เชียงใหม่ CAMT มช. เปิดบ้านต้อนรับอบอุ่น! จัดงานปฐมนิเทศและประชุมผู้ปกครอง ปีการศึกษา 2569 มุ่งปั้นนักศึกษาผ่านแนวคิด”Learning Playground” (คลิป)

CAMT มช. เปิดบ้านต้อนรับอบอุ่น! จัดงานปฐมนิเทศและประชุมผู้ปกครอง ปีการศึกษา 2569 มุ่งปั้นนักศึกษาผ่านแนวคิด“Learning Playground” ลงมือทำจริงใน Experience LAB

 
วันนี้(13 มิ.ย.69) วิทยาลัยศิลปะ สื่อ และเทคโนโลยี (CAMT) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จัดงาน “วันประชุมผู้ปกครองและปฐมนิเทศนักศึกษาใหม่ ประจำปีการศึกษา 2569” อย่างเป็นทางการ เพื่อต้อนรับนักศึกษาใหม่และผู้ปกครองเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย แนะนำรูปแบบการเรียนการสอน การปรับตัวสำหรับการใช้ชีวิตในระดับอุดมศึกษา ตลอดจนการแนะนำกิจกรรมนักศึกษาที่จะช่วยเสริมสร้างทักษะทางสังคม (Soft Skills) ควบคู่ไปกับความรู้ทางวิชาการแนะนำทิศทางการเรียนการสอนรวมถึงกิจกรรมนักศึกษาใหม่ พร้อมแสดงศักยภาพในการจัดการศึกษาที่มุ่งเน้นการปฏิบัติจริงตอบโจทย์ความต้องการของภาคอุตสาหกรรมดิจิทัลในอนาคต บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความอบอุ่น โดยได้รับเกียรติจาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. วรวิชญ์  จันทร์ฉาย คณบดีพร้อมทีมผู้บริหารคณาจารย์ และตัวแทนนักศึกษารุ่นพี่ ร่วมให้การต้อนรับผู้ปกครองและนักศึกษาใหม่อย่างใกล้ชิด

โอกาสนี้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วรวิชญ์ จันทร์ฉาย คณบดีวิทยาลัยศิลปะ สื่อ และเทคโนโลยี ได้ให้เกียรติเป็นประธานกล่าวเปิดงานต้อนรับ พร้อมทั้งกล่าวถึงทิศทางการจัดการศึกษาของวิทยาลัยฯ ว่า”วิทยาลัยศิลปะ สื่อ และเทคโนโลยี มีเป้าหมายสูงสุดในการผลิตบัณฑิตให้มีความพร้อมและสามารถปรับตัวรับมือกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของโลกเทคโนโลยี ทิศทางการศึกษาของเราในปัจจุบันและอนาคตจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การบรรยายในห้องเรียน แต่เรามุ่งสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ให้เป็น ‘Learning Playground’ หรือพื้นที่แห่งการเรียนรู้ที่เปิดกว้างให้นักศึกษาได้กล้าคิด กล้าทดลองทำ และสามารถเรียนรู้จากประสบการณ์จริง การจัดงานในวันนี้จึงเป็นโอกาสอันดีที่จะสร้างความมั่นใจให้กับผู้ปกครองว่า วิทยาลัยฯ มีความพร้อมในทุกมิติที่จะดูแลและบ่มเพาะบุตรหลานของท่าน ให้ก้าวออกไปเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพของประเทศ”

 
นอกจากนี้ ในงานผู้ปกครองและนักศึกษาใหม่เข้าเยี่ยมชมและเปิดประสบการณ์ใน Experience LAB ซึ่งเป็นพื้นที่ปฏิบัติการที่รวบรวมเทคโนโลยีและนวัตกรรมอันทันสมัยของวิทยาลัยฯ โดยมุ่งหวังให้ผู้ร่วมงานได้เห็นภาพจำลองของการเรียนการสอนในรูปแบบ Learning Playground อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งพื้นที่แห่งนี้จะเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ลงมือปฏิบัติจริง (Hands-on Experience) ผ่านการทำโปรเจกต์และการจำลองการทำงานเสมือนจริง ร่วมกับโจทย์จากภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม เพื่อส่งเสริมความรู้ทางด้านเทคโนโลยีใหม่ๆ (Emerging Technology) ให้นักศึกษามีประสบการณ์ตรงและพร้อมทำงานได้ทันทีหลังสำเร็จการศึกษา

วิทยาลัยศิลปะ สื่อ และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ยังคงเดินหน้าพัฒนาหลักสูตรและยกระดับพื้นที่การเรียนรู้อย่างต่อเนื่องเพื่อตอกย้ำการเป็นสถาบันการศึกษาชั้นนำด้านดิจิทัลและเทคโนโลยี ที่พร้อมสนับสนุนทุกความมุ่งมั่นของนักศึกษาให้ประสบความสำเร็จในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล

เชียงใหม่ ตำรวจเชียงใหม่ เปิดโครงการฝึกเพิ่มประสิทธิภาพด้านยุทธวิธี Six Man Team & สายตรวจโดรนแห่งแรกของประเทศ(คลิป)

ตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ เปิดโครงการฝึกเพิ่มประสิทธิภาพด้านยุทธวิธี Six Man Team & สายตรวจโดรน แห่งแรกของประเทศ ยกระดับความพร้อมรับมืออาชญากรรมยุคใหม่

วันนี้(11 มิ.ย.69) ที่ห้องประชุมชั้น 2 ตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5 เป็นประธานในพิธีเปิด “โครงการฝึกเพิ่มประสิทธิภาพด้านยุทธวิธี (Six Man Team & สายตรวจโดรน) ตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569” โดยมี พล.ต.ต.ยุทธนา แก่นจันทร์ ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่ พร้อมด้วย นายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ และผู้แมนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม

โครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มพูนความรู้ ทักษะ และขีดความสามารถด้านยุทธวิธีของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ให้พร้อมรับมือกับสถานการณ์อาชญากรรมที่มีความซับซ้อนและรุนแรงมากขึ้นในปัจจุบัน อาทิ เหตุจับตัวประกัน คดียาเสพติด การรักษาความปลอดภัยบุคคลสำคัญ และเหตุร้ายแรงที่ผู้ก่อเหตุมีการใช้อาวุธ โดยมุ่งเน้นการฝึกปฏิบัติที่ถูกต้องตามหลักยุทธวิธี ลดความสูญเสียทั้งต่อเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานและประชาชน

ด้านผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 กล่าวว่า ตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ได้จัดหาอากาศยานไร้คนขับ (Drone) จำนวน 40 เครื่อง ถือว่าเป็นจังหวัดแรกที่นำโดรนมาใช้ปฏิบัติช่วยเหตุอาชญากรรมต่างๆ และเพื่อสนับสนุนภารกิจของหน่วยงานในสังกัด ทั้งสถานีตำรวจและกองกำกับการสืบสวน พร้อมพัฒนาหลักสูตร “สายตรวจโดรน” เพื่อให้ข้าราชการตำรวจมีความรู้ความเข้าใจ สามารถนำเทคโนโลยีดังกล่าวไปใช้สนับสนุนงานด้านการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม งานสืบสวน และงานจราจร ได้อย่างมีประสิทธิภาพและครอบคลุมทุกมิติ

ทั้งนี้โครงการดังกล่าวยังเป็นการยกระดับมาตรฐานการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจให้เป็นไปในแนวทางเดียวกัน ทันต่อรูปแบบการก่อเหตุสมัยใหม่ สามารถระงับยับยั้งเหตุการณ์ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ สร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ตลอดจนเสริมสร้างความเชื่อมั่นและศรัทธาของประชาชนที่มีต่อการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจ

ในโอกาสนี้ ตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ได้กล่าวขอบคุณสหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจเชียงใหม่ จำกัด ที่ให้การสนับสนุนงบประมาณในการดำเนินโครงการ จำนวน 2,000,000 บาท เพื่อร่วมพัฒนาศักยภาพกำลังพลและสนับสนุนภารกิจด้านการรักษาความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่อย่างต่อเนื่อง

#ตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ #CMPD #สายตรวจโดรนเชียงใหม่ #SixManTeam

เชียงใหม่ ช่วงฤดูฝนพาเที่ยว 2 น้ำตกในพื้นที่อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่(คลิป)

ช่วงฤดูฝนพาเที่ยว 2 น้ำตกในพื้นที่อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ ชมความสวยงามของน้ำตกห้วยหอย นักท่องเที่ยวสามารถเดินผ่านม่านน้ำตกเข้าไปข้างในได้ ขณะที่น้ำตกประตูเมืองก็มีความสวยงามไม่แพ้กัน

ช่วงฤดูฝนพานักท่องเที่ยวเดินทางความสวยงามของน้ำตกห้วยหอย ตั้งในพื้นที่บ้านห้วยหอย ตำบลแม่วิน อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ นักท่องเที่ยวสามารถนำรถยนต์ไปจอดท้ายหมู่บ้านจากนั้นเดินเท้าลัดเลาะแนวชานป่าเข้าไปยังบริเวณน้ำตกระยะทางประมาณเกือบ 2 กิโลเมตร ท่ามกลางต้นไม้ที่เขียวขจีสองข้างทางในฤดูฝนทำให้การเดินไปถึงน้ำตกได้คลายหายเหนื่อย ส่วนรถจักรยานยนต์ที่มีความชำนาญสามารถขี่เข้าไปได้ แต่ถนนบางช่วงมีหลุมและทางขรุขระและบางเส้นทางก็ลื่นเนื่องจากฝนตก

เมื่อไปถึงบริเวณน้ำตกห้วยหอยพบว่า เป็นน้ำตกที่มีความสวยงาม ไฮไลต์ของน้ำตกห้วยหอยคือเราสามารถเดินผ่านม่านน้ำตกไปทางด้านหลังได้ เป็นน้ำตกที่เรายกให้เป็นอีกหนึ่งความมหัศจรรย์ เมื่อใครมาที่นี่ไม่ผิดหวังแน่นอน ซึ่งก็มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ต่างเดินทางมาเที่ยวอย่างไม่ขาดสายถึงแม้จะเป็นช่วงฤดูฝนก็ตาม

นอกจากนี้ที่น้ำตกห้วยหอยก็ยังมีเซเว่นเคลื่อนที่เอาไว้คอยให้บริการกับนักท่องเที่ยว โดยชาวเขาเผ่ากระเหรี่ยงหรือ”ปกาเกอะญอ” (หรือที่มักสะกดว่า ปกาเกอะญอ) ซึ่งอาศัยในพื้นที่ใกล้กับน้ำตกจะนำเครื่องดื่มอาหารแห้งและของที่ระลึกมาขายให้กับนักท่องเที่ยว เพราะบริเวณดังกล่าวจะไม่มีอาหารหรือน้ำดื่มขายเลย

จากน้ำตกห้วยหอยแล้ว ในพื้นที่แม่วิน ยังมีน้ำตกที่สวยงามอยู่อีกแห่ง นั้นคือน้ำตกประตูเมือง เป็นน้ำตกกลางป่า เป็นสายน้ำไหลผ่านหุบเขา ท่ามกลางป่าไม้ธรรมชาติ บรรยากาศเงียบสงบ น้ำตกที่มีความสวยงามอีกแห่งหนึ่ง ผู้ที่เดินทางควรใช้รถออฟโรดในการเข้าถึงพื้นที่เนื่องจากเป็นพื้นที่ป่า ระยะทางดินประมาณ 3 กม. เข้าสู่สวนครูแก้ว แนะนำให้ติดต่อก่อน เพราะไม่มีป้ายบอกทางครับ หรือสอบถามเส้นทาง: 095-3842924 ครูแก้ว

เชียงใหม่ ทัพนักกีฬาสปาร์ตันทั่วโลกกว่า 3 พันและกว่า 30 ประเทศบุกเชียงใหม่ ร่วมการแข่งขันรายการ “2026 Chiang Mai Spartan Weekend & HH4HR” (คลิป)

 

ทัพนักกีฬาสปาร์ตันทั่วโลกกว่า 3 พันและกว่า 30 ประเทศบุกเชียงใหม่ เตรียมเส้นทางสู่สนามระดับโลก Spartan SUPER World Championship 2026 สิ้นปีนี้ คาดเงินสะพัดสู่จังหวัดเชียงใหม่กว่า 150 ล้านบาท ในวันที่ 6-7 มิ.ย. 2569 ณ ลานเนินนุ่มและห้วยตึงเฒ่า จังหวัดเชียงใหม่

 
วันนี้(5 มิ.ย.69) ที่ห้อง ibis4 โรงแรม ibis Styles Chiang Mai จังหวัดเชียงใหม่ ได้มีการแถลงข่าวเทศกาลการแข่งขันวิ่งวิบากฝ่าด่านลิขสิทธิ์อันดับหนึ่งของโลก รายการ “2026 Chiang Mai Spartan Weekend & HH4HR” คุณบุญลือ ธรรมธรานุรักษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ รวมแถลงข่าว โดยมีคุณพัฒนชัย สิงหะวาระ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาการจัดงานเมกะอีเวนท์และเทศกาลนานาชาติ  สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) – TCEB พร้อมด้วย พ.อ. ขวัญเอก รัชดาธนวัฒน์ ผู้บังคับกองพัน มณฑลทหารบกที่ 33, และคุณบุญเพิ่ม อินทนปสาธน์ CEO – Runrio Thailand ร่วมกันประกาศ ความพร้อมในการจัด ร่วมด้วย 
Mr. Mark Laurence Agmata, Onsite Race Director 
Mr. Julien Vigroux, Co- Race Director 
Mr. Ricky Sahni, Co- Race Director
Mr. Jim Bullard, Krypteia, Hurricane Heat
Official Spartan Race Thailand Brand Ambassadors 2026

ทั้งนี้ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) (TCEB) ผนึกกำลังกับ สำนักงานส่งเสริมการท่องเที่ยวและกีฬากองทัพบก, จังหวัดเชียงใหม่ และ Runrio Thailand ร่วมกันจัดเทศกาลการแข่งขันวิ่งวิบากฝ่าด่านลิขสิทธิ์อันดับหนึ่งของโลก รายการ “2026 Chiang Mai Spartan Weekend & HH4HR” ณ ลานเนินนุ่มและห้วยตึงเฒ่า จังหวัดเชียงใหม่ ในวันที่ 6-7 มิถุนายน 2569 ซึ่งเป็นดึงลิขสิทธิ์งานระดับโลกและการร่วมกันขับเคลื่อนในทุกภาคส่วน เพื่อยกระดับในกาสร้างรายได้เชิงเศรษฐกิจในพื้นที่จัดงาน โดยมีวัตถุประสงค์เป็นการพัฒนาและส่งเสริมพื้นที่ของกองทัพบก เพื่อประโยชน์แก่ประชาชนด้านการท่องเที่ยว รวมทั้งการสนับสนุนด้านพื้นที่การจัดงาน Spartan Chiangmai ในครั้งนี้ โดยจังหวัดเชียงใหม่ เป็นพื้นที่รองรับการจัดงานลิขสิทธิ์ระดับโลก และการต้อนรับนักกีฬาและผู้ติดตามจากทั่วประเทศและทั่วโลก โดยมีผู้สนับสนุนการจัดงานทั้ง DAIRY HOME / RAW / POCARI SWEAT  / Bangkok Sport Massage / The Movement Playground / ibis STYLES CHIANG MAI

“2026 Chiang Mai Spartan Weekend & HH4HR” เป็นการจัดงานในอีกหนึ่งปีของเทศกาลวิ่งวิบากฝ่าด่านอุปสรรคลิขสิทธิ์ระดับโลก Spartan Race ที่จัดขึ้นที่จังหวัดเชียงใหม่อย่างต่อเนื่อง พร้อมยินดีต้อนรับนักกีฬาสปาร์ตัน ผู้ติดตาม และนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกด้วยวิถีชีวิตพื้นเมืองอันเป็นเอกลักษณ์ อาหารแสนอร่อย สถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติและดอยต่างๆ ที่สวยงาม ซึ่งเป็นสนามให้เหล่านักกีฬาสปาร์ตันกว่า 3 พันคนจากกว่า 30 ประเทศที่จะมาบุกจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อได้พิสูจน์ตัวเองกับขีดจำกัดที่มี ก้าวผ่านบททดสอบกับคนที่คุณอาจไม่รู้จักมาก่อน ณ ลานเนินนุ่มและห้วยตึงเฒ่า พร้อมคาดการณ์เงินสะพัดสู่พื้นที่จัดงานในจังหวัดเชียงใหม่กว่า 150 ล้านบาท อีกทั้งเป็นการเตรียมพร้อมเส้นทางสู่สนามระดับโลก 2026 Spartan Super World Championship & Trifecta Weekend ในช่วงเดือนธันวาคมปนี้ ไม่ว่าคุณจะมา “ล่าเหรียญ” หรือ “ล่าประสบการณ์” ที่นี่คือจุดเริ่มต้นของชัยชนะของคุณ

สำหรับการแข่งขัน “2026 Chiang Mai Spartan Weekend & HH4HR” ประลองความแข็งแกร่งกัน ณ ลานเนินนุ่มและห้วยตึงเฒ่า พร้อมตะลุยผ่านสรภูมิประเทศเส้นทางป่า และสิ่งกีดขวางริมทะเลสาบ โดยมีภูเขาอันเป็นสัญลักษณ์ของเชียงใหม่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหลัง พร้อมประสบการณ์ที่ยากจะลืมเลือน ด้วยสิ่งกีดขวาง OCR ระดับโลกแบบสปาร์ตันรออยู่ในการทดสอบสุดโหด 4 ชั่วโมงแบบไม่หยุดพัก ออกแบบมาเพื่อผลักดันขีดจำกัดของเหล่านักกีฬาสปาร์ตัน โดยมีการแข่งขันทั้งหมด ดังนี้ Sprint 5K 20 ด่านอุปสรรค, Super 10K 25 ด่านอุปสรรค, KIDS RACE 1-3K +ด่านอุปสรรค และ Hurricane Heat 4hr สำหรับผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : Spartan Race Thailand (https://www.facebook.com/spartanracethailand)

 

เชียงใหม่ กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 จัดงาน“สำรับชาติพันธุ์ สีสันแห่งล้านนา”(คลิป)

กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 จัดงาน “สำรับชาติพันธุ์ สีสันแห่งล้านนา” ชูอัตลักษณ์อาหารพื้นถิ่น สืบสานวัฒนธรรม 7 ชาติพันธุ์ล้านนา

วันนี้ (30 พ.ค. 69) ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงใหม่ แอร์พอร์ต อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ นายบุญลือ ธรรมธรานุรักษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ และนายอิทธิรัฐ สินารักษ์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ เปิดงาน “สำรับชาติพันธุ์ สีสันแห่งล้านนา” ที่กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 ประกอบด้วย จังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง และแม่ฮ่องสอน จัดขึ้นระหว่างวันที่ 30–31 พฤษภาคม 2569 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงใหม่ แอร์พอร์ต เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมผ่านอัตลักษณ์อาหารพื้นถิ่น และสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจให้กับชุมชนในพื้นที่

โดยภาคเหนือตอนบน 1 ถือเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวสำคัญของภาคเหนือที่มีความโดดเด่นด้านประเพณี ศิลปวัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยเฉพาะความหลากหลายทางชาติพันธุ์ที่สืบทอดวิถีชีวิตและวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์มาอย่างยาวนาน ประกอบด้วย 7 ชาติพันธุ์หลัก ได้แก่ ปกาเกอะญอ (กะเหรี่ยง) ลัวะ ไทลื้อ ไทยวน ดาราอั้ง ไทใหญ่ และไทเขิน ซึ่งล้วนมีมรดกทางวัฒนธรรม อาหาร และวิถีชีวิตที่แตกต่างและทรงคุณค่า และการจัดงานครั้งนี้มุ่งนำเสนอเสน่ห์ของอาหารชาติพันธุ์และอาหารพื้นถิ่นล้านนา เชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม การท่องเที่ยวโดยชุมชน และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ให้แก่นักท่องเที่ยว พร้อมส่งเสริมการกระจายรายได้สู่ชุมชนและผู้ประกอบการในท้องถิ่น

ภายในงานมีกิจกรรมที่น่าสนใจ เช่น การลิ้มลองอาหารชาติพันธุ์หาทานยาก เมนูพื้นถิ่นรสดั้งเดิมจากวัตถุดิบชุมชนที่สะท้อนภูมิปัญญาการจัดการทรัพยากรของกลุ่มชาติพันธุ์ การสาธิตการปรุงอาหารพื้นถิ่น การประกวดเชฟอาหารเพื่อการท่องเที่ยววัฒนธรรมชาติพันธุ์ กิจกรรมให้ความรู้และเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านการท่องเที่ยวโดยชุมชน ตลอดจนการจำหน่ายอาหารและผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรมจากผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยว

เชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ โดยสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมกับกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 ร่วมกันเปิดกิจกรรมประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาองค์ความรู้ด้านอาหารเพื่อการท่อเที่ยววัฒนธรรมชาติพันธุ์(คลิป)

จังหวัดเชียงใหม่ โดยสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมกับกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 ร่วมกันเปิดกิจกรรมประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาองค์ความรู้ด้านอาหารเพื่อการท่อเที่ยววัฒนธรรมชาติพันธุ์ภายใต้โครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวชาติพันธุ์สีสันแห่งล้านนา

วันนี้(27 พค.69) ที่โรงแรมเชียงใหม่แกรนด์วิว จังหวัดเชียงใหม่ นายบุญลือ ธรรมธรานุรักษ์ รองผู้ว่าราชกาาจังหวัดเชียงใหม่ นายอิทธิรัฐ สินารักษ์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ และหน่วยงานเกี่ยวข้องร่วมกิจกรรมประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาองค์ความรู้ด้านอาหารเพื่อการท่อเที่ยววัฒนธรรมชาติพันธุ์ ภายใต้โครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวชาติพันธุ์สีสันแห่งล้านนา

จังหวัดเชียงใหม่ โดยสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมกับกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง และแม่ฮ่องสอน จัดพิธีเปิดกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการ “พัฒนาองค์ความรู้ด้านอาหารเพื่อการ ท่องเที่ยววัฒนธรรมชาติพันธุ์” ภายใต้โครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวชาติพันธุ์สีสันแห่งล้านนา กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขัน และสร้างการรับรู้ด้านการท่องเที่ยวเชิงอาหาร (Gastronomy Tourism) อัตลักษณ์ล้านนาสู่สากล

การจัดกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการในครั้งนี้ มุ่งเน้นการส่งเสริมให้ผู้เข้าอบรม ซึ่งประกอบด้วยผู้ประกอบการใน อุตสาหกรรมท่องเที่ยว ร้านอาหาร และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ได้ตระหนักถึงคุณค่าของทุนทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่า นำมา ประยุกต์ ต่อยอด และสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Creation) ให้กับอาหารสร้างสรรค์จากรากเหง้าชาติพันธุ์ บนพื้นฐานของการ บริหารจัดการการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ กิจกรรมดังกล่าวถือเป็นกลไกและฟันเฟืองชิ้นสำคัญในการเตรียมความพร้อมด้านศักยภาพของ ผู้ประกอบการและชุมชน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภาคการท่องเที่ยว กระจายรายได้สู่เศรษฐกิจฐานรากอย่างทั่วถึง พร้อมทั้งสร้าง แรงดึงดูดใจแก่กลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพสูงที่มีกำลังซื้อสูง (High-spending Tourists) ให้เข้ามาเยือนและเกิดการใช้จ่ายใน พื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 มากขึ้น

ทั้งนี้ กิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการดังกล่าว ได้รวบรวมองค์ความรู้ทั้งในภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ จากผู้ทรงคุณวุฒิ และเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและอาหารสร้างสรรค์ของกลุ่มจังหวัดภาคเหนือ ตอนบน 1 ให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป

การจัดงานดังกล่าวมุ่งหวังให้เกิดการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชน และผู้ประกอบการ เพื่อร่วมกันผลักดันอาหารและวัฒนธรรมชาติพันธุ์ล้านนา สู่การเป็นจุดขายสำคัญด้านการท่องเที่ยวของภาคเหนือ และสร้าง การเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนต่อไป

เชียงใหม่ 1 ชีวิตรอดช่วยอีก2ชีวิต”บุญรอด” วัวหนีโรงเชือดช้างคลาน คนช่วยไถ่ชีวิตรอดแล้ว ศรัทธาแห่ทำบุญผ่านสื่อฯ อีก เงินเหลือ นำไปไถ่โคจากโรงฆ่าสัตว์ที่เดียวกันได้อีก 2 ตัว(คลิป)

1ชีวิตรอดช่วยอีก2ชีวิต.. “นางบุญรอด” วัวหนีโรงเชือดช้างคลาน คนช่วยไถ่ชีวิตรอดแล้ว ศรัทธาแห่ทำบุญผ่านสื่อฯ อีก เงินเหลือ นำไปไถ่โคจากโรงฆ่าสัตว์ที่เดียวกันได้อีก 2 ตัว “พระครูอ๊อด” รับมอบส่งมูลนิธิฯ พร้อมอนุโมทนา ผู้ใจบุญแห่ร่วมอิ่มบุญไปตามๆ กัน

กระแสศรัทธาของประชาชน หลั่งไหลอย่างต่อเนื่อง หลังเหตุการณ์ “นางบุญรอด” วัวเพศเมียหลุดจากโรงฆ่าสัตว์ย่านตำบลช้างคลาน อำเภอเมืองเชียงใหม่ วิ่งหนีตายเข้ามาในชุมชนย่านประตูเชียงใหม่ เมื่อช่วงบ่ายวันที่ 22 พฤษภาคม 2569 จนกลายเป็นเรื่องราวสะเทือนใจที่ถูกเผยแพร่ผ่านสื่อมวลชนและสื่อโซเชียลอย่างกว้างขวาง ก่อนจะมีผู้ใจบุญจำนวนมากร่วมกันช่วยไถ่ชีวิตวัวตัวดังกล่าวไว้ได้สำเร็จ

โดยกลุ่มผู้ใจบุญในย่านประตูเชียงใหม่ ได้ร่วมกันเจรจาไถ่ชีวิต “นางบุญรอด” จากเจ้าของวัวมีค่าใช้จ่ายรวมทั้งค่าตัววัว ค่าขนส่ง และค่าใช้จ่ายต่างๆ ประมาณ 20,000 บาท ขณะเดียวกันหลังข่าวแพร่กระจายออกไป มีประชาชนจำนวนมากสอบถามช่องทางร่วมทำบุญเข้ามาทางเพจ “คนล้านนา” และชมรมผู้สื่อข่าวจังหวัดเชียงใหม่ ทางสื่อจึงเปิดบัญชีของ “ชมรมผู้สื่อข่าวจังหวัดเชียงใหม่” เป็นสะพานบุญให้ประชาชนได้ร่วมทำบุญตามกำลังศรัทธา อีกทางหนึ่ง

ใช้เวลาเพียง 1 วัน ก่อนประกาศปิดรับบริจาคในช่วงเช้าวันที่ 23 พฤษภาคม 2569 ปรากฏว่ามีผู้มีจิตศรัทธาร่วมบริจาคเข้ามาเป็นจำนวนมาก บางรายร่วมบุญ 1 บาท 9 บาท หรือแม้กระทั่ง 19 บาท ไปจนถึงหลักร้อยบาท ตามกำลังศรัทธา จนมียอดเงินรวมกว่า 40,000 บาท ซึ่งมากกว่ายอดค่าไถ่ชีวิต “นางบุญรอด” ไปมากพอสมควร ทางผู้เกี่ยวข้องจึงประกาศปิดรับบริจาคทันที

ภายหลังจากประสานหารือกับกลุ่มผู้ใจบุญ รวมถึง พระครูสังฆรักษ์วีรวัฒน์ วีรวัฑฺโน, ผศ. หรือ “พระครูอ๊อด วัดเจดีย์หลวงเชียงใหม่” พระครูอ๊อดได้เมตตาแนะนำว่า เพื่อให้เกิดอานิสงส์ผลบุญร่วมกัน ควรนำเงินบริจาคไปไถ่ชีวิตโคจากโรงฆ่าสัตว์ช้างคลานเพิ่มเติมอีก เพื่อให้อยู่เป็นเพื่อนกับ “นางบุญรอด” ต่อไป

และเนื่องจากยอดบริจาคมีจำนวนมาก หลายฝ่ายจึงเห็นพ้องกันให้ไถ่ชีวิตโคเพิ่มอีก 2 ตัว รวมเป็นทั้งหมด 3 ตัว (รวม “นางบุญรอด”) ก่อนจะนำโคทั้งหมดไปมอบผ่าน “ธนาคารโคกระบือ มูลนิธิศึกษาพัฒนาชนบท วัดป่าดาราภิรมย์” อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อส่งต่อให้เกษตรกรนำไปเลี้ยงดูจนสิ้นอายุขัยตามธรรมชาติต่อไป

ล่าสุด เมื่อช่วงเย็นวันที่ 24 พฤษภาคม 2569 ตัวแทนชมรมผู้สื่อข่าวจังหวัดเชียงใหม่ เพจคนล้านนา พร้อมประชาชนผู้มีจิตศรัทธา ได้เป็นตัวแทนของผู้ใจบุญทุกท่านที่ร่วมกันบริจาคสมทบทุนเข้ามา นำวัวที่ไถ่ชีวิตมาได้จากโรงฆ่าสัตว์แห่งเดียวกันกับที่ “นางบุญรอด” เคยถูกนำไปขาย มาถวายให้กับพระครูอ๊อด ผ่านธนาคารโคกระบือ มูลนิธิศึกษาพัฒนาชนบท วัดป่าดาราภิรมย์ อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่

โดยระหว่างพิธีรับมอบวัว บรรยากาศเต็มไปด้วยความปลื้มปีติของผู้ร่วมงาน ขณะที่โคที่ได้รับการไถ่ชีวิต มีน้ำตาไหลออกมาอย่างน่าประหลาด คล้ายกับดีใจและรับรู้ว่าจะได้เริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง สร้างความซาบซึ้งใจให้กับผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์เป็นอย่างมาก นอกจากนี้ยังทราบอีกว่า วัวทั้งหมดที่ได้รับการไถ่ชีวิตเป็นวัวเพศเมีย และหนึ่งในนั้นยังตั้งท้องอ่อนๆ อีกด้วย

ในโอกาสนี้ พระครูสังฆรักษ์วีรวัฒน์ วีรวัฑฺโน, ผศ. หรือพระครูอ๊อด วัดเจดีย์หลวงเชียงใหม่ พร้อมด้วย พระครูสิริธรรมเมธี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดเจดีย์หลวงวรวิหาร ได้เมตตาทำพิธีรับมอบวัว พร้อมกล่าวสัมโมทนียกถา และร่วมเป็นสักขีพยานในการรับมอบวัวทั้ง 3 ตัว โดยมีตัวแทนชมรมผู้สื่อข่าวจังหวัดเชียงใหม่ เพจคนล้านนา และประชาชนผู้มีจิตศรัทธาเข้าร่วมพิธีจำนวนมาก ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความอิ่มบุญ พร้อมร่วมกล่าวคำว่า “สาธุ ๆ ๆ” ดังก้องทั่วบริเวณพิธี

ทั้งนี้ เงินบริจาคทั้งหมดได้ถูกนำไปใช้ตามเจตนารมณ์ของผู้ร่วมบุญอย่างโปร่งใส โดยหลังจากดำเนินการไถ่ชีวิตโคเพิ่มเติมแล้ว เงินส่วนที่เหลือ (ซึ่งอาจจะมีตกค้างอีกเล็กน้อย) จะมอบให้วัด-มูลนิธิฯ เพื่อใช้เป็นค่าหญ้า อาหาร และค่าใช้จ่ายในการดูแลวัวในพื้นที่ใกล้วัดป่าดาราภิรมย์ต่อไป โดยทางชมรมผู้สื่อข่าวจังหวัดเชียงใหม่ยังได้ร่วมสมทบทุนทำบุญเพิ่มเติมอีกจำนวนหนึ่ง พร้อมจะมีการรายงานความคืบหน้าการดูแลโคทั้ง 3 ตัวให้ประชาชนได้รับทราบต่อไปด้วย

เชียงใหม่ “ยศชนัน” ผนึก วช. – มช. ขับเคลื่อนนวัตกรรมจัดการ PM2.5 เชิงพื้นที่ หนุน “อากาศสะอาดและสายน้ำมั่นคง” เพื่อคุณภาพชีวิตประชาชนภาคเหนืออย่างยั่งยืน(คลิป)

รองนายกรัฐมนตรีฯ ลงพื้นที่ จ.เชียงใหม่ ส่งมอบนวัตกรรม “ห้องลดฝุ่น-FloodBoy” ให้ 8 จังหวัดภาคเหนือ ใช้รับมือวิกฤตฝุ่น PM2.5 และน้ำท่วม

วันนี้(23 พค.69) ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วย ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. ทพญ.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ที่ปรึกษา รมว.อว. นายฉัตริน จันทร์หอม เลขานุการ รมว.อว. ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ นายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เข้าร่วมในพิธีเปิดงาน “การแถลงนโยบายการสนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรมในการจัดการ PM2.5 และวิกฤตแบบครบวงจร และพิธีส่งมอบนวัตกรรมเพื่ออากาศสะอาดและสายน้ำมั่นคง” ณ อาคาร SMC Hub คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวว่า ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 และผลกระทบจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ เป็นความท้าทายสำคัญที่ส่งผลต่อสุขภาพ เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือที่เผชิญสถานการณ์ฝุ่นควันเป็นประจำทุกปี รัฐบาลและกระทรวง อว. ให้ความสำคัญกับการนำองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม มาสนับสนุนการแก้ไขปัญหาเชิงพื้นที่อย่างเป็นระบบ ผ่านการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ มหาวิทยาลัย นักวิจัย ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพื่อพัฒนาแนวทางที่ตอบโจทย์บริบทของแต่ละพื้นที่อย่างแท้จริง

นอกจากนี้ กระทรวง อว. ยังมุ่งผลักดันการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ ทั้งระบบติดตามคุณภาพอากาศแบบเรียลไทม์ ระบบวิเคราะห์และคาดการณ์สถานการณ์ฝุ่นควัน ตลอดจนการสนับสนุนนวัตกรรม “ห้องลดฝุ่นระดับชุมชน” และระบบ “FloodBoy” สำหรับเฝ้าระวังและบริหารจัดการภัยพิบัติ ซึ่งถือเป็นตัวอย่างของการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม และช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่เสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช. ในฐานะหน่วยงานบริหารจัดการทุนวิจัยและนวัตกรรมของประเทศ ภายใต้กระทรวง อว. ได้ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อแก้ไขปัญหา PM2.5 อย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นการสนับสนุนงานวิจัยที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง ทั้งในระดับนโยบาย ระดับพื้นที่ และระดับชุมชน ผ่านการทำงานร่วมกับเครือข่ายมหาวิทยาลัย หน่วยงานวิชาการ และภาคส่วนต่าง ๆ

สำหรับการส่งมอบนวัตกรรมในครั้งนี้ วช. ได้สนับสนุนการพัฒนา “ห้องลดฝุ่นระดับชุมชน” ซึ่งเป็นระบบควบคุมคุณภาพอากาศภายในอาคารสำหรับกลุ่มเปราะบาง รวมถึงระบบ “FloodBoy” ที่ใช้สนับสนุนการเฝ้าระวัง ติดตามสถานการณ์น้ำ และแจ้งเตือนภัยพิบัติแบบเรียลไทม์ เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการข้อมูลและลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชนในพื้นที่ นับเป็นการสะท้อนบทบาทของงานวิจัยและนวัตกรรมในการสร้างความมั่นคงด้านสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน

ภายในงานได้มีการจัดแสดงผลงานนวัตกรรมและงานวิจัย จำนวน 9 ผลงาน จากนักวิจัยมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ประกอบด้วย
1.ผลงาน “นวัตกรรมห้องลดฝุ่นแรงดันบวกควบคู่ระบบเฝ้าระวังอัจฉริยะด้วยเซ็นเซอร์ สำหรับกลุ่มเปราะบางในภาคเหนือ” โดย ศาสตราจารย์ปฏิบัติ ดร.เศรษฐ์ สัมภัตตะกุล จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่
2.ผลงาน “นวัตกรรมระบบลาดตระเวนชี้เป้าด้วยปัญญาประดิษฐ์เพื่อการตรวจจับไฟป่าด้วยข้อมูลภาพจากอากาศยานไร้คนขับ (UAV-AI Forest Fire Detection System)” โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ภูดินันท์ สิงห์คำฟู และคณะ จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่
3.ผลงาน “นวัตกรรมแพลตฟอร์ม Fireman สู้ไฟป่าด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล : รู้ไว-ถึงไว” โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พลภัทร เหมวรรณ จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่
4.ผลงาน “นวัตกรรมแพลตฟอร์ม Big Data สนับสนุนการวางแผนและตัดสินใจแก้ปัญหาฝุ่นควันภาคเหนือ” โดย รองศาสตราจารย์ ดร.รัฐสิทธิ์ สุขะหุต จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่
5.ผลงาน” นวัตกรรมระบบเฝ้าระวังน้ำท่วมน้ำหลาก FloodBoy” โดย ศาสตราจารย์ปฏิบัติ ดร.เศรษฐ์ สัมภัตตะกุล มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
6.ผลงาน “นวัตกรรมโครงการเทคโนโลยีการบริหารจัดการน้ำโดยประยุกต์ใช้นวัตกรรมพลังงานสะอาด : ระบบพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Cell)” โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ฟ้าไพลิน ไชยวรรณ จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่
7.ผลงาน “นวัตกรรมกลไกป้องกันน้ำท่วมโดยชุมชน” โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วรพงศ์ ตระการศิรินนท์ และคณะ จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่
8.ผลงาน “นวัตกรรมระบบการเตือนภัยและแนวทางการป้องกันน้ำท่วมในเขตเมืองจังหวัดเชียงใหม่” โดย รองศาสตราจารย์ชูโชค อายุพงศ์ จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่
9.ผลงาน “นวัตกรรมแผนที่และข้อมูลความสูงของพื้นที่ความแม่นยำสูงพิเศษจากภาพถ่ายทางอากาศ” โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ภูดินันท์ สิงห์คำฟู จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ถัดมา เป็นพิธีมอบนวัตกรรม จำนวน 2 ผลงาน ดังนี้ ผลงานนวัตกรรม “ห้องลดฝุ่นแรงดันบวกควบคู่ระบบเฝ้าระวังอัจฉริยะด้วยเซ็นเซอร์ สำหรับกลุ่มเปราะบาง” และ ผลงานนวัตกรรม “FloodBoy” ให้กับหน่วยงานในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 38 หน่วยงาน ในพื้นที่ภาคเหนือ

ทั้งนี้ กระทรวง อว. และภาคีเครือข่ายจะเดินหน้าสนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรมโดยมุ่งหวังให้เกิดการบูรณาการองค์ความรู้ เทคโนโลยี และเครือข่ายความร่วมมือในทุกภาคส่วน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ภาคเหนืออย่างยั่งยืนต่อไป

#กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม #MHESI #กระทรวงอว #อว #วิจัยและนวัตกรรม #อุดมศึกษา

เชียงใหม่ ผู้ประกอบการโรงแรมวอนรัฐหามาตรการช่วยเหลือหลังต้นทุนเพิ่มร้อยละ 30 มาตรการยกเลิกวีซ่า 60 วันเห็นด้วยด้านความมั่นคง(คลิป)

ผู้ประกอบการโรงแรมวอนรัฐหามาตรการช่วยเหลือหลังต้นทุนเพิ่มร้อยละ 30 มาตรการยกเลิกวีซ่า 60 วันเห็นด้วยด้านความมั่นคง แต่ด้นเศรษบกิจต้องหามาตรการเข้ามากระตุ้น โดยเแพาะเทรนของนักท่องเที่ยวแทบเอเซีย โดยเฉพาะจีนรุ่นใหม่ จะเที่ยวระยะสั่น ขอวีซ่าผ่านแดนชั่วคราวหน้าด่าน ใช้เวลาช่วงวันหยุดเข้ามาแบบสั่นๆ โดยเฉพาะตามเมืองสำคัญ

นายพรชัย จิตรนวเสถียร ผู้ประกอบการโรงแรม ในตัวเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่าจากที่รัฐบาลได้ยกเลิกซีซ่า 60 วัน ของประเทศต่างๆ ไปแล้วนั้น หากเพื่อความั่นคงก็เห็นด้วยกับมาตรการดังกล่าว แต่ด้านเศรษฐกิจขณะนี้ด้านการท่องเที่ยวได้รับผลกระทบเป็นอย่างมาก จำนวนนักท่องเที่ยวลดลง การเดิทางของนักท่องเที่ยวไทยก็ลดลง จากปัจจัยของสงคราม ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูง สินค้าปรับขึ้น เศรษฐกิจชะลอตัวลงมากขึ้น ทำให้ต้นทุนของผู้ประกอบการโรงแรมเพิ่มสูงขึ้นกว่าร้อยละ 30 แนวโน้มจะปรับเพิ่มขึ้นหากรัฐบาลยังไม่หามาตรการเข้ามาช่วยเหลือเพราะรายได้ลด แต่รายจ่ายคงที่และเพิ่มขึ้น จะเห็นการปิดกิจการ หยุดกิจการชั่วคราวลงไป ของโรงแรมขนาดเล็กและกลาง รวมไปถึงขนาดใหญ่ที่ยังไม่ฟื้นกลับมา

ในห้วงระยะ 1 -2 เดือนที่ผ่านมาจะเห็นการท่องเที่ยวแบบชั่วคราวระยะสั้นของนักท่องเที่ยวแถบเอเซีย โดยเฉพาะจีน คนรุ่นใหม่ที่กำลังเป็นเทรนนิยมมาก ใช้เวลาช่วงวันหยุดของระหว่างสัปดาห์เข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยตามเมืองสำคัญต่างๆ โดยเฉพาะจังหวัดเชียงใหม่ ไปตามสถานที่สำคัญถ่ายภาพ เซลฟี่ เช็คอิน กิน ช้อปใช้ มีการใช้จ่ายไม่มากใช้เงินเพี่ยง 2-3 หมื่นบาทเดินทางเข้ามาแล้วเดินทางกลับ ไปเรียนหนักสือ หรือไปทำงานต่อเช้าวันทำงาน หรือเรียนหนักสือ ซึ่งจะเน้นท่องเที่ยวในตัวเมืองเป็นหลัก หวังให้รัฐบาลเร่งทบทวนการขอวีซ่าชั่วคราวหน้าด่าน หรือ Visa on Arrival (VOA) เพิ่มประเทศที่แถบใกล้เคียงบ้านเรามากขึ้น อาจจะยกเว้นประเทศที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงของไทย เพราะการท่องเที่ยวแบบนี้ใช้ระยะเวลาสั้น แต่ยังมีการใช้จ่ายพอจะเข้ามากระตุ้นเศรษบกิขของผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวและภาคบริการได้ ในห้วงของกรีนซีซั่น เพราะเท่าที่มีข้อมูลเหลือเพียง 4 ประเทศเท่านั้น และรัฐบาลเร่งหามาตรการต่างๆ เข้ามาช่วยเหลือเพื่อไม่ให้เกิดโดมิโน่ล้มของภาคการท่องเที่ยวอีกครั้งหลังจากเกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด -19 เพราะบางรายยังไม่กลับมา หรือหันกลับมากประกอบการอีก

เชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ โดยสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ เตรียมจัดงาน “สำรับชาติพันธุ์สีสันแห่ง ล้านนา”(คลิป)

จังหวัดเชียงใหม่ โดยสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมกับกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง และแม่ฮ่องสอน เตรียมจัดงาน “สำรับชาติพันธุ์สีสันแห่ง ล้านนา” ภายใต้โครงการ “ส่งเสริมการท่องเที่ยวชาติพันธุ์สีสันแห่งล้านนา” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เพื่อส่งเสริมและยกระดับการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวเชิงอาหาร ผ่านอัตลักษณ์ของชาติพันธุ์ล้านนา ซึ่งมีความโดดเด่นทั้งด้านอาหาร วิถีชีวิต ภาษา ประเพณี และภูมิปัญญาท้องถิ่นอันทรงคุณค่า

วันนี้(18 พค.69) ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเชียงใหม่แอร์พอร์ต จังหวัดเชียงใหม่ นายบุญลือ ธรรมธรานุรักษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานเปิดแถลงข่าว “สำรับชาติพันธุ์สีสันแห่ง ล้านนา” ภายใต้โครงการ “ส่งเสริมการท่องเที่ยวชาติพันธุ์สีสันแห่งล้านนา” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมกับกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง และแม่ฮ่องสอน เพื่อส่งเสริมและยกระดับการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวเชิงอาหาร ผ่านอัตลักษณ์ของชาติพันธุ์ล้านนา ซึ่งมีความโดดเด่นทั้งด้านอาหาร วิถีชีวิต ภาษา ประเพณี และภูมิปัญญาท้องถิ่นอันทรงคุณค่า

นายบุญลือ กล่าวว่า เสน่ห์ของล้านนาไม่ได้มีเพียงแหล่ง ท่องเที่ยวที่สวยงาม แต่ยังรวมถึงอาหารพื้นถิ่น วิถีชีวิต และวัฒนธรรมชาติพันธุ์ที่สืบทอดมาอย่างยาวนาน ซึ่ง ถือเป็นทุนทางวัฒนธรรมสำคัญในการต่อยอดสู่การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน โดยการจัดงาน “สำรับชาติพันธุ์ สีสันแห่งล้านนา” จะช่วยเชื่อมโยงชุมชน ผู้ประกอบการ และนักท่องเที่ยว ผ่านเสน่ห์ของอาหารและอัตลักษณ์ล้านนา เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ทางการท่องเที่ยวให้กับผู้มาเยือน

ด้านนายอิทธิรัฐ สินารักษ์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า สำนักงานการท่องเที่ยวและ กีฬาจังหวัดเชียงใหม่ เล็งเห็นถึงศักยภาพของการท่องเที่ยวเชิงอาหาร ซึ่งถือเป็น Soft Power สำคัญในการ ดึงดูดนักท่องเที่ยวยุคใหม่ จึงได้ดำเนินโครงการ “ส่งเสริมการท่องเที่ยวชาติพันธุ์สีสันแห่งล้านนา” ผ่าน 3 กิจกรรมหลัก ได้แก่ การประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาองค์ความรู้ด้านอาหารชาติพันธุ์ ระหว่างวันที่ 27 – 28พฤษภาคม 2569, การประกวดและสาธิตเมนูอาหารพื้นถิ่น ระหว่างวันที่ 30 – 31 พฤษภาคม 2569 และ กิจกรรมส่งเสริมเส้นทางท่องเที่ยวเชิงอาหารชาติพันธุ์ล้านนา เพื่อสร้างการรับรู้ กระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวและยกระดับเศรษฐกิจชุมชนในพื้นที่ทั้ง 4 จังหวัด

ทั้งนี้ การจัดงานดังกล่าวมุ่งหวังให้เกิดการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชนประกอบการ เพื่อร่วมกันผลักดันอาหารและวัฒนธรรมชาติพันธุ์ล้านนา สู่การเป็นจุดขายสำคัญด้านการของภาคเหนือ และสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนต่อไป