เชียงใหม่ สํานักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) และมหาวิทยาลัยสวนดุสิต นําทัพเปิด Thai Street Gold Star Roadshow 3 จังหวัดต้นแบบ พร้อมเปิดตัวแอปพลิเคชัน Thai Street Gold Star ครั้งแรกของประเทศไทย(คลิป)

สํานักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) และมหาวิทยาลัยสวนดุสิต นําทัพเปิด Thai Street Gold Star Roadshow 3 จังหวัดต้นแบบ พร้อมเปิดตัวแอปพลิเคชัน Thai Street Gold Star ครั้งแรกของประเทศไทย ดันสตรีทฟู้ดไทยสู่ Gastronomy Wellness Destination สู่ระดับโลก ปักหมุด 3 สนามใหญ่ กรุงเทพฯ – พัทยา – เชียงใหม่ พิสูจน์ผลสําเร็จการยกระดับผู้ประกอบการสตรีทฟู้ดสู่มาตรฐานสากล


( 21 สค.69) สํานักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ร่วมกับมหาวิทยาลัยสวนดุสิต และภาคีเครือข่าย เดินหน้าขับเคลื่อน “โครงการยกระดับผู้ประกอบการสตรีทฟู้ดและท่องเที่ยวเชิงสุขภาพสู่มาตรฐานสากล” (Thailand Food Therapy Festival & Thai Street Gold Star Project) มุ่งขั้นตอนสําคัญที่สุดของโครงการ ด้วยการจัดกิจกรรม Roadshow Therapy Festival & Thai Street Gold Star ใน 3 พื้นที่ต้นแบบพร้อมเปิดตัวแอปพลิเคชัน “Thai Street Gold Star” อย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกของประเทศไทย โดยได้รับเกียรติจาก ผู็ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พิมพ์มาดา วิชาศิลป์ คณบดีโรงเรียนการท่องเที่ยวและการบริการ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เป็นประธานเปิดงาน ณ ลานกิจกรรมหน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลเชียงใหม่ (เซ็นทรัลเฟสติวัล เชียงใหม่) ซึ่งเป็นสนามสุดท้ายของทัวร์ Roadshow ระดับประเทศครั้งนี้


ผู็ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พิมพ์มาดา วิชาศิลป์ กล่าวว่า “รัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาผู้ประกอบการ SME ในฐานะกลไกหลักของเศรษฐกิจฐานราก โดยตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วน GDP ของ SME ให้ถึงร้อยละ 40 ภายใน 5 ปีข้างหน้า กิจกรรม Roadshow ในวันนี้คือการนำผลสำเร็จของการพัฒนาผู้ประกอบการตลอดโครงการา ออกมาสู่สายตาประชาชนอย่างเป็นรูปธรรมเป็นครั้งแรก พร้อมเปิดตัวแอปพลิเคชัน Thai Street Gold Star ซึ่งจะเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ผู้ประกอบการที่ผ่านมาตรฐานมีพื้นที่ทางการตลาดที่ยั่งยืน สามารถลงสนามทดลองตลาดจริงและสร้างรายได้ได้ทันที ซึ่งเชื่อมั่นว่ากิจกรรมในวันนี้จะเป็นหมุดหมายทางประวัติศาสตร์ของวงการสตรีทฟู้ดไทย ที่จะยกระดับอาหารริมทางของประเทศไทยให้กลายเป็น Gastronomy Wellness Destinatioin สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ กระตุ้นการท่องเที่ยวและสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยในเวทีโลกอย่างยั่งยืน”


โครงการดังกล่าวดำเนินการนำร่องใน 3 จังหวัดต้นแบบ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ชลบุรี (พัทยา) และเชียงใหม่ โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา คณะผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยสวนดุสิตได้ลงพื้นที่ตรวจประเมินและยกระดับมาตรฐานร้านค้า พร้อมจัดอบรมเข้มข้นด้านการาวางแผนธุรกิจ การตลาดดิจิทัล กรประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI และมาตรฐานด้านสุขาภิบาลอาหารให้แก่ผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง ก่อนคัดเลือกร้านต้นแบบที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน “Thai Street Gold Star” ทั้ง 3 ด้าน ได้แก่ Safety (ความปลอดภัย) Signature (อัตลักษณ์เมนู) และ Service (การบริการ) เข้าร่วมออกร้านจริงในกิจกรรม Roadshow ครั้งนี้


กำหนดการจัดกิจกรรม Roadshow ทั้ง 3 พื้นที่ มีดังนี้ กรุงเทพมหานคร 24-26 กรกฎาคม 2569 ณ ลานหน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี 7-9 สิงหาคม 2569 ณ ลานหน้าหาดพัทยากลาง และจังหวัดเชียงใหม่ 21-23 สิงหาคม 2569 ณ ลานหน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลเฟสติเวล เชียงใหม่

ภายในงานวันนี้ นอกจากจะได้พบกับมะตูม เตชินท์ นักแสดง พิธีกร และอินฟลูเอนเซอร์สายชิมที่มาคอนเฟิร์มความอร่อยของร้านต่าง ๆ ในงานแล้ว ผู้ร่วมงานก็จะได้พบกับการออกร้านของผู้ประกอบการสตรีทฟู้ดและธุรกิจเวลเนสที่ผ่านการยกระดับมาตรฐานจากโครงการ ที่นำเสนอนวัตกรรมด้านสุขภาพ พร้อมกิจกรรม Workshop สาธิตเมนู Food Therapy การแสดงศิลปวัฒนธรรม และพิธีมอบป้ายมาตรฐาน “Thai Street Gold Star” ให้แก่ผู้ประกอบการต้นแบบ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของงาน Roadshow ครั้งนี้ คือการเปิดตัวแอปพลิเคชัน “ไทย สตรีท โกลด์ สตาร์” (Thai Street Gold Star) อย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกของประเทศไทย ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มดิจิทัลที่เชื่อมโยงผู้ประกอบการ ร้านอาหาร นักท่องเที่ยว และผู้บริโภคเข้าไว้ด้วยกัน ช่วยให้ร้านค้าที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน พื้นที่ทางการตลาดที่ยั่งยืน ค้นหาและเข้าถึงได้สะดวก รวดเร็ว ผ่านเทคโนโลยีดิจิทัลอัจฉริยะ พร้อมขยายผลต่อยอดไปยังทุกภูมิภาคทั่วประเทศในระยะต่อไป


การจัดกิจกรรม Roadshow ทั้ง 3 พื้นที่ในครั้งนี้ ถือเป็นสนามทดสอบตลาดจริง (Market Validation)
ที่สำคัญของโครงการ สะท้อนพลังความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และผู้ประกอบการในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็น Global Street Food & Wellness Destination พร้อมสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ให้กับผู้ประกอบการไทยอย่างยั่งยืน

ขอเชิญประชาชน นักท่องเที่ยว ผู้ประกอบการ และผู้สนใจร่วมเป็นส่วนหนึ่งของปรากฏการณ์ครั้งสำคัญนี้ได้ทั้ง 3 พื้นที่ ตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม – 23 สิงหาคม 2569 โดยสามารถติดตามรายละเอียดโครงการา “Thai Street Gold Star” และกำหนดการ Roadshow เพิ่มเติมได้ทางเฟซบุ๊ก : Thailand Food Therapy Festival

เชียงใหม่ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 1 จัดการประชุมชี้แจงแนวทางการดำเนินงานโครงการ กลไกการขับเคลื่อนระบบนิเวศทางการศึกษาด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล(คลิป)

ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 1 เป็นประธานการประชุมชี้แจงแนวทางการดำเนินงานโครงการ กลไกการขับเคลื่อนระบบนิเวศทางการศึกษาด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการเรียนรู้สู่การยกระดับความฉลาดรู้ด้านการอ่าน การคิดอย่างมีวิจารณญาณและสมรรถนะสูงของเด็กและเยาวชนจังหวัดเชียงใหม่ ระยะที่ 2


วันนี้( 21 สค.69) ที่ห้องประชุมออคิดบอลรูม โรงแรมเชียงใหม่ออคิด จังหวัดเชียงใหม่ ดร.อุดมพร กันทะใจ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 1 เป็นประธานประชุมชี้แจงแนวทางการดำเนินงานโครงการ กลไกการขับเคลื่อนระบบนิเวศทางการศึกษาด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการเรียนรู้สู่การยกระดับความฉลาดรู้ด้านการอ่าน การคิดอย่างมีวิจารณญาณและสมรรถนะสูงของเด็กและเยาวชนจังหวัดเชียงใหม่ ระยะที่ 2 โดยมีคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผู้ทรงคุณวุฒิ ศึกษานิเทศก์ ผู้บริหารสถานศึกษา และครูผู้สอนกว่า 300 คนจากหลากหลายสังกัดในพื้นที่เข้าร่วม

ด้าน รองศาสตราจารย์ ดร.สุบัน พรเวียง ผู้ทรงคุณวุฒิ ศึกษานิเทศก์ หัวหน้าศูนย์วิจัยลดความเหลื่อมล้ำเพื่อสร้างโฮกาสทางสังคม กล่าวว่า จากผลการดำเนินงานโครงการกลไกการขับเคลื่อนระบบนิเวศทางการศึกษาด้วย เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการเรียนรู้ สู่การยกระดับความฉลาดรู้ด้านการอ่าน การคิดอย่างมีวิจารณญาณและ สมรรถนะสูงของเด็กและเยาวชน จังหวัดเชียงใหม่” ซึ่งได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปีการศึกษา 2568 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับทักษะด้านการอ่านเพื่อความเข้าใจ (reading literacy) การคิดเชิงวิพากษ์ (critical thinking) และพัฒนากรอบความคิดแบบเติบโต (growth mindset) ของเด็กและ เยาวชนที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 (ปีการศึกษา 2568) และระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ในปีการศึกษา 2569 โดยใช้ระบบนิเวศทางการศึกษาที่นำเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการเรียนรู้มาใช้อย่างเป็นระบบ


ในระยะ 9 เดือนที่ได้ดำเนินงานโครงการที่ผ่านมาทำให้จังหวัดเชียงใหม่มีฐานทุนสำคัญ ได้แก่ เครือข่ายความร่วมมือ หลักสูตรพัฒนาบุคลากร แพลตฟอร์มดิจิทัล เครื่องมือประเมิน ระบบนิเทศติดตาม และฐานข้อมูลผลลัพธ์ผู้เรียน อย่างไรก็ตาม ยังพบข้อจำกัดด้านความแตกต่างของบริบทโรงเรียน ความพร้อมของอุปกรณ์และอินเทอร์เน็ต ความต่อเนื่องในการใช้แพลตฟอร์ม และการนำข้อมูลไปใช้ปรับการเรียนรู้รายบุคคล

ผลลัพธ์ผู้เรียนจากผลการประเมินระยะที่ 1 พบว่าด้าน Reading Literacy เริ่มมีพัฒนาการชัดเจนกว่า Critical Thinking โดยมีผู้เรียนที่พัฒนาขึ้นคิดเป็นร้อยละ 57.69 และด้าน Critical Thinking มีผู้เรียนที่พัฒนาขึ้น ร้อยละ 27.12 จึงสะท้อนว่า Critical Thinking ยังเป็น Pain Point สำคัญที่ต้องได้รับการพัฒนาเชิงลึกต่อเนื่อง และเฉพาะเจาะจงมากขึ้น

และเมื่อสังเคราะห์ผลการดำเนินงานระยะ 9 เดือนร่วมกับข้อสังเกตจากการนิเทศ หนุนเสริม การประชุมสะท้อนผล และข้อมูลผลลัพธ์ผู้เรียน สามารถจำแนกช่องว่างสำคัญที่ต้องนำไปออกแบบการดำเนินงานระยะที่ 2 ได้ 4 ระดับ ได้แก่ ระดับจังหวัด ระดับทีมหนุนเสริมและสถานศึกษา ระดับห้องเรียน และระดับผลลัพธ์ผู้เรียน

ดังนั้น การดำเนินงานระยะที่ 2 จึงจะต่อยอดจากฐานเดิม โดยเน้นการ บูรณาการ AI กับกระบวนการเรียนการสอนและเนื้อหารายวิชาตามกรอบ AIPACK การใช้ AI Feedback Loop ในห้องเรียน การพัฒนาทีมหนุนเสริมผ่าน Coaching, Mentoring และ PLC/SLC ตลอดจนการใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์เพื่อยกระดับความฉลาดรู้ด้านการอ่านและการคิดอย่างมีวิจารณญาณของผู้เรียนให้เกิดผลชัดเจนและยั่งยืนในระดับพื้นที่โดยมีวัตถุประสงค์ ดังนี้


1.เพื่อสรุปผลการดำเนินงานโครงการ กลไกการขับเคลื่อนระบบนิเวศทางการศึกษาด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการเรียนรู้สู่การยกระดับความฉลาดรู้ด้านการอ่าน การคิดอย่างมีวิจารณญาณและสมรรถนะสูงของเด็กและเยาวชน จังหวัดเชียงใหม่ ระยะที่ 1และชี้แจงแนวทางการดำเนินงานโครงการในระยะที่ 2
2.เพื่อชี้แจงการใช้งานแพลตฟอร์มศูนย์การเรียนรู้ทักษะแห่งอนาคตทางการศึกษา(Future Skills Education Learning Cennter(FSE-CMU))
3.เพื่อทบทวนการออกแบบแผนการจัดการเรียนรู้ ที่สร้างการมีส่วนร่วมของนักเรียน (Student Engagement) ผ่านแพลตฟอร์ม “คาปิบ้าเรียน”
4.เพื่อส่งเสริมการจัดทำคลิปและการนำคลิปวิดีโอเกี่ยวกับการนิเทศหนุนเสริม การนิเทศภายในและกระบวนการจัดการเรียนรู้เผยแพร่บนอพลตฟอร์ม YouTube

ดร.อุดมพร กันทะใจ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 1 ให้สัมภาษณ์

เชียงใหม่ กลุ่มภาคีเครือข่ายชาวไร่ยาสูบในจังหวัดเชียงใหม่ ยื่นหนังสือขอความอนุเคราะห์ช่วยรับซื้อใบยาสูบ(คลิป)

กลุ่มภาคีเครือข่ายชาวไร่ยาสูบในจังหวัดเชียงใหม่ รวมตัวกันเพื่อยื่นหนังสือถึงยื่นหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ขอความอนุเคราะห์ช่วยรับซื้อใบยาสูบและขอทำบันทึกความร่วมมือ(MOU) ที่จะไม่ขอความช่วยเหลือให้รับซื้อใบยาสูบที่คงเหลือในปีต่อๆไป เนื่องจากผู้บ่มฯหลายรายมีการใช้เมล็ดยาสูบจากต่างประเทศซึ่งมีการปรับปรุงพันธุ์เป็นอย่างดี ทำให้ได้ผลผลิตต่อไร่มากขึ้นร้อยละ 15-20

วันนี้(14 สค.69) ที่บริเวณด้านหน้าศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ กลุ่มภาคีเครือข่ายชาวไร่ยาสูบในจังหวัดเชียงใหม่ รวมตัวกันเพื่อยื่นหนังสือถึงยื่นหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ผ่านทาง ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดเชียงใหม่ และนายอนุช ใจสาร ผู้จัดการยาสูบเชียงใหม่ ขอความอนุเคราะห์ช่วยรับซื้อใบยาสูบและขอทำบันทึกความร่วมมือ(MOU) ที่จะไม่ขอความช่วยเหลือให้รับซื้อใบยาสูบที่คงเหลือในปีต่อๆไป

นายอรุณ โปธิตา ตัวแทนภาคีเครือข่ายชาวไร่ยาสูบจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า ภาคีเครือข่ายชาวไร่ยาสูบ ได้รับการร้องเรียนจากผู้บ่มฯและชาวไร่ยาสูบในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ที่เพาะปลูกขาสูบสายพันธุ์เวอร์จิเนีย ว่าผลผลิตใบยาสูบอบแห้ง ในฤดูการผลิต 2568 – 2569 มีปริมาณมากกว่าที่คาดการไว้เนื่องจากผู้บ่มฯหลายรายมีการใช้เมล็ดยาสูบจากต่างประเทศซึ่งมีการปรับปรุงพันธุ์เป็นอย่างดี ทำให้ได้ผลผลิตต่อไร่มากขึ้นร้อยละ 15-20 จากการใช้พันธุ์ดังกล่าวทำให้ปริมาณยาสูบต่อไร่มากขึ้น อีกทั้งในฤดูกาลผลิตนี้มีนี้มีปริมาณน้ำฝนและสภาวะอากาศที่เหมาะสมในการเพาะปลูก ทำให้อัตราแปรสภาพใบยาสดเป็นใบยาแห้งต่ำ(Rato)จึงทำให้ใบยาแห้งของชาวไร่และผู้บ่มฯมีปริมาณมากกว่าโควตาที่การยาสูบแห่งประเทศไทยกำหนด

ทางภาคีเครือข่ายชาวไร่ยาสูบ ได้สำรวจใบยาสูบอบแห้งจากผู้บ่มฯและชาวไร้ผู้ปลูกใบยาสูบว่ามีใบยาสูบคงเหลือประมาณ 345,773 กิโลกรัม โดยมีรายละเอียดดังนี้ 1. สถานีแม่เลนจำนวน 52,945 กิโลกรัม 2. สถานีห้วยไซจำนวน 56,328 กิโลกรัม 3. สถานีปากทางจำนวน 35,700 กิโลกรัม 4. สถานีสันมหาพน จำนวน 13,800 กิโลกรัม 5. ผู้บ่มอิสระจำนวน 37,000 กิโลกรัม

ดังนั้นทางภาคีเครือข่ายชาวไร่ยาสูบจังหวัดเชียงใหม่ จึงใคร่ขอความอนุเคราะห์จากท่าน ช่วยประสานหน่วยที่เกี่ยวข้องงานพิจารณาช่วยรับซื้อใบยาสูบที่เหลือ ในจังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดลำพูน ซึ่งทางชาวไร่มีข้อเสนอดังนี้
1. ช่วยรับซื้อใบยาสูบ ที่เหลือเป็นเกรดต่ำทั้งหมด โดยเป็นการซื้อนอกโควต้า
2.ช่วยรับซื้อใบยาสูบ ที่เหลือตามเกรดชั้นใบยา โดยให้ทักโดวต้าฤดูปี 2569 – 2570
3. ยินดีทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ที่จะไม่ขอความช่วยเหลือให้รับซื้อใบยาสูบที่คงเหลือในปีต่อๆไป

 

เชียงใหม่ NREL CAMT มช. ร่วมกับ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม และการีนา ดึง Lanna Soft Power สู่ Free Fire Craftland หนุนเชียงใหม่มุ่งสู่มรดกโลก UNESCO (คลิป)

NREL CAMT มช. ร่วมกับ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม และการีนา ดึง Lanna Soft Power สู่ Free Fire Craftland หนุนเชียงใหม่มุ่งสู่มรดกโลก UNESCO

วันนี้ ( 9 สค.69) ที่ศูนย์การเรียนรู้อีสปอร์ตภาคเหนือ (NREL) วิทยาลัยศิลปะ สื่อ และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อาจารย์ ดร.กลวัชร คล้ายนาค รองคณบดี (งานพัฒนาคุณภาพนักศึกษาและศิษย์เก่าสัมพันธ์) เป็นประธานเปิดงาน NREL CAMT มช. ร่วมกับ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม และการีนา ดึง Lanna Soft Power สู่ Free Fire Craftland หนุนเชียงใหม่มุ่งสู่มรดกโลก UNESCO


ศูนย์การเรียนรู้อีสปอร์ตภาคเหนือ (NREL) วิทยาลัยศิลปะ สื่อ และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ร่วมกับ บริษัท การีนา (ประเทศไทย) จำกัด ขับเคลื่อนซอฟต์พาวเวอร์ผ่านการแข่งขันออกแบบแผนที่เมืองเชียงใหม่บนเกม Free Fire Craftland ในโครงการ “Chiang Mai’s Digital Map Design Competition 2026” ระหว่างวันที่ 7 – 9 สิงหาคม 2569 โดยมีเยาวชนระดับมัธยมศึกษาในภาคเหนือเข้าร่วมสร้างสรรค์ผลงานมากกว่า 26 ทีม

ช่วงบ่าย คณบดีวิทยาลัยศิลปะ สื่อ และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เสวนาพิเศษหัวข้อ “Game On, Culture Up: ดีไซน์อัตลักษณ์ล้านนา สู่ซอฟต์พาวเวอร์ในโลกดิจิทัล” โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ภคินี อริยะ หัวหน้าศูนย์การเรียนรู้อีสปอร์ตภาคเหนือ ,ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.มณิษวาส จินตพิทักษ์ ,ดร.กรวรรณ สังขกรรักษาการแทน ผู้อำนวยการ สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมและล้านนาสร้างสรรค์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

การแข่งขันครั้งนี้ นำทุนวัฒนธรรมล้านนา ทั้งสถาปัตยกรรมวัดสำคัญ 7 แห่ง ประตูเมือง และกำแพงเมือง มาถ่ายทอดเป็นฉาก ยุทธศาสตร์ และภารกิจในโลกดิจิทัล เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนจังหวัดเชียงใหม่ สู่การเป็นเมืองมรดกโลกทางวัฒนธรรมของ UNESCO โดยมีทีมผู้เชี่ยวชาญช่วยคัดกรองเนื้อหาผ่านกระบวนการ Cultural Review Gate เพื่อรักษาความถูกต้องและเคารพคุณค่าทางประวัติศาสตร์อย่างลงตัว

นอกจากจะเปลี่ยนเรื่องราวท้องถิ่นให้กลายเป็นประสบการณ์เกมสุดล้ำแล้ว ยังช่วยอัปสกิลเยาวชนในการสร้างผลงานต้นแบบ (Prototype) เพื่อพัฒนาสู่นักออกแบบเกมและครีเอเตอร์รุ่นใหม่ในอนาคต

ผู้สนใจสามารถร่วมเปิดประสบการณ์และเข้าชมผลงานแผนที่ดิจิทัลได้ที่ https://cmcraftmap.camt.cmu.ac.th/

 

เชียงใหม่ วิทยาลัยศิลปะ สื่อ และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เดินหน้าสร้างแรงบันดาลใจจัดกิจกรรม “CAMT Digital Contest 2026”(คลิป)

( 8 สค.69) วิทยาลัยศิลปะ สื่อ และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เดินหน้าสร้างแรงบันดาลใจและขับเคลื่อนสังคมแห่งการเรียนรู้ จัดกิจกรรม “CAMT Digital Contest 2026” มุ่งเปิดพื้นที่แห่งการเรียนรู้และเปิดรับพลังความคิดสร้างสรรค์อย่างไร้ขีดจำกัด พร้อมตอกย้ำภาพลักษณ์องค์กรภายใต้วิสัยทัศน์ “CAMT CREATIVE DIGITAL INNOVATION” ที่ยึดเอา ความคิดสร้างสรรค์ เป็นตัวนำทาง และใช้ เทคโนโลยีดิจิทัล เป็นเครื่องมือขับเคลื่อน เพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ที่ไม่เพียงแค่ทันสมัย แต่ต้องสร้างมูลค่าและตอบโจทย์โลกอนาคตได้อย่างแท้จริง

การแข่งขันในครั้งนี้เน้นย้ำการสร้างระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้ที่ให้เยาวชนได้ปลดล็อกศักยภาพ ผ่านการแข่งขันและกิจกรรม Workshop ดังนี้

ไฮไลท์กิจกรรมเด่นภายในงาน CAMT Digital Contest 2026:
1.การประกวดแข่งขัน (Competition) : เปิดพื้นที่ให้นักคิด นักสร้าง และสายครีเอทีฟรุ่นใหม่ มาประลองสกิล ไอเดีย และความสามารถแห่งอนาคตกับ 7 การแข่งขัน ชิงเงินรางวัลรวมกว่า 70,000 บาท พร้อมเกียรติบัตร

1.Software Design Contest
คิดให้ลึก เข้าใจผู้ใช้ และเปลี่ยนไอเดียซอฟต์แวร์ให้กลายเป็น Prototype ที่ตอบโจทย์จริง

2.AI Creator Contest
ปล่อยพลังครีเอทีฟด้วย AI สร้างภาพ วิดีโอ เสียง และคอนเทนต์ให้โดดเด่นและใช้ประโยชน์ได้จริง

3.Game Design Contest
รับโจทย์ คิดระบบ และสร้างเกมให้เล่นได้จริงภายในเวลาจำกัด พร้อมโชว์สกิลนักพัฒนาเกมแบบเต็มแม็กซ์

4.Invention & Innovation Contest
ประชันไอเดียนวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์ เปลี่ยนความคิดสร้างสรรค์ให้กลายเป็นผลงานที่ต่อยอดสู่อนาคต

5.Board Game Challenge
การแข่งขันบอร์ดเกมเชิงกลยุทธ์จาก Basecamp: The Startup Journey ที่วัดทักษะการคิดวิเคราะห์ การบริหารทรัพยากร การวางแผน และการตัดสินใจภายใต้สถานการณ์สุดท้าทาย โดยตัดสินจากการวางกลยุทธ์ที่เฉียบคมเพื่อค้นหาสุดยอดนักวางแผน

6.Music & Visual Contest
ระเบิดพลังการแสดงสด ผสานเสียงดนตรีกับ Visual Arts ให้กลายเป็นโชว์ที่สะกดทุกสายตา

7.Cosplay Contest
ปลุกคาแรกเตอร์ให้มีชีวิต ถ่ายทอดทุกดีเทลผ่านชุด อุปกรณ์ และการแสดงบนเวทีอย่างเต็มพลัง

2.กิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการ (AI Revolution Workshops) : เปิดให้น้อง ๆ ระดับมัธยมศึกษาทุกระดับชั้น มาอัปสกิล AI ผ่านการลงมือทำจริง พร้อมเรียนรู้เทคโนโลยีแห่งอนาคตกับ 6 หัวข้อ Workshops สำหรับน้องๆ มัธยมทุกระดับชั้น

1.AI for Game
เรียนรู้การใช้ AI ช่วยออกแบบตัวละคร ฉาก ไอเทม และสร้างโลกของเกมจากไอเดียให้กลายเป็นผลงาน

2.AI for Art
ต่อยอดความคิดสร้างสรรค์ด้วย AI ตั้งแต่การสร้างภาพ ควบคุมสไตล์ ไปจนถึงการพัฒนาผลงานศิลปะและวิดีโอ

3.AI for Marketing
เรียนรู้การวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมาย สร้างภาพโฆษณา เขียนคอนเทนต์ และออกแบบสื่อการตลาดด้วย AI

4.AI Agent
ทำความรู้จักและสร้างผู้ช่วยอัจฉริยะที่สามารถวิเคราะห์ ตัดสินใจ ค้นหา สรุปข้อมูล และทำงานอัตโนมัติได้

5.AI for Application
เปลี่ยนไอเดียให้เป็นแอปพลิเคชัน ตั้งแต่การวิเคราะห์ความต้องการ ออกแบบ UX/UI เขียนโค้ด ไปจนถึงสร้างต้นแบบพร้อมใช้งาน

ความสำเร็จของการเปิดพื้นที่พัฒนาทักษะในครั้งนี้ ถือเป็นผลสัมฤทธิ์อันเด่นชัดในการยืนยันถึงคุณภาพการจัดการเรียนการสอนด้านเทคโนโลยีและสื่อสร้างสรรค์ของ CAMT มช. ที่พร้อมก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของโลก และมุ่งสู่ความเป็นเลิศอย่างยั่งยืน โดยผลงานและประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการบ่มเพาะ “กำลังคนดิจิทัล (Digital Talent)” ที่มีคุณภาพสูง พร้อมออกไปสร้าง Impact และขับเคลื่อนสังคมดิจิทัลต่อไป

ทางวิทยาลัยฯ หวังว่ากิจกรรม CAMT Digital Contest 2026 จะสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ CAMT มช. ในการเป็นศูนย์กลางบ่มเพาะนวัตกรและผู้สร้างสรรค์ยุคใหม่ ที่พร้อมก้าวสู่ความเป็นเลิศอย่างยั่งยืน และนำพาเทคโนโลยีไทยไปสร้างคุณค่าบนเวทีระดับสากล

เชียงใหม่ ไทยเป็นเจ้าภาพ AAHRS 2026 ชู AI และนวัตกรรมการแพทย์ ผลักดัน Medical Hub และศูนย์กลางปลูกผมแห่งเอเชีย(คลิป)

ไทยเป็นเจ้าภาพ AAHRS 2026 ชู AI และนวัตกรรมการแพทย์ ผลักดัน Medical Hub และศูนย์กลางปลูกผมแห่งเอเชีย

จังหวัดเชียงใหม่เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมวิชาการนานาชาติ The 10th AAHRS Scientific Meeting 2026 ระหว่างวันที่ 7–9 สิงหาคม 2569 ณ โรงแรม InterContinental Chiang Mai The Mae Ping ภายใต้แนวคิด “Mega Trend in Hair Restoration Surgery” โดยมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ นักวิจัย และบุคลากรทางการแพทย์จากทั่วโลก ร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านศัลยกรรมปลูกผมและเวชศาสตร์ฟื้นฟูเส้นผม พร้อมนำเสนอเทคโนโลยีล่าสุด อาทิ AI, Precision Medicine, Regenerative Medicine, Stem Cell, Exosome, PRP รวมถึงเทคนิค FUE และ DHI ตลอดจนการสาธิตผ่าตัดจริง (Live Surgery) และเวิร์กช็อป เพื่อยกระดับมาตรฐานการรักษาและสร้างเครือข่ายความร่วมมือระดับนานาชาติ

ศ.นพ.ดำเกิง ปฐมวาณิชย์ นายกสมาคมแพทย์ปลูกผมแห่งเอเชีย (AAHRS) กล่าวว่า การที่ประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมครั้งนี้ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนานาชาติในศักยภาพของแพทย์ไทยและมาตรฐานการรักษาระดับสากล พร้อมเป็นเวทีสำคัญในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ถ่ายทอดนวัตกรรม และผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น Medical Hub และศูนย์กลางด้านศัลยกรรมปลูกผมของภูมิภาคเอเชีย

ด้าน รศ.ดร.พญ.รัชต์ธร ปัญจประทีป ประธานฝ่ายวิชาการ (Chairman, Scientific Program) กล่าวว่า แนวโน้มสำคัญของวงการในอนาคตคือการนำ AI มาใช้วางแผนการรักษา ควบคู่กับเทคโนโลยีการเก็บและย้ายรากผมที่มีความแม่นยำมากขึ้น รวมถึงการประยุกต์ใช้ Regenerative Medicine, Stem Cell, Exosome และ PRP เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและผลลัพธ์ในการรักษาผู้ป่วย

พญ.กนกวรรณ จันทอุปฬี ประธานฝ่ายจัดการประชุม (Chairman, Program of Events) กล่าวว่า การเป็นเจ้าภาพจัดประชุมในครั้งนี้ไม่เพียงสร้างเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระดับนานาชาติ แต่ยังช่วยยกระดับภาพลักษณ์ของประเทศไทยในฐานะ Medical Hub และเสริมศักยภาพสู่การเป็นศูนย์กลางด้านศัลยกรรมปลูกผมและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของภูมิภาคเอเชีย

ขณะที่ พญ.กุลกาญจน์ อมรพัฒนา, MD, FISHRS ประธานการสาธิตการผ่าตัด (Chairman, Live Surgery) กล่าวว่า การสาธิต Live Surgery ถือเป็นไฮไลต์สำคัญของการประชุม เพราะเปิดโอกาสให้แพทย์ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้จากการผ่าตัดจริง เห็นเทคนิคใหม่ มาตรฐานความปลอดภัย และสามารถนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการรักษาผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การประชุม The 10th AAHRS Scientific Meeting 2026 จึงเป็นเวทีสำคัญที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ เทคโนโลยี และความร่วมมือจากผู้เชี่ยวชาญทั่วโลก มากกว่า 200 คน พร้อมตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยและจังหวัดเชียงใหม่ในการก้าวสู่ศูนย์กลางด้านการแพทย์ การวิจัย และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในระดับนานาชาติ.

เชียงใหม่ FLE เดินสายโรดโชว์ 4 จังหวัด พบนักลงทุนทั่วประเทศ ตอกย้ำศักยภาพผู้นำธุรกิจระบบน้ำครบวงจร(คลิป)

FLE เดินสายโรดโชว์ 4 จังหวัด พบนักลงทุนทั่วประเทศ ตอกย้ำศักยภาพผู้นำธุรกิจระบบน้ำครบวงจร ก่อนเสนอขาย IPO 100 ล้านหุ้นเตรียมเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ mai


(3 สค.69) ที่ห้องประชุมชั้น 2 โรงแรมดิเอ็มเพรสจังหวัดเชียงใหม่ บริษัท ฟร้อนท์ไลน์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ FLE ผนึกกำลังบริษัท ฟิน พลัส แอดไวเซอรี่ จำกัด ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน เตรียมเดินสายโรดโชว์พบนักลงทุนก่อนเสนอขายหุ้นไอพีโอ จำนวน 100 ล้านหุ้น เปิดฉากเรียกความเชื่อมั่นในหัวเมืองใหญ่ 4 จังหวัด ได้แก่เชียงใหม่ หาดใหญ่ ขอนแก่น ระหว่างวันที่ 3 – 5 สิงหาคม และปิดท้ายที่กรุงเทพฯ วันที่ 10 สิงหาคม ตอกย้ำศักยภาพธุรกิจและวิสัยทัศน์การเติบโต ด้าน “นายภาณุ โชคอภิรัตน์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ระบุนำเงินจากการระดมทุนขยายธุรกิจ ผลักดันการเติบโตอย่างมีศักยภาพ พร้อมโชว์จุดแข็ง เป็นผู้ให้บริการด้านระบบสูบน้ำและระบายน้ำแบบครบวงจร (One Stop Solution Provider) ชูประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในธุรกิจกว่า 20 ปี

นายเสกสรรค์ ธโนปจัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฟิน พลัส แอดไวเซอรี่ จำกัด (“บริษัทฯ”) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินของ บริษัท ฟร้อนท์ไลน์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ FLE กล่าวว่า บริษัทฯ มีแผนนำ FLE เดินสายนำเสนอข้อมูลรายละเอียดธุรกิจแก่นักลงทุน (โรดโชว์) จำนวน 4 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่, อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา, จังหวัดขอนแก่น ระหว่างวันที่ 3 – 5 สิงหาคม 2569 และปิดท้ายที่จังหวัดกรุงเทพฯ ในวันที่ 10 สิงหาคม 2569

FLE มีแผนเสนอขายหุ้นสามัญต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) จำนวน 100 ล้านหุ้น คิดเป็น 33.33% ของจํานวนหุ้นสามัญที่ออกและเรียกชําระแล้วทั้งหมดภายหลังการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนในครั้งนี้และมีแผนเข้าจดทะเบียนและซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai) ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้เริ่มนับหนึ่งแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์และร่างหนังสือชี้ชวนของ FLE เป็นที่เรียบร้อยแล้ว


การโรดโชว์ครั้งนี้เป็นเวทีสำคัญในการนำเสนอข้อมูลของ FLE ให้แก่นักลงทุนได้รับทราบอย่างรอบด้าน ทั้งในส่วนของลักษณะการดำเนินธุรกิจ จุดแข็ง ศักยภาพการแข่งขัน แนวทางการขยายธุรกิจ และโอกาสการเติบโตในอนาคต ซึ่งมั่นใจว่าจะได้รับความสนใจเป็นอย่างดี สะท้อนถึงความสนใจของนักลงทุนต่อธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับระบบจัดการน้ำ และศักยภาพในการเติบโตของ FLE ในระยะยาว

​สำหรับวัตถุประสงค์การระดมทุนของ FLE ประกอบด้วย เพื่อใช้เงินลงทุนในเครื่องมือและเครื่องจักรสำหรับธุรกิจให้เช่าเครื่องสูบน้ำ และธุรกิจบริการด้านน้ำ , ขยายกำลังการผลิตของโรงงาน ชำระเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงิน และเป็นเงินทุนหมุนเวียนสำหรับการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ

โดย FLE มีจุดแข็งจากประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในธุรกิจระบบจัดการน้ำที่ดำเนินงานมาอย่างยาวนานกว่า 20 ปี พร้อมความโดดเด่นในการเป็นผู้จัดหาและจัดจำหน่ายเครื่องสูบน้ำ วาล์ว ท่อ สะพานเบลีย์ เรือขุด และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องจากแบรนด์ชั้นนำระดับโลก รวมถึงมีความสามารถในการให้บริการแบบครบวงจร ตั้งแต่การให้คำปรึกษา การออกแบบ การจัดหาและติดตั้ง ไปจนถึงงานทดสอบ ซ่อมบำรุง และบริการหลังการขาย ด้วยทีมงานที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์เฉพาะด้าน สามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์ และโซลูชันที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้อย่างหลากหลาย

นอกจากนี้ ธุรกิจของ FLE ยังเกี่ยวข้องกับระบบบริหารจัดการน้ำและโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการพัฒนาประเทศและมีโอกาสเติบโตตามความต้องการใช้น้ำและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในอนาคต ประกอบกับการมีผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย การให้บริการที่ครอบคลุม และความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าและพันธมิตรทางธุรกิจ ทำให้ FLE มีศักยภาพในการต่อยอดโอกาสทางธุรกิจและขยายฐานลูกค้าได้อย่างต่อเนื่อง จึงเชื่อมั่นว่า FLE มีพื้นฐานธุรกิจที่แข็งแกร่ง มีศักยภาพในการเติบโตในระยะยาว ทำให้มั่นใจว่าจะได้รับความสนใจจากนักลงทุนเป็นอย่างดี

​นายภาณุ โชคอภิรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฟร้อนท์ไลน์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ FLE กล่าวว่า การเดินสายโรดโชว์ในครั้งนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญที่บริษัทฯ จะได้นำเสนอข้อมูลและศักยภาพของ FLE ให้แก่นักลงทุนในแต่ละภูมิภาคได้รู้จักบริษัทมากยิ่งขึ้น ทั้งในด้านประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญในธุรกิจระบบน้ำ ตลอดจนแนวทางการดำเนินงาน โดยบริษัทให้ความสำคัญกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการอย่างต่อเนื่อง พร้อมมุ่งมั่นยกระดับการให้บริการที่ครบวงจร เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ลูกค้าและพันธมิตรทางธุรกิจ รวมถึงรองรับโอกาสการเติบโตของอุตสาหกรรมในอนาคต

​“แผนการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai) นับเป็นก้าวสำคัญของ FLE ในการต่อยอดและขยายธุรกิจให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งในอนาคต ช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นให้แก่ลูกค้าและพันธมิตรทางธุรกิจ รวมถึงเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการสนับสนุนการเติบโตอย่างมั่นคงในระยะยาว” นายภาณุ กล่าว


สำหรับบริษัท ฟร้อนท์ไลน์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ FLE FLE ดำเนินธุรกิจจัดหาและจำหน่ายเครื่องสูบน้ำ วาล์ว ท่อ สะพานเบลีย์ เรือขุด และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องและให้บริการให้เช่าเครื่องสูบน้ำรวมถึงงานเหมาระบบไฟฟ้าและเครื่องกลของงานชลประทาน งานระบบส่งน้ำและงานระบบโซลาร์เซลล์ ตลอดจนการให้บริการที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ที่บริษัทจำหน่าย ได้แก่ บริการติดตั้ง บริการทดสอบ และบริการซ่อมบำรุง ในช่วงแรกของการดำเนินธุรกิจบริษัทฯ ดำเนินธุรกิจเป็นตัวแทนจำหน่ายและนำเข้าเครื่องสูบน้ำภายใต้ตราสินค้าของเจ้าของผลิตภัณฑ์ชั้นนำระดับโลกที่ได้รับรองตามมาตรฐานสากลและได้รับความไว้วางจากเจ้าของตราผลิตภัณฑ์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา นอกจากนี้บริษัทฯ ยังได้ขยายขอบเขตของผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้นโดยจัดหาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่เกี่ยวข้องกับระบบบริหารจัดการน้ำ ไม่ว่าจะเป็น ท่อ สะพานเบลีย์ เรือขุด และอุปกรณ์ อย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าและผู้ใช้น้ำในทุกมิติ

นอกจากนี้ยังมีการจำหน่ายสินค้าภายใต้ตราผลิตภัณฑ์ที่เป็นของบริษัทเอง ที่มีคุณภาพและราคาที่เหมาะสม เพื่อให้มีสินค้าที่หลากหลายมากขึ้นและบริษัทมีการให้บริการที่เกี่ยวข้องกับระบบบริหารจัดการน้ำ ได้แก่ งานติดตั้ง งานทดสอบ และงานซ่อมบำรุง พร้อมทั้งมีโรงงานประกอบและศูนย์ทดสอบเครื่องสูบน้ำ เพื่อควบคุมคุณภาพและประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ก่อนส่งมอบลูกค้า ทั้งนี้ บริษัทยึดมั่นในการดำเนินธุรกิจด้วยความซื่อสัตย์ จริงใจ และมุ่งมั่นที่จะเป็นผู้นำในการจัดหาและจำหน่ายเครื่องสูบน้ำ ท่อ สะพานเบลีย์ เรือขุด และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งให้บริการที่ทันสมัยครอบคลุมทุกขั้นตอนอย่างครบวงจร (One Stop Service) ตั้งแต่การให้คำปรึกษา ออกแบบ จัดหา ติดตั้ง ทดสอบ จนถึงการบำรุงรักษาและบริการหลังการขายเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด และสร้างความพึงพอใจอย่างยั่งยืนในทุกโครงการที่บริษัทมีส่วนร่วม

การดำเนินธุรกิจของบริษัทสามารถแบ่งได้ 5 กลุ่มประเภทธุรกิจ ดังนี้
1. ธุรกิจจัดหาและจำหน่ายเครื่องสูบน้ำ วาล์ว ท่อ สะพานเบลีย์ เรือขุดและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง
2. ธุรกิจจัดหาและจำหน่ายพร้อมติดตั้งเครื่องสูบน้ำ วาล์ว ท่อ สะพานเบลีย์ เรือขุด และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง
3. ธุรกิจให้เช่าเครื่องสูบน้ำ
4. ธุรกิจรับเหมาระบบไฟฟ้าและเครื่องกลของงานชลประทาน งานระบบส่งน้ำ และงานระบบโซล่าร์เซลล์
5. ธุรกิจให้บริการที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ที่บริษัทฯ จำหน่าย

เชียงใหม่ North IVF เปิดตัวศูนย์เวชศาสตร์การเจริญพันธุ์แห่งใหม่ ยกระดับเชียงใหม่สู่ ศูนย์กลางการรักษาผู้มีบุตรยากของภูมิภาค(คลิป)

North IVF เปิดตัวศูนย์เวชศาสตร์การเจริญพันธุ์แห่งใหม่ ยกระดับเชียงใหม่สู่ ศูนย์กลางการรักษาผู้มีบุตรยากของภูมิภาค ผสานประสบการณ์ดูแลผู้ป่วยกว่า 30 ปี พร้อมเทคโนโลยีมาตรฐานสากล รองรับทั้งชาวไทยและต่างชาติ

วันนี้(25 กค.69) ที่ North IVF สหคลินิก ตำบลหนองผึ้ง อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ ศ.นพ.ธีรพร วุฒยวนิช ประธานกรรมการ North IVF สหคลินิก  ทำพิธีเปิดงาน Grand Opening อย่างเป็นทางการซึ่งตรงกับ World IVF Day วันแห่งการกำเนิดเด็กหลอดแก้วคนแรกของโลก นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของการพัฒนาบริการเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ในจังหวัดเชียงใหม่ และภาคเหนือของประเทศไทย โดยมีผู้บริหารหน่วยงานด้านสาธารณสุข ผู้แทนภาครัฐ ภาคเอกชน นักลงทุน แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และพันธมิตรทางการแพทย์จากทั่วประเทศ ร่วมเป็นสักขีพยานในการเปิดศูนย์รักษาผู้มีบุตรยากแห่งใหม่

North IVF เกิดจากการรวมพลังของทีมแพทย์ นักวิทยาศาสตร์ นักวิจัย และผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ ซึ่งมีประสบการณ์สั่งสมมายาวนานในการดูแลผู้ป่วยมากกว่า 30 ปี พร้อมความร่วมมือของเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญจากหลายภูมิภาค เพื่อร่วมกันยกระดับการรักษาผู้มีบุตรยากของประเทศไทย

ศูนย์แห่งนี้ได้รับการออกแบบให้เป็น Comprehensive Fertility Center ที่ให้บริการแบบครบวงจร ตั้งแต่การวางแผนครอบครัว การรักษาภาวะมีบุตรยาก การปฏิสนธินอกร่างกาย (IVF/ICSI) การตรวจพันธุกรรมตัวอ่อน (PGT) ไปจนถึงการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม (Holistic Fertility Care) ภายใต้เทคโนโลยีห้องปฏิบัติการที่ทันสมัย และมาตรฐานคุณภาพระดับสากล

การเปิดให้บริการของ North IVF ยังสอดคล้องกับนโยบายการผลักดันจังหวัดเชียงใหม่สู่ Medical & Wellness Hub ของภาคเหนือ โดยมีเป้าหมายรองรับทั้งผู้รับบริการชาวไทยและผู้ป่วยจากต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยเสริมศักยภาพด้านเศรษฐกิจสุขภาพ (Health Economy) และการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ (Medical Tourism) ของจังหวัดในระยะยาว

ภายในงานยังจัดแสดงนิทรรศการพิเศษ “The Journey of Hope” ถ่ายทอดวิวัฒนาการของเทคโนโลยีเด็กหลอดแก้วของโลก ตั้งแต่การกำเนิดเด็กหลอดแก้วคนแรกเมื่อปี ค.ศ. 1978 สู่พัฒนาการของการรักษาผู้มีบุตรยากในประเทศไทย และการเดินทางของทีมแพทย์ผู้บุกเบิกที่นำมาสู่การก่อตั้ง North IVF ในวันนี้

“ภายใต้แนวคิด “Every Journey Begins with Hope” North IVF มุ่งมั่นเป็นมากกว่าศูนย์รักษาผู้มีบุตรยาก แต่เป็นสถานที่ที่พร้อมเดินเคียงข้างทุกครอบครัวในทุกขั้นตอนของการเดินทางสู่การมีบุตร ด้วยมาตรฐานการรักษา ความปลอดภัย จริยธรรม และการดูแลด้วยหัวใจ”

เชียงใหม่ ชีวิตจริงที่ไม่ใช่ละคร…2 แม่ลูกพิการถูกตัดสิทธิ์บัตรสวัสดิการฯ วอนรัฐทบทวนเกณฑ์ช่วยคนจน(คลิป)

เรื่องราวที่เกิดขึ้นไม่ใช่ฉากในละคร แต่เป็นชีวิตจริงของสองแม่ลูก นางพันธ์ หนุนเเปง อายุ 78 ปี ผู้เป็นแม่ และลูก นายศักดา หนุนเเปง อายุ 47 ปี อยู่บ้านเลขที่ 9809 หมู่ 6 ต.เเม่คือ อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ เป็นผู้พิการในพื้นที่ตำบลแม่คือ อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ ที่ต้องเผชิญความยากลำบาก หลังถูกตัดสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือบัตรคนจน ทั้งที่เป็นผู้พิการ ช่วยเหลือตัวเองแทบไม่ได้ และต้องพึ่งพาหลานชายเพียงคนเดียวในการดูแลชีวิตประจำวัน

นายอุดม อิ่นคำ ที่ปรึกษานายกเทศมนตรีตำบลแม่คือ ได้นำผู้สื่อข่าวลงพื้นที่เยี่ยมบ้านของสองแม่ลูก เพื่อสะท้อนสภาพความเป็นอยู่ที่แท้จริง พร้อมเรียกร้องให้หน่วยงานภาครัฐเร่งทบทวนหลักเกณฑ์การคัดกรองผู้มีสิทธิ์ได้รับสวัสดิการแห่งรัฐ หลังพบว่าผู้ที่ยากไร้และเดือดร้อนจริงกลับถูกตัดสิทธิ์

ภายในบ้านพักที่เรียบง่าย สองแม่ลูกผู้พิการใช้ชีวิตด้วยความยากลำบาก ไม่สามารถประกอบอาชีพหรือช่วยเหลือตัวเองได้เหมือนคนทั่วไป รายได้แทบไม่มี ขณะที่ภาระการดูแลตกอยู่กับหลานชาย ซึ่งต้องรับผิดชอบทั้งการดูแลผู้ป่วยและการหาเลี้ยงครอบครัว

หลังจากรัฐบาลประกาศใช้หลักเกณฑ์ใหม่ในการคัดกรองผู้ได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ทั้งสองคนกลับถูกตัดสิทธิ์ ทำให้สูญเสียความช่วยเหลือที่เคยใช้ประคับประคองชีวิต ส่งผลให้ภาระในการดูแลตกอยู่กับอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) รวมถึงเทศบาลตำบลแม่คือ ที่ต้องเข้ามาให้ความช่วยเหลือด้านอาหาร เครื่องอุปโภคบริโภค และการดูแลในชีวิตประจำวันอย่างต่อเนื่อง

นายอุดม อิ่นคำ กล่าวว่า รู้สึกไม่สบายใจกับกรณีที่เกิดขึ้น และตั้งคำถามถึงกระบวนการพิจารณาสิทธิ์ของภาครัฐ “อยากฝากถึงรัฐบาลว่า ใช้อะไรเป็นหลักเกณฑ์ในการให้สิทธิ์ช่วยเหลือประชาชนที่ยากจนจริง ๆ ทั้งที่ข้อมูลจากเทศบาล อสม. และเจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชนในพื้นที่ มีการสำรวจข้อเท็จจริงทุกหลังคาเรือน คนที่ลำบากจริงกลับไม่ได้รับการช่วยเหลือ จึงอยากให้รัฐบาลทบทวนหลักเกณฑ์และระบบการคัดกรองใหม่ทั้งหมด เพื่อให้ความช่วยเหลือเข้าถึงผู้ที่เดือดร้อนอย่างแท้จริง”

กรณีของสองแม่ลูกผู้พิการในตำบลแม่คือ สะท้อนให้เห็นถึงช่องว่างของระบบสวัสดิการที่อาจยังไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงในพื้นที่ แม้หน่วยงานท้องถิ่นจะมีข้อมูลและเห็นสภาพความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างใกล้ชิด แต่ผู้ที่ควรได้รับความช่วยเหลือกลับหลุดออกจากระบบ


วันนี้ ความหวังของสองแม่ลูกไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขหรือหลักเกณฑ์ในเอกสาร แต่อยู่ที่การทบทวนระบบสวัสดิการของรัฐ เพื่อให้ความช่วยเหลือไปถึงผู้ที่เปราะบางและยากไร้จริง เพราะสำหรับคนที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ การสูญเสียสิทธิ์เพียงใบเดียว อาจหมายถึงการสูญเสียที่พึ่งสุดท้ายของชีวิต

เชียงใหม่ เปิดฉากยิ่งใหญ่! งานส่งเสริมการท่องเที่ยวประเพณีท้องถิ่นวิถีชาติพันธุ์ล้านนา(คลิป)

เชียงใหม่เปิดฉากยิ่งใหญ่! งาน “ส่งเสริมการท่องเที่ยวประเพณีท้องถิ่นวิถีชาติพันธุ์ล้านนา” ชูอัตลักษณ์ 4 จังหวัดเหนือตอนบน กระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนสู่ความยั่งยืน ณ วันนิมมาน

วันนี้ 10 กค.69 จังหวัดเชียงใหม่ ที่ One Square วันนิมมาน อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ นายบุญลือ ธรรมธรานุรักษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “กิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวประเพณีท้องถิ่นวิถีชาติพันธุ์ล้านนา” ภายใต้โครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวชาติพันธุ์สีสันแห่งล้านนา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ซึ่งกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 10 – 12 กรกฎาคม 2569 One Square วันมินมาน โดยมี นายอิทธิรัฐ สินารักษ์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ เป็นผู้กล่าวรายงาน พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ท่องเที่ยวและกีฬาจากกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 (เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง และแม่ฮ่องสอน) ผู้บริหารภาคเอกชน และผู้แทนเครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์เข้าร่วมพิธีอย่างคับคั่ง

นายบุญลือ ธรรมธรานุรักษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 เป็นดินแดนที่มีความหลากหลายและรุ่มรวยไปด้วยทุนทางวัฒนธรรม ประเพณี และภูมิปัญญาที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะวิถีชีวิตอันมีเสน่ห์ที่เป็นอัตลักษณ์เฉพาะตัวของพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ล้านนา การจัดงานในครั้งนี้นับเป็นมิติใหม่ในการนำต้นทุนทางวัฒนธรรมเหล่านี้มาสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจผ่านกระบวนการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ สอดรับกับแนวคิด “พลังความหลากหลายสู่สังคมแห่งการอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน” เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวมและกระจายรายได้กลับคืนสู่ชุมชนฐานรากและพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์อย่างเป็นรูปธรรม

ด้าน นายอิทธิรัฐ สินารักษ์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวเพิ่มเติมว่า กิจกรรมนี้จัดขึ้นเพื่อประชาสัมพันธ์และสร้างการรับรู้ด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม วิถีชีวิต และประเพณีท้องถิ่นอันงดงามของกลุ่มชาติพันธุ์ในล้านนาให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย ภายในงานมีการบูรณาการร่วมกันของเครือข่ายท่องเที่ยวและกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่ 4 จังหวัดเหนือตอนบน มาร่วมสร้างสรรค์กิจกรรมที่น่าสนใจตลอด 3 วันเต็ม ประกอบด้วย การจำหน่ายผลิตภัณฑ์และอาหารท้องถิ่น ,การออกบูธแสดงและจำหน่ายสินค้าหัตถกรรม งานฝีมือ และอาหารพื้นถิ่นดั้งเดิมของกลุ่มชาติพันธุ์และชุมชนท่องเที่ยว

กิจกรรมสาธิตภูมิปัญญา (Workshop): ชวนสัมผัสประสบการณ์จริงวันละ 9 กิจกรรม อาทิ การตอกดุลลายเครื่องเงิน, การทำเชือกจากต้นปอ, การทอผ้ากี่เอว และการปรุงอาหารพื้นถิ่นหายาก เช่น ไข่ป่าม ลาบรากชู และข้าวกั้นจิ้น การแสดงศิลปวัฒนธรรมและดนตรี: ตระการตากับการแสดงศิลปวัฒนธรรมชาติพันธุ์อันงดงาม อาทิ การแสดงอูดู่ถ่องมา (เผ่าอาข่า), ฟ้อนนกยูง, ฟ้อนเก็บใบชา, การแสดงจากกะเหรี่ยงคอยาว, ฟ้อนไต พร้อมเพลิดเพลินกับดนตรีชนเผ่าปกาเกอะญอ, วงโฟล์คซองเมืองลื้อ, วงเดอะเพอะ และวงไม้เฮือน 60

กิจกรรมเดินแบบและการตลาด: ไฮไลต์การเดินแบบชุด “ชาติพันธุ์สีสันแห่งล้านนา” ทุกวัน, กิจกรรมเจรจาธุรกิจ (Business Matching) เพื่อขยายช่องทางการตลาดให้ชุมชน และการเสวนาวิชาการในหัวข้อ “พลังความหลากหลายสู่สังคมแห่งการอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน”

สำนักงานท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ จึงขอเชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ มาร่วมสัมผัสความงดงามและเสน่ห์แห่งชาติพันธุ์ล้านนาในงานดังกล่าว ระหว่างวันที่ 10 – 12 กรกฎาคม 2569 ณ One Square วันนิมมาน จังหวัดเชียงใหม่ โดยผู้ที่สนใจสามารถเข้าร่วมชมงานและร่วมกิจกรรมเวิร์กช็อปได้ฟรีตลอดทั้งงาน

#ชาติพันธุ์สีสันแห่งล้านนา
#ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่