ข่าวทั่วไทย » เชียงใหม่ “อัญชลี” เปิดหลักฐานครั้งแรก คดียักยอกทรัพย์ “พ่อเลี้ยงชูชาติ กัลมาพิจิตร”

เชียงใหม่ “อัญชลี” เปิดหลักฐานครั้งแรก คดียักยอกทรัพย์ “พ่อเลี้ยงชูชาติ กัลมาพิจิตร”

31 สิงหาคม 2022
100   0

Spread the love

“อัญชลี กัลมาพิจิตร” ผู้บริหารปางช้างแม่สา อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ เปิดหลักฐานครั้งแรก คดียักยอกทรัพย์ “พ่อเลี้ยงชูชาติ กัลมาพิจิตร”

วันนี้ 31 สค. 2565 เวลา 16.00 น. ผู้สื่อข่าวได้ติดต่อเพื่อสัมภาษณ์นางอัญชลี กัลมาพิจิตร บุตรสาวพ่อเลี้ยงชูชาติ กัลมาพิจิตร ถึงความคืบหน้ากรณีที่ศาลมีคำสั่งให้คดีผู้จัดการมรดกสิ้นสุดลงและให้ร่วมกันจัดการทรัพย์สินของนายชูชาติ กัลมาพิจิตร บิดานางอัญชลี ผู้ก่อตั้งปางช้างแม่สา ร่วมกับนางฐิติรัตน์ กัลมาพิจิตร อดีตภรรยาคนสุดท้ายของพ่อเลี้ยงชูชาติ และมีข่าวว่านางอัญชลี กัลมาพิจิตร ถูกนางฐิติรัตน์ กัลมาพิจิตร อดีตภริยาฯแจ้งความไว้ที่ สภ.แม่ริมใน ข้อหาบุกรุกบ้านพ่อตนเอง เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2565 ที่ผ่านมา เนื่องจากนางอัญชลีได้นำทายาท รวมถึงทนายความ ตำรวจ ผู้ใหญ่บ้านและสื่อมวลชน พร้อมช่างทำกุญแจเข้าตรวจสอบทรัพย์สินภายในบ้านของบิดาตนเอง โดยเฉพาะตู้เซฟที่เก็บของมีค่าชั้นบนของบ้าน

ซึ่งตามข้อเท็จจริงที่ดินพร้อมบ้านหลังดังกล่าวเป็นชื่อของนายชูชาติ กัลมาพิจิตร ที่เสียชีวิตลงเมื่อวันที่ 27 มกราคม 2562 ที่ผ่านมา การเข้าตรวจสอบทรัพย์สินในครั้งนั้น นางอัญชลี กัลมาพิจิตร มีเอกสารของศาลจังหวัดเชียงใหม่และใช้สิทธิ ในการเป็นผู้จัดการมรดกร่วมเข้าไปตรวจสอบทรัพย์สินให้กับทายาท โดยไม่ได้ทำให้มีทรัพย์สินเสียหายแต่อย่างใด

เมื่อทราบว่าตนเองถูกแจ้งความ จึงได้เดินทางไปแจ้งความกลับนางฐิติรัตน์ กัลมาพิจิตร เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2565 ที่สภ.แม่ริม ในข้อหาแจ้งความเท็จ เนื่องจากนางฐิติรัตน์ ไม่ใช่เจ้าของบ้าน และได้ย้ายทะเบียนบ้านออกไปอยู่บ้านที่อำเภอเวียงป่าเป้า ตั้งแต่ต้นปี 2564 แล้ว ทั้งนี้ที่ดินและบ้านล้านช้างได้ตกเป็นของกองมรดกทันทีที่นายชูชาติ กัลมาพิจิตร เสียชีวิตลง นางฐิติรัตน์ จึงไม่มีสิทธิ์จะแจ้งความใส่ร้ายตนในข้อหาบุกรุกบ้านพ่อตนเอง

นอกจากนี้ นางอัญชลี ยังได้แจ้งความนางฐิติรัตน์ เพิ่มอีกในข้อหายักยอกทรัพย์ เพราะพบว่ามีทรัพย์สินหายไปจากรายการทรัพย์สินในตู้เซฟ เช่นสร้อยคอทองคำน้ำหนัก 20 บาท ซึ่งเป็นมรดกตกทอดแก่นายเชิดศักดิ์ กัลมาพิจิตร น้องชายนางอัญชลี สำหรับรายการทรัพย์สินที่หายไปอย่างชัดเจนเป็นงาช้างจำนวนนับร้อยชิ้น ปืน ของใช้ส่วนตัวที่เป็นยี่ห้อแบรนด์เนม นอกจากนี้ยังพบเช็คเปล่าที่บิดาตนเซ็นชื่อทิ้งไว้อีกเป็นจำนวนมาก รวมทั้งยังมีเอกสารใบเบิกเงินของธนาคารที่บิดาตนได้เซ็นชื่อไว้โดยไม่ได้ใช้อีกเช่นกัน สำหรับของมีค่าตนแน่ใจว่าไม่อยู่ในเซฟแล้ว มีการเคลื่อนย้ายของออกไปแล้วอย่างแน่นอน

ส่วนสาเหตุของการจัดการทรัพย์สินที่ติดขัดล่าช้า เป็นเพราะนางฐิติรัตน์ ได้ฟ้องร้องต่อศาลเป็นคดีเพื่อเรียกเงินจำนวน 300 ล้านบาท ที่อ้างว่าเป็นสินสมรส และจะไม่ยอมโอนทรัพย์สินในพินัยกรรมให้แก่บริษัทปางช้างแม่สา จำกัดตามพินัยกรรมของนายชูชาติ จนกว่าคดีจะสิ้นสุด

ต่อมาตนได้ประกาศว่าจะปิดกิจการปางช้างแม่สา เพราะไม่มีเงินบริหารแล้ว และหากนางฐิติรัตน์ยังไม่ทำหน้าที่ฯ ก็มีโอกาสจะถูกเพิกถอนจากการเป็นผู้จัดการมรดกร่วม นางฐิติรัตน์จึงได้มีจดหมายนัดตนไปโอนที่ดินบางแปลงให้กับบริษัทปางช้างแม่สาฯในวันที่ 15 กันยายน 2565นี้ เวลา 10.00 น. โดยให้บริษัทฯหาเงินมาโอนทรัพย์สินเอง อนึ่งนางฐิติรัตน์จดทะเบียนสมรสกับพ่อเลี้ยงชูชาติ กัลมาพิจิตร เมื่อปี 2557 จะมีสินสมรสมากถึง 300 ล้านได้อย่างไร ตนได้ตรวจสอบทรัพย์สินทั้งช้าง ทั้งที่ดิน พบว่าบิดาตนได้ถือครองมาก่อนปี 2557ทั้งสิ้น ส่วนเรื่องเงินที่หายไปจากบัญชีในพินัยกรรมจำนวน 41 ล้านบาทเป็นเรื่องจริง ขณะนี้บัญชีดังกล่าวมีเงินเหลืออยู่ประมาณ 40,000 บาทเท่านั้น และเงินที่หายไปจาก 5 บัญชีของบริษัทฯรวมแล้ว 117 ล้านบาทก็เป็นเรื่องจริง ตนเป็นโจทก์ยื่นฟ้องทั้งสองคดี ทั้งที่ศาลจังหวัดเชียงใหม่และกรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะคดีที่เงินบริษัทหาย ตนเพิ่งทราบเมื่อต้นปี 2565
เรื่องนี้อยู่ที่ศาลกรุงเทพใต้ ตนได้ยื่นฟ้องธนาคารที่บริษัทนำฝากเงินไว้

สำหรับเส้นทางการเงิน ตนเชื่อว่าธนาคารมีการบันทึกไว้หมด คนที่เอาเงินไปก็เตรียมรับโทษทางกฏหมายได้เลย หากตนไม่มีหลักฐานพอ คงไม่กล้าฟ้องใคร พ่อตนเสียชีวิตจะครบ 4 ปีในวันที่ 27 มกราคม 2566 นี้ นางฐิติรัตน์เป็นเพียงอดีตภรรยา ส่วนตนเองเป็นบุตรสาวคนโต ทายาทผู้สืบสันดาน ตนต้องรักษาเกียรติภูมิของตระกูล “กัลมาพิจิตร” เอาไว้ นางอัญชลีกล่าวปิดท้ายการให้สัมภาษณ์.