคุณ Season 4” แจกโชครวมมูลค่ากว่า 2 ล้านบาท แทนคำขอบคุณลูกค้าคนกันเอง พร้อมมอบรางวัลแทนคำขอบคุณแก่ลูกค้าที่มีวินัยทางการเงินและชำระค่างวดตรงตามเงื่อนไขของแคมเปญ ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความสุขกาดหมั้วคัวล้านนาและความสนุกสนาน โดยมีคุณชวลิต สุวิทย์ศักดานนท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ เป็นประธานในการจับรางวัล

รางวัลที่ 1 รถจักรยานยนต์ HONDA WAVE 110i 2026 จำนวน 5 คัน รางวัลละ 53,000 บาท รวมมูลค่า 265,000 บาท รางวัลที่ 2 สร้อยคอทองคำ น้ำหนัก 1 สลึง จำนวน 5 เส้น รางวัลละ 17,500 บาท รวมมูลค่า 87,500 บาท รางวัลที่ 3 รถไฟฟ้า รุ่น NK Nova จำนวน 5 คัน รางวัลละ 17,900 บาท รวมมูลค่า 89,500 บาท รางวัลที่ 4 เครื่องสูบน้ำ จำนวน 2 เครื่อง รางวัลละ 9,500 บาท รวมมูลค่า 19,000 บาท รางวัลที่ 5 เครื่องตัดหญ้า จำนวน 2 เครื่อง รางวัลละ 9,300 บาท รวมมูลค่า 18,600 บาท รางวัลที่ 6 บัตรของขวัญเทสโก้ โลตัส มูลค่า 1,000 บาท จำนวน 20 รางวัล รางวัลละ 1,000 บาท รวมมูลค่า 20,000 บาท รวมของรางวัลมูลค่ากว่า  5 แสนบาท


สำหรับกติกาและเงื่อนไขการเข้าร่วมแคมเปญ
1. ลูกค้าต้องชำระค่างวดตรงตามกำหนดและไม่ผิดนัดชำระ ภายในระยะเวลา 1 เมษายน 2569 – 30 กันยายน 2569
2. ลูกค้าต้อง Add LINE Official Account (@Line OA) เพื่อเข้าร่วมกิจกรรม
3. เมื่อลูกค้าชำระค่างวดตรงตามกำหนดตามเงื่อนไขของแคมเปญ  จะได้รับ E-Coupon ตามสิทธิ์ที่กำหนด
4. เมื่อสิ้นสุดระยะเวลาของแต่ละรอบ บริษัทจะรวบรวม E-Coupon ของลูกค้าที่มีสิทธิ์ และนำเข้าสู่กระบวนการจับรางวัลตามกติกาและเงื่อนไขของแคมเปญ
5. ลูกค้าที่มีคุณสมบัติและปฏิบัติตามเงื่อนไขครบถ้วน จะมีสิทธิ์ลุ้นรับทั้ง รางวัลประจำรอบและรางวัลใหญ่ประจำปี
6. บริษัทขอสงวนสิทธิ์ในการมอบรางวัลให้แก่ลูกค้าที่ปฏิบัติตามกติกาและเงื่อนไขของแคมเปญครบถ้วนเท่านั้น                                             
7. ผู้โชคดีที่ได้รับรางวัลมูลค่า จะต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 5% ของมูลค่ารางวัลตามคำสั่งกรมสรรพกร
 8. ผู้ที่โชคดีได้รับของรางวัลจะประกาศผลภายใน 2-5 วันทำการ หลังวันสิ้นสุดกิจกรรมทางช่องทางดังนี้
• Facebook : https://web.facebook.com/nimleasing
• LINE@Nimleasing
• www.nimleasing.com
9. ผู้ที่ได้รับรางวัลต้องเข้ามารับรางวัลด้วยตัวเองที่บริษัท ภายใน 30 วัน หากไม่มารับรางวัลภายในเวลาที่ กำหนด ถือว่า สละสิทธิ์
10.ผู้ที่ได้รับรางวัลต้องแสดงหลักฐานสำเนาบัตรประชาชน(พร้อมรับรองสำเนา) จำนวน 1 ฉบับ ในการรับ รางวัล
11.บริษัทขอสงวนสิทธิผู้ที่ได้รับรางวัลสูงสุด เพียง 1 รางวัลเท่านั้น ต่อรอบการจับรางวัลในแต่ละครั้ง
         12.ของรางวัลไม่สามารถโอนสิทธิ์ แลก หรือเปลี่ยนรางวัลอื่นหรือเงินสดได้
         13.พนักงานบริษัทฯ ไม่สามารถร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ได้
         14. เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯกำหนดและหากมีการเปลี่ยนแปลงทางบริษัทฯ ไม่จำเป็นต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

ลูกค้าสามารถร่วมกิจกรรมได้ตั้งแต่ 1 เมษายน 2569 ถึง วันที่ 31 มีนาคม 2570
สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ทุกสาขาและติดตามข่าวสารกิจกรรมพร้อมทั้งรายชื่อผู้โชคดีได้ทาง
• Facebook : https://web.facebook.com/nimleasing
• LINE @ Nimleasing
• www.nimleasing.com
• หมายเลข Call center 0973458888

เชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่จัดงาน Product Showcase นำเสนอสินค้าและผลิตภัณฑ์ฮาลาล ยกระดับการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อนักท่องเที่ยวมุสลิม(คลิป)

จังหวัดเชียงใหม่จัดงาน Product Showcase นำเสนอสินค้าและผลิตภัณฑ์ฮาลาล ยกระดับการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อนักท่องเที่ยวมุสลิม กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 ระหว่างวันที่ 23-24 ตค.69

วันนี้(23 ตค.69) โรงแรมไอคอน ปาร์ค เชียงใหม่ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ นายบุญลือ ธรรมธรานุรักษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานในพิธีและนายจักรพงษ์ สิทธิหล่อ ผู้ช่วยท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ (กล่าวรายงาน) โดยมีผู้แทนหน่วยงานด้านการท่องเที่ยว หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการ และเครือข่ายที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมกิจกรรม เพื่อสนับสนุนการพัฒนาการท่องเที่ยวที่สอดคล้องกับความต้องการและหลักปฏิบัติของนักท่องเที่ยวมุสลิม ตลอดจนส่งเสริมความร่วมมือในการพัฒนาสินค้าและบริการฮาลาลให้มีคุณภาพและสามารถแข่งขันในตลาดได้

ภายในงานจัดให้มีพื้นที่ Product Showcase และจำหน่ายสินค้าอาหารฮาลาล เครื่องดื่มฮาลาล และผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อนักท่องเที่ยวมุสลิม จัดกิจกรรมเต็ม 2 วัน วันที่ 23-24 ตุลาคม 2569 ตั้งแต่เวลา 14.00–21.00 น. เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมงานได้เยี่ยมชมสินค้าและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับวิถีการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวมุสลิม อาทิ อาหารฮาลาล เครื่องดื่มฮาลาล และผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อนักท่องเที่ยวมุสลิม พร้อมกิจกรรมประชาสัมพันธ์สินค้าและจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากผู้ประกอบการ เพื่อสร้างการรับรู้เกี่ยวกับสินค้าและบริการฮาลาล ตลอดจนเพิ่มช่องทางการตลาดและโอกาสในการขยายฐานลูกค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศและจัดกิจกรรมการประกวดเมนูสร้างสรรค์อาหารฮาลาลเพื่อการท่องเที่ยว (Muslim-Friendly Tourism)

กิจกรรมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 โดยมุ่งเน้นการพัฒนารูปแบบการท่องเที่ยวที่ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมและความเชื่อ ควบคู่กับการส่งเสริมผู้ประกอบการท้องถิ่นให้สามารถพัฒนาสินค้าและบริการที่มีอัตลักษณ์ มีคุณภาพ และสอดคล้องกับความต้องการของตลาด Muslim-Friendly Tourism ซึ่งเป็นอีกหนึ่งโอกาสสำคัญในการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ กระจายรายได้สู่ชุมชน และสร้างความเข้มแข็งให้กับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในภูมิภาค ร่วมสนับสนุนผู้ประกอบการและเป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อนักท่องเที่ยวมุสลิมอย่างยั่งยืน

#MuslimFriendlyTourism #ProductShowcase #HalalTourism #ท่องเที่ยวเชียงใหม่ #ท่องเที่ยวภาคเหนือตอนบน1 #การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ #สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่

เชียงใหม่ เปิด “ศูนย์ธรรมนาวา ‘วัง’ นครพิงค์” จากบทเรียนกรงขัง “เปรี้ยว หั่นศพ” สู่พิธีใหญ่เมืองเชียงใหม่(คลิป)

เปิด “ศูนย์ธรรมนาวา ‘วัง’ นครพิงค์” จากบทเรียนกรงขัง “เปรี้ยว หั่นศพ” สู่พิธีใหญ่เมืองเชียงใหม่ ตั้ง “ศูนย์ธรรมนาวา ‘วัง’ นครพิงค์” แห่งแรกของประเทศไทย เพื่อเยียวยาจิตใจคืนคนดีสู่สังคม ทำบุญเปิดอาคารใหม่ รับปรึกษาปัญหาชีวิตกับประชาชนทุกเพศ ทุกชาติ ทุกศาสนา

​วันนี้(23 ตค.69) พระธรรมเสนาบดี เจ้าอาวาสวัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร และเจ้าคณะภาค 7 เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ พร้อม นายศิวะ ธมิกานนท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานฝ่ายฆราวาส ร่วมกับ นายสุรพล เกียรติไชยากร ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่ ข้าราชการ และประชาชนที่มาร่วมพิธีทำบุญเปิดอาคารศูนย์เผยแผ่หลัก “ธรรมนาวา ‘วัง’ นครพิงค์” เป็นแห่งแรกของประเทศไทย ได้เปิดอาคารอย่างเป็นทางการ ณ ข่วงวัฒนธรรมหอคำพญามังราย เขตเมืองเก่า อำเภอเมืองเชียงใหม่ พร้อมทำบุญงานไหว้สาพญามังราย ประสูติครบรอบ 787 ปีชาตกาล การเปิดอาคารศูนย์ธรรมนาวา “วัง” ดังกล่าว เพื่อขยายโอกาสให้พุทธศาสนิกชนและประชาชนทั่วไปทุกเพศ ทุกศาสนา ได้เข้ามาปรึกษาปัญหาชีวิตได้ฟรีทุกวัน ณ ศูนย์ฯ ดังกล่าว

​ในโอกาสนี้ พระวชิรสิทธิญาณ (ครูบาฟรุ๊ค) เจ้าอาวาสวัดยางกวง ในฐานะประธานศูนย์ฯ ได้กล่าวถึงวัตถุประสงค์ ซึ่งเกิดจากพระราชหฤทัยห่วงใยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานหลักธรรม “ธรรมนาวา ‘วัง'” เพื่อเป็นแนวทางในการส่งเสริมสัมมาทิฏฐิและความเข้าใจในอริยสัจ 4

​บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความเป็นสิริมงคล โดยมีการเผยแผ่ธรรมะเปรียบเสมือนโอสถทางใจ 2 ประการ ได้แก่ ยาเม็ดที่หนึ่ง ระลึกพระรัตนตรัย มุ่งให้ยึดมั่นในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นเสาหลักใจที่ไม่คลอนแคลนต่ออุปสรรค ยาเม็ดที่สอง ทักอารมณ์ สอนให้เจริญสติรู้เท่าทันสภาวะจิตของตนเอง อดทนอดกลั้น ไม่กระทำตอบต่ออารมณ์ชั่ววูบ จนกระทั่งเห็นอารมณ์เหล่านั้นดับไปเองตามธรรมชาติ
​

การเปิดศูนย์เผยแผ่ฯ ในครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญของจังหวัดเชียงใหม่ ในการน้อมนำธรรมะพระราชทานมาพัฒนาจิตใจของผู้คน ไม่เพียงแต่สร้างชีวิตใหม่ให้แก่ผู้ที่เคยกระทำผิดในเรือนจำเท่านั้น แต่ยังช่วยสร้างสัมมาทิฏฐิและนำพาความสงบร่มเย็นมาสู่ครอบครัวและสังคมอย่างยั่งยืนสืบไป

 

ย้อนรอยคดีสะเทือนขวัญระดับประเทศ เมื่อปี 2560 กรณีการฆ่าหั่นศพ น.ส.วริศรา กลิ่นจุ้ย หรือ “น้องแอ๋ม” ผู้ลงมือก่อเหตุนำศพไปฝังอำพรางที่ อำเภอเขาสวนกวาง จังหวัดขอนแก่น นำไปสู่การจับกุม น.ส.ปรียานุช โนนวังชัย หรือ “เปรี้ยว” พร้อมพวกรวม 5 คน
​

ในส่วนของความคืบหน้าทางคดี ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ให้จำคุกตลอดชีวิตจำเลยสำคัญ ได้แก่ เปรี้ยว, เอิร์น และแจ้ แต่เนื่องจากผู้ต้องหาให้การรับสารภาพ จึงได้รับการลดโทษ 1 ใน 3 คงเหลือโทษจำคุก ดังนี้ น.ส.ปรียานุช โนนวังชัย (เปรี้ยว) และ เอิร์น คงเหลือโทษจำคุก 34 ปี 6 เดือน ​แจ้ คงเหลือโทษจำคุก 33 ปี 9 เดือน
​

ต่อมา เปรี้ยว ได้ยื่นเรื่องขอย้ายมาคุมขังต่อที่ทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่ ซึ่ง ณ ที่แห่งนี้เอง ได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในชีวิต เมื่อทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่ได้น้อมนำหลักธรรมะพระราชทาน “ธรรมนาวา ‘วัง’” มาปรับใช้ในการอบรมบ่มเพาะและขัดเกลาจิตใจผู้ต้องขัง จนทำให้เปรี้ยวมีจิตใจที่สงบมาก ทุกวันนี้เปรี้ยวทำงานทอผ้าและปักผ้าในเรือนจำด้วยจิตใจที่สงบ

นางสาววิพรพักตร์ ค่ายบุญศรี ผู้อำนวยการทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่ เปิดเผยว่า ทางทัณฑสถานฯ มุ่งเน้นการพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขังผ่านกระบวนการทางจิตใจ เพื่อให้สามารถปรับตัว ขัดเกลาตนเอง และพร้อมกลับคืนสู่สังคมเป็นคนดีหลังพ้นโทษ โดย น.ส.ปรียานุช หรือเปรี้ยว ได้รับการปลูกฝังธรรมะจาก พระวชิรสิทธิญาณ (ครูบาฟรุ๊ค) เจ้าอาวาสวัดยางกวง ผ่านหลักธรรมะพระราชทาน โดยเฉพาะ “ยาเม็ดที่หนึ่ง ระลึกพระรัตนตรัย” ​”พุทโธ เม นาโถ (พระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งอันประเสริฐของข้าพเจ้า) ธัมโม เม นาโถ (พระธรรมเป็นที่พึ่งอันประเสริฐของข้าพเจ้า) สังโฆ เม นาโถ (พระสงฆ์เป็นที่พึ่งอันประเสริฐของข้าพเจ้า)”

​การยึดมั่นในพระรัตนตรัยนี้ ได้กลายเป็นเสาหลักและที่ยึดเหนี่ยวจิตใจสำคัญ ให้เธอใช้ชีวิตที่เหลือภายในเรือนจำด้วยความสงบและสำนึกผิด ขยายผลสู่สังคมเชียงใหม่จัดพิธีใหญ่เปิด “ศูนย์เผยแผ่หลักธรรมนาวา ‘วัง’ นครพิงค์” ซึ่งผลลัพธ์ของการนำธรรมะมาขัดเกลาชีวิตผู้ต้องขัง เป็นเพียงส่วนหนึ่งของความมุ่งมั่นในการส่งเสริมธรรมะพระราชทานในพื้นที่. ตค.

เชียงใหม่ บ.ยนต์ผลดี เปิดสาขาเชียงใหม่ ณ อุทยานวิทย์ มช. ต่อยอดนวัตกรรมโรงงานต้นแบบ เชื่อมงานวิจัยสู่อุตสาหกรรมเกษตรไทย(คลิป)

บริษัทยนต์ผลดี เปิดสาขาเชียงใหม่ ณ อุทยานวิทย์ มช. ต่อยอดนวัตกรรมโรงงานต้นแบบ เชื่อมงานวิจัยสู่อุตสาหกรรมเกษตรไทย

วันนี้( 22ตค.69) ที่อุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ภาคเหนือ จ.เชียงใหม่ บริษัท ยนต์ผลดี จำกัด เปิดสำนักงานสาขาเชียงใหม่ อย่างเป็นทางการ  เพื่อขยายการให้บริการแก่เกษตรกรและผู้ประกอบการในภาคเหนือ พร้อมต่อยอดความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม โดยนำองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในภาคอุตสาหกรรมอย่างเป็นรูปธรรม ภายในงานได้รับเกียรติจากดร.กานต์ จิตสุทธิภากร ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ยนต์ผลดี จำกัด กล่าวถึงที่มา แนวคิด และวัตถุประสงค์ของการเปิดสำนักงานสาขาเชียงใหม่ โดยมี รศ.ดร.ปิติวัฒน์ วัฒนชัย ผู้อำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (STeP) กล่าวต้อนรับและแสดงความยินดี พร้อมด้วยผู้บริหารจากหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา ตลอดจนผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วมงานอย่างพร้อมเพรียง ณ Exhibition Hall อาคารอำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ภาคเหนือ จ.เชียงใหม่

จากนั้น คณะผู้บริหารและแขกผู้มีเกียรติได้ร่วมพิธีเปิดสำนักงานสาขาเชียงใหม่ ณ The Brick X อาคารอำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ภาคเหนือ โดยได้รับเกียรติจากดร.วิสูตร จิตสุทธิภากร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ยนต์ผลดี เป็นผู้กล่าวเปิดงานและตัดริบบิ้นอย่างเป็นทางการ ก่อนเยี่ยมชมสำนักงานโรงงานฯ พร้อมรับฟังการแนะนำพื้นที่ บทบาท และแนวทางการดำเนินงาน ตลอดจนแลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกับผู้บริหารและหน่วยงานพันธมิตร


บริษัท ยนต์ผลดี จำกัด ดำเนินธุรกิจมายาวนานกว่า 76 ปี โดยมุ่งพัฒนาเครื่องจักรและเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์การใช้งานจริง การเปิดสาขาเชียงใหม่ในครั้งนี้จึงเป็นก้าวสำคัญในการสร้างฐานการดำเนินงานในภาคเหนือ และเพิ่มความใกล้ชิดในการให้บริการลูกค้า ทั้งด้านการให้คำปรึกษา การบริการ และการดูแลหลังการขาย เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของเกษตรกรและผู้ประกอบการให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น อีกหนึ่งเป้าหมายสำคัญ คือการต่อยอดความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมร่วมกับอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ศูนย์นวัตกรรมเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว และศูนย์นวัตกรรมอาหารและบรรจุภัณฑ์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีที่สามารถตอบสนองความต้องการของภาคการผลิตและภาคอุตสาหกรรมได้อย่างเป็นรูปธรรม



ความร่วมมือดังกล่าวดำเนินมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ. 2559 โดยหนึ่งในผลงานสำคัญคือ BiO-Q นวัตกรรมเครื่องกำจัดมอดในข้าวด้วยคลื่นวิทยุ ซึ่งพัฒนาจากการผสานองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และงานวิจัยของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เข้ากับความเชี่ยวชาญด้านการออกแบบและผลิตเครื่องจักรของบริษัท ยนต์ผลดี จำกัด เทคโนโลยีดังกล่าวได้รับการพัฒนาเพื่อกำจัดมอดในข้าวตลอดวงจรชีวิต ตั้งแต่ระยะไข่ ตัวอ่อน ดักแด้ จนถึงตัวเต็มวัย และปัจจุบันมีผู้ใช้งานอยู่ทั่วประเทศ สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของการนำผลงานวิจัยไปประยุกต์ใช้ประโยชน์จริงในภาคอุตสาหกรรม

การเปิดสาขาเชียงใหม่จึงเป็นอีกก้าวสำคัญในการกระชับความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนและมหาวิทยาลัย พร้อมส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และนักวิจัยระหว่างภาควิชาการกับภาคอุตสาหกรรม ตลอดจนต่อยอดการถ่ายทอดองค์ความรู้ผ่านศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว (โรงเรียนโรงสี) ของยนต์ผลดี เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีที่ช่วยลดความสูญเสียหลังการเก็บเกี่ยว เพิ่มมูลค่าผลผลิตทางการเกษตร และยกระดับคุณภาพอาหารและบรรจุภัณฑ์ของภาคเหนือให้สามารถแข่งขันในตลาดที่กว้างขึ้น

ทั้งนี้ อุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาควิชาการและภาคเอกชน เพื่อผลักดันองค์ความรู้และงานวิจัยสู่การพัฒนานวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง โดยความร่วมมือกับบริษัท ยนต์ผลดี จำกัด นับเป็นอีกก้าวสำคัญของการต่อยอดเทคโนโลยีสู่เชิงพาณิชย์ เพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิตทางการเกษตร ลดความสูญเสียหลังการเก็บเกี่ยว และเสริมศักยภาพการแข่งขันให้แก่เกษตรกรและผู้ประกอบการ อันจะนำไปสู่การยกระดับอุตสาหกรรมเกษตรไทยให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน

เชียงใหม่ ต้อนรับนักวอลเลย์บอลชายหาด สาวชาวเชียงใหม่ทีมชาติไทย กลับบ้านเกิดมาพักผ่อน(คลิป)

ต้อนรับนักวอลเลย์บอลชายหาด สาวชาวเชียงใหม่ทีมชาติไทย กลับบ้านเกิดมาพักผ่อน หลังคว้าเหรียญทอง 4 รายการ เอเชียนบีชเกมส์, Beach Pro Tour Futures Hangzhou,เอเชี่ยนเกมส์ 2026และสดๆร้อนๆ รายการ AVC Beach tour Doha open เมืองโดฮา ประเทศกาตาร์ เพื่อลุ้นตั๋วไปโอลิมปิก

เช้าวันนี้( 20 ตค.69) ที่สนามบินเชียงใหม่ คึกคักมีบรรดาญาติๆ เพื่อนๆ ผู้ใหญ่จากหลายวงการของจังหวัดเชียงใหม่ มาให้การต้อนรับนางสาวธาราวดี นาราพรลภัส (ไบร์ท) ดีกรีทีมชายไทย นี้บรรยากาศเป็นไปอย่างอบอุ่นนำช่อดอกไม้ ถ่ายภาพร่วมกันเพื่อแสดงความยินดีหลังจากคว้าแชมป์ เดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติเชียงใหม่ โดยสายการบินแอร์เอเชีย เที่ยวบินที่ FD 8435 ถึงสนามบินเชียงใหม่ เวลา09.20 น.

ผลงานคว้าเหรียญทอง 4 รายการในปีนี้รายการแรกเหรียญทองรายการเอเชียนบีชเกมส์ เมืองซานย่า ประเทศจีน รายการที่2. เหรียญทอง รายการ Beach Pro Tour Futures Hangzhou ประเทศจีน ,รายการที่ 3.เหรียญทอง รายการ เอเชี่ยนเกมส์ เมืองอิชิ นาโกย่า ประเทศญี่ปุ่น และล่าสุด4.เหรียญทอง รายการ AVC Beach tour Doha open เมืองโดฮา ประเทศกาตาร์ เดินทางกลับบ้านเกิดเพื่อมาพักผ่อน เพื่อเตรียมตัวเข้าแข่งขันตามรายการต่างๆ เพื่อเก็บคะแนน ลุ้นตั๋วไปโอลิมปิก