เชียงใหม่ โรงเรียนอนุบาลดรุณนิมิต ส่งดาวก้าวไกล ประสานใจครอบครัวสัมพันธ์ 68 ไปสู่อนาคตต่อ ในระดับชั้นประถมปีที่ 1 ท่ามกลางความรักความอบอุ่น จากคณะครูและผู้ปกครอง(คลิป)

โรงเรียนอนุบาลดรุณนิมิต ส่งดาวก้าวไกล ประสานใจครอบครัวสัมพันธ์ 68 ไปสู่อนาคตต่อ ในระดับชั้นประถมปีที่ 1 ท่ามกลางความรักความอบอุ่น จากคณะครูและผู้ปกครอง

บริเวณลานกิจกรรมโรงเรียนอนุบาลดรุณนิมิต ในตัวเมืองเชียงใหม่ อาจารย์พรรณี บุญประเสริฐ ผู้รับใบอนุญาต ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลดรุณนิมิต เป็นประธานมอบวุฒิบัตร แก่นักเนียน ระดับชั้นอนุบาลปีที่ 3 ที่สำเร็จการศึกษาสูงสุด ในระดับชั้นอนุบาล ในงานประจำปี ดรุณนิมิตส่งดาวก้าวไกล ประสานใจครอบครัวสัมพันธ์ 68 ท่ามกลางความภาคภูมิใจของบรรดาผู้ปกครอง ที่มาให้กำลังใจเด็กน้อยอย่างอบอุ่น


โดยปีนี้ มีเด็กนักเรียนระดับชั้นอนุบาล 3 สำเร็จการศึกษา จำนวน 51 คนซึ่งกำลังจะก้าวเข้าสู่ระดับชั้นประถมศึกษาชั้นปีที่ 1 ตามความตั้งใจของผู้ปกครอง


โอกาสนี้ อาจารย์พรรณี ได้กล่าวให้โอวาสแก่เด็กๆ ที่โรงเรียนได้ดำเนินการมานานกว่า 66 ปี ด้วยความมุ่งมั่น ที่จะสร้างอนาคตที่สดใสให้แก่เด็กๆ โดยมีนโยบายสำคัญคือ ปลูกฝั่งประสบการณ์ เสริมสร้างจริยธรรม ชี้นำปัญญา ร่วมพัฒนาสังคม ช่วงชั้นอนุบาลและบรรลุความสำเร็จในระดับนี้ เป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดในชีวิต เพราะเป็นพื้นฐาน ให้เด็กเติบโตทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา เพื่อนำไปสู่วิถีชีวิต แห่งการพลเมืองที่ดีมีคุณภาพในวันข้างหน้า และฝากผู้ปกครอง ดูแลบุตรหลานตนเองต่อ ท่ามกลางสังคมที่เปลี่ยนแปลง ไปอย่างรวดเร็วเช่นนี้ ขณะเดียวกัน ได้มอบรางวัลให้กับบุคลากรที่ปฏิบัติงานมานาน 20 ปี รวม 2 ท่าน ประกอบด้วย นายประสงค์ บุญช่วย และนางอัจฉรา บุญช่วย


ปิดท้ายด้วยเด็กน้อยทั้ง 51 คน ที่จบการศึกษา ได้ขึ้นเวทีร่วมร้องเพลง พระคุณที่สาม และขอบคุณคุณครู และโรงเรียน สร้างความซาบซึ้งแก่บรรดาคุณครูและผู้ปกครองเป็นอย่างยิ่ง

เชียงใหม่ เปิดตัวการเริ่มโครงการ “VAANAA Longevity Chiang Mai” มิติใหม่แห่งศูนย์สุขภาพระดับ ไฮเอนต์ ที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน(คลิป)

VAANAA Longevity Chiang Mai (วาณา ลองชีวิตี้เชียงใหม่) ศูนย์สุขภาพระดับไฮเอนด์ ที่มุ่งเน้นการดูแลสุขภาพเชิงลึกและการชะลอวัย ด้วยเทคโนโลยีการแพทย์ล้ำสมัย ภายใต้ บริษัท วาณา ลองจีวิตี้ เชียงใหม่ จำกัด (Vaanaa Longevity Chiang Mai Co., Ltd.) สร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้กับวงการสุขภาพเมืองไทย ด้วยการจัดงานเปิดตัวการเริ่มโครงการสุดเอ็กซ์คลูซีฟกับโปรเจกต์ “VAANAA Longevity Chiang Mai” (วานา ลองชีวิตี้เชียงใหม่) ศูนย์ดูแลสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ยืนยาว ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ชวนเหล่าเซเลบริตี้และกูรูด้านสุขภาพและความงามแถวหน้าของเมืองไทย ร่วมสัมผัสมิติใหม่แห่งการมีชีวิตยืนยาวอย่างทรงคุณค่า

“VAANAA Longevity Chiang Mai” จุดบรรจบระหว่าง “บุคคลระดับตำนาน” ผู้สั่งสมประสบการณ์ชีวิตและคุณค่ามายาวนาน ผสานเข้ากับ “วิสัยทัศน์และมาตรฐาน” ของ MEDEZE (เมดีช) บริษัทมหาชนผู้เชี่ยวชาญและผู้นำด้าน Longevity & Advanced Healthcare โดยได้ต่อยอดความสำเร็จอย่างล้นหลามจาก วาณานางลิ้นจี่ (กรุงเทพฯ) วาณาบางแสน และวาณาภูเก็ต สู่ก้าวที่ยิ่งใหญ่ ด้วยการปักหมุดแลนด์มาร์กแห่งใหม่บนพื้นที่กว่า 22 ไร่ ณ “เมืองแกน” อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ พื้นที่ที่ได้รับการขนานนามว่า เป็นจุดศูนย์กลางของมงคลแดนทั้ง 8 ทิศ โอบล้อมด้วยทัศนียภาพอันงดงามของขุนเขาและแหล่งน้ำขนาดใหญ่ของเขื่อนแม่งัด ภายใต้คอนเซปต์ “สถานที่คือพลัง” อุดมด้วยความสมบูรณ์ของธรรมชาติ ที่พร้อมชาร์จพลังงานบริสุทธิ์ เพื่อการฟื้นฟูทั้งร่างกายและจิตใจอย่างแท้จริง

ศูนย์กลางการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้เตรียมความพร้อมในการให้บริการด้าน Medical Longevity ที่มุ่งเน้นการดูแลและฟื้นฟูลึกถึงระดับเซลล์ด้วยมาตรฐานระดับมืออาชีพจาก MEDEZE โดดเด่นด้วยบริการวิเคราะห์ คัดแยกเพาะเลี้ยง และจัดเก็บสเต็มเซลล์ (Stem Cell Banking) บริการตรวจคัดกรองเซลล์ภูมิคุ้มกัน (NK Cells) รวมถึงโปรแกรมตรวจสุขภาพเฉพาะบุคคล และการดูแลสุขภาพแบบองค์ รวมที่สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่ นอกจากนี้ ยังมอบประสบการณ์การพักผ่อนด้วยบริการระดับลักชูรี ท่ามกลางธรรมชาติที่โอบล้อมอย่างลงตัว

คุณวรรณี ลิทองกุล ประธานบริษัทผู้ก่อตั้งบริษัท วาณา ลองจีวิตี้ เชียงใหม่ จำกัด กล่าวว่า “VAANAA Longevity Chiang Mai ไม่ใช่เพียงการเปิดศูนย์ดูแลสุขภาพแห่งใหม่ แต่คือการสร้างหมุดหมายแห่งวิถีชีวิตที่เหนือระดับ เราเชื่อมั่นว่าเป้าหมายที่แท้จริงของการมีอายุยืนยาว คือการเพิ่มคุณภาพและคุณค่าให้กับทุกช่วงเวลาของชีวิต พร้อมส่งมอบสุขภาพที่ยั่งยืนให้กับผู้มาเยือน ควบคู่ไปกับการยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชน โดยรอบให้เติบโตไปพร้อมกันอย่างแท้จริง”

บรรยากาศภายในงานเปิดตัวการเริ่มโครงการ ที่จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ เต็มไปด้วยความอบอุ่นและเป็นกันเอง โดยได้รับเกียรติจากแขกคนสำคัญระดับแนวหน้า อาทิ คุณแอน ทองประสม, คุณต่อ ธนภพ ลีรัตนขจร, คุณปอย ตรีชฎา หงษ์หยก, คุณมาร์ค-ธาวิน พี เซียวดง, ตลอดจนผู้มีชื่อเสียงในแวดวงไลฟ์สไตล์ที่มาร่วมพูดคุยแชร์ประสบการณ์ ทัศนคติ และเคล็ดลับการดูแลสุขภาพเชิงลึกเพื่อเป็นแรงบันดาลใจในการยกระดับคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนจากภายในสู่ภายนอก

เตรียมพบกับศูนย์สุขภาพระดับไฮเอนด์ในภาคเหนือ ด้วยมูลค่าการลงทุนกว่า 400 ล้านบาท โดยโครงการมีกำหนดเริ่มก่อสร้างภายในปี 2569 และพร้อมเปิดประตูต้อนรับผู้รักสุขภาพในช่วง Soft Opening ในปี 2571

ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ VAANAA Longevity Chiang Mai ได้บน www.vaanaalongevity.com

เชียงใหม่ เทศบาลต้นเปาเปิดงาน “มหัศจรรย์ล้านนา เมืองกระดาษสาบ้านต้นเปา ครั้งที่ 20” สืบสานภูมิปัญญา สร้างสรรค์งานร่วมสมัย สู่ความยั่งยืนของชุมชน(คลิป)

เทศบาลต้นเปา เปิดงาน “มหัศจรรย์ล้านนา เมืองกระดาษสาบ้านต้นเปา ครั้งที่ 20” สืบสานภูมิปัญญา สร้างสรรค์งานร่วมสมัย สู่ความยั่งยืนของชุมชน

วันนี้(27 กพ.69) เวลา 17.00 น. ณ หมู่บ้านต้นเปา ตำบลต้นเปา อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ เทศบาลเมืองต้นเปา ร่วมกับ อำเภอสันกำแพง จัดพิธีเปิดงาน “มหัศจรรย์ล้านนา เมืองกระดาษสาบ้านต้นเปา ครั้งที่ 20” ประจำปี 2569 ภายใต้แนวคิด “จากรากเหง้าภูมิปัญญากระดาษสา สู่งานร่วมสมัยบ้านต้นเปา” โดยกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์ – 1 มีนาคม 2569 ณ หมู่บ้านต้นเปา เพื่อส่งเสริมและประชาสัมพันธ์แหล่งผลิตกระดาษสาที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมยกระดับอัตลักษณ์ท้องถิ่นสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน

บรรยากาศภายในพิธีเปิดเป็นไปอย่างคึกคักและอบอุ่น โดยได้รับเกียรติจาก นายคเณศ คำนนท์ นายอำเภอ สันกำแพง เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายสุชาติ ไชยมงคล นายกเทศมนตรีเมืองต้นเปา คณะผู้บริหาร หัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำชุมชน และประชาชนเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง สะท้อนถึงพลังความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการสืบสานมรดกภูมิปัญญาท้องถิ่น

นายคเณศ คำนนท์ นายอำเภอสันกำแพง กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้ถือเป็นเวทีสำคัญในการส่งเสริมอาชีพและอนุรักษ์ภูมิปัญญาการทำกระดาษสา ซึ่งถ่ายทอดสืบต่อกันมาหลายชั่วอายุคน ให้คงอยู่คู่สังคมไทยท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่ อีกทั้งยังเป็นการประชาสัมพันธ์หมู่บ้านต้นเปาให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง โดยอำเภอสันกำแพงนับเป็นแหล่งรวมศิลปหัตถกรรมพื้นบ้านที่มีชื่อเสียง อาทิ ร่ม พัด ไม้แกะสลัก โคมล้านนา และผลิตภัณฑ์กระดาษสา ซึ่งล้วนสะท้อนเอกลักษณ์และคุณค่าทางวัฒนธรรมของท้องถิ่น

ด้านนายสุชาติ ไชยมงคล นายกเทศมนตรีเมืองต้นเปา กล่าวว่า การจัดงานในปีนี้มุ่งเน้นให้ประชาชน นักท่องเที่ยว และผู้สนใจ ได้สัมผัสประสบการณ์เรียนรู้วิถีชุมชนอย่างใกล้ชิด ผ่านกิจกรรม “จากรากเหง้าภูมิปัญญากระดาษสา สู่งานร่วมสมัยบ้านต้นเปา 2569” ซึ่งจัดแสดงในรูปแบบฐานการเรียนรู้ 5 ฐาน ได้แก่ ต้นกำเนิดกระดาษสาบ้านต้นเปา, กระบวนการผลิตกระดาษสา, การสร้างลวดลายและสีสันบนกระดาษสา, การแปรรูปสู่ผลิตภัณฑ์ร่วมสมัย และการจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์หัตถกรรมจากกระดาษสา

ภายในงานยังมีกิจกรรมหลากหลาย อาทิ การประกวดหนูน้อยกระดาษสา การจัด “กาดชุมชนคนรักษ์ต้นเปา” ที่นำกระดาษสามาประยุกต์เป็นบรรจุภัณฑ์สินค้า สร้างมูลค่าเพิ่มและตอกย้ำอัตลักษณ์ชุมชน ภายใต้แนวคิด “งานหัตถกรรมชุมชนรักษ์โลก เรียนรู้วิถีชุมชน สร้างคุณค่าจากธรรมชาติอย่างยั่งยืน”

จึงขอเชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวร่วมสัมผัสความงดงามของภูมิปัญญาล้านนา ในงาน “มหัศจรรย์ล้านนา เมืองกระดาษสาบ้านต้นเปา ครั้งที่ 20” ระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์ – 1 มีนาคม 2569 ณ หมู่บ้านต้นเปา อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่

เชียงใหม่ กรมศิลปากรเสิร์ฟความรู้เครือข่ายอนุรักษ์เขตภาคเหนือตอนบน เสริมพลังร่วมดูแลมรดกศิลปวัฒนธรรม (คลิป)

กรมศิลปากร เปิดการอบรมเชิงปฏิบัติการเครือข่ายอนุรักษ์ดูแลรักษามรดกทางศิลปวัฒนธรรม เขตภาคเหนือตอนบน


วันนี้(27 กพ.69)เวลา 09.00 น. ที่ห้องประชุมโรงแรมเชียงใหม่ภูคำ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร เป็นประธานเปิดการอบรมเชิงปฏิบัติการเครือข่ายอนุรักษ์ดูแลรักษามรดกทางศิลปวัฒนธรรม เขตภาคเหนือตอนบน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยมีอาสาสมัครท้องถิ่นในการดูแลรักษามรดกทางศิลปวัฒนธรรม (อส.มศ.และเครือข่ายคัมภีร์ใบลาน) พระสังฆาธิการ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดและอำเภอ และผู้แทนส่วนราชการในเขตพื้นที่ 8 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง ลำพูน เชียงราย น่าน แพร่ และพะเยา เข้าร่วมกว่า 300 คน

อธิบดีกรมศิลปากรกล่าวว่า เขตพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทย เป็นแหล่งมรดกทางศิลปวัฒนธรรมของชาติที่เก่าแก่และสำคัญมากที่สุดแห่งหนึ่งไม่น้อยกว่าภูมิภาคใด ๆ มีวัดวาอาราม และโบราณสถานมากมาย โดยเฉพาะจังหวัดเชียงใหม่ เป็นเมืองโบราณมีความเจริญมากว่า 700 ปี เคยเป็นราชธานีศูนย์กลางของอาณาจักรล้านนา ปัจจุบันยังปรากฏหลักฐานเป็นประตูเมืองและคูเมือง กำแพงเมืองล้อมรอบพื้นที่เมืองเก่า กรมศิลปากรจึงจัดการอบรมให้ความรู้เพื่อส่งเสริมให้ประชาชน องค์กรภาครัฐและเอกชน ซึ่งเป็นเจ้าของมรดกวัฒนธรรมร่วมกันเข้ามาเป็นเครือข่ายและมีส่วนร่วมในการดำเนินงานดูแลรักษามรดกทางศิลปวัฒนธรรมของชาติให้มีความยั่งยืน ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติ ทั้งในเชิงการศึกษาเรียนรู้และเชิงเศรษฐกิจสร้างสรรค์

การอบรมเชิงปฏิบัติการเครือข่ายอนุรักษ์ดูแลรักษามรดกทางศิลปวัฒนธรรม เขตภาคเหนือตอนบน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 26 – 28 กุมภาพันธ์ 2569 ณ จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีการบรรยายเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจในบทบาทหน้าที่ของเครือข่ายอนุรักษ์ ความรู้เกี่ยวกับแนวทางและมาตรฐานในการดูแลรักษามรดกทางศิลปวัฒนธรรมด้านโบราณสถาน ศิลปกรรมในเขตโบราณสถาน และโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ ตลอดจนมรดกทางศิลปวัฒนธรรมอื่นๆ ส่งเสริมให้เล็งเห็นคุณค่าและความสำคัญของมรดกทางศิลปวัฒนธรรมที่มีต่อชาติและท้องถิ่น รวมถึงความรู้ด้านกฎหมาย กฎ ระเบียบที่เกี่ยวข้อง ภายใต้หน้าที่และความรับผิดชอบของกรมศิลปากร โดยวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ นอกจากนี้ยังนำผู้เข้าร่วมอบรมศึกษาดูงานการบูรณะโบราณสถานในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่อีกด้วย

เชียงใหม่ ชวนเที่ยวสัมผัสอากาศหนาว อำเภอแม่ออน จ.เชียงใหม่ ใน”งานฤดูหนาวและของดีอำเภอแม่ออน” 24 ก.พ. – 2 มี.ค. 2569(คลิป)

(25 กพ.69) อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ ขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวร่วมงาน “งานฤดูหนาวและของดีอำเภอแม่ออน” ระหว่างวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ถึง 2 มีนาคม 2569 โดยมี วิโรจน์ ดวงสุวรรณ์ นายอำเภอแม่ออน เป็นประธานในพิธีเปิดงานอย่างเป็นทางการ ท่ามกลางบรรยากาศคึกคักของชาวบ้านและนักท่องเที่ยวที่เข้าร่วมงานอย่างอบอุ่น

อำเภอแม่ออนนับเป็นแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังของ เชียงใหม่ ที่มีสถานที่ท่องเที่ยวหลากหลายและมีเอกลักษณ์ อาทิ หมู่บ้านแม่กำปอง หมู่บ้านท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ท่ามกลางธรรมชาติอันร่มรื่น, น้ำพุร้อนสันกำแพง แหล่งพักผ่อนยอดนิยม, ถ้ำเมืองออน แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงาม, ธรรมสถานม่อนพญานาคราช สถานที่ปฏิบัติธรรมและจุดชมวิว, จุดชมวิวกิ่วฝิ่น จุดชมทะเลหมอกยอดฮิต รวมถึง น้ำตกแม่กำปอง และ ทะเลสาบห้วยบก ที่เหมาะสำหรับการท่องเที่ยวพักผ่อน ท่ามกลางคาเฟ่ริมน้ำและคาเฟ่บนต้นไม้ที่มีให้เลือกมากมาย

ภายในงานฤดูหนาวและของดีอำเภอแม่ออนปีนี้ จัดให้มีการออกร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นจากทั้ง 6 ตำบลของอำเภอ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์โคนมคุณภาพ ซึ่งเป็นสินค้าขึ้นชื่อที่เกษตรกรในพื้นที่ผลิตเอง

นอกจากนี้ยังมีการแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน การแสดงดนตรี การประกวด และกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวอีกมากมาย

งานดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น ส่งเสริมการท่องเที่ยว และเปิดโอกาสให้ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ และประชาชนได้พบปะแลกเปลี่ยน พร้อมนำเสนอของดีอำเภอแม่ออนสู่สายตานักท่องเที่ยว

จึงขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวและประชาชนทั่วไป ร่วมสัมผัสอากาศหนาว ชมธรรมชาติ และอุดหนุนสินค้าท้องถิ่น ในงานฤดูหนาวและของดีอำเภอแม่ออน ระหว่างวันที่ 24 กุมภาพันธ์ – 2 มีนาคม 2569 ณ อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่

เชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ รวมพลังศรัทธา! รณรงค์เชิญชวนพุทธศาสนิกชนร่วมกิจกรรมทางศาสนา ช่วงเทศกาลวันมาฆบูชา ประจำปี 2569 ระหว่าง 25 กุมภาพันธ์ ถึง 3 มีนาคม 2569 นี้(คลิป)

เช้าวันนี้ (25 ก.พ. 69) ที่ วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ นายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมด้วย นางวิยะดา นราดิศร นายกเหล่ากาชาดจังหวัดเชียงใหม่ นำหัวหน้าส่วนราชการ ผู้แทนหน่วยงานรัฐเอกชน และพุทธศาสนิกชนชาวเชียงใหม่ ร่วมกิจกรรมรณรงค์ประชาสัมพันธ์ส่งเสริมการเผยแพร่พระพุทธศาสนา เนื่องในเทศกาลวันมาฆบูชา ประจำปี 2569

กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นโดยความร่วมมือ ของสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่ สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดเชียงใหม่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างการรับรู้และประชาสัมพันธ์เชิญชวน ให้พุทธศาสนิกชนเข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนา ในช่วงสัปดาห์ส่งเสริมพระพุทธศาสนา เนื่องในเทศกาลวันมาฆบูชา ประจำปี 2569 ระหว่างวันที่ 25 กุมภาพันธ์ ถึง 3 มีนาคม 2569 ประกอบด้วยการทำบุญตักบาตร พิธีสวดมนต์ ฟังพระธรรมเทศนา และพิธีเวียนเทียน เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระพุทธเจ้า

กิจกรรมวันนี้ มีการจัดขบวนแห่ประชาสัมพันธ์ ตามธรรมเนียมปฏิบัติของจังหวัด จากบริเวณลานหน้าพระบรมราชานุสาวรีย์สามกษัตริย์ ไปยัง วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร เพื่อสร้างการรับรู้และเชิญชวนพุทธศาสนิกชนเข้าร่วมกิจกรรม ประกอบด้วยรถประชาสัมพันธ์ ขบวนเครื่องสักการะ ขบวนธงสัญลักษณ์ ป้ายประชาสัมพันธ์ และการร่วมเดินขบวนของพุทธศาสนิกชนทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน พระสงฆ์ สามเณร นักเรียน นักศึกษา ช่างฟ้อน พี่น้องชนเผ่า และประชาชนทั่วไป


ทั้งนี้ จึงขอเชิญชวนพุทธศาสนิกชน ร่วมกิจกรรมทางศาสนา เนื่องในเทศกาลวันมาฆบูชา ประจำปี 2569 ระหว่างวันที่ 25 กุมภาพันธ์ ถึง 3 มีนาคม 2569 ณ วัดพระอารามหลวงทั้ง 10 แห่งในจังหวัดเชียงใหม่ รวมถึงวัดหรือสถานที่จัดกิจกรรมในพื้นที่ใกล้บ้าน

เชียงใหม่ อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ จัดงาน “ซะป๊ะของดีอำเภอดอยสะเก็ด ครั้งที่ 18” อย่างยิ่งใหญ่ ระหว่างวันที่ 20-22 กุพ.69 (คลิป)

อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ จัดงาน “ซะป๊ะของดีอำเภอดอยสะเก็ด ครั้งที่ 18” อย่างยิ่งใหญ่ ระหว่างวันที่ 20-22 กุมภาพันธ์ 2569

เก็บตก ท่ามกลางบรรยากาศสุดคึกคักและม่วนอ๊กม่วนใจ๋ โดยได้รับความร่วมมือจากทุกตำบลในพื้นที่ ส่งขบวนแห่และการแสดงศิลปวัฒนธรรมเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียงภายในงาน แต่ละตำบลได้จัดขบวนแห่อัตลักษณ์ท้องถิ่นอย่างสวยงามตระการตา ทั้งการแต่งกายพื้นเมือง การฟ้อนรำ ดนตรีพื้นบ้าน และการจำลองวิถีชีวิตล้านนา สะท้อนเอกลักษณ์และภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน สร้างความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยวและผู้ร่วมงานเป็นอย่างมาก

นอกจากนี้ ยังมีการจัดแสดงและจำหน่ายสินค้า OTOP ของดีประจำตำบล อาหารพื้นเมืองรสเลิศ และผลิตภัณฑ์ชุมชนคุณภาพ ที่เปิดโอกาสให้ผู้มาเยือนได้เลือกชม เลือกชิม และอุดหนุนสินค้าท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด

บรรยากาศตลอดทั้งสามวันเต็มไปด้วยสีสัน ความอบอุ่น และพลังความร่วมมือของชุมชน ถือเป็นอีกหนึ่งงานสำคัญที่ช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยว กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก และอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นของอำเภอดอยสะเก็ดให้คงอยู่สืบไป

งาน “ซะป๊ะของดีอำเภอดอยสะเก็ด” ครั้งที่ 18 จึงนับเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของชาวดอยสะเก็ด ที่ร่วมแรงร่วมใจกันจัดงานอย่างยิ่งใหญ่ สมคำว่า “ม่วนขนาด” อย่างแท้จริง

เชียงใหม่ สวิตเซอร์แลนด์เปิดกลยุทธ์ “‘Travel Better” ดึงนักท่องเที่ยวไทยสัมผัสประสบการณ์ทุกฤดูกาล(คลิป)

สำนักงานการท่องเที่ยวสวิตเซอร์แลนด์เผยการเติบโตอย่างต่อเนื่องในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ย้ำความมุ่งมั่นส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนด้วยกลยุทธ์ “Travel Better” นำเสนอประสบการณ์ท่องเที่ยวตลอดทั้งปีดึงนักท่องเที่ยวไทยสัมผัสประสบการณ์ทุกฤดูกาล

วันนี้(24 กพ.69) ที่โรงแรมมีเลีย ถนนเจริญประเทศ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ บาทิสท์ พิเล ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวสวิตเซอร์แลนด์ ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พยปะศื่อมวลชนในจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมกล่าวว่า เรามั่นใจว่าประเทศไทยเป็นตลาดที่เติบโตอย่างมั่นคง และเป็นตลาดที่สำคัญ สำหรับการท่องเที่ยวประเทศสวิตเซอร์แลนด์อีกทั้ง เราจะเดินหน้านำเสนอสินค้า และบริการทางการ ท่องเที่ยวใหม่ ๆ รวมถึงจุดหมายปลายทางที่ยังไม่เป็นที่รู้จักมากนักให้แก่นักท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง”

กลยุทธ์สู่ความยังยืน Travel Better”สำนักงานการท่องเที่ยวสวิตเซอร์แลนด์ได้เริ่มใช้กลยุทธ์ Travel Better ตอกย้ำความมุ่งมั่น เพื่อผลักดันการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน แนวทางดังกล่าวนี้เน้นถึงความทุ่มเทของสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อนำอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไปสู่ความยั่งยืนและความสมดุล ประกอบไปด้วยสาระสำคัญหลัก 5 ประการซึ่งจะเป็นแนวทางสำหรับอนาคตของการท่องเที่ยวสวิตเซอร์แลนด์ได้แก่ 1.ส่งเสริมการท่องเที่ยวตลอดทั้งปีเพื่อมั่นใจว่าจะมีการเดินทางของนักท่องเที่ยวเข้ามาอย่างสม่ำเสมอ ตลอดทุกฤดูกาล 2.บริหารจัดการการไหลเวียนของนักท่องเที่ยวเพื่อสร้างประสบการณ์ที่สมดุลมากขึ้น และลดความแออัด ในพื้นที่ (3) กระตุ้นให้เกิดการขยายวันพำนักให้ยาวนานขึ้นเพื่อให้นักท่องเที่ยวมีส่วนร่วมกับวัฒนธรรมและธรรมชาติของสวิตเซอร์แลนด์ ได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น 4) บูรณาการความยั่งยืนทั่วทั้งภาคการท่องเที่ยวผ่านโครงการ wisstainable 5) รักษาความสอดคล้องระหว่างการโปรโมทการท่องเที่ยวและความเป็นอยู่ที่ดีของผู้คนและชุมชนท้องถิ่น

“ความยั่งยืนเป็นหัวใจหลักของวิธีการที่ให้เราสัมผัสประสบการณ์และแบ่งปันสวิตเซอร์แลนด์กับผู้มาเยี่ยมเยือน ภายใต้กลยุทธ์ “Travel Better” เรากำลังส่งเสริมให้นักท่องเที่ยวเดินทางท่องเที่ยว อย่างใส่ใจมากขึ้น – พักอยู่นานขึ้น เดินทางตลอดทั้งปี และดื่มต่ำกับวัฒนธรรมและ ภูมิทัศน์ของเรา ในขณะเดียวกันก็ช่วยรักษาเอกลักษณ์ของสวิตเซอร์แลนด์เอาไว้” ธันย์ชนก น่วมมะโน ผู้จัดการการตลาดสำนักงานการท่องเที่ยวสวิตเซอร์แลนด์ กล่าว

การท่องเที่ยวสวิตเซอร์แลนด์เดินหน้ามุ่งโปรโมทแคมเปญเที่ยวได้ตลอดทั้งปีและทุกฤดูกาล โดยเจาะกลุ่มเป้าหมาย และ บุคลิกของนักท่องเที่ยวที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่แสวงหาการผจญภัยกลางแจ้ง ผู้ที่มองหาประสบการณ์ที่เหมาะสำหรับ ครอบครัว การเรียนรู้ทางวัฒนธรรม หรือการพักผ่อนอย่างหรูหรา ไม่ว่าจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวชื่อดัง เช่น อินเทอร์ลาเค่น กรินเดอวัลล์ ยอดเขายุงเฟรา มูร์เร่น ยอดเขาชิลธอร์น ยอดเขาพิลาทุสใกล้เมืองลูเซิร์น ยอดเขาแมทเทอร์ฮอร์นที่เมืองเซอร์แมต และเมืองใกล้เคียงรอบๆรัฐวาเล่ส์ หรือแม้กระทั่งการสัมผัสชีวิตในเมืองใหญ่ของสวิตเซอร์แลนด์เช่นที่ เมืองชูริค และเมืองเจนีวา ปิดท้ายด้วยการนั่งรถไฟโรแมนติกชมวิว ขบวนดังเช่น เบอร์นิน่าเอกเพรส และ กลาเชียร์เอกเพรส สวิตเซอร์แลนด์นั้นมีบางอย่าง ที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการที่พิเศษ ได้สำหรับนักท่องเที่ยวทุกประเภท

“ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ คือ ประเทศในฝันที่อยากพาทุกคนไปท่องเที่ยวด้วย ได้เปลี่ยนบรรยากาศจาก เชียงใหม่ ไปสูดอากาศสุดสะอาด สัมผัสสายน้ำสีเทอร์ควอยซ์ นั่งจิบกาแฟริมทะเลสาบที่สวยดั่งเทพนิยาย การเดินทางสะดวกสบาย ปิดท้ายเดินเที่ยวเมืองเก่าที่สุดแสนโรแมนติกด้วยกันนะคะ” กันชกา สุวณิชย์ ประธานชมรมไทยบริการท่องเที่ยว ภาคเหนือ กล่าวช่วงพิธีเปิด

นอกจากนี้ สวิตเซอร์แลนด์ยังเป็นจุดหมายปลายทางที่ครองใจนักท่องเที่ยวชาวไทย จากการที่อินฟลูเอนเซอร์ได้แชร์ ประสบการณ์ท่องเที่ยวที่ประทับใจ อย่างเช่น คุณแบงค์ (Instagram: @bankpyt) และ คุณผิง (Instagram: @phingpit) อินฟลูเอนเซอร์ชาวเชียงใหม่ เมื่อไม่นานมานี้ทั้งสองท่านได้เลือกประเทศสวิตเซอร์แลนด์สำหรับท่องเที่ยวในช่วงฤดูใบไม้ร่วง (autumn) ซึ่งเป็นอีกฤดูกาลหนึ่งที่สวยและยังเป็น hidden season ที่นักท่องเที่ยวสายถ่ายภาพจะหลงรัก สวิตเซอร์แลนด์ มากขึ้น ทั้งสองได้ถ่ายภาพ pre-wedding พร้อมติด hashtag#sayYesinSwitzerland คอนเทนต์เหล่านี้ล้วนสร้างแรงบันดาลใจ ชวนให้นักท่องเที่ยวชาวไทยปักหมุด เพื่อออกเดินทาง ไปสัมผัสความโรแมนติกและเสน่ห์ของสวิตเซอร์แลนด์ด้วยตัวเอง

สำหรับนักท่องเที่ยวไทยแล้ว สวิตเชอร์แลนด์เป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวชั้นนำที่โดดเด่น ในเรื่องของภูมิทัศน์ที่งดงามความมีมิตรไมตรี และประสบการณ์การเดินทางที่หลากหลายสำหรับทุกฤดูกาล สำนักงานการท่องเที่ยวสวิตเซอร์แลนด์ยังคงยืนยันความมุ่งมั่นในการสร้างการมีส่วนร่วม และแรงบันดาลใจให้กับนักท่องเที่ยวจากประเทศไทยผ่านโครงการต่างๆ

อย่างไรก็ดี สำนักงานการท่องเที่ยวสวิตเซอร์แลนด์เล็งเห็นแนวโน้มการเติบโตที่มั่นคงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เนื่องจากตลาดการ ท่องเที่ยวของภูมิภาคนี้มีเสถียรภาพ แม้จะมีความท้าทายจากปัจจัยท้องถิ่น โดยในปี 2568 พบอัตราการหดตัว 10%เมื่อเทียบกับปี 2567 นอกจากนั้น ตลาดไทยยังคงเป็นตลาดที่แข็งแกร่ง และเดิบโตที่สุดในเอเชียเมื่อปี 2562 ทั้งนี้สวิตเซอร์แลนด์ยังสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวจากประเทศไทยได้อย่างต่อเนื่อง ด้วยเพราะชื่อเลียง ด้านความปลอดภัยความสะอาด และระบบขนส่งสาธารณะที่มีประสิทธิภาพ ทำให้เป็นจุดหมายปลายทางที่น่าสนใจสำหรับครอบครัวและนักท่องเที่ยวที่เดินทางคนเดียว จากผลสำรวจล่าสุดโดย Tourism Monitor Swizerand (TMS) เปิดเผยว่าปัจจับหลัก ที่ทำให้นักท่องเที่ยวจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อยากเดินทางมายังสวิตเซอร์แลนด์ได้แก่ ธรรมชาติที่สวยงาม (16%และทิวทัศน์ที่กว้างใหญ่ (14%)

เชียงใหม่ ชมรมดุริยางค์สโมสรนักศึกษา มช.กว่า 80 ชีวิตแต่งกายด้วยชุดในธีม ONCE UPON ASCEM แสดงวงซิมโฟร์นีออร์เคสตร้า (คลิป)

ชมรมดุริยางค์สโมสรนักศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กว่า 80 ชีวิต แต่งกายด้วยชุดในธีม ONCE UPON ASCEM แสดงวงซิมโฟร์นีออร์เคสตร้า นำเสนอบทเพลง อันเป็นเอกลักษณ์ จากภาพยนตร์ ละครโทรทัศน์ อนิเมะ และแอนิเมชั่น ย้อนวันวาน ที่ห้องโถง พิพิธภัณฑ์ ศิลปะฟ้าล้านนา เชียงใหม่ ได้รับความสนใจ อย่างล้นหลาม จากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ และคนไทย


ที่ห้องโถง พิพิธภัณฑ์ศิลปะฟ้าล้านนา ย่านถนนเวียงแก้ว กลางเมืองเชียงใหม่ มีการแสดง วงซิมโฟร์นีออร์เคสตร้า โดยชมรมดุริยางค์สโมสรนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มากกว่า 80 ชีวิต ซึ่งวันนี้นักดนตรี แต่งกายด้วยชุดในธีม ONCE UPON ASCEM หรือ แต่งกายย้อนวันวาน ตัวละครที่เราชอบ ที่เรารัก หรือเพลงที่เราคิดถึง โหยหา ตามละคร และแอนิเมชั่น และนักร้องอีกหลายชีวิต รวมทั้งนักศึกษา คณะต่างๆ ที่มาร่วมชมรม และยังมีนักร้องมืออาชีพ มาร่วมร้องเพลง เพื่อขับกล่อม บทเพลง ที่อันไพเราะ แบบจัดเต็ม และเต็มอิ่ม ทั้งเพลงสากล เพลงไทย นานกว่า 2 ชั่วโมง และยังเพลิดเพลินกับลีลาท่าทาง ของคอนดักเตอร์ หรือวาทยากร


โดยมีผู้ชมส่วนใหญ่ เป็นนักท่องเที่ยว ชาวต่างชาติ และคนไทยที่ชื่นชอบ ในบรรยากาศแบบนี้ จนบัตรเต็มทุกที่นั่ง และหลายคนฟังแล้ว ทำให้นึกย้อนกลับ ไปช่วงที่เป็นหนุ่มเป็นสาวกัน จากบทเพลงในยุคนั้น หลายคนมีความสุข กับบทเพลง ที่ถ่ายทอดออกมา บางคนมาเป็นคู่ ถึงกับจับมือกันย้อนไปวันวาน ที่บทเพลงเหล่านี้ กำลังได้รับความนิยม ในยุคนั้น และเวทีในวันนี้ ยังเป็นที่ปล่อยของ หรือความสามารถของน้องๆนักศึกษา ซึ่งกิจกรรมดีๆแบบนี้ ได้รับการสนับสนุน สถานที่ จากผู้ใหญ่ใจดี คุณเสกสันต์ สุทธะ ผู้บริหารพิพิธภัณฑ์ ศิลปะฟ้าล้านนา


และที่เซอร์ไสพรส์ และเป็นเรื่องน่ายินดี การแสดงดนตรีครั้งนี้ เมื่อคอนดักเตอร์ หรือวาทยกร ได้นำแหวน ที่ฝากไว้กับนักร้องออกมา และคุกเข่า สวมแหวน ขอแต่งงานกับแฟนสาว หน้าเวที ทำเอาทุกคน ต่างพากันส่งเสียงกริ๊ดร้อง ร่วมแสดงความยินดี แฟนสาวถึงกับเขิน ทำเอาหลายคนประทับใจมากๆ น้ำตาไหลเลย

เชียงใหม่ ARDA ลุยภาคเหนือ โชว์ 4 นวัตกรรมจาก “APP TECH” ผลิกชีวิตเกษตรกร นำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่ 4 จังหวัดภาคเหนือ เชียงใหม่,ลำปาง ,พะเยา ,เชียงราย เปิดโลกนวัตกรรมสู่การใช้งานในสนามจริง

ARDA ลุยภาคเหนือ โชว์ 4 นวัตกรรมจาก “APP TECH” ผลิกชีวิตเกษตรกรระหว่างวันที่ 20–21 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ ARDA จัดกิจกรรม “App Tech Connect เทคโนโลยีที่เหมาะสม เชื่อมอนาคตเกษตรกรไทย” นำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่ 4 จังหวัดภาคเหนือ เชียงใหม่ ลำปาง พะเยา เชียงราย เปิดโลกนวัตกรรมสู่การใช้งานในสนามจริง ชี้ให้เห็นพลังงานวิจัยที่พร้อมเปลี่ยนชีวิตเกษตรกร ตั้งแต่กระบวนการผลิต คุณภาพผลผลิต ตลาดสร้างรายได้ ไปจนถึงความยั่งยืนของชุมชน


ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร กล่าวว่า ปัจจุบันกษตรกรไทยต้องเจอกับปัญหากดดันรอบด้านทั้งต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ราคาผลผลิตและภูมิอากาศผันผวน มาตรการกีดกันทางการค้า ตลอดจนโครงสร้างประชากรที่ก้าวสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว ปัญหาเหล่านี้หากไม่เร่งปรับตัวจะกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของภาคเกษตรไทยทั้งระบบ จากความท้าทายดังกล่าว ARDA จึงเดินหน้าผลักดัน “เทคโนโลยีที่เหมาะสม (Appropriate Technology)” ภายใต้นโยบายของ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ที่ตั้งเป้าหมายชัดว่า ต้องทำให้เกษตรกร 20,000 ครัวเรือน มีรายได้เพิ่มขึ้น 20% ภายใน 2 ปี ผ่านเทคโนโลยีที่เหมาะสม เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยให้เกิดผลจริงในพื้นที่โดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อยที่มีต้นทุนจำกัด

ปัจจุบัน ARDA ได้อนุมัติทุนวิจัยภายใต้แผนงานมุ่งเป้า APP TECH แล้ว 36 โครงการ ครอบคลุมเทคโนโลยีทั้งพืชไร่ พืชสวน และปศุสัตว์ ร่วมกับพันธมิตร 24 หน่วยงาน ครอบคลุมพื้นที่กว่า 61 จังหวัดทั่วประเทศ ขณะนี้มีเกษตรกรสมัครเข้าร่วมแล้วกว่า 17,596 ครัวเรือน สะท้อนให้เห็นว่าเกษตรกรมีความเชื่อมั่นต่อเทคโนโลยีที่ใช้ได้จริง สำหรับกิจกรรมในครั้งนี้ ARDA นำชม 4 ผลงานเด่นที่ ดังนี้ครั้งแรกของไทย! เทคโนโลยีผสมเทียมขั้นสูง ‘ไทยแบล็คกรมปศุสัตว์’ เขย่าอุตสาหกรรมเนื้อ ลดนำเข้า 2 ล้านตัน/ปี ดันรายได้เกษตรกรพุ่งตัวละ 40,000 บาท


อุตสาหกรรมโคเนื้อไทยกำลังยืนอยู่บนจุดเปลี่ยนสำคัญ ผลผลิตลดลงจากโรคลัมปีสกิน ต้นทุนอาหารสัตว์พุ่งสูง ขณะที่ความต้องการเนื้อพรีเมียมในประเทศเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่กำลังผลิตยังไม่พอจนต้องนำเข้ามากกว่า 2 ล้านตันต่อปี กระทบทั้งความมั่นคงอาหารและขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศในระยะยาว ARDA สนับหนุนงานวิจัยให้ กรมปศุสัตว์พัฒนา “โคไทยแบล็คกรมปศุสัตว์” โคเนื้อพรีเมียมที่ผสมระหว่างวากิว แองกัส และโคพื้นเมืองไทย จนได้โคที่ทนร้อน เนื้อนุ่ม และให้เกรดเนื้อสูงกว่าเกณฑ์ทั่วไปอย่างชัดเจน พร้อมช่วยเพิ่มรายได้เกษตรกรถึง 30,000–40,000 บาทต่อตัว


จุดเปลี่ยนสำคัญของโครงการฯ คือการพัฒนาชุดเทคโนโลยีชีวภาพขั้นสูงตั้งแต่กระบวนการ “เก็บไข่ – ปฏิสนธิ – ย้ายฝากตัวอ่อน” ทำให้สามารถขยายพันธุ์โคคุณภาพสูงได้เร็วกว่าเดิมหลายเท่า โดยเก็บไข่จากแม่พันธุ์ปฏิสนธิในห้องแล็บ และย้ายฝากไปยังแม่โคอุ้มบุญในฟาร์มทั่วประเทศ และเมื่อผสานกับเทคนิคอาหารสัตว์แบบแม่นยำ ทำให้เกษตรกรขุนโคได้เร็วขึ้น ลดเวลาอย่างน้อย 2 เดือน

โดยปัจจุบันโครงการฯ สามารถสร้างแม่โคตั้งท้องแล้วกว่า 541 ตัว ฝากย้ายตัวอ่อนแล้ว 170 ตัว เกษตรกรกว่า 540 รายได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้ผ่านการพัฒนาทักษะอย่างเป็นระบบ ส่งผลให้ฟาร์มจำนวน 108 แห่ง ในกว่า 17 จังหวัด และเริ่มผลิตเนื้อพรีเมียมออกสู่ตลาดได้จริง


ARDA เปิดตัวข้าวโพดเลี้ยงสัตว์พันธุ์ใหม่ “UP 242 – UP 227” สร้างทางเลือก เพิ่มรายได้ให้เกษตรกรพื้นที่ภาคเหนือตอนบน

ARDA สนับสนุนทุนวิจัยแก่มหาวิทยาลัยพะเยาพัฒนาพันธุ์ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ลูกผสม “UP227 และ UP242 ”
ชูจุดเด่นให้ผลผลิตเมล็ดเพิ่มมากกว่า 20% จาก 1,200 กก./ไร่ เป็น 1,500 กก./ไร่ สร้างรายได้เกษตรกรสูงขึ้น 20–30% ต้านทานโรคและแมลงได้ดี เหมาะกับพื้นที่หลังนาในภาคเหนือโดยเฉพาะ ปัจจุบันโครงการฯ สามารถรวมกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังนาในพื้นที่ 6 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ พะเยา เชียงราย แพร่ ลำปาง น่าน และเชียงใหม่ ซึ่งผลจากการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตเมล็ดพันธุ์ทำให้ “เกษตรกรผลิตพันธุ์เองได้” สามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ลูกผสมได้มากถึง 25,000–36,000 กก. ได้ผลผลิตเพิ่มขึ้นโดยได้ผลผลิต 550 กก.ต่อไร่ จากเดิมได้เพียง 450 กก.ต่อไร่ ซึ่งช่วยรองรับอุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์ SMEsเทคโนโลยีการผลิตเมล็ดพันธุ์ทำให้ “เกษตรกรผลิตพันธุ์เองได้” และผ่านการขึ้นทะเบียนพันธุ์ลูกผสมดีเด่นเรียบร้อยแล้ว

ARDA ปั้นภาคเหนือเป็นแหล่ง ‘ข้าวพรีเมียมไทย’ ดันสาลี–จาปอนิกาทะยาน เพิ่มรายได้เกษตรกรพุ่งเป็นเท่าตัว!


ARDA เดินหน้าพัฒนาพืชหลังนาและพืชพรีเมียมมูลค่าสูงในภาคเหนืออย่างเป็นระบบ เแก้โจทย์รายได้
ไม่ต่อเนื่องของเกษตรกรในพื้นที่น้ำน้อย ตั้งเป้าลดการพึ่งพาการนำเข้าข้าวระดับพรีเมียมของประเทศ โดยผลักดันสองโครงการสำคัญ คือ “ข้าวสาลี” และ “ข้าวจาปอนิกา” ซึ่งต่างเป็นพืชที่ตอบโจทย์ทั้งตลาดและศักยภาพพื้นที่จริง ข้าวสาลี ดำเนินโครงการโดย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ช่วยพลิกพื้นที่หลังนาให้มีรายได้เพิ่ม 3 เดือนช่วงฤดูหนาว ด้วยคุณสมบัติใช้น้ำน้อยและเหมาะกับพื้นที่สูง ยกระดับผลผลิตจากต่ำกว่า 250 เป็น 350–400 กก./ไร่ ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นมากกว่า 20% พร้อมสร้างต้นแบบเกษตรกรและผู้ประกอบการแปรรูปในการผลิตผลิตภัณฑ์ใหม่มูลค่าสูง เช่น คราฟต์เบียร์ อาหารสุขภาพ และหลอดข้าวสาลี ในขณะเดียวกัน ข้าวจาปอนิกา ดำเนินโครงการโดย มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย เป็นสินค้าทางเลือกเพื่อตลาดเฉพาะที่ไทยต้องนำเข้า 2,100 ตันต่อปี มูลค่า 50 ล้านบาท

ปัจจุบันเกษตรกรได้รับการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตเมล็ดและการผลิตเมล็ดพันธุ์ที่ลดต้นทุนลง 14% ผลผลิตเพิ่มเป็นเฉลี่ย 945 กก./ไร่ (เดิมเกษตรกรผลิตได้น้อยกว่า 800 กก./ไร่) ทำให้เกษตรกร 105 รายมีกำไรเพิ่มขึ้นมากกว่า 20% หรือกว่า 6,567 บาท/ไร่ พร้อมยกระดับมาตรฐาน GAP ให้เกษตรกร และพัฒนาโรงสีสู่มาตรฐาน GHP/HACCPเพื่อรองรับการผลิตเชิงพาณิชย์ ทั้งสองโครงการกำลังปั้นห่วงโซ่มูลค่าข้าวภาคเหนือใหม่อย่างครบวงจร เพิ่มรายได้ ลดนำเข้าและยกระดับเศรษฐกิจฐานรากให้เข้มแข็งและยั่งยืน

ผลงานวิจัยที่นำเสนอในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการโชว์ผลงานวิจัย แต่คือการโชว์จุดเริ่มต้นของการยกระดับเกษตรไทยทั้งระบบ ให้หลุดพ้นจากวงจรต้นทุนสูง–รายได้ต่ำ สู่ยุคใหม่ที่ “เทคโนโลยีทำงานแทนต้นทุน และงานวิจัยสร้างรายได้จริง” และ ARDAพร้อมเป็นตัวกลางเชื่อมโยงทุกความสำเร็จของงานวิจัยไปขยายผลจากต้นแบบในภาคเหนือไปสู่เกษตรกรทั่วประเทศ เพื่อให้ทุกครัวเรือนมีอนาคตที่มั่นคง แข่งขันได้ และยืนอยู่ได้อย่างภาคภูมิในเศรษฐกิจใหม่ของโลกได้อย่างมั่นใจ