เชียงใหม่ “ยศชนัน” ผนึก วช. – มช. ขับเคลื่อนนวัตกรรมจัดการ PM2.5 เชิงพื้นที่ หนุน “อากาศสะอาดและสายน้ำมั่นคง” เพื่อคุณภาพชีวิตประชาชนภาคเหนืออย่างยั่งยืน(คลิป)

รองนายกรัฐมนตรีฯ ลงพื้นที่ จ.เชียงใหม่ ส่งมอบนวัตกรรม “ห้องลดฝุ่น-FloodBoy” ให้ 8 จังหวัดภาคเหนือ ใช้รับมือวิกฤตฝุ่น PM2.5 และน้ำท่วม

วันนี้(23 พค.69) ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วย ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. ทพญ.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ที่ปรึกษา รมว.อว. นายฉัตริน จันทร์หอม เลขานุการ รมว.อว. ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ นายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เข้าร่วมในพิธีเปิดงาน “การแถลงนโยบายการสนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรมในการจัดการ PM2.5 และวิกฤตแบบครบวงจร และพิธีส่งมอบนวัตกรรมเพื่ออากาศสะอาดและสายน้ำมั่นคง” ณ อาคาร SMC Hub คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวว่า ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 และผลกระทบจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ เป็นความท้าทายสำคัญที่ส่งผลต่อสุขภาพ เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือที่เผชิญสถานการณ์ฝุ่นควันเป็นประจำทุกปี รัฐบาลและกระทรวง อว. ให้ความสำคัญกับการนำองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม มาสนับสนุนการแก้ไขปัญหาเชิงพื้นที่อย่างเป็นระบบ ผ่านการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ มหาวิทยาลัย นักวิจัย ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพื่อพัฒนาแนวทางที่ตอบโจทย์บริบทของแต่ละพื้นที่อย่างแท้จริง

นอกจากนี้ กระทรวง อว. ยังมุ่งผลักดันการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ ทั้งระบบติดตามคุณภาพอากาศแบบเรียลไทม์ ระบบวิเคราะห์และคาดการณ์สถานการณ์ฝุ่นควัน ตลอดจนการสนับสนุนนวัตกรรม “ห้องลดฝุ่นระดับชุมชน” และระบบ “FloodBoy” สำหรับเฝ้าระวังและบริหารจัดการภัยพิบัติ ซึ่งถือเป็นตัวอย่างของการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม และช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่เสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช. ในฐานะหน่วยงานบริหารจัดการทุนวิจัยและนวัตกรรมของประเทศ ภายใต้กระทรวง อว. ได้ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อแก้ไขปัญหา PM2.5 อย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นการสนับสนุนงานวิจัยที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง ทั้งในระดับนโยบาย ระดับพื้นที่ และระดับชุมชน ผ่านการทำงานร่วมกับเครือข่ายมหาวิทยาลัย หน่วยงานวิชาการ และภาคส่วนต่าง ๆ

สำหรับการส่งมอบนวัตกรรมในครั้งนี้ วช. ได้สนับสนุนการพัฒนา “ห้องลดฝุ่นระดับชุมชน” ซึ่งเป็นระบบควบคุมคุณภาพอากาศภายในอาคารสำหรับกลุ่มเปราะบาง รวมถึงระบบ “FloodBoy” ที่ใช้สนับสนุนการเฝ้าระวัง ติดตามสถานการณ์น้ำ และแจ้งเตือนภัยพิบัติแบบเรียลไทม์ เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการข้อมูลและลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชนในพื้นที่ นับเป็นการสะท้อนบทบาทของงานวิจัยและนวัตกรรมในการสร้างความมั่นคงด้านสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน

ภายในงานได้มีการจัดแสดงผลงานนวัตกรรมและงานวิจัย จำนวน 9 ผลงาน จากนักวิจัยมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ประกอบด้วย
1.ผลงาน “นวัตกรรมห้องลดฝุ่นแรงดันบวกควบคู่ระบบเฝ้าระวังอัจฉริยะด้วยเซ็นเซอร์ สำหรับกลุ่มเปราะบางในภาคเหนือ” โดย ศาสตราจารย์ปฏิบัติ ดร.เศรษฐ์ สัมภัตตะกุล จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่
2.ผลงาน “นวัตกรรมระบบลาดตระเวนชี้เป้าด้วยปัญญาประดิษฐ์เพื่อการตรวจจับไฟป่าด้วยข้อมูลภาพจากอากาศยานไร้คนขับ (UAV-AI Forest Fire Detection System)” โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ภูดินันท์ สิงห์คำฟู และคณะ จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่
3.ผลงาน “นวัตกรรมแพลตฟอร์ม Fireman สู้ไฟป่าด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล : รู้ไว-ถึงไว” โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พลภัทร เหมวรรณ จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่
4.ผลงาน “นวัตกรรมแพลตฟอร์ม Big Data สนับสนุนการวางแผนและตัดสินใจแก้ปัญหาฝุ่นควันภาคเหนือ” โดย รองศาสตราจารย์ ดร.รัฐสิทธิ์ สุขะหุต จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่
5.ผลงาน” นวัตกรรมระบบเฝ้าระวังน้ำท่วมน้ำหลาก FloodBoy” โดย ศาสตราจารย์ปฏิบัติ ดร.เศรษฐ์ สัมภัตตะกุล มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
6.ผลงาน “นวัตกรรมโครงการเทคโนโลยีการบริหารจัดการน้ำโดยประยุกต์ใช้นวัตกรรมพลังงานสะอาด : ระบบพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Cell)” โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ฟ้าไพลิน ไชยวรรณ จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่
7.ผลงาน “นวัตกรรมกลไกป้องกันน้ำท่วมโดยชุมชน” โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วรพงศ์ ตระการศิรินนท์ และคณะ จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่
8.ผลงาน “นวัตกรรมระบบการเตือนภัยและแนวทางการป้องกันน้ำท่วมในเขตเมืองจังหวัดเชียงใหม่” โดย รองศาสตราจารย์ชูโชค อายุพงศ์ จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่
9.ผลงาน “นวัตกรรมแผนที่และข้อมูลความสูงของพื้นที่ความแม่นยำสูงพิเศษจากภาพถ่ายทางอากาศ” โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ภูดินันท์ สิงห์คำฟู จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ถัดมา เป็นพิธีมอบนวัตกรรม จำนวน 2 ผลงาน ดังนี้ ผลงานนวัตกรรม “ห้องลดฝุ่นแรงดันบวกควบคู่ระบบเฝ้าระวังอัจฉริยะด้วยเซ็นเซอร์ สำหรับกลุ่มเปราะบาง” และ ผลงานนวัตกรรม “FloodBoy” ให้กับหน่วยงานในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 38 หน่วยงาน ในพื้นที่ภาคเหนือ

ทั้งนี้ กระทรวง อว. และภาคีเครือข่ายจะเดินหน้าสนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรมโดยมุ่งหวังให้เกิดการบูรณาการองค์ความรู้ เทคโนโลยี และเครือข่ายความร่วมมือในทุกภาคส่วน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ภาคเหนืออย่างยั่งยืนต่อไป

#กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม #MHESI #กระทรวงอว #อว #วิจัยและนวัตกรรม #อุดมศึกษา

เชียงใหม่ ผู้ประกอบการโรงแรมวอนรัฐหามาตรการช่วยเหลือหลังต้นทุนเพิ่มร้อยละ 30 มาตรการยกเลิกวีซ่า 60 วันเห็นด้วยด้านความมั่นคง(คลิป)

ผู้ประกอบการโรงแรมวอนรัฐหามาตรการช่วยเหลือหลังต้นทุนเพิ่มร้อยละ 30 มาตรการยกเลิกวีซ่า 60 วันเห็นด้วยด้านความมั่นคง แต่ด้นเศรษบกิจต้องหามาตรการเข้ามากระตุ้น โดยเแพาะเทรนของนักท่องเที่ยวแทบเอเซีย โดยเฉพาะจีนรุ่นใหม่ จะเที่ยวระยะสั่น ขอวีซ่าผ่านแดนชั่วคราวหน้าด่าน ใช้เวลาช่วงวันหยุดเข้ามาแบบสั่นๆ โดยเฉพาะตามเมืองสำคัญ

นายพรชัย จิตรนวเสถียร ผู้ประกอบการโรงแรม ในตัวเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่าจากที่รัฐบาลได้ยกเลิกซีซ่า 60 วัน ของประเทศต่างๆ ไปแล้วนั้น หากเพื่อความั่นคงก็เห็นด้วยกับมาตรการดังกล่าว แต่ด้านเศรษฐกิจขณะนี้ด้านการท่องเที่ยวได้รับผลกระทบเป็นอย่างมาก จำนวนนักท่องเที่ยวลดลง การเดิทางของนักท่องเที่ยวไทยก็ลดลง จากปัจจัยของสงคราม ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูง สินค้าปรับขึ้น เศรษฐกิจชะลอตัวลงมากขึ้น ทำให้ต้นทุนของผู้ประกอบการโรงแรมเพิ่มสูงขึ้นกว่าร้อยละ 30 แนวโน้มจะปรับเพิ่มขึ้นหากรัฐบาลยังไม่หามาตรการเข้ามาช่วยเหลือเพราะรายได้ลด แต่รายจ่ายคงที่และเพิ่มขึ้น จะเห็นการปิดกิจการ หยุดกิจการชั่วคราวลงไป ของโรงแรมขนาดเล็กและกลาง รวมไปถึงขนาดใหญ่ที่ยังไม่ฟื้นกลับมา

ในห้วงระยะ 1 -2 เดือนที่ผ่านมาจะเห็นการท่องเที่ยวแบบชั่วคราวระยะสั้นของนักท่องเที่ยวแถบเอเซีย โดยเฉพาะจีน คนรุ่นใหม่ที่กำลังเป็นเทรนนิยมมาก ใช้เวลาช่วงวันหยุดของระหว่างสัปดาห์เข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยตามเมืองสำคัญต่างๆ โดยเฉพาะจังหวัดเชียงใหม่ ไปตามสถานที่สำคัญถ่ายภาพ เซลฟี่ เช็คอิน กิน ช้อปใช้ มีการใช้จ่ายไม่มากใช้เงินเพี่ยง 2-3 หมื่นบาทเดินทางเข้ามาแล้วเดินทางกลับ ไปเรียนหนักสือ หรือไปทำงานต่อเช้าวันทำงาน หรือเรียนหนักสือ ซึ่งจะเน้นท่องเที่ยวในตัวเมืองเป็นหลัก หวังให้รัฐบาลเร่งทบทวนการขอวีซ่าชั่วคราวหน้าด่าน หรือ Visa on Arrival (VOA) เพิ่มประเทศที่แถบใกล้เคียงบ้านเรามากขึ้น อาจจะยกเว้นประเทศที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงของไทย เพราะการท่องเที่ยวแบบนี้ใช้ระยะเวลาสั้น แต่ยังมีการใช้จ่ายพอจะเข้ามากระตุ้นเศรษบกิขของผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวและภาคบริการได้ ในห้วงของกรีนซีซั่น เพราะเท่าที่มีข้อมูลเหลือเพียง 4 ประเทศเท่านั้น และรัฐบาลเร่งหามาตรการต่างๆ เข้ามาช่วยเหลือเพื่อไม่ให้เกิดโดมิโน่ล้มของภาคการท่องเที่ยวอีกครั้งหลังจากเกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด -19 เพราะบางรายยังไม่กลับมา หรือหันกลับมากประกอบการอีก

เชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ โดยสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ เตรียมจัดงาน “สำรับชาติพันธุ์สีสันแห่ง ล้านนา”(คลิป)

จังหวัดเชียงใหม่ โดยสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมกับกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง และแม่ฮ่องสอน เตรียมจัดงาน “สำรับชาติพันธุ์สีสันแห่ง ล้านนา” ภายใต้โครงการ “ส่งเสริมการท่องเที่ยวชาติพันธุ์สีสันแห่งล้านนา” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เพื่อส่งเสริมและยกระดับการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวเชิงอาหาร ผ่านอัตลักษณ์ของชาติพันธุ์ล้านนา ซึ่งมีความโดดเด่นทั้งด้านอาหาร วิถีชีวิต ภาษา ประเพณี และภูมิปัญญาท้องถิ่นอันทรงคุณค่า

วันนี้(18 พค.69) ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเชียงใหม่แอร์พอร์ต จังหวัดเชียงใหม่ นายบุญลือ ธรรมธรานุรักษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานเปิดแถลงข่าว “สำรับชาติพันธุ์สีสันแห่ง ล้านนา” ภายใต้โครงการ “ส่งเสริมการท่องเที่ยวชาติพันธุ์สีสันแห่งล้านนา” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมกับกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง และแม่ฮ่องสอน เพื่อส่งเสริมและยกระดับการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวเชิงอาหาร ผ่านอัตลักษณ์ของชาติพันธุ์ล้านนา ซึ่งมีความโดดเด่นทั้งด้านอาหาร วิถีชีวิต ภาษา ประเพณี และภูมิปัญญาท้องถิ่นอันทรงคุณค่า

นายบุญลือ กล่าวว่า เสน่ห์ของล้านนาไม่ได้มีเพียงแหล่ง ท่องเที่ยวที่สวยงาม แต่ยังรวมถึงอาหารพื้นถิ่น วิถีชีวิต และวัฒนธรรมชาติพันธุ์ที่สืบทอดมาอย่างยาวนาน ซึ่ง ถือเป็นทุนทางวัฒนธรรมสำคัญในการต่อยอดสู่การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน โดยการจัดงาน “สำรับชาติพันธุ์ สีสันแห่งล้านนา” จะช่วยเชื่อมโยงชุมชน ผู้ประกอบการ และนักท่องเที่ยว ผ่านเสน่ห์ของอาหารและอัตลักษณ์ล้านนา เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ทางการท่องเที่ยวให้กับผู้มาเยือน

ด้านนายอิทธิรัฐ สินารักษ์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า สำนักงานการท่องเที่ยวและ กีฬาจังหวัดเชียงใหม่ เล็งเห็นถึงศักยภาพของการท่องเที่ยวเชิงอาหาร ซึ่งถือเป็น Soft Power สำคัญในการ ดึงดูดนักท่องเที่ยวยุคใหม่ จึงได้ดำเนินโครงการ “ส่งเสริมการท่องเที่ยวชาติพันธุ์สีสันแห่งล้านนา” ผ่าน 3 กิจกรรมหลัก ได้แก่ การประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาองค์ความรู้ด้านอาหารชาติพันธุ์ ระหว่างวันที่ 27 – 28พฤษภาคม 2569, การประกวดและสาธิตเมนูอาหารพื้นถิ่น ระหว่างวันที่ 30 – 31 พฤษภาคม 2569 และ กิจกรรมส่งเสริมเส้นทางท่องเที่ยวเชิงอาหารชาติพันธุ์ล้านนา เพื่อสร้างการรับรู้ กระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวและยกระดับเศรษฐกิจชุมชนในพื้นที่ทั้ง 4 จังหวัด

ทั้งนี้ การจัดงานดังกล่าวมุ่งหวังให้เกิดการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชนประกอบการ เพื่อร่วมกันผลักดันอาหารและวัฒนธรรมชาติพันธุ์ล้านนา สู่การเป็นจุดขายสำคัญด้านการของภาคเหนือ และสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนต่อไป

เชียงใหม่ เชียงใหม่เปิดฉาก “Doi Suthep Night Run 2026″ นักวิ่ง 500 ชีวิตร่วมสัมผัสความงามยามค่ำคืน(คลิป)

เชียงใหม่เปิดฉาก “Doi Suthep Night Run 2026″ นักวิ่ง 500 ชีวิตร่วมสัมผัสความงามยามค่ำคืน กระตุ้นท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ มุ่งยกระดับสู่เมือง Wellness City

วันนี้(16 พค.69) ที่ลานกิจกรรมภายในสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดเชียงใหม่ นายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานในพิธีเปิดปล่อยตัวนักวิ่งในกิจกรรมวิ่ง “Doi Suthep Night Run 2026″ อย่างเป็นทางการ โดยมี นางวิยะดา นราดิศร นายกเหล่ากาชาดจังหวัด เชียงใหม่ นายบุญลือ ธรรมธรานุรักษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมด้วยหัวหน้า ส่วนราชการ ผู้แทนภาคีเครือข่ายภาครัฐ ภาคเอกชน และสื่อมวลชน เข้าร่วมพิธีอย่าง คับคั่ง ณ จุดปล่อยตัว สำนักงานปศุสัตว์เขต 5 จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อร่วมขับเคลื่อน นโยบายการท่องเที่ยวเชิงกีฬา (Sports Tourism) และส่งเสริมภาพลักษณ์เมือง ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

นายอิทธิรัฐ สินารักษ์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ ในนามคณะทำงานผู้ จัดกิจกรรมฯ เปิดเผยว่า กิจกรรม “Doi Suthep Night Run 2026” จัดขึ้นภายใต้ โครงการยกระดับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Chiang Mai Wellness City) ประจำปี งบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงกีฬา และ สร้างประสบการณ์ใหม่ที่แตกต่างให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสอัตลักษณ์ความสวยงามของ ดอยสุเทพในมิติของยามค่ำคืน อีกทั้งยังเป็นการประชาสัมพันธ์เชิงรุกก่อนการจัดกิจกรรม ประเพณีเตียวขึ้นดอย ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในภาพรวมของจังหวัด เชียงใหม่อย่างเป็นรูปธรรม

จัดกิจกรรมในครั้งนี้ ได้รับกระแสตอบรับเป็นอย่างดีจากกลุ่มเป้าหมาย นักวิ่งผู้รักสุขภาพ โดยมีผู้สมัครเข้าร่วมกิจกรรมเต็มจำนวนรวมทั้งสิ้น 500 คน เส้นทาง วิ่งเริ่มต้นปล่อยตัวจากสำนักงานปศุสัตว์เขต 5 จังหวัดเชียงใหม่ มุ่งหน้าสู่เส้นชัย ณ วัด พระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร ซึ่งนักวิ่งทุกคนจะได้ท้าทายตนเองไปพร้อมกับการสัมผัส อากาศที่เย็นสบายและทัศนียภาพแสงไฟยามค่ำคืนที่งดงามของเมืองเชียงใหม่

ในส่วนมาตรการดูแลนักวิ่งและความพิเศษของกิจกรรม: ความปลอดภัยสูงสุด: คณะผู้จัดงานได้เตรียมความพร้อมด้านการรักษาความปลอดภัย และจุดบริการน้ำดื่มตลอดเส้นทางอย่างเต็มพิกัดการดูแลรับส่ง: มีระบบขนส่งเพื่อรับนักวิ่งทุกท่านหลังจากเข้าเส้นชัยกลับลงมายังจุด เริ่มต้นอย่างปลอดภัย กิจกรรมพิเศษ: นักวิ่งที่เข้าสู่เส้นชัยทุกคนจะได้รับเสื้อ Finisher และร่วมสนุกกับ กิจกรรมการแสดงดนตรีพร้อมบริการอาหารและเครื่องดื่ม ณ จุดสิ้นสุดกิจกรรม

การดำเนินงานในครั้งนี้สำเร็จลุล่วงด้วยดีจากการบูรณาการร่วมกันของหน่วยงานภาคีพันธมิตรหลายภาคส่วน อาทิ เจ้าอาวาสวัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร, สำนักงานปศุสัตว์เขต 5, หัวหน้าอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย, มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, แขวงทางหลวงเชียงใหม่ที่ 2, เทศบาลนครเชียงใหม่, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา,สถานีตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่,ตำรวจจราจรเชียงใหม่,สถานีตำรวจภูธรภูพิงคราชนิเวศน์, สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่, โรงเรียนสันทรายพิทยาคม, สหกรณ์โคนมเชียงใหม่,สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดเชียงใหม่, เทศบาลเมืองสุเทพ, เทศบาลตำบลช้างเผือก ตลอดจนชมรมวิ่งต่างๆ ได้แก่ ชมรมวิ่งแม่ขนิลครับ, ชมรมวิ่งนิยมรันและชมรมวิ่ง the forest Gang

เชียงใหม รมช.ศึกษาธิการ ลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ติดตามผลการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ระยะ 5 ปี มุ่งเน้นการเปลี่ยนผ่านสู่การเรียนรู้สมัยใหม่ (คลิป)

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ติดตามผลการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ระยะ 5 ปี มุ่งเน้นการเปลี่ยนผ่านสู่การเรียนรู้สมัยใหม่

วันนี้(15 พค.69) นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ติดตามการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ระยะ 5 ปี ภายใต้หลักการ ปลอดภัย โอกาสเท่าเทียม ทันสมัย และยั่งยืน มุ่งเป้าสู่การเป็น พื้นที่การเรียนรู้ตลอดชีวิต ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาและสร้างทักษะอาชีพผ่านแนวคิด Lean to Earn


รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า การลงพื้นที่ในครั้งนี้ มุ่งเน้น ติดตามการดำเนินนโยบายที่จะสนับสนุน ส่งเสริม ให้กลุ่มเปราะบางได้รับการเรียนการสอนที่ดีและเหมาะสม เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต และสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างมีความสุข นอกจากนี้ ยังมีแนวทางเรื่องหลักสูตรในอนาคตการศึกษาไม่ใช่เป็นแค่กระดาษแต่เด็กสามารถคิดและวิเคราะห์ได้เพิ่มสมรรถนะในเรื่องของการเรียนการสอน สามารถนำไปต่อยอดและใช้ได้จริง สำหรับนโยบายสำคัญที่จะเร่งดำเนินการต่อจากนี้ คือ การจัดการศึกษาให้กลุ่มเปราะบางในเรือนจำ ซึ่งถือเป็นกลุ่มเปราะบางมาก ๆ เพื่อให้ออกมาใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างมีคุณภาพ


นอกจากนี้ ยังลงพื้นที่ติดตามการพัฒนาพื้นที่การเรียนรู้สมัยใหม่ Co-working Space ที่ห้องสมุดประชาชนจังหวัดเชียงใหม่ เฉลิมพระเกียรติ 70 พรรษา ซึ่งได้ดำเนินการปรับปรุงและพัฒนาพื้นที่ภายในอาคารให้สอดคล้องกับนโยบาย Co-working Space มุ่งเปลี่ยนบทบาทของห้องสมุดจากพื้นที่อ่านหนังสือแบบดั่งเดิม สู่พื้นที่การเรียนรู้สมัยใหม่ ที่รองรับการเรียนรู้ การทำงาน และการพัฒนาทักษะของประชาชนทุกช่วงวัย

พร้อมกันนี้ ได้รับฟังข้อคิดเห็น ตลอดจนปัญหา และอุสรรค จากนักวิชาการ นักวิจัย และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการขับเคลื่อนด้านการศึกษา เพื่อสะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้นในระบบการศึกษา ทั้งเรื่องของฐานข้อมูล กฎหมาย กฎระเบียบ กฎกระทรวงที่เกี่ยวข้อง

เชียงใหม่ มทร.ล้านนา ส่งมอบนวัตกรรม “VV2G Bidirectional Charger” ยกระดับเทคโนโลยีพลังงานสะอาด สู่อนาคตระบบนิเวศ EV ไทย(คลิป)

มทร.ล้านนา ส่งมอบนวัตกรรม “VV2G Bidirectional Charger” ยกระดับเทคโนโลยีพลังงานสะอาดสู่อนาคตระบบนิเวศ EV ไทย

วันนี้(12 พค.69) ที่เรือนลลิตา สวนองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกสภามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เป็นประธาน ส่งมอบนวัตกรรม “VV2G Bidirectional Charger” ยกระดับเทคโนโลยีพลังงานสะอาดสู่อนาคตระบบนิเวศ EV ไทย ซึ่งคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล(มทร.) ล้านนา ได้เดินหน้าขับเคลื่อนนวัตกรรมพลังงานแห่งอนาคต ส่งมอบ “นวัตกรรมเครื่องชาร์จไฟฟ้ากระแสตรงแบบสองทิศทาง (DC V2G Bidirectional Charger)” เทคโนโลยีขั้นสูงที่สามารถเปลี่ยนบทบาทของยานยนต์ไฟฟ้า (EV) จากผู้ใช้พลังงาน ให้กลายเป็นแหล่งจ่ายพลังงานกลับคืนสู่ระบบไฟฟ้า (Vehicle-to-Grid : V2G) และระบบอาคารอัจฉริยะได้อย่างมีประสิทธิภาพ รองรับการพัฒนาระบบพลังงานอัจฉริยะและการบริหารจัดการพลังงานอย่างยั่งยืนในอนาคต

“นวัตกรรมเครื่องชาร์จไฟฟ้ากระแสตรงแบบสองทิศทาง (DC V2G Bidirectional Charger)”เป็นผลงานการพัฒนาโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพพร พัชรประกิติ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์และคณะ ได้รับสนับสนุนงบประมาณจากหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.) ซึ่งเกิดจากความร่วมมือระหว่าง มทร.ล้านนา บริษัท เอเอส เอ็นเทค จำกัด (DSE) และ KBM Technologies ในรูปแบบ Consortium Project เพื่อร่วมกันพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานสะอาดและสร้างระบบนิเวศด้านยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศ โดยตัวเครื่องได้รับการออกแบบในรูปแบบตู้แร็กมาตรฐาน 19 นิ้ว พร้อมระบบจัดเก็บสายชาร์จและจุดทดสอบสัญญาณ CP/PP สำหรับการวิเคราะห์เชิงลึก ช่วยยกระดับการเรียนรู้และการวิจัยด้าน EV ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

และในวันนี้ มีพิธีลงนาม Licensing Agreement : มอบสิทธิ์เทคโนโลยี VV2G Bidirectional Charger ให้แก่บริษัท เอเอส เอ็นเทค จำกัด โดยผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุภาวดี ศรีแย้มรองอธิการบดี ฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม และพิธีลงนามความร่วมมือทางวิชาการ ระหว่าง ระหว่าง บพท. มทร.ล้านนา อบจ.เชียงใหม่และเครือข่ายผู้ประกอบการ EV ณ เรือนลลิตา สวนองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่

ผศ.ดร.นพพร หัวหน้าโครงการวิจัยกล่าวว่า “นวัตกรรมดังกล่าวเป็นผลลัพธ์จากการวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 20 ปี โดยเริ่มต้นจากการพัฒนาระบบชาร์จพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Charging) ก่อนต่อยอดสู่ระบบจัดการแบตเตอรี่ภายในบ้าน (Home Battery Management System) และประสบความสำเร็จในการพัฒนาเครื่องชาร์จ V2G ขนาด 30 กิโลวัตต์ จนพัฒนาเป็นต้นแบบเทคโนโลยีปัจจุบันที่มีศักยภาพสูง รองรับการใช้งานทั้งด้านอุตสาหกรรม การศึกษา และการวิจัยและพัฒนา (R&D) ด้านสมรรถนะทางเทคนิค เครื่องชาร์จดังกล่าวรองรับการทำงานแบบสองทิศทาง ทั้งการจ่ายพลังงานจากโครงข่ายสู่รถยนต์ (Grid-to-Vehicle : G2V) และจากรถยนต์กลับคืนสู่ระบบไฟฟ้า (Vehicle-to-Grid : V2G) โดยใช้ระบบแปลงพลังงาน DCDC และ DCAC ที่มีความซับซ้อนสูง เพื่อบริหารจัดการการไหลของพลังงานและรักษาเสถียรภาพทางไฟฟ้าอย่างแม่นยำ

นอกจากนั้นยังสามารถรองรับแรงดันไฟฟ้าสูงสุด 500 VDC และกำลังไฟสูงสุดถึง 60 กิโลวัตต์ ผ่านโมดูลจำนวน 4 ชุด รองรับระบบไฟฟ้า 3 เฟส 230–400 VAC พร้อมหัวชาร์จมาตรฐาน CCS Type 2 และ Type 2 ตามมาตรฐาน IEC 62196-2 ในส่วนของระบบความปลอดภัย มีการติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันขั้นสูง เช่น Insulation Monitoring Device (IMD) สำหรับตรวจสอบค่าฉนวน ระบบป้องกันไฟกระชาก (SPD) และอุปกรณ์ตัดไฟอัตโนมัติ RCD Type B เพื่อป้องกันกระแสรั่ว รวมถึงฟังก์ชัน Auto-Recharging ที่ช่วยให้ระบบสามารถกลับมาทำงานได้อัตโนมัติเมื่อเกิดข้อผิดพลาดบางประการ เพิ่มความมั่นใจด้านความปลอดภัยให้แก่ผู้ใช้งาน”

การส่งมอบนวัตกรรมครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญของคณะวิศวกรรมศาสตร์ มทร.ล้านนา ในการพัฒนาองค์ความรู้ เทคโนโลยี และกำลังคนด้านยานยนต์ไฟฟ้าและพลังงานสะอาด เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำ และขับเคลื่อนประเทศไทยสู่อนาคตพลังงานอัจฉริยะอย่างยั่งยืน

เชียงใหม่ ชาวบ้านในอำเภอสะเมิง ร่วมใจการทำบุญสรงน้ำรอยพระบาทอายุเก่าแก่หลายร้อยปี(คลิป)

ชาวบ้านป้อก ในอำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ ร่วมใจการทำบุญสรงน้ำรอยพระบาทตีนดอยและสรงน้ำพระธาตุอายุเก่าแก่หลายร้อยปี ซึ่งจัดเป็นประเพณีมายาวนาน

ชาวบ้านป้อก หมู่ 4 ตำบลสะเมิงเหนือ อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ ร่วมกันใจกันจัดงานทำบุญรอยพระพุทธบาทตีนดอย ซึ่งเป็นรอยพระพุทธบาทขนาดใหญ่ของพระพุทธเจ้าที่ชาวบ้านนับถือ ซึ่งในแต่ละปีชาวบ้านจะร่วมกันจัดงานทำบุญสรงน้ำรอยพระบาทตีนดอย และสรงน้ำพระธาตุ ถือเป็นประเพณีที่สืบทอดกันมายาวนาน

สำหรับรอยพระบาทตีนดอย เล่ากันว่ารอยพระพุทธบาทตีนดอยบ้านป้อกเป็นรอยพระพุทธบาทที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จไปโปรดสัตว์โลกแล้วเสด็จกลับ (หันหลังกลับ) หมู่บ้านเกิดความแห้งแล้ง ครูบาอุปาละ บอกว่าในหมู่บ้านมีรอยพระพุทธบาท ควรแก่การสักการบูชา ครูบาอินตาได้สร้างศาลาครอบเอาไว้ และขณะที่มีการทำพิธีสักการบูชารอยพระพุทธบาท ฝนได้ตกลงมาอย่างน่าอัศจรรย์ ทำให้น้ำท่าอุดมสมบูรณ์ และต่อจากนั้นมาชาวบ้านได้ทำนา ทำไร่ และทำสวนจนถึงปัจจุบัน

 

ต่อมาครูบาอินสม โอภาโส วัดศาลาโป่งกวาว ได้ก่อสร้างพระเจดีย์ขึ้น นอกจากนี้บริเวณทิศตะวันออกเฉียงใต้ยังมีน้ำบ่อยา (น้ำบ่อศักดิ์สิทธิ์) กว้างประมาณ 1 ฟุต ลึกประมาณ 1 ศอก และบริเวณใกล้เคียงมีหินตาหินยายที่มหัศจรรย์ ในทุกปีจะมีประเพณีสรงน้ำพระธาตุและพระบาท ประมาณเดือนพฤษภาคมของทุกปี

เชียงใหม่ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานเปิดกิจกรรมการแข่งขัน “เจ้าแห่ง E-Sports”(คลิป)

รองผู้ว่าราชจังหัวัดเชียงใหม่ เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมการแข่งขัน “เจ้าแห่ง E-Sports”เปิดพื้นที่สร้างสรรค์ “THE KING OF CHIANG MAI E-SPORTS 2026”ต่อยอดวิสัยทัศน์ Wellness City สู่เป้าหมายการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ระดับสากล

( 9 พค.69) จังหวัดเชียงใหม่ โดยสำนักงานท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่เปิดฉากความยิ่งใหญ่ ในกิจกรรมรอบชิงชนะเลิศรายการ “THE KING OF CHIANG MAI E-SPORTS 2026” ณ เชียงใหม่ฮอลล์ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงใหม่ แอร์พอร์ต โดยได้รับเกียรติจาก นายบุญลือ ธรรมธรานุรักษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานในพิธีเปิด เพื่อประกาศวิสัยทัศน์ยกระดับจังหวัดเชียงใหม่สู่การเป็นเมืองท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์และศูนย์กลางดิจิทัลคอนเทนต์ พร้อมขับเคลื่อนภาพลักษณ์จุดหมายปลายทางท่องเที่ยวระดับโลกที่รองรับระบบนิเวศดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ

นายอิทธิรัฐ สินารักษ์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวรายงานว่า กิจกรรมนี้เป็นฟันเฟืองสำคัญภายใต้ยุทธศาสตร์ Chiang Mai Wellness City ซึ่งมุ่งเน้นการสร้างระบบนิเวศการท่องเที่ยวเชิงกีฬา (Sports Tourism) รูปแบบใหม่ โดยใช้อีสปอร์ตเป็นสื่อกลางเชื่อมโยงคนรุ่นใหม่และกลุ่มผู้มีความสามารถด้านดิจิทัล (Digital Talent) จากทั่วประเทศ ให้เข้ามาสัมผัสอัตลักษณ์ของเชียงใหม่ในมิติที่ทันสมัย สอดรับกับแนวคิด Event Economy ที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการในท้องถิ่นอย่างทั่วถึง

กิจกรรมในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการแข่งขันเพื่อเฟ้นหาผู้ชนะในเกม RoV, FREE FIRE และ EA SPORTS™ FC Online เท่านั้น แต่ยังเป็นเวทีแสดงศักยภาพความพร้อมของจังหวัดในการรองรับอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ภายในงานมีการจัดพื้นที่ Experience Space นำเสนอนวัตกรรมดิจิทัลและไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ เพื่อจุดประกายให้เยาวชนเห็นโอกาสทางอาชีพในอนาคต พร้อมทั้งสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนและนักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่ว่า เชียงใหม่คือเมืองที่พร้อมก้าวไปข้างหน้าด้วยนวัตกรรมควบคู่ไปกับคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน

งานจัดขึ้นระหว่างวันที่ 9-10 พฤษภาคม 2569นี้ นอกจากการแข่งขันกีฬา เจ้าแห่ง E-Sports แล้ว ภายในงานยังมีนวัตกรรมหุ่นยนต์ แนวทางการศึกษาทั้งนวัตกรรมเทคโนโลยี การอัพเดตเทรนด์ดิจิทัล ความรู้ทางการเงินผ่านดิจิทัล กิจกรรมเกม และกีฬาสนุกๆ พร้อมของรางวัลฟรีอีกมากมาย จากทั้งภาครัฐและเอกชนที่ได้บูรณาการร่วมกันกับกิจกรรมดีๆในครั้งนี้

เชียงใหม่ นิ่มลีสซิ่งก้าวสู่ปีที่ 41 เดินหน้ามอบโชค จับรางวัลครั้งที่ 4 ซีซั่น 3 บรรยากาศฮูลาฮูล่า แจก Honda Wave 110i 9 คัน พร้อมของรางวัลอื่น ภายใต้แคมเปญ “จ่ายดีมีโชค มอบโชคใหญ่แทนคำขอบคุณ” รวมมูลค่ากว่า 2 ล้านบาท(คลิป)

บริษัทนิ่มลีสซิ่งก้าวสู่ปีที่ 41 อย่างมั่นคง พร้อมเดินหน้าส่งต่อความสุขให้ลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ด้วยการจัดกิจกรรมจับรางวัลครั้งที่ 4 และรางวัลใหญ่ประจำซีซั่น 3 ภายใต้บรรยากาศ “ฮูลาฮูล่า” ที่เต็มไปด้วยสีสันและความสนุกสนาน ในแคมเปญ “จ่ายดีมีโชค มอบโชคใหญ่แทนคำขอบคุณ ซีซั่น 3” รวมมูลค่ากว่า 2 ล้านบาท เพื่อตอกย้ำการส่งเสริมวินัยทางการเงิน ควบคู่ความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม พร้อมสนับสนุนโครงการ “เกษตรกรยิ้มได้” เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน

วันนี้(25 เม.ย.69) โครงการนิ่มซิตี้เดลี่ ห้อง Convention Hall ท่ามกลางบรรยากาศฮูลาฮูล่าอันสดใส โดยมีคุณชวลิต สุวิทย์ศักดานนท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ เป็นประธานในการจับรางวัล
รายละเอียดของรางวัล มีดังนี้• รางวัลที่ 1 จำนวน 3 รางวัล ได้แก่ รถจักรยานยนต์ Honda Wave 110i มูลค่ารางวัลละ 52,500 บาท รวมมูลค่า 157,500 บาท
• รางวัลที่ 2 จำนวน 6 รางวัล ได้แก่ สร้อยคอทองคำหนัก 1 สลึง มูลค่ารางวัลละ 17,000 บาท รวมมูลค่า 102,000 บาท
• รางวัลที่ 3 จำนวน 2 รางวัล ได้แก่ เครื่องสูบน้ำ Honda มูลค่ารางวัลละ 9,500 บาท รวมมูลค่า 19,000 บาท
• รางวัลที่ 4 จำนวน 2 รางวัล ได้แก่ เครื่องตัดหญ้า Honda มูลค่ารางวัลละ 9,300 บาท รวมมูลค่า 18,600 บาท
• รางวัลที่ 5 จำนวน 20 รางวัล ได้แก่ บัตรของขวัญโลตัส มูลค่ารางวัลละ 1,000 บาท รวมมูลค่า 20,000 บาท

รางวัลใหญ่ สะสมคูปองตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2568 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2569 โดยไม่ผิดนัดชำระค่างวด
รางวัลใหญ่ จำนวน 6 รางวัล ได้แก่ รถจักรยานยนต์ HONDA WAVE 110 I มูลค่ารางวัลละ 52,500 บาท
​รวมมูลค่าทั้งสิ้น 315,000 ของรางวัลทั้งสิ้นรวมมูลค่า 632,100 บาท (หกแสนสามหมื่นสองพันหนึ่งร้อยบาทถ้วน)

นิ่มลีสซิ่ง…จับจริง แจกจริง มอบจริง ทุกซีซั่น 💙

เกณฑ์การตัดสิน
1. ให้สิทธิลูกค้าที่ชำระค่างวด เพื่อจับรางวัลประจำไตรมาส โดยนำคูปองแต่ละไตรมาส นำมาลุ้นจับรับ​รางวัลใหญ่ ทั้งนี้ลูกค้าที่มีสิทธิลุ้นรับรางวัลใหญ่ประจำปีนั้นจะต้องเป็นลูกค้าปัจจุบันและไม่ติดค้างค่า​งวดเป็นลูกค้าปกติ
2. ผู้โชคดีที่ได้รับรางวัลมูลค่า จะต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 5% ของมูลค่ารางวัลตามคำสั่งกรมสรรพกร
3. ผู้ที่โชคดีได้รับของรางวัลจะประกาศผลภายใน 2-5 วัน ทำการหลังวันสิ้นสุดกิจกรรมทางช่องทางดังนี้
Facebook : https://web.facebook.com/nimleasing
• LINE@Nimleasing
• www.nimleasing.com
4. ผู้ที่ได้รับรางวัลต้องเข้ามารับรางวัลด้วยตัวเองที่บริษัท ภายใน 30 วัน หากไม่มารับรางวัลภายในเวลาที่​กำหนด ถือว่าสละสิทธิ์
5. ผู้ที่ได้รับรางวัลต้องแสดงหลักฐานสำเนาบัตรประชาชน(พร้อมรับรองสำเนา) จำนวน 1 ฉบับ ในการรับ​รางวัล
6. บริษัทขอสงวนสิทธิผู้ที่ได้รับรางวัลสูงสุด เพียง 1 รางวัลเท่านั้น ต่อรอบการจับรางวัลในแต่ละครั้ง
7. ของรางวัลไม่สามารถโอนสิทธิ์ แลก หรือเปลี่ยนรางวัลอื่นหรือเงินสดได้
8. พนักงานบริษัทฯ ไม่สามารถร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ได้
9. เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯกำหนดและหากมีการเปลี่ยนแปลงทางบริษัทฯ ไม่จำเป็นต้องแจ้งให้ทราบ​ล่วงหน้า


สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ทุกสาขาและติดตามข่าวสารกิจกรรมพร้อมทั้งรายชื่อผู้โชคดีได้ทาง
• Facebook : https://web.facebook.com/nimleasing
• LINE @ Nimleasing
• www.nimleasing.com
• หมายเลข Call center 0973458888

เชียงใหม่เปิดกิจกรรม “CIMAC 2026” ฉลอง 730 ปีเมืองเชียงใหม่ ตอกย้ำ City of Festival รวมดนตรี ศิลปะ และวัฒนธรรมนานาชาติ

จังหวัดเชียงใหม่ เตรียมสร้างปรากฏการณ์ครั้งสำคัญบนเวทีนานาชาติ ด้วยการจัดงาน “Chiang Mai International Music Art and Culture Festival 2026 (CIMAC 2026)” เทศกาลดนตรี ศิลปะ และวัฒนธรรมนานาชาติ เพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 730 ปีแห่งการสถาปนาเมืองเชียงใหม่ พร้อมยกระดับสู่ “City of Festival” ภายใต้แนวคิด “Chiang Mai Harmony: 730 Years of Living Heritage” สะท้อนพลังวัฒนธรรมล้านนา ผสานความร่วมมือสมัยจากนานาประเทศผ่านดนตรี ศิลปะ และความคิดสร้างสรรค์

งาน CIMAC 2026 จัดขึ้น 2 ช่วงเวลาใหญ่ โดยครั้งแรกระหว่างวันที่ 28 – 29 มีนาคม 2569 ณ ลานกิจกรรมช่วงประตูท่าแพ ภายใต้แนวคิด “World Music Harmony: Global Beats, Lanna Soul” นำเสนอการแสดงดนตรีและศิลปวัฒนธรรมจากนานาชาติ อาทิ การแสดงกู่เจิงจากประเทศจีน โอเปร่าอิตาลี ดนตรีอินเดีย การแสดงจากญี่ปุ่น รวมถึงกิจกรรมแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม บูธชา และผลิตภัณฑ์จากหลากหลายประเทศ พร้อมโซนสินค้าชุมชนกว่า 40 บูธ

ครั้งที่สอง จัดขึ้นระหว่างวันที่ 18 – 19 เมษายน 2569 ณ ลานราชานุสาวรีย์สามกษัตริย์ ภายใต้แนวคิด “The Symphony of Nopphaburi” ไฮไลต์สำคัญ ได้แก่ การแสดง “ล้านนาออเคสตรา” การแสดงกลองล้านนา “มหาเภรี สนั่นก้องล้านนา บูชาบูรพกษัตรา 730 ปี” และ Mini Light & Sound โดยวิทยาลัยนาฏศิลปเชียงใหม่ ที่จะร่วมสร้างบรรยากาศยิ่งใหญ่ใจกลางเมืองประวัติศาสตร์

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรมหลากหลาย อาทิ การแสดงดนตรีนานาชาติ เวิร์กช็อปศิลปะ กิจกรรมแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม การแสดงศิลปินท้องถิ่นและต่างประเทศ รวมถึงพื้นที่ผู้ประกอบการด้านอาหาร งานศิลปะ และของที่ระลึก เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นและสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวคุณภาพสูง

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญ คือ การเปิดตัวบทเพลงพิเศษ “730 ปีเชียงใหม่” ที่ถ่ายทอดเรื่องราวอดีต ปัจจุบัน และอนาคตของเมือง ผ่านการผสมผสานดนตรีพื้นเมืองล้านนากับดนตรีสากล สะท้อนอัตลักษณ์ของเชียงใหม่สู่สายตานานาชาติ

การจัดงานครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม สร้างรายได้สู่ชุมชน ยกระดับภาพลักษณ์จังหวัดเชียงใหม่สู่เวทีโลก และผลักดันอุตสาหกรรมไมซ์และเทศกาลนานาชาติให้เติบโตอย่างยั่งยืน ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมงานได้ฟรีตลอดระยะเวลาการจัดกิจกรรม เชียงใหม่ พร้อมแล้วที่จะก้าวสู่เมืองเทศกาลระดับโลก ผ่านเสียงดนตรี ศิลปะ และวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงผู้คนจากทั่วโลกใน CIMAC 2026

#CIMAC2026 #ChiangMaiCityOfFestival #ChiangMai730Years #InternationalFestival
#ChiangMaiInternationalFestival