ข่าวทั่วไทย » เชียงใหม่ เปิดใจทายาทพันล้าน “อัญชลี กัลมาพิจิตร”กับศึกมรดกปางช้างแม่สา มรดกมีอาถรรพ์จริงหรือ

เชียงใหม่ เปิดใจทายาทพันล้าน “อัญชลี กัลมาพิจิตร”กับศึกมรดกปางช้างแม่สา มรดกมีอาถรรพ์จริงหรือ

17 มกราคม 2023
68   0

Spread the love

เปิดใจทายาทพันล้าน อัญชลี กัลมาพิจิตรกับศึกมรดกปางช้างแม่สา มรดกมีอาถรรพ์จริงหรือ

เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2566 เวลา 18.00 น. นางอัญชลี กัลมาพิจิตร บุตรสาวนายชูชาติ กัลมาพิจิตร และเป็นผู้บริหารปางช้างแม่สา อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ได้เปิดใจถึงกรณีมรดกพันล้านของบิดาที่ส่อเค้าว่าจะเป็นมรดกอาถรรพ์ ไม่สามารถจัดการได้ และยังทำให้เกิดความร้าวฉานภายในครอบครัว ญาติพี่น้อง มีคดีฟ้องร้องกันกว่า 30 คดี จนเป็นที่รู้กันทั่วไปว่าทายาทปางช้างแม่สา ไม่สามารถแบ่งมรดกกันได้ ในวันนี้เองตนก็ได้เดินทางไปยังศาลจังหวัดเชียงใหม่ ในคดีที่ตนเป็นโจทก์ฟ้องเรียกเงินจากนางฐิติรัตน์ กัลมาพิจิตร อดีตภรรยาของบิดา เป็นจำนวนเงิน 47 ล้านบาท เพื่อคืนสู่กองมรดก ส่วนพยานที่ให้การในคดีในวันนี้มีความสำคัญมาก เพราะเป็นผู้ที่ใกล้ชิดกับนายชูชาติ และได้รู้เห็นว่ามีเจ้าหน้าที่ธนาคารไปรอพบบิดาตนที่โรงพยาบาล ก่อนหน้าที่บิดาตนจะเสียชีวิต และได้มีการทำธุรกรรมทางการเงินกันในห้องผู้ป่วยเมื่อต้นปี 2562 ทำให้เงินในพินัยกรรมหายไปเป็นจำนวนรวมแล้ว 40 กว่าล้านบาท ซึ่งเป็นการเบิกเงินโดยให้บิดาตนทั้งเซ็นชื่อและปั๊มลายนิ้วมือกำกับ ในขณะที่บิดาตนนอนป่วยอยู่ในห้องปลอดเชื้อในโรงพยาบาล ด้วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว การเบิกความทำให้ตนทราบว่าก่อนหน้านั้นบิดาตนยังได้มีการใช้สารสกัดจากน้ำมันกัญชา มีพยานรู้เห็นว่าบิดาตนนั้นมีอาการมึนเมา ง่วงนอน อยู่ตลอดเวลา และไม่ค่อยมีสติ

ตนจึงไม่เชื่อว่าบิดาตนจะยินยอมหรือเต็มใจในการโอนเงินให้กับคนใกล้ชิดนับสิบล้านบาทด้วยความเสน่หาตามที่มีการกล่าวอ้าง อีกทั้งยังมีเอกสารการรับรองของแพทย์ในโรงพยาบาลโผล่มาอีก ว่ามีแพทย์ของโรงพยาบาลเกี่ยวข้องด้วยตอนทำธุรกรรมเพื่อให้มีพยาน คดีนี้จึงจะต้องมีการสืบพยานอีกหลายคน ทั้งพนักงานปางช้าง พนักงานธนาคารและแพทย์ของโรงพยาบาลเอง

ส่วนคดีที่เงินของบริษัทปางช้างแม่สาจำกัด ถูกถอนออกไปหลายบัญชี รวมแล้วเป็นเงินกว่า 100 ล้านบาทนั้น ตนได้แจ้งความไว้แล้วที่ สภ.แม่ริม ซึ่งคดีนี้เป็นคดีอาญา ตนมีหลักฐานการเบิกจ่ายเป็นสลิปของธนาคารและมีลายมือชื่อผู้เบิกเงินทุกรายการ เป็นจำนวนกว่าร้อยครั้ง โดยตนได้ส่งมอบให้เจ้าหน้าที่ตำรวจไปแล้วเมื่อปลายปีที่ผ่านมาพนักงานสอบสวนได้ออกหมายเรียกสอบปากคำกลุ่มคนที่คาดว่าจะเกี่ยวข้องไปแล้วหลายคน ส่วนใหญ่เป็นอดีตพนักงานของปางช้างแม่สา รวมถึงผู้บริหารด้วย ตอนนี้ตนทราบว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจได้พยายามรวบรวมพยานหลักฐาน และให้ความสำคัญในทุกรายละเอียดของคดี ตนจึงขออดทนรอ เพื่อให้ได้ตัวผู้กระทำความผิดทั้งหมด ที่ทั้งปลอมแปลงเอกสาร ฉ้อโกง และยักยอกทรัพย์ ตนนั้นอยากได้เงินของบริษัทฯคืนโดยเร็วเพื่อนำไปใช้เลี้ยงดูช้างของปางช้างแม่สาต่อไป

สำหรับการจัดการทรัพย์มรดกของนายชูชาติ กัลมาพิจิตร คดีฟ้องร้องในการเป็นผู้จัดการมรดกได้สิ้นสุดลงแล้วเมื่อเดือนมิถุนายน 2565 โดยศาลมีคำสั่งให้ตนและนางฐิติรัตน์ กัลมาพิจิตร อดีตภรรยาของบิดาเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกัน โดยให้จัดการทรัพย์สินตามพินัยกรรม แต่ด้วยเหตุที่นายชูชาติได้เขียนพินัยกรรมยกทรัพย์สินส่วนใหญ่ให้กับบริษัทปางช้างแม่สาจำกัด ทำให้นางฐิติรัตน์ไม่พอใจ และพยายามขอเจรจาต่อรองเรื่อยมา ขณะนี้นางฐิติรัตน์ยังมีคดียื่นฟ้องเรียกเงินสินสมรสสูงถึง 300 ล้านบาท และจากการเจรจาหลังสุด นางฐิติรัตน์ยังคงยืนยันว่าต้องการเงินสด 50 ล้านบาท รวมถึงต้องการครอบครองบริษัทรินลดารีสอร์ทด้วย ตนเห็นว่าการเรียกร้องดังกล่าวเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง ไม่เป็นธรรมและไม่เป็นไปตามพินัยกรรมที่เป็นความประสงค์ของบิดา รวมถึงบริษัทรินลดารีสอร์ทมีผู้ถือหุ้นหลายคน ไม่สามารถยกให้นางฐิติรัตน์เพียงคนเดียวได้ ตนขอสรุปว่าเรื่องการจัดการมรดกที่ยืดเยื้อกันมานานนั้น เป็นเพราะเงินและทรัพย์สินได้หายไปเป็นจำนวนมากในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา จึงทำให้นางฐิติรัตน์ต้องฟ้องร้องในเรื่องต่างๆ เพียงเพื่อยืดระยะเวลาออกไป


ตนเป็นบุตรสาวคนโตที่เข้ามารับผิดชอบปางช้างแม่สา ตั้งแต่ปลายปี 2562 การดูแลเลี้ยงช้าง 68 เชือกนั้นมีค่าใช้จ่ายสูงมากไม่ต่ำกว่า 3 ล้านบาทในแต่ละเดือน ตนและพนักงานปางช้างจึงมีความลำบากในการหาเงินมาเลี้ยงดูช้างท่ามกลางวิกฤตต่างๆ ทั้งโควิด-19 และภัยพิบัติตามธรรมชาติ ตนไม่มีปัญหาใดๆ เพียงต้องการจัดการทรัพย์สินตามพินัยกรรมให้ได้โดยเร็วที่สุด จะได้นำเงินมาใช้ตามความประสงค์ของบิดา และรักษาปางช้างแม่สาเอาไว้

ตนขอให้คดีต่างๆได้คลี่คลายด้วยดี ขอให้ความจริงปรากฏให้สังคมได้รับรู้ถึงข้อเท็จจริงต่างๆ ทุกอย่างขอให้เป็นไปตามกฏหมายและกฏแห่งกรรม ตนเชื่อว่าบิดาตนเสียชีวิตผิดธรรมชาติ เพียงแต่รอการพิสูจน์เท่านั้น ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ตนจะขอยื้อชีวิตบิดาเอาไว้ จะไม่ทำอย่างที่พวกเขาปฏิบัติต่อบิดา คือเอาบิดาตนออกจากโรงพยาบาลให้ไปเสียชีวิตที่บ้าน บิดาตนพอไปถึงบ้านแล้วก็เสียชีวิตภายในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงและกว่าจะมีแจ้งการเสียชีวิตต่อเจ้าหน้าที่อำเภอแม่ริม เป็นเวลาถึงสามวันหลังเสียชีวิตแล้ว ทำให้ตนต้องแจ้งอายัดศพบิดา และขอให้มีการชันสูตรพลิกศพตามกระบวนการ ซึ่งเวลาได้ผ่านไปหลายวัน ศพบิดาตนถูกฉีดสารฟอร์มาลีน และแช่เย็น แพทย์นิติเวชยังแจ้งต่อตนว่าตรวจยาก ตนนั้นต่อสู้เพื่อความยุติธรรมให้บิดามาโดยตลอด และเป็นการต่อสู้เพียงลำพัง เพราะตนเป็นคนเดียวที่ไม่ร่วมอยู่ในขบวนการ คนที่ติดตามเรื่องนี้คอยดูให้ดีว่าเบื้องลึกของเรื่องอาจมีอำนาจมืด หรือผู้มีอิทธิพลที่ปล่อยให้คนกระทำผิดลอยนวลมานานหลายปี “ถ้าให้ตนเปิดใจตนก็คงต้องพูดแบบนี้ ตนไม่มีเงิน แต่พวกเขามีเงิน เขาเอาเงินก้อนใหญ่ไปหมดแล้ว” นางอัญชลีกล่าวทิ้งท้ายกับผู้สื่อข่าว