เชียงใหม่ FIA ร่วมกับ ร.ย.ส.ท. ประชุมหารือกับนานาชาติ 25 ประเทศทั่วโลก กำหนดทิศทางของอุตสาหกรรมยานยนต์ (คลิป)

FIA ร่วมกับ ร.ย.ส.ท. ประชุมหารือกับนานาชาติ 25 ประเทศทั่วโลก กำหนดทิศทางของอุตสาหกรรมยานยนต์และมอเตอร์สปอร์ตในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกให้เติบโตอย่างยั่งยืน

วันนี้(8 ตค.68) ที่ โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล เชียงใหม่ แม่ปิง อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ นายโมฮัมเหม็ด เบน ซูลาเยม ประธานสมาพันธ์ยานยนต์นานาชาติ (FIA President Mohammed Ben Sulayem) นายพฤฒิรัตน์ รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ นายกราชยานยนต์สมาคมแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์ สมาคมกีฬา “ร.ย.ส.ท.” ร่วมกันเปิดการประชุมระดับภูมิภาค FIA Asia-Pacific Congress 2025 มีผู้แทนจาก 25 ประเทศ ในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ผู้บริหารระดับสูงของ FIA ผู้นำองค์กร ด้านมอเตอร์สปอร์ตและการขนส่ง หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และสื่อมวลชน จากต่างประเทศเข้าร่วม โดยหัวข้อการหารือ ในการประชุม การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ของการแข่งขันรถ ในระดับภูมิภาค การสร้างนักแข่งและบุคลากรรุ่นใหม่ ตลอดจนการส่งเสริมมาตรฐาน ความปลอดภัยในการแข่งขัน เพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน ทั่วโลก รวมทั้งการเปลี่ยนผ่าน มาเป็นยุคยานยนต์ไฟฟ้า การออกแบบเมือง และระบบขนส่งที่ยั่งยืน และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ในการเพิ่มความปลอดภัยทางถนน ซึ่งมีการประชุมระหว่างวันที่ 8 – 10 ตุลาคม 2568 โดย มีนายโมฮัมเหม็ด เบน ซูลาเยม ประธาน FIA ร่วมกับ นาย พฤฒิรัตน์ รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ นายก ร.ย.ส.ท. ร่วมกันเปิดงานดังกล่าว

นายโมฮัมเหม็ด เบน ซูลาเยม ประธานสมาพันธ์กีฬาแข่งรถนานาชาติ (FIA) กล่าวว่า “เป้าหมายการสัมมนาและพูดคุยเรื่องความปลอดภัยและการแข่งขันรถยนต์มอเตอร์สปอร์ต รวมถึงความยั่งยืน และรักษาสิ่งแวดล้อม โดยสปอร์ตยานยนต์ มีการใช้พลังงาน สะอาด ในการแข่งขันรถ ตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง จะทำให้การแข่งขันรถปล่อยควันดำลดลง รวมถึงมีการพูดคุย ในเรื่องของความปลอดภัยยานยนต์และการแข่งขันรถยนต์มอเตอร์สปอร์ต”

ในโอกาสนี้ได้ให้สัมภาษณ์ตัวแทนสื่อมวลชนสอบถามถึง การจัดการประชุมครั้งแรกที่ FIA จัดประชุมที่เชียงใหม่ อะไรคือแรงผลักดันหรือแรงบันดาลใจที่ทำให้ FIA อยากมาจัดประชุมที่เชียงใหม่ครั้งนี้

ซึ่ง นายโมฮัมเหม็ด เยน ซูลาเยม กล่าวเพิ่มเติมว่า “การประชุมในระดับนี้เริ่มจากขนาดเล็กกว่านี้มาก่อนแล้วค่อยๆ เติบโตขึ้น อย่างที่ผมกล่าวไว้ เดิมทีมีแต่ชมรมฝั่งโมบิลิตี (รถยนต์) แต่ตอนนี้มีทั้งกีฬาและโมบิลิตี ประการที่สอง เพื่อทำให้เครือข่ายแข็งแรงขึ้น เข้าถึงภูมิภาคต่างๆ ปีที่แล้ว ได้ไปที่ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และเวียดนาม สำหรับประเทศไทยก็ยอดเยี่ยม ทั้งในด้านโมบิลิตี ซึ่งต่อยอดสู่กีฬา จึงจะอยู่ในมอเตอร์สปอร์ตได้ ดังนั้นจึงเป็นสิ่งเดียวกัน เมื่อมองย้อนกลับไป ความรักในรถยนต์ ความรับผิดชอบของ FIA ต่อการป้องกันความปลอดภัยบนท้องถนน และสิ่งแวดล้อม ถือว่าเป็นความท้าทายต่อผู้ผลิตทุกคน และเป็นความท้าทายต่อสหพันธ์ด้วย เรามักพูดเสมอว่า “เราไม่ใช่ส่วนหนึ่งของปัญหา เราเป็นส่วนหนึ่งของทางออก” การมาจัดประชุมที่นี่ ร่วมกับ ราชยานยนต์สมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (ร.ย.ส.ท.) ซึ่งเป็นสมาคมที่ให้การสนับสนุนด้าน motorsport and mobility ของประเทศไทย ทำให้ได้ทำงานร่วมกันในการนำผู้คนจากทั่วภูมิภาคมาที่นี่

การประชุม การพบปะกันสำคัญมาก การได้เห็นหน้า รับฟัง พบปะ และทานอาหารร่วมกัน ก็มีคุณค่าทางด้านวัฒนธรรม ซึ่งมีสมาชิกกว่า 245 องค์กร ในด้านกีฬาและโมบิลิตีทั่วโลก และมีผู้ขับขี่ในชมรมต่าง ๆ กว่า 80 ล้านคน ดังนั้น FIA มี “ความรับผิดชอบ” ที่ต้องเข้าถึงผู้คนในแต่ละประเทศ ไม่มีคำว่า “ไซซ์เดียวใช้ได้กับทุกคน” แม้อยู่ในไทยกับเพื่อนบ้าน หากไปฟิลิปปินส์หรือประเทศใกล้เคียง วิธีการและบริบทก็แตกต่าง ไม่ใช่เพราะอยู่ในภูมิภาคเดียวกันแล้วจะเหมือนกัน คือ เหตุผลที่ต้อง “รับฟัง” ผ่านสมาชิกของและพร้อม “สนับสนุน” การให้ไอเดีย ทำงานร่วมกัน เป็นการแบ่งปันองค์ความรู้จากประเทศอื่นๆ และยังรวมถึงเงินทุนสนับสนุนจาก FIA ซึ่งสำคัญเช่นกัน แม้ว่าฟอร์มูลา วัน คือรายการแข่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเพราะเป็นจุดสูงสุด แต่สำหรับ FIA เป็นเจ้าของ ผลประโยชน์จะย้อนกลับไปยังสมาชิก”

ด้าน “ความยั่งยืน” นายโมฮัมเหม็ด เบน ซูลาเยม กล่าวต่อว่า “ตอนนี้ยังมีความไม่แน่นอนทิศทางของโมบิลิตีจะไปทางไหน จะเป็นไฟฟ้าล้วนหรือไม่? ถ้าเป็นไฟฟ้าล้วน ตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง แล้วตรวจสอบดู มันใช่คำตอบหรือเปล่า แล้วจะทำอย่างไรกับโคบอลต์และแบตเตอรี่ลิเธียมหลังหมดอายุ? จีนกำลังก้าวนำอยู่ตอนนี้ ผมเชื่อว่าเวลาตั้งเป้าหมายด้านความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อม อาจสมเหตุสมผลกว่าหาก “ตั้งโจทย์ให้ผู้ผลิต” ว่า “เราต้องการไปให้ถึงระดับนี้” จะ “อย่างไร” ให้เป็นความท้าทายของพวกเขา แต่การบังคับให้ไปทางไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว ผมไม่เชื่อว่านั่นคือทางออกเดียว มีทางเลือกมากมาย มีไฮบริด มีเชื้อเพลิงบางประเภทแทนน้ำมันฟอสซิล ไบโอฟิวเอล เชื้อเพลิงสังเคราะห์ และเชื้อเพลิงยั่งยืน และนั่นคือสิ่งที่เรากำลังใช้ในพีระมิดของมอเตอร์สปอร์ต ผมเพิ่งดูแข่งรถบรรทุก น่าทึ่งมากที่เห็นแข่งโดยไม่มีควันดำ เพราะใช้เชื้อเพลิงยั่งยืน! ดังนั้น การทำงานร่วมกับทีมและรับฟังพวกเขา ในฝั่งโมบิลิตี ก็ท้าทายเช่นกัน เพราะเชื้อเพลิงที่ใช้ในมอเตอร์สปอร์ตจะถูกนำไปใช้ในโมบิลิตีด้วย จะทำให้มีเครื่องยนต์ที่มีประสิทธิภาพที่สุดในโลก ฟอร์มูลา วัน มีประสิทธิภาพถึง 60% เทคโนโลยีนั้นมีอยู่แล้ว เพียงแต่เราต้องการให้ผู้ผลิตที่ทำงานกับเรา มอบยานยนต์ที่เข้าถึงได้ ยั่งยืน และเชื่อถือได้แก่ผู้บริโภค และมันทำได้จริง แต่ความท้าทายไม่มีวันหยุด

ผู้สื่อข่าวได้สอบถามเพิ่มเติมประเด็น ด้านเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่นำเข้าสู่มอเตอร์สปอร์ตผ่าน FIA เรื่องนวัตกรรมดิจิทัล เช่น AI ซึ่งกำลังมาแรงมาก โดยเฉพาะในไทย เราจะได้เห็นการนำ AI มาใช้ในงานของ FIA อย่างไรบ้าง?

นายโมฮัมเหม็ด เยน ซูลาเยม กล่าวว่า ได้หารือและตระหนักว่า AI สามารถใช้ในทางบวกได้ ในเรื่องกรรมการพิจารณาเหตุ (Stewards) มีความท้าทายใหญ่ สจ๊วตต้องยุติธรรม กระตือรือร้น และถูกตรวจสอบตลอดเวลา (*สจ๊วต = เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบในการดูแลให้การแข่งขันดำเนินไปอย่างยุติธรรมและปลอดภัย) จึงมีการนำสิ่งที่เรียกว่า “ROC” มาใช้เป็นครั้งแรก ซึ่งจำเป็นต้องยกระดับให้สอดคล้องกับความต้องการของแชมเปียนชิพ ความต้องการคือการตัดสินที่ดียิ่งขึ้น และผู้อำนวยการการแข่งขันที่ดียิ่งขึ้น ตอนนี้มี “เส้นทาง” ให้คนรุ่นใหม่จากทั่วโลก ไทย เอเชีย แอฟริกา—มีสมองที่ยอดเยี่ยมอยู่ทุกที่ถ้าไม่เอื้อมไปหา เขาอาจไม่มีโอกาสแสดงศักยภาพ จากนั้นฝึกอบรม และใช้เทคโนโลยี ROC—ศูนย์ควบคุมระยะไกลในสหราชอาณาจักร เป็นปฏิบัติการขนาดใหญ่ ซึ่งจะพร้อมใช้ปีหน้า

มี 2 วัตถุประสงค์ คือ ช่วยด้านการฝึกอบรม และทำให้มั่นใจว่าเรายุติธรรมและตัดสินได้ถูกต้องเมื่อเกี่ยวกับนักแข่ง อีกส่วน—AI เข้ามาตรงไหน? เมื่อใช้ AI จะทำให้ทราบว่า “คำตัดสินแบบไหนดีที่สุด” ในสถานการณ์หนึ่ง ๆ สามารถป้อนข้อมูลทั้งหมดแล้วดูได้ว่าแนวทางตัดสินที่เหมาะสมที่สุดคืออะไร สุดท้ายแล้ว “มนุษย์” ทดแทนไม่ได้ สำหรับเราแล้ว เราใช้ AI อย่างไรนั้น ยกตัวอย่างแชมเปียนชิพยอดนิยมที่สุด ฟอร์มูลา วัน จะเห็นประเด็นร้องเรียนต่าง ๆ เช่น การปะทะ การโดนโทษ 5 หรือ 10 วินาที ตรงนี้น่าจะผ่อนปรนให้พวกเขาบ้าง แล้วบอกว่า “ทำสิ่งที่คุณทำได้ดีที่สุดคือการแข่ง!” แล้วเราจะจัดการส่วนของเราให้น่าดูยิ่งขึ้น คุณจะได้ชมการแข่งขันที่สนุกกว่า ดังนั้น AI จะช่วยลดความผิดพลาดที่มนุษย์อาจทำ และช่วยสนับสนุนมนุษย์ในการตัดสินใจ

ผู้สื่อข่าวถาม ทุกวันนี้มอเตอร์สปอร์ตเติบโตมาก เรามีประวัติศาสตร์อยู่แล้ว และกำลังสร้างต่อเนื่องในไทย โดยเฉพาะกระแสของ “อเล็กซ์ อัลบอน” ในฟอร์มูลา วัน อยากทราบว่าอยากบอกอะไรกับเยาวชนไทยที่ภาคภูมิใจกับ FIA และกำลังก้าวสู่ความท้าทายในมอเตอร์สปอร์ตบ้าง

นายโมฮัมเหม็ด เยน ซูลาเยม ประธานสมาพันธ์ยานยนต์นานาชาติ (FIA) กล่าวว่า อันดับแรก เหมือนกีฬาอื่นๆ อย่ายอมแพ้ แต่อีกด้าน คุณต้องมีเครื่องมือ และต้องทำให้มอเตอร์สปอร์ตเข้าถึงได้ การเข้าถึงเกิดจากความสามารถในการจ่าย และด้วยธรรมชาติของกีฬามีค่าใช้จ่ายสูง ยกตัวอย่างเมื่อพูดถึงอัลบอน เขาเข้าสู่วงการอย่างไร ผ่านคาร์ทติ้งและระดับรากหญ้า ใครจะสามารถจ่ายราว 300,000 ดอลลาร์สหรัฐเพื่อให้ลูกลงแข่งหนึ่งปีได้บ้าง ในยุโรปแพงมาก ดังนั้น FIA จึงมีความรับผิดชอบต่อเรื่องนี้ เราจึงเริ่มจากฐานราก ซึ่งมีสองเส้นทาง มี “ครอสคาร์” สำหรับพื้นกรวดไปสู่แรลลี่ และมี “คาร์ทติ้ง” สำหรับไปสู่การแข่งขันทางเรียบ ครอสคาร์เริ่มราว 8,000 ยูโร แต่ต่อมาพุ่งเป็น 30,000 ยูโร ไม่ใช่ราคาที่เข้าถึงได้ สิ่งที่เราทำคือปล่อยแบบพิมพ์เขียว และกำหนดข้อกำหนดความปลอดภัยจากนั้นผ่าน ASN (สมาคมกีฬายานยนต์แห่งชาติ) อย่าง RAAT ที่อยู่ในประเทศไทย สามารถคอยกำกับดูแลให้สามารถผลิตได้ในประเทศไม่ต้องนำเข้า ต้นทุนจึงลดลงไม่มีภาษีนำเข้า ไม่มีค่าเดินทาง และใช้แรงงานในประเทศของคุณเอง ในแอฟริกาและเอเชีย พิสูจน์แล้วว่าเข้าถึงได้มากขึ้น เหลือประมาณหนึ่งในสามของราคาเดิม นี่คือภาพรวมที่เห็น ความสมดุลยังไม่ดีนัก จีนกับอินเดียรวมกัน 2.8 พันล้านคน รวมประเทศอื่น ๆ ในเอเชียก็เกิน 3 พันล้าน แต่ถ้ามองจำนวนไลเซนส์แข่งขัน ยังน้อยเมื่อเทียบกัน ทว่าในยุโรป บางประเทศประชากรแค่ 6 ล้านคน แต่มีไลเซนส์แข่งขันราว 16,000 ใบ อัตราส่วนจึงไม่สมดุล ดังนั้น เราต้องการพัฒนามอเตอร์สปอร์ตด้วยการทำให้ระดับรากหญ้าเข้าถึงได้มากขึ้น นายโมฮัมเหม็ด เยน ซูลาเยม ประธานสมาพันธ์ยานยนต์นานาชาติ (FIA) กล่าว

นายพฤฒิรัตน์ รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ นายกราชยานยนต์สมาคมแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์ สมาคมกีฬา “ร.ย.ส.ท.” กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้ที่ทาง FIA เลือกประเทศไทย เป็นสถานที่จัดงานสัมมนา มอเตอร์สปอร์ต และความปลอดภัยบนถนน มีหลายประเทศเข้าร่วม ทำให้ทุกคนมารวมกลุ่ม แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ควรจะเหมือนกันทั่วโลก ที่ผ่านมาต่างคนต่างทำ ซึ่งคนที่อยู่มอเตอร์สปอร์ตจะรู้ว่าการแข่งขันยานยนต์ ไม่ใช่แข่งความเร็วอย่างเดียว เรายังเน้นความปลอดภัย ทั้งใช้หมวกกันน็อค ชุดกันไฟ เซฟตี้เบลล์ ก็มาจากการแข่งขันรถยนต์ทั้งนั้น พร้อมทั้งเชิญชวน ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เปิดรับสมัครสมาชิกใหม่ ซึ่งปัจจุบัน มีมากกว่า 5,000 คน

เชียงใหม่ CMUBS x MAT Exclusive Talk ฉลองครบ 60 ปี ผนึกพลังนักธุรกิจ การตลาด สร้างเวทีจุดประกายกลยุทธ์ฝ่าวิกฤติสู่อนาคต (คลิป)

CMUBS x MAT Exclusive Talk ฉลองครบ 60 ปี ผนึกพลังนักธุรกิจ การตลาด สร้างเวทีจุดประกายกลยุทธ์ฝ่าวิกฤติสู่อนาคต

วันนี้(8 ตค.68) คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (CMUBS) ร่วมกับสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย (MAT) และสมาคมนักศึกษาเก่าบัญชีและบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จัดงาน “CMUBS x MAT Exclusive Talk” เฉลิมฉลองครบรอบ 60 ปีของสององค์กร ณ โรงแรมเชียงใหม่แกรนด์วิว ภายใต้แนวคิด “THRIVING IN TURBULENCE: Beyond Survival – พลิกวิกฤติ ปั้นกลยุทธ์ เติบโตสู่อนาคต” โดยได้รับความสนใจจากผู้บริหารองค์กร นักธุรกิจ นักการตลาด นักวิชาการ ตลอดจนนักศึกษาและผู้สนใจ จำนวนกว่า 400 คน ร่วมรับฟัง Talk แลกเปลี่ยนมุมมองเชิงกลยุทธ์ด้านธุรกิจและการตลาด เพื่อจุดประกายความคิดใหม่ สร้างแรงบันดาลใจ พร้อมเสริมสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงระหว่างกัน

งานนี้จัดขึ้นในรูปแบบ Exclusive Dinner Talk ที่ผสมผสานบรรยากาศการเสวนาเชิงวิชาการสะท้อนพลังความร่วมมือจากทุกภาคส่วนตลอดจนความสนใจต่อประเด็นใหญ่แห่งยุคว่าด้วยการปรับตัวของธุรกิจในโลกที่เต็มไปด้วยความผันผวน ไฮไลท์สำคัญคือเวทีเสวนาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่าน ครอบคลุม 3 หัวข้อหลัก ได้แก่ Beyond Disruptions การวิเคราะห์ทิศทางอนาคตโลกธุรกิจ โดย ผศ. ดร.ก้องภู นิมานันท์ คณบดีคณะบริหารธุรกิจ มช., Beyond Survival การพลิกวิกฤติเป็นโอกาส โดยคุณปิยะชาติ อิศรภักดี CEO BRANDi และ Beyond Rivalry กลยุทธ์สร้างความได้เปรียบเหนือคู่แข่ง นำโดยคุณภาวุธ พงษ์วิทยภานุ CEO TARAD.COM พร้อมด้วยคุณธานี ตรีวัฒนาวงศ์ เจ้าของ Online Channel “DB ซัวเถา” และคุณกษิดิศ สตางค์มงคล เจ้าของเพจ “DataRockie” ที่มาร่วมถ่ายทอดมุมมองด้านเศรษฐกิจ ภูมิรัฐศาสตร์ และการตลาดเชิงข้อมูล (Data Marketing) โดยให้ข้อคิดเชิงลึกจากกูรูผู้เชี่ยวชาญ พร้อมเป็นพื้นที่แห่งการแลกเปลี่ยนมุมมอง การสร้างเครือข่าย(Networking) และการต่อยอดโอกาสทางธุรกิจในหลากหลายอุตสาหกรรมอย่างใกล้ชิด

ผศ. ดร.ก้องภู นิมานันท์ คณบดีคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ให้สัมภาษณ์สื่อว่า คณะบริหารธุรกิจ มช. มุ่งเป็นศูนย์กลางแห่งการสร้างและพัฒนาความรู้ทางธุรกิจและการจัดการ ที่สามารถตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและสังคมยุคใหม่ได้อย่างรอบด้าน โดยไม่จำกัดเพียงการเรียนรู้ในห้องเรียน แต่เชื่อมโยงองค์ความรู้สู่โลกธุรกิจจริง เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ภาคธุรกิจ ชุมชน และสังคมโดยรวม พร้อมทั้งชี้ให้เห็นถึงบริบทของโลกปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความผันผวนจากปัจจัยด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และเทคโนโลยี ซึ่งทุกภาคส่วนจำเป็นต้องตระหนักและเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ แนวคิดดังกล่าวจึงเป็นแรงบันดาลใจสำคัญในการจัดงานครั้งนี้ เพื่อเปิดเวทีให้ผู้ทรงคุณวุฒิได้ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและแนวทางการขับเคลื่อนธุรกิจไทยให้ก้าวข้ามความท้าทายได้อย่างยั่งยืน พร้อมทั้งสานต่อความร่วมมือระหว่างคณะฯ สมาคมนักศึกษาเก่าฯ และสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย ในการจัดกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อวงการการศึกษาและธุรกิจอย่างต่อเนื่อง

คุณชาคริต ดิเรกวัฒนชัย เลขาธิการสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย (MAT) กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดงานครั้งนี้ถือเป็นวาระสำคัญที่ตรงกับการครบรอบ 60 ปีของสมาคมเช่นกัน ซึ่ง MAT ในฐานะศูนย์กลางแห่งองค์ความรู้และแรงบันดาลใจของวงการตลาดไทย มีความมุ่งมั่นที่จะขยายโอกาสด้านการเรียนรู้ให้ครอบคลุมทุกภูมิภาค ไม่ใช่เพียงแค่ในเมืองใหญ่ เพราะการตลาดคือพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมในทุกพื้นที่ ความร่วมมือกับคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการเฉลิมฉลอง แต่ยังเป็นการตอกย้ำบทบาทของสมาคมในการส่งต่อองค์ความรู้สมัยใหม่และแนวคิดเชิงกลยุทธ์แก่นักการตลาดไทยทุกระดับ พร้อมกล่าวเสริมว่า นักการตลาดยุคใหม่ต้องพร้อมปรับตัว เรียนรู้ และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะอยู่ในภูมิภาคใดของประเทศเพื่อสามารถสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนในท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งเป็นเจตนารมณ์ที่ MAT ยึดมั่นมาโดยตลอด

ด้านคุณบุญรัตน์ ตรีวัฒนาวงศ์ นายกสมาคมนักศึกษาเก่าบัญชีและบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวถึงความภูมิใจที่ CMUBS สามารถสร้างโอกาส และสร้างอาชีพให้กับบัณฑิตมาแล้วกว่า 60 ปี ซึ่งการรวมพลังในครั้งนี้นับเป็นหนึ่งในพันธกิจของสมาคมในการร่วมต่อยอดความรู้ ส่งต่อโอกาสให้กับศิษย์ปัจจุบันของคณะต่อไป โดยรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายจากงานนี้จะถูกนำไปเป็นทุนการศึกษาแก่รุ่นน้องคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ถือเป็นการส่งต่อพลังและโอกาสจากรุ่นสู่รุ่นอย่างแท้จริง

 

สำหรับการครบรอบ 60 ปีของ CMUBS และ MAT ครั้งนี้ จึงไม่เพียงเป็นงานแห่งความยินดี แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของการบูรณาการพลังความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อขับเคลื่อนองค์ความรู้ด้านธุรกิจและการตลาดไทย สู่การเติบโตที่ยั่งยืนในระดับภูมิภาค

เชียงใหม่ สายการบินแอร์เอเชีย เปิดตัวโฆษณาชุดใหม่ “แอร์เอเชีย ทำทุกช่วงเวลาให้ดีเสมอ” รับฤดูกาลท่องเที่ยวส่งท้ายปี เน้นย้ำความมุ่งมั่นของสายการบิน นอกจากจุดเเข็งด้านความตรงต่อเวลา

สายการบินแอร์เอเชีย เปิดตัวโฆษณาชุดใหม่ “แอร์เอเชีย ทำทุกช่วงเวลาให้ดีเสมอ” รับฤดูกาลท่องเที่ยวส่งท้ายปี เน้นย้ำความมุ่งมั่นของสายการบิน นอกจากจุดเเข็งด้านความตรงต่อเวลาแล้ว ยังพร้อมทำให้เวลาทุกวินาทีของผู้โดยสารเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุด ด้วยเวลาบินที่ดี ความถี่บินเยอะ เส้นทางบินที่หลากหลาย พร้อมประสบการณ์เเละช่วงเวลาดีๆ ทุกครั้งที่มาบิน

นางสาวธันย์สิตา อัครฤทธิภิรมย์ ผู้อำนวยการฝ่ายการพาณิชย์ สายการบินไทยแอร์เอเชีย กล่าวว่า ในช่วงปลายปีเป็นฤดูกาลท่องเที่ยวที่มีอัตราการเดินทางสูง ทั้งในและต่างประเทศ แอร์เอเชียจึงตอกย้ำภาพลักษณ์เเบรนด์ที่เเข็งเเกร่ง ผ่านโฆษณาชุดใหม่ที่ยังคงให้ความสำคัญกับเรื่องเวลา แต่ไม่ใช่เฉพาะความตรงต่อเวลาเท่านั้น ยังรวมไปถึงทุกๆ ช่วงเวลาในการเดินทาง ที่แอร์เอเชียพร้อมมอบประสบการณ์ในการเดินทางให้ดีเสมอ ตั้งเเต่ก่อนเดินทาง ซึ่งแอร์เอเชียมีเส้นทางบินภายในประเทศมากที่สุด และเส้นทางระหว่างประเทศหลากหลาย ช่วงเวลาบินเยอะ ทำให้ผู้ใช้บริการสามารถเลือกได้ตรงใจ จนถึงการสร้างประสบการณ์จริง ตั้งเเต่สนามบินจนถึงบนเครื่อง ก็จะได้รับบริการที่ประทับใจเช่นกัน เพื่อขอบคุณที่ไว้วางใจเลือกเดินทางกับเรา

ทั้งนี้หนังโฆษณาชุดใหม่ของแอร์เอเชีย เป็นเรื่องราวของผู้โดยสารคนหนึ่งของแอร์เอเชีย ที่บินลงเครื่องกลับมาที่ห้องแล้วทะเลาะกับแฟน ซึ่งแฟนบอกเธอให้ไปไหนก็ไป การบินกลับมาตรงเวลาเป๊ะจึงกลายเป็นการจับโป๊ะ และเป็นจุดเริ่มต้นของการออกเดินทางเพื่อลืมรักแย่ๆ ครั้งนี้ โดยมีแอร์เอเชีย คอยสนับสนุนให้ทุกการเดินทางของเธอ อยากไปไหนก็ไปได้อย่างที่ใจอยาก และทำให้เธอได้พบกับช่วงเวลาดีๆ ตลอดเวลาที่บินกับแอร์เอเชีย

เชียงใหม่ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ ได้นำคณะสื่อมวลชนร่วมกิจกรรมสุดพิเศษตามเส้นทางท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อนักท่องเที่ยวมุสลิม (Muslim-Friendly Tourism) ในจังหวัดลำปาง (คลิป)

ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ ได้นำคณะสื่อมวลชนร่วมกิจกรรมสุดพิเศษตามเส้นทางท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อนักท่องเที่ยวมุสลิม (Muslim-Friendly Tourism) ในจังหวัดลำปางเปิดประสบการณ์ใหม่ “Muslim-Friendly Tourism” ลำปาง ตามรอยศรัทธา ชิมข้าวซอยรสเลิศ และตำนานชามตราไก่

( 5 ตค.68) นายอิทธิรัฐ สินารักษ์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ ได้นำคณะสื่อมวลชนร่วมกิจกรรมสุดพิเศษตามเส้นทางท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อนักท่องเที่ยวมุสลิม (Muslim-Friendly Tourism) ในจังหวัดลำปาง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการส่งเสริมและพัฒนา Soft Power เพื่อต่อยอดการท่องเที่ยวมูลค่าสูงในกลุ่มภาคเหนือตอนบน 1 (ลำพูน-ลำปาง)

สัมผัสความศรัทธา ณ มัสยิดอัลฟาลาฮ์ ศูนย์กลางชาวมุสลิมลำปาง คณะสื่อมวลชนได้เริ่มต้นทริปด้วยการเข้าเยี่ยมชม มัสยิดอัลฟาลาฮ์ ซึ่งก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2506 บนพื้นที่กว่า 1 ไร่ มัสยิดแห่งนี้ไม่เพียงแต่เป็นสถานที่ประกอบกิจกรรมทางศาสนาอิสลามและการทำละหมาด 5 เวลาต่อวันเท่านั้น แต่ยังเป็น โรงเรียนสอนศาสนาอิสลามและภาษาอาหรับ รวมถึงเป็นศูนย์กลางในการต้อนรับแขกและสถานที่บรรยายธรรม

มัสยิดอัลฟาลาฮ์ยังเป็นที่ตั้งของชมรมมุสลิมลำปาง และมีบทบาทสำคัญในการอบรมศีลธรรมแก่เยาวชนมุสลิม โดยเข้าร่วมโครงการ “ลานบุญ ลานปัญญา” ของกรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม สะท้อนให้เห็นถึงการเป็นศูนย์รวมจิตใจและปัญญาของชุมชนมุสลิมในลำปาง

ตามรอยตำนาน “ชามตราไก่” กิจกรรมที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือการเยี่ยมชม โรงงานเซรามิกธนบดีเดคอร์เซรามิค จำกัด (ผู้ผลิตถ้วยตราไก่) ที่มีอายุยาวนานกว่า 60 ปี ผู้ก่อตั้งคือ อาปาอี้ (ซิมหยู แซ่ฉิน) ปัจจุบันดูแลกิจการโดยทายาทรุ่นที่สอง คุณยุพิน และคุณพนาสิน ธนบดีสกุล คณะฯ ได้รับความรู้เกี่ยวกับภูมิปัญญาและวิวัฒนาการของการทำ “ถ้วยตราไก่” ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ที่ถือเป็นสัญลักษณ์สำคัญของจังหวัดลำปาง

ชุมชนท่ามะโอ


นอกจากนี้ ยังได้เดินทางไปสัมผัสวิถีชุมชนที่ ท่ามะโอ เพื่อร่วม Work shop ผ้าย้อม และพลาดไม่ได้กับการชิม “ข้าวซอยมุสลิม” ร้านอาหารแนะนำที่โดดเด่นด้วยเมนูเนื้อไก่และเนื้อวัวที่ผ่านการปรุงอย่างพิถีพิถัน จนได้เนื้อที่ นุ่มละลายในปาก สร้างความประทับใจด้านอาหารฮาลาลอย่างยิ่ง

ในช่วงบ่าย คณะฯ ได้เดินทางไปเรียนรู้ประวัติศาสตร์ของเมืองลำปางในอดีตที่ มิวเซียมลำปาง เพื่อทำความเข้าใจถึงรากเหง้าของนครแห่งนี้

สถานีสุดท้ายของทริป Muslim-Friendly Tourism คือการเข้าเยี่ยมชม วิสาหกิจชุมชน “กลุ่มสมุนไพรลูกประคบเซรามิก” บ้านศาลาบัวบก อ.เกาะคา ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่มีชื่อเสียงด้านการทำเซรามิก คณะฯ ได้ฟังความเป็นมา และร่วมกิจกรรมผ่อนคลายด้วยการ ประคบเท้าด้วยลูกเซรามิกสมุนไพร เป็นการผสมผสานภูมิปัญญาการทำเซรามิกเข้ากับการดูแลสุขภาพอย่างลงตัว

การเดินทางในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการส่งเสริมเส้นทางท่องเที่ยวใหม่ๆ เท่านั้น แต่ยังเป็นการ ยกระดับและเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวที่ตอบโจทย์ความต้องการของนักท่องเที่ยวมุสลิม สะท้อนความพร้อมของลำปางในการเป็นจุดหมายปลายทางที่น่าสนใจและเป็นมิตรสำหรับนักเดินทางจากทุกศาสนา

การท่องเที่ยวในลักษณะที่เน้นความหลากหลายทางวัฒนธรรมเช่นนี้ จะเป็นต้นทุนสำคัญในการพัฒนาต่อยอดสู่การท่องเที่ยวที่มีมูลค่าสูงในอนาคตของภาคเหนือตอนบน

 

เชียงใหม่ แอร์เอเชีย เสิร์ฟอาหารเหนือลอยฟ้า “ลำเเต้ ลำว่า”..ส่งท้ายปี ชุดขันโตกเมือง ข้าวซอยไก่ พร้อมเมนูใหม่จากสัปปะรดภูเเล สนับสนุนเกษตรกรไทย

แอร์เอเชียสานต่อเมนูผลไม้ ช่วยเกษตรกรไทย นำ “สัปปะรดภูเเล” ชูเป็นวัตถุดิบสร้างสรรค์เมนูอาหารเหนืออร่อยล้ำ ฉลองฤดูกาลท่องเที่ยว ไตรมาสสุดท้าย(ตุลาคม-ธันวาคม) ส่งท้ายปี นำโดยเมนูเหนือขนานเเท้ ชุดขันโตกเมือง (พร้อมผักสดเเละน้ำพริกหนุ่ม) ข้าวซอยไก่สัปปะรดภูเเล สัปปะรดภูเเลชีสเค้ก และน้ำสัปปะรดพริกเกลือ อร่อยไม่ซ้ำใคร ลำเเต้เฉพาะบนเที่ยวบินของไทยแอร์เอเชีย(เที่ยวบินรหัส FD) และไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์(เที่ยวบินรหัส XJ) เท่านั้น

นางสาวอรอนงค์ เมธาพิพัฒนกุล ผู้อำนวยการฝ่ายสินค้าและบริการบนเครื่องบิน สายการบินไทยแอร์เอเชีย กล่าวว่า กล่าวว่า เมื่อปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา โครงการกระจายสินค้าเกษตรเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร โดยการนำผลไม้มาสร้างสรรค์เป็นเมนูจำหน่ายบนเครื่องบิน ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างกรมการค้าภายในและสายการบินไทยแอร์เอเชีย ได้รับรางวัลความเป็นเลิศทางความคิดสร้างสรรค์ Creative Excellence Awards 2025 จากสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์(องค์การมหาชน) ตอกย้ำความสำเร็จ โดยไตรมาสที่เเล้วเป็นเมนูจากลำไย ในไตรมาสนี้ เดือนตุลาคม-ธันวาคม 2568 เราจึงสร้างสรรค์เมนูใหม่ โดยผสมผสานระหว่าง “สัปปะรดภูเเล” ผลไม้ขึ้นชื่อจากเชียงราย เข้ากับเมนูยอดนิยมต่างๆ ของทางภาคเหนือ เป็นเมนูลอยฟ้าไอเดียใหม่ๆ ที่อยากให้ทุกคนได้ลิ้มลอง

“หลังจากไตรมาสที่เเล้วแอร์เอเชียนำเสนอเมนูอาหารใต้รสเเซบ เดือนตุลาคมนี้จึงเปิดตัวเมนูใหม่เป็นอาหารเหนือ ที่ผ่านการคิดเเละพัฒนาสูตรมาอย่างดี นอกเหนือจากความอร่อยเเบบลอยฟ้า เราภูมิใจที่ได้นำผลไม้ไทยที่หลากหลายของเกษตรกร มาสร้างสรรค์เป็นเมนูใหม่ๆ พร้อมกับการนำเสนออาหารที่มีเอกลักษณ์ในเเต่ละภาคให้เป็นที่รู้จักมากขึ้นทั้งกับชาวไทยและต่างชาติที่เดินทางกับเรา” นางสาวอรอนงค์กล่าว

เมนูใหม่ประกอบไปด้วย “ชุดขันโตกเมือง” สำรับอาหารพื้นเมืองเหนือที่รวบรวมเมนูเด็ดเอาไว้ในถาดเดียว ไม่ว่าจะเป็นไส้อั่วไก่ ไก่ยอทอด น้ำพริกหนุ่ม เสิร์ฟคู่กับผักสด และข้าวเหนียว “ข้าวซอยไก่สับปะรดภูแล” ที่ผสมผสานเส้นบะหมี่กับน้ำแกงกะทิเข้มข้นหอมเครื่องแกงแบบเหนือ เสิร์ฟคู่กับไก่เนื้อนุ่ม พร้อมเครื่องเคียง ทั้งหอม มัน เผ็ดกำลังดี “ชีสเค้กสับปะรดภูแล” ความลงตัวของสับปะรดภูแลกับความเนียนนุ่มของชีสเค้ก ทำให้ได้รสชาติ หวานอมเปรี้ยวละมุนลิ้น และกลิ่นผลไม้สดที่สดชื่น “น้ำสับปะรดพริกเกลือ” เนื้อฉ่ำน้ำ ผสมกับ พริกสดบดและเกลือเล็กน้อย สดชื่น แปลกใหม่ต้องลอง เริ่มวางจำหน่ายทุกเที่ยวบินของไทยแอร์เอเชีย และไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์ ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2568 – 31 ธันวาคม 2568 เท่านั้น

เชียงใหม่ เริ่มแล้ว KICK OFF “Chiang Mai Festival City : 12 เดือน 12 เทศกาล” มุ่งสู่การเป็น World Festival and Event City(คลิป)

จังหวัดเชียงใหม่เริ่มแล้ว KICK OFF “Chiang Mai Festival City : 12 เดือน 12 เทศกาล” มุ่งสู่การเป็น World Festival and Event City

นายวีรพงศ์ ฤทธิ์รอด รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานเปิดกิจกรรม KICK OFF “Chiang Mai Festival City : 12 เดือน 12 เทศกาล” อย่างยิ่งใหญ่ พร้อมด้วยภาครัฐ และเอกชน ด้านการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมเปิดงาน ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงใหม่ เพื่อสร้างการรับรู้และตอกย้ำภาพลักษณ์เชียงใหม่ในฐานะ “เมืองเทศกาลโลก” (World Festival and Event City) ตามแนวคิดการยกระดับ Soft Power ผ่านเทศกาล วัฒนธรรม และวิถีชีวิตล้านนา

อย่างไรก็ตามจังหวัดเชียงใหม่เป็นเมืองที่มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม ธรรมชาติ และประเพณีอันทรงคุณค่า ซึ่งได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติจากสมาคมงานเทศกาลนานาชาติ (IFEA) ตั้งแต่ปี 2022 ว่าเป็นเมืองที่มีเทศกาลหมุนเวียนตลอดทั้งปี ถือเป็นพลัง Soft Power ที่สามารถสร้างรายได้ กระตุ้นเศรษฐกิจ และยกระดับภาพลักษณ์ของเชียงใหม่ในสายตานักท่องเที่ยวทั่วโลก

ด้านนายอิทธิรัฐ สินารักษ์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า กิจกรรมภายใต้โครงการนี้ประกอบด้วย จุดถ่ายรูป 12 จุดทั่วเมือง, กิจกรรม “Passport to Chiang Mai & E-Passport”, สื่อประชาสัมพันธ์ออนไลน์เชิงสร้างสรรค์ และกิจกรรม “แชะ เช็ค แชร์” เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมของนักท่องเที่ยว พร้อมเชื่อมโยงกับเทศกาลสำคัญตลอดปี เช่น เทศกาลดอกไม้เชียงใหม่, สงกรานต์ล้านนา, ยี่เป็งโคมไฟ และ Countdown Chiang Mai รวมถึงเทศกาลร่วมสมัยใหม่ ๆ เช่น Wellness & Wellbeing, Food Fun Fashion & Music และ Craft & Creative Design วันนี้ 22 กันยายน 2568 นี้ถือเป็นวัน KICKOFF กิจกรรมสร้างการรับรู้ท่องเที่ยว 12 เดือน 12 เทศกาล อย่างสร้างสรรค์ โดยสามารถติดตามรายละเอียดได้ที่ Facebook : Chiangmai Festival City 12 เดือน 12 เทศกาล หรือทาง Line : @chiangmaifest

สำหรับกิจกรรม “Chiang Mai Festival City : 12 เดือน 12 เทศกาล” นับเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันให้เชียงใหม่ก้าวสู่การเป็น World Festival Destination อย่างแท้จริง สร้างทั้งการรับรู้ด้านการท่องเที่ยว กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น และทำให้เชียงใหม่เป็นจุดหมายปลายทางที่นักท่องเที่ยวอยากมาเยือนซ้ำ รวมไปถึงต่อยอดการพัฒนาแบบองค์รวมโดยใช้ทุนทางสังคมของเชียงใหม่เป็นฐานการพัฒนาอย่างแท้จริง

เชียงใหม่ พบรอยฝ่ามือพระมหาโมคคัลลานะบนโขดหิน บนวัดพระธาตุดอยสะเก็ด พร้อมเปิดเส้นทางธรรมแห่งใหม่(คลิป)

พบรอยฝ่ามือพระมหาโมคคัลลานะบนโขดหิน บนวัดพระธาตุดอยสะเก็ด พร้อมเปิดเส้นทางธรรมแห่งใหม่เพื่อใช้สำหรับพระภิกษุสงฆ์ในการฝึกสมาธิ เดินจงกรม และปฏิบัติวิปัสสนา

(12 กย.68) ที่วัดพระธาตุดอยสะเก็ด พระอารามหลวง อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ พระราชโพธิวรคุณ เจ้าอาวาสวัดพระธาตุดอยสะเก็ด พระอารามหลวง (รองเจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่) พร้อมศรัทธาประชาชนชาวดอยสะเก็ด ร่วมกันเปิดเส้นทางธรรมแห่งใหม่ เพื่อใช้สำหรับพระภิกษุสงฆ์ในการฝึกสมาธิ เดินจงกรม และปฏิบัติวิปัสสนา เส้นทางนี้เดินลงเขา มี บันไดเดินขึ้นลงถึง 91 ขั้น โดยปัจจุบันมีพระภิกษุสงฆ์กว่า 70 รูปจำพรรษาและศึกษาเล่าเรียนพระธรรมที่วัดแห่งนี้

นอกจากนั้นยังเป็นสถานที่สำหรับให้นักท่องเที่ยวได้ศึกษาธรรมชาติ โดยชาวบ้านเผยว่าได้พบนิมิตและร่องรอยคล้าย “รอยฝ่ามือของพระมหาโมคคัลลานะ” พระอัครสาวกเบื้องซ้ายของพระพุทธเจ้า บริเวณโขดหินด้านล่างข้างบันไดนาค ทางขึ้น วัดพระธาตุดอยสะเก็ดอักด้วย

พระราชโพธิวรคุณ เจ้าอาวาสวัดพระธาตุดอยสะเก็ด พระอารามหลวง (รองเจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่) เปิดเผยว่า ทางวัดได้จัดทำ “เส้นทางธรรม” สำหรับพระภิกษุสงฆ์ในการฝึกสมาธิ เดินจงกรม และปฏิบัติวิปัสสนา นอกจากนั้นยังเป็นสถานที่สำหรับให้นักท่องเที่ยวได้ศึกษาธรรมชาติ โดยชาวบ้านเผยว่าได้พบนิมิตและร่องรอยคล้าย “รอยฝ่ามือของพระมหาโมคคัลลานะ” พระอัครสาวกเบื้องซ้ายของพระพุทธเจ้า บริเวณโขดหินด้านล่างข้างบันไดนาค ทางขึ้นวัดพระธาตุดอยสะเก็ดอักด้วย

อย่างไรก็ตาม วัดพระธาตุดอยสะเก็ดยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมและศรัทธาที่สำคัญ มีรอยพระพุทธบาทคู่ เบื้องซ้ายและเบื้องขวา สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งมีความยาว 31 เซนติเมตร อายุกว่า 2,500 ปี และอีกจุด นักท่องเที่ยว จะเดินขึ้น บันไดบรมสุข จำนวน 227 ขั้นจากบริเวณวัดพระธาตุดอยสะเก็ด ขึ้นไปกราบไหว้สัการะ พระพุทธมหาจักรพรรดิ หรือหลวงพ่อพระเจ้าเศรษฐีเก้าล้านโกฎิ องค์ใหญ่ มีที่พุทธลักษณะที่งดงาม เพื่อขอพร และบริเวณลานหน้า พระพุทธมหาจักรพรรดิ ยังสามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์ ระยะไกล หากท้องฟ้าปลอดโปร่ง ทั้งที่มี สกายวอล์ค จุดชมวิวแห่งใหม่ที่สามารถมองเห็นทิวทัศน์รอบดอยได้อย่างงดงาม กลายเป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวและผู้แสวงหาธรรม

เชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ผนึกกำลังทุกภาคส่วน ขับเคลื่อน “12 เดือน 12 เทศกาล” สู่ World Festival Destination ตอกย้ำความเป็นเมืองเทศกาลโลก กระตุ้นเศรษฐกิจ–ท่องเที่ยวได้ทั้งปี(คลิป)

เชียงใหม่ผนึกกำลังทุกภาคส่วน ขับเคลื่อน “12 เดือน 12 เทศกาล” สู่ World Festival Destination ตอกย้ำความเป็นเมืองเทศกาลโลก กระตุ้นเศรษฐกิจ–ท่องเที่ยวได้ทั้งปี


วันนี้( 9 กย.68) ที่โรงแรมเซ็นทารา ริเวอร์ไซด์ เชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ นายวีรพงศ์ ฤทธิ์รอด รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมด้วยนานอิทธิรัฐ สินารักษ์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันแถลงข่าว ประกาศเดินหน้าโครงการ “เชียงใหม่ 12 เดือน 12 เทศกาล”อย่างเป็นทางการ โดยผนึกกำลังทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และชุมชน เพื่อใช้ “เทศกาล” เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ยกระดับการท่องเที่ยว และส่งต่อความสุขให้ผู้มาเยือนจากทั่วโลก

นายวีรพงศ์ ฤทธิ์รอด รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า “เชียงใหม่ไม่เพียงเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของภาคเหนือ แต่ยังเป็นเมืองวัฒนธรรมที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 700 ปี ปัจจุบันเชียงใหม่ได้รับการยอมรับในระดับสากลในฐานะ World Festival and Event City จากสมาคมงานเทศกาลนานาชาติ (IFEA) และวันนี้ เรากำลังต่อยอดจุดแข็งนี้ผ่านปฏิทิน ‘12 เดือน 12 เทศกาล’ ที่จะทำให้เชียงใหม่เป็นเมืองที่ต้อนรับนักท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปี”

ด้านนานอิทธิรัฐ สินารักษ์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า โครงการ “12 เดือน 12 เทศกาล” ถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการสร้าง City Branding ของเชียงใหม่ โดยรวบรวมเทศกาลเด่นตลอด 12 เดือน อาทิ เทศกาลดอกไม้เดือนกุมภาพันธ์ เทศกาลสงกรานต์ล้านนาในเดือนเมษายน เทศกาลยี่เป็งเดือนพฤศจิกายน และ Chiang Mai Countdown เดือนธันวาคม ตลอดจนกิจกรรมด้านอาหาร สุขภาพ กีฬา และวิถีชีวิตชุมชน ที่จะสลับหมุนเวียนตลอดปี เพื่อสร้างแรงดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติให้มาเยือนอย่างต่อเนื่อง

การผนึกกำลังครั้งนี้ไม่เพียงสร้าง ปฏิทินเทศกาลต่อเนื่อง แต่ยังสร้างเครื่องมือทางเศรษฐกิจใหม่ที่ช่วยกระจายรายได้สู่ชุมชน เพิ่มโอกาสทางธุรกิจ และเสริมความแข็งแกร่งด้านอัตลักษณ์เมืองล้านนา เชียงใหม่จึงพร้อมนำเสนอ “365 วันพันประสบการณ์” แก่นักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ทั้งในมิติศิลปวัฒนธรรม ธรรมชาติ ธุรกิจ และไลฟ์สไตล์
ซึ่งเชียงใหม่พร้อมแล้วที่จะต้อนรับผู้มาเยือนด้วยพลังของเทศกาล ยกระดับเศรษฐกิจ กระตุ้นการท่องเที่ยว และตอกย้ำสถานะ “เมืองเทศกาลโลก” อย่างยั่งยืน

เชียงใหม่ กลุ่มบีเจซี บิ๊กซี จัดการแข่งขันโครงการ “Big C ดนตรีไทย ปีที่ 4” รอบชิงชนะเลิศระดับภูมิภาค ที่จังหวัดเชียงใหม่(คลิป)

กลุ่มบีเจซี บิ๊กซี จัดการแข่งขันโครงการ “Big C ดนตรีไทย ปีที่ 4” รอบชิงชนะเลิศระดับภูมิภาค ที่จังหวัดเชียงใหม่

วันนนี้(7 กย.68) ที่บิ๊กซี เอ็กซ์ตร้า สาขาเชียงใหม่ 2 คุณฐาปณี เตชะเจริญวิกุล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่อาวุโส กลุ่มบีเจซี บิ๊กซี ให้เกียรติเป็นประธานเปิดการแข่งขันโครงการ Big C ดนตรีไทย ปีที่ 4 ภายใต้แนวคิด “โสตศิลป์สืบสานดนตรีไทย เพราะดนตรีไทยคือสมบัติของแผ่นดิน”

โครงการนี้จัดขึ้นเพื่ออนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม ส่งเสริมศักยภาพและทักษะทางดนตรีไทยของเยาวชนและครูดนตรี ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยมในรอบคัดเลือก มีเยาวชนส่งผลงานเข้าร่วมแข่งขันกว่า 1,900 ทีม ทั่วประเทศ โดยโครงการดังกล่าวถือว่าได้เปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนได้แสดงความสามารถสู่สาธารณชน ณ ห้างบิ๊กซี เพื่อชิงแชมป์ในระดับภูมิภาค และเป็นตัวแทนในการเข้าแข่งขันระดับประเทศเพื่อชิง 12 ถ้วยพระราชทาน
สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมทุนการศึกษาและรางวัลรวมมูลค่ากว่า 850,000 บาท จำนวน 188 รางวัล

ซึ่งในปีนี้ บิ๊กซี จัดการประกวดแข่งขันในบิ๊กซี 4 ภูมิภาค ได้แก่ ภาคเหนือ ณ บิ๊กซี เอ็กซ์ตร้า สาขาเชียงใหม่ 2 ภาคกลางและภาคตะวันออก ณ บิ๊กซี สาขาราชดำริภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ณ บิ๊กซี สาขาขอนแก่น 1 ภาคใต้และภาคตะวันตก ณ บิ๊กซี สาขาสุราษฎร์ธานี


สำหรับการแข่งขันครั้งนี้ เปิดโอกาสให้เยาวชนจากทั่วภูมิภาคเหนือได้แสดงความสามารถในประเภทต่าง ๆ ทั้ง ประเภทเดี่ยวและคู่ (รุ่นอายุ 6-12 ปี และ 13-19 ปี) และ ประเภท Trio (รุ่นอายุ 6-15 ปี และ 16-25 ปี) ซึ่งเป็นรายการใหม่ที่ผสมผสานเครื่องดนตรีไทยร่วมกับเครื่องดนตรีสากล ผู้ชนะจะเป็นตัวแทนของภาคเหนือ เพื่อเข้าแข่งขันในรอบชิงแชมป์ระดับประเทศ ชิง 12 ถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในเดือนตุลาคม 2568 นี้

เชียงใหม่ บริษัท ทีซีอี โปรเจก จำกัด เปิดตัวระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ พลังงานสะอาดเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน (Green Energy Storage Solutions)(คลิป)

บริษัท ทีซีอี โปรเจก จำกัด เปิดตัวระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ พลังงานสะอาดเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน (Green Energy Storage Solutions)

วันที่ 5 กันยายน 2568 ที่ บริษัท ทีซีอี โปรเจก จำกัด นายธนพล ทุมพงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีซีอี โปรเจก จำกัด เป็นประธานเปิดตัวระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ BESS พลังงานสะอาดเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน (Green Energy Storage Solutions) ที่บริษัท ทีซีอี โปรเจก จำกัด ผลิตขึ้นเพื่อให้การจัดเก็บพลังงานเกิดความปลอดภัย เสถียร และคุ้มค่าต่อการใช้งานมากขึ้น พร้อมด้วยนายโชติพงศ์ พงศ์ศรีวัฒน์ ผู้อำนวยการกองวิศวกรรมและวางแผน การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เขต 1 (ภาคเหนือ) เชียงใหม่ และคุณณัฐ สงคราม หัวหน้าแผนกส่งเสริมพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน ร่วมเสวนา โดยมีผู้เข้าร่วมงานจากภาครัฐและเอกชนให้ความสนใจเข้าชมการเปิดตัวในครั้งนี้เป็นจำนวนมาก

นายธนพล ทุมพงษ์ กล่าวต่อว่า ระบบกักเก็บพลังงาน BESS ครั้งนี้มีความเป็นอัจฉริยะและแม่นยำยิ่งขึ้น ควบคุมระบบด้วย iBMS และ iEMS อัจฉริยะ พร้อมอัลกอริธึมที่เพิ่มความแม่นยำของแบตเตอรี่และยืดอายุการใช้งาน พร้อมระบบเตือนภัยผ่านคลาวด์ตลอด 24 ชั่วโมง ส่งผลให้เกิดความปลอดภัยสูง อายุการใช้งานยาวนาน มั่นใจด้วยมาตรฐาน IP54 โครงสร้างทนการกัดกร่อนระดับ C4H ใช้งานได้นานกว่า 15 ปี พร้อมการทดสอบความปลอดภัยรอบด้าน ที่สำคัญ ระบบกักเก็บพลังงาน BESS ติดตั้งง่าย ใช้งานสะดวก แบบ Plug-and-Play ติดตั้งรวดเร็ว พร้อมแอปพลิเคชันที่ช่วยให้คุณตรวจสอบสถานะและรายได้จากการใช้งานได้แบบเรียลไทม์ รองรับการใช้งานทั้งในอาคารและกลางแจ้ง ด้วยระบบโมดูลาร์ที่สามารถเชื่อมต่อและปรับโหลดได้หลากหลาย เหมาะกับธุรกิจทุกขนาด

จากนั้น บริษัท ทีซีอี โปรเจก จำกัด ได้จัดเสวนาเกี่ยวกับสถานการณ์พลังงานในประเทศ และประโยชน์ของระบบกักเก็บพลังงาน โดยมีผู้จัดการฝ่ายขาย (Laura Long) ตัวแทนฝ่ายผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ BESS และธนาคารกรุงไทย เข้าร่วม เพื่อเปิดมุมมองใหม่เรื่องพลังงานสะอาดของระบบกักเก็บพลังงาน ให้ผู้ที่เกี่ยวข้องได้รับรู้และเข้าใจการใช้พลังงานนี้ ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการลดมลพิษในอากาศได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ ช่วงบ่ายยังมีการบรรยายและตอบข้อซักถามผลิตภัณฑ์ BESS จากผู้เชี่ยวชาญอีกด้วย