เชียงใหม่ อภิสิทธิ์ เบิกฤกษ์ขึ้นเหนือทำบุญทอดกฐินที่วัดชัยชนะ ลำพูน พบกรรมการสาขาพรรคประชาธิปัตย์ เชียงใหม่-ลำพูน(คลิป)

อภิสิทธิ์ เบิกฤกษ์ขึ้นเหนือทำบุญทอดกฐินที่วัดชัยชนะ ลำพูน พบกรรมการสาขาพรรคประชาธิปัตย์ เชียงใหม่-ลำพูน คาดสัปดาห์แผนงาน นโยบายหลายอย่างคืบหน้า เน้นคนรุ่นใหม่ช่วยทำพรรคให้ยั่งยืน

เมื่อวันที่ 1 พ.ย.68 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้มาร่วมพิธีทอดกฐินประทานจากสมเด็จพระสังฆราชฯ ณ วัดชัยชนะ (วัดปวงสนุก) ต.ประตูป่า อ.เมือง จ.ลำพูน และได้ไปกราบสักการะพระธาตุหริภุญชัย รวมทั้งได้ร่วมงานเทศกาลโคมล้านดวง ณ วัดพระธาตุหริภุญชัย อ.เมือง จ.ลำพูน ด้วย

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนว่า หลังจากเข้ามารับตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อ 2 สัปดาห์ที่แล้ว แม้ว่ากกต.จะยังไม่ได้รับรองกรรมการบริหารชุดใหม่ยังทำงานไม่เป็นทางการ สิ่งที่ได้เริ่มต้น คือการเปิดกว้างเชิญผู้รู้มีประสบการณ์มาให้ข้อคิดและการทำงานกระบวนการนี้ก็ยังจะเดินต่อไปอีกระยะหนึ่ง สัปดาห์หน้าจะมีการจัดเรื่องการทำพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์และดิจิตอลแพลตฟอร์ม ซึ่งคิดว่าจะเป็นเรื่องสำคัญที่จะเป็นปัจจัยการผลักดันให้เศรษฐกิจเติบโต สร้างโอกาสให้กับประชาชนอีกจำนวนมาก

เรื่องผู้สมัคร สส. เนื่องจาก ปัจจุบันก่อนจะเข้ามารับตำแหน่งมี ส.ส.หลายท่านบอกว่าอาจจะไม่ได้อยู่พรรคประชาธิปัตย์แล้ว เนื่องจากไปเจรจาตกลงอะไรกันไว้ล่วงหน้าแล้ว ฉะนั้นการเร่งหาผู้สมัครก็เป็นเรื่องสำคัญซึ่งน่ายินดีที่มีคนแสดงความจำนงเข้ามาพอสมควร วันนี้มาภาคเหนือมาพบกับกรรมการบริหารสาขาทุกคนก็กำลังใจดี สัปดาห์หน้าจะมีการพูดเชิญชวนให้คนที่อยากจะมาร่วมงานการเมืองตามอุดมการณ์ของเราแบบเปิดกว้าง

นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า เราจะเปิดกว้างให้คนที่มีอุดมการณ์เดียวกันเข้ามาร่วม เป็นการวางรากฐานในระยะยาวสำหรับพรรคด้วย เราไม่ได้คิดถึงแค่การเลือกตั้งที่จะมีขึ้นครั้งต่อไปเท่านั้น เพราะว่าเราต้องฟื้นฟูพรรคให้กลับมาแข็งแรงในเรื่องของจุดยืนที่ชัดเจนให้ประชาชนเข้าใจ แล้วก็ขณะนี้ก็คือคนรุ่นใหม่ที่อยากจะเข้ามาสานต่อเยอะ เราทำงานไม่ได้ทำแค่เฉพาะหน้า แต่ทำเพื่อให้ให้พรรคได้อยู่คู่กับการเมืองไทยต่อไป

“สำหรับความคาดหวังจำนวนที่นั่ง ส.ส.ยังเร็วเกินไปที่จะตอบ ไม่ว่าจะภาคไหนเป็นฐานของใคร เรามีความตั้งใจทำงานให้กับคนทั้งประเทศอยู่แล้ว ที่ผ่านมาในอดีตผมอยู่การเมือง มาอยู่กับประชาธิปัตย์ได้ไปทุกจังหวัดก็มีคนที่สนับสนุนเรา มีคนที่มีความคิดความอ่านเหมือนกับพวกเรา เพียงแต่ว่าต้องไปกระตุ้นในบางพื้นที่ แล้วก็ในช่วงที่ผ่านมาก็อาจจะมีประเด็นที่พรรคการเมืองต่างๆ ที่เกิดขึ้นมากมายในรอบหลายปีที่ผ่านมาก็อาจจะทำให้มีการตัดเสียงออกไปหลายพรรค”นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า

เราต้องการที่จะต่อสู้และส่งผู้สมัครแข่งขันทุกจังหวัด แต่ว่าเรายอมรับความเป็นจริงว่าด้วยสถานการณ์ในขณะนี้แล้ว มีเวลาที่จำกัดมาก ต้องทำงานกันหนัก แต่ว่าจะเป็นอย่างไร อาจจะยังเร็วเกินไปที่จะประเมิน คงต้องรอดูบรรยากาศเมื่อเข้าสู่กระบวนการการเลือกตั้งอีกทีต้องสื่อสารให้ประชาชนรู้ว่า ถ้าบ้านเมืองไม่เดินไปบนเส้นทางของการมีหลักการและความสุจริต ไม่มีนโยบายในการบริหารประเทศที่อิงอยู่กับความเป็นมืออาชีพหรือหลักทางวิชาการ ถ้าบ้านเมืองไม่พร้อมที่จะก้าวไปข้างหน้าให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงของโลก เศรษฐกิจไทย ประเทศไทยก็จะลำบากมาก แต่ถ้าต้องการคนที่จะเข้ามาเป็นตัวแทนของคนที่อยากเห็นบ้านเมืองเดินทางไปในเส้นทางที่สุจริต เศรษฐกิจเติบโต ต้องการทำงานแบบมืออาชีพเพื่อสอดรับกับความเปลี่ยนแปลงของโลกซึ่งหมายถึงการมีบทบาทในระหว่างประเทศด้วย

นายอภิสิทธิ์ ยังบอกอีกว่า ขณะนี้พรรคเรายังมีอีก 4 จังหวัดที่ยังไม่มีตัวแทนของพรรคประชาธิปัตย์ สัปดาห์หน้าจะมีการประชุมเพื่อแต่งตั้งตัวแทนจังหวัด ตอนนี้มีผู้แสดงเจตจำนงจะลงสมัครก็มีทั้งคนเก่าและคนรุ่นใหม่ น่าจะประกาศได้สัปดาห์หน้า เพราะตอนนี้กกต.ยังไม่ได้รับรองกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ เราจะพยายามส่งผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งให้ครบ

เชียงใหม่ เริ่มแล้ว! งานมหกรรมสัตว์เลี้ยงครั้งยิ่งใหญ่ประจำปี 2568 ที่จัดขึ้นโดยพวกเราชาวสีชมพู กับงานเพ็ทมาร์ทแฟร์ครั้งที่ 7 ระหว่างวันที่ 30 ตค.-2 พย.68 ที่ลานฮอลล์ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซ่า แอร์พอร์ต เชียงใหม่(คลิป)

เริ่มแล้ว! งานมหกรรมสัตว์เลี้ยงครั้งยิ่งใหญ่ประจำปี 2568 ที่จัดขึ้นโดยพวกเราชาวสีชมพู กับงานเพ็ทมาร์ทแฟร์ครั้งที่ 7 ระหว่างวันที่ 30 ตค.-2 พย.68 พร้อมเลือกซื้อสินค้าหลากหลายแบรนด์ เดินขบวนมาให้ช็อปถึงที่ลดหนัก โปรแรง ของแถมเพียบ พิเศษสุดๆเฉพาะในงานนี้เท่านั้น ! ที่เซ็นทรัลแอร์พอร์ต

ที่ลานฮอลล์ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซ่า แอร์พอร์ต อำเภอเมือง เชียงใหม่ บริษัท เพ็ทมาร์ท เชียงใหม่ เอ๊กซ์ตร้าพลัส จำกัด โดยคุณพิมพ์ลดา ยิ่งเจริญธีรโชติ กรรมการบริษัท เพ็ทมาร์ท เชียงใหม่ เอ๊กซ์ตร้าพลัส จำกัด จัดงานมหกรรมสัตว์เลี้ยงครั้งยิ่งใหญ่ประจำปี โดยพวกเราชาวสีชมพู กับงานเพ็ทมาร์ทแฟร์ครั้งที่ 7 ซึ่งจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 30 ตค.-2 พย.68 พร้อมเลือกซื้อสินค้าหลากหลายแบรนด์ เดินขบวนมาให้ช็อปถึงที่ ลดหนัก โปรแรง ของแถมเพียบบบบบ พิเศษสุดๆเฉพาะในงานนี้เท่านั้น ! ที่เซ็นทรัลแอร์พอร์ต

ภายในงาน เตรียมชุดลายดอกทานตะวันให้พร้อม เพราะงานนี้ถ้าใครแต่งตัวเข้า Theme งาน แอบกระซิบว่าพวกเรามีของแจกให้จุกๆ แถมมีลุ้นรางวัลใหญ่ด้วย นอกจากนั้นยังมีบริการ ตรวจสุขภาพ หู ตา และ ฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า น้องๆ ฟรี และในวันที่ 30 ตุลา พบ ดัง ณัฐฐชัย ,1 พ.ย พบ หยิ่น และ วอร์ ,2 พ.ย พบ เพิรธิ์ และ แซนต้า

#Petmartfair2025 #เพ็ทมาร์ทแฟร์2025 #เพ็ทมาร์ทเชียงใหม่ #Petmartfair #งานสัตว์เลี้ยง #สัตว์น่ารัก #เซ็นทรัลเชียงใหม่แอร์พอร์ต #CentralChiangmaiAirport #2025trends #FAIR2025 #nekko #VIFCat #jerhigh #อาหารสัตว์

เชียงใหม่ รอง ผบ.ตร.เป็นประธานในพิธีปล่อยแถวระคมกวาดล้างอาชญากรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวและลดอุบัติเหตุทางถนนในช่วงเทศกาลลอยกระทง 2568(คลิป)

รอง ผบ.ตร.เป็นประธานในพิธีปล่อยแถวระคมกวาดล้างอาชญากรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวและลดอุบัติเหตุทางถนนในช่วงเทศกาลลอยกระทง” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จังหวัดเชียงใหม่ ปล่อยแถวระดมกวาดล้างอาชญากรรม ส่งเสริมการท่องเที่ยว

วันนี้(28 ตค.68) เวลา 18.00 น. ที่ลานพระบรมราชานุสาวรีย์สามกษัตริย์ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ พลตำรวจเอก ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเป็นประธาน ปล่อยแถวระดมกวาดล้างอาชญากรรม ส่งเสริมการท่องเที่ยว และลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลยี่เป็ง 2568 โดยจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมกับตำรวจภูธรภาค 5 ตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ มณฑลทหารบกที่ 33 องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ เทศบาลนครเชียงใหม่ สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงใหม่และภาคีเครือข่ายร่วมกันจัดขึ้น เพื่อเป็นการสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชนและนักท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลลอยกระทง ซึ่งเป็นเทศกาลสำคัญของจังหวัดเชียงใหม่ และมีประชาชนเดินทางมาท่องเที่ยวจำนวนมากทั้งชาวไทยและต่างชาติ เป็นอีกหนึ่งเทศกาลที่นักท่องเที่ยวรอคอย

การจัดกิจกรรมดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนตระหนักถึงความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ป้องกันและลดการเกิดอาชญากรรม อุบัติเหตุทางถนน และเหตุเพลิงไหม้ในช่วงเทศกาลลอยกระทง รวมทั้งเป็นการแสดงความพร้อมของทุกภาคส่วนในการบูรณาการกำลังเจ้าหน้าที่ดูแลความเรียบร้อย สร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเพื่อเน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วน คอยดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนและนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวเทศกาลยี่เป็งในจังหวัดเชียงใหม่อย่างทั่วถึง

ตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ และองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ มุ่งมั่นดำเนินงานตามโครงการรณรงค์ให้ความรู้ด้านการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เทศกาลลอยกระทงของจังหวัดเชียงใหม่เป็นงานประเพณีที่งดงาม ปลอดภัย และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงใหม่

เชียงใหม่ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ นำคณะสื่อมวลชนจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเส้นทางการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อนักท่องเที่ยวมุสลิม, เที่ยวสะพานปาย ,หมู่บ้านสันติชล, ชมมัสยิดอัล-อิสรออฺ สวยงาม

ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ นำคณะสื่อมวลชนจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเส้นทางการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อนักท่องเที่ยวมุสลิม, เที่ยวสะพานปาย ,หมู่บ้านสันติชล, ชมมัสยิดอัล-อิสรออฺ สวยงาม

เมื่อวันที่ 25 ต.ค.68 นายอิทธิรัฐ สินารักษ์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ นำคณะสื่อมวลชนจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเส้นทางการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อนักท่องเที่ยวมุสลิม เชื่อมโยงเส้นทางการท่องเที่ยวจังหวัดในกลุ่มภาคเหนือตอนบน 1 ภายใต้โครงการส่งเสริมและพัฒนา Soft Power เพื่อเป็นต้นทุนพัฒนาต่อยอดการท่องเที่ยวมูลค่าสูง ระหว่างวันที่ 24-25 ต.ค.68 วันแรกท่องเที่ยวในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ และวันที่สองท่องเที่ยวนอำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน

ช่วงเช้าพาเที่ยวอำเภอปาย ชมสะพานประวัติศาสตร์ท่าปาย (Ta Pai Memorial Bridge) สะพานแห่งนี้เปรียบเสมือนประตูสู่ปาย เป็นสะพานที่มีโครงเหล็กสีเขียวเข้มปูพื้นด้วยไม้ทอดข้ามแม่น้ำปาย มีอายุราวหนึ่งร้อยปี สร้างขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง

ปัจจุบันเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมที่นักท่องเที่ยวมักจะมาเดินเล่นและชมวิวแม่น้ำปาย อีกทั้งยังเป็นมุมถ่ายรูปยอดนิยมอีกด้วย ปัจจุบันสะพานประวัติศาสตร์ท่าปายเป็นแลนด์มาร์กของอำเภอปาย และจังหวัดแม่ฮ่องสอน จนกล่าวกันว่าหากไม่ได้มาเที่ยวสะพานแห่งนี้ก็เหมือนมาไม่ถึงปาย

เดินทางสู่หมู่บ้านสันติชล หมู่บ้านวัฒนธรรมจีนยูนนานตั้งอยู่ท่ามกลางขุนเขา ไฮไลท์ของหมู่บ้านคือจุดชมวิวหยุนไหลซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกของอำเภอปาย จุดชมวิวนี้มองเห็นทิวทัศน์โดยรอบได้เกือบ 360 องศาโดยไม่มีอะไรมาบดบัง และเป็นจุดที่เหมาะสำหรับชมพระอาทิตย์ขึ้นหรือตก สามารถไปถึงจุดชมวิวได้โดยเดินตามป้าย “จุดชมวิว” สีแดงไปประมาณ 5 กม. ค่าเข้าชม 20 บาท

ที่สำคัญที่อำเภอปายแห่งนี้ มีมัสยิดอัล-อัลอิสรออฺ ตำบลเวียงใต้ อำเภอปาย มัสยิดแห่งนี้มีความสวยงามมากพร้อมต้อยรับนักท่องเที่ยวชาวอิสลามมาใช้สถานที่ได้มากว่า 200-300 คน ในการประกอบพิธีต่างๆ เช่น ปฏิญาณตน (ชะฮาดะฮ์), การละหมาด (ปฏิบัติ 5 เวลาต่อวัน), การจ่ายซะกาต (การบริจาคทาน), การถือศีลอดในเดือนรอมฎอน และ การประกอบพิธีฮัจญ์ นอกจากนี้ยังมีพิธีอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น พิธีสุหนัต และพิธีทางศาสนาในวันสำคัญต่างๆ

จากนั้นพาไปชิมอาหารอร่อย ร้านข้าวซอยเมืองปาย นอกจากข้าวซอย ยังมีมีเมนูหลากหลาย ทั้งขนมจีนอีกด้วย

กิจกรรมดังกล่าว โดย กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 ได้กำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจอย่างสมดุลและยั่งยืนเพื่อตอบวิสัยทัศน์ “พัฒนาพื้นที่บนพื้นฐานวัฒนธรรมสร้างสรรค์สู่เศรษฐกิจมูลค่าสูงอย่างทั่วถึง” จึงมีความจำเป็นต้องดำเนินการส่งเสริมการท่องเที่ยววัฒนธรรมล้านนาและวิถีชาติพันธุ์ รวมถึง สินค้า และบริการด้านการท่องเที่ยวที่โดดเด่นของพื้นที่ภาคเหนือตอนบน 1 นักท่องเที่ยวและนักเดินทางมุสลิมเป็นตลาดที่มีเติบโตอย่างรวดเร็วและเป็นตลาดใหม่ได้รับความสนใจอย่างมาก ในขณะที่ประชากรมุสลิมทั่วโลกเติบโตขึ้น ศักยภาพบริการที่เป็นมิตรต่อชาวมุสลิม (Muslim.Friendly.Hospitality.Services) จะกลายเป็นธุรกิจขนาดใหญ่เช่นกัน เนื่องจากชาวมุสลิมที่เดินทางมักจะเลือกจุดหมายปลายทางโดยพิจารณาจากความพร้อมของอาหารและสิ่งอำนวยความสะดวกที่สอดคล้องกับข้อบัญญัติแห่งศาสนาอิสลาม การจัดบริการที่เป็นมิตรต่อนักท่องเที่ยวมุสลิม (Muslim Friendly Hospitality Services) ถือเป็นเรื่องใหม่ที่เกี่ยวข้องกับบริหารจัดการการท่องเที่ยวให้ตอบสนองความต้องการของชาวมุสลิม การให้บริการจากสถานที่ต้นทางไปจนถึงจุดหมายปลายทาง เช่น การโรงแรม การขนส่ง ร้านอาหาร การพักผ่อนหย่อนใจ รวมทั้งการให้ความบันเทิงต่างๆ ที่จะต้องไม่ขัดกับหลักการศาสนา อีกทั้ง ควรอำนวยความสะดวกต่อการปฏิบัติศาสนกิจประจำวันของชาวมุสลิม เช่น การจัดเตรียมสถานที่ละหมาด อาหารฮาลาลที่จะต้องมีกระบวนการผลิตที่ถูกต้องตามข้อบัญญัติแห่งศาสนาอิสลามและมีคุณค่าทางโภชนา

การสร้างบุคลากรในพื้นที่ให้มีความเข้าใจในกระบวนการทำงานแบบมีส่วนร่วมความรู้ด้านการท่องเที่ยว การสร้างเสริมประสบการณ์เพื่อให้เป็นผู้ให้บริการที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงการสร้างระบบตลาดและการประชาสัมพันธ์ไปยังนักท่องเที่ยวในประเทศและต่างประเทศ จึงมีความจำเป็นเพื่อรองรับตลาดนักท่องเที่ยวมุสลิมได้ หากสามารถรองรับตลาดนักท่องเที่ยวมุสลิมได้มากกว่าก็จะสร้างรายได้จากตลาดนักท่องเที่ยวมุสลิมเพิ่มขึ้น

เชียงใหม่ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ นำคณะสื่อมวลชนจังหวัดเชียงใหม่เปิดเส้นทางการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อนักท่องเที่ยวมุสลิม เชื่อมโยงเส้นทางการท่องเที่ยวจังหวัดในกลุ่มภาคเหนือตอนบน 1 เชียงใหม่-แม่ฮ่องสอน

ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ นำคณะสื่อมวลชนจังหวัดเชียงใหม่เปิดเส้นทางการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อนักท่องเที่ยวมุสลิม เชื่อมโยงเส้นทางการท่องเที่ยวจังหวัดในกลุ่มภาคเหนือตอนบน 1 เที่ยวกาดนัดบ้านฮ่อ ชมมัสยิดเฮดายาตุ้ลบ้านฮ่อ และมัสยิดช้างเผือก ชิมข้าวซอยอิสลาม ชมหอประวัติศาสตร์เมืองเชียงใหม่ ระหว่างวันที่ 24-25 ตค.2568

วันที่ 24 ตค.68 นายอินธิรัฐ สินารักษ์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ นำคณะสื่อมวลชนจังหวัดเชียงใหม่เปิดเส้นทางการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อนักท่องเที่ยวมุสลิม เชื่อมโยงเส้นทางการท่องเที่ยวจังหวัดในกลุ่มภาคเหนือตอนบน 1 ภายใต้โครงการส่งเสริมและพัฒนา Soft Power เพื่อเป็นต้นทุนพัฒนาต่อยอดการท่องเที่ยวมูลค่าสูง ระหว่าง วันที่ 24-25 ตุลาคม 2568


วันแรกท่องเที่ยวในพื้นที่เมืองเชียงใหม่ และวันที่สองท่องเที่ยว เมืองปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน กิจกรรมดังกล่าว โดย กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 ได้กำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจอย่างสมดุลและยั่งยืนเพื่อตอบวิสัยทัศน์ “พัฒนาพื้นที่บนพื้นฐานวัฒนธรรมสร้างสรรค์สู่เศรษฐกิจมูลค่าสูงอย่างทั่วถึง” จึงมีความจำเป็นต้องดำเนินการส่งเสริมการท่องเที่ยววัฒนธรรมล้านนาและวิถีชาติพันธุ์ รวมถึง สินค้า และบริการด้านการท่องเที่ยวที่โดดเด่นของพื้นที่ภาคเหนือตอนบน 1 นักท่องเที่ยวและนักเดินทางมุสลิมเป็นตลาดที่มีเติบโตอย่างรวดเร็วและเป็นตลาดใหม่ได้รับความสนใจอย่างมาก ในขณะที่ประชากรมุสลิมทั่วโลกเติบโตขึ้น ศักยภาพบริการที่เป็นมิตรต่อชาวมุสลิม  (Muslim.Friendly.Hospitality.Services) จะกลายเป็นธุรกิจขนาดใหญ่เช่นกัน เนื่องจากชาวมุสลิมที่เดินทางมักจะเลือกจุดหมายปลายทางโดยพิจารณาจากความพร้อมของอาหารและสิ่งอำนวยความสะดวกที่สอดคล้องกับข้อบัญญัติแห่งศาสนาอิสลาม การจัดบริการที่เป็นมิตรต่อนักท่องเที่ยวมุสลิม (Muslim Friendly Hospitality Services) ถือเป็นเรื่องใหม่ที่เกี่ยวข้องกับบริหารจัดการการท่องเที่ยวให้ตอบสนองความต้องการของชาวมุสลิม การให้บริการจากสถานที่ต้นทางไปจนถึงจุดหมายปลายทาง เช่น การโรงแรม การขนส่ง ร้านอาหาร การพักผ่อนหย่อนใจ รวมทั้งการให้ความบันเทิงต่างๆ ที่จะต้องไม่ขัดกับหลักการศาสนา อีกทั้ง ควรอำนวยความสะดวกต่อการปฏิบัติศาสนกิจประจำวันของชาวมุสลิม เช่น การจัดเตรียมสถานที่ละหมาด อาหารฮาลาลที่จะต้องมีกระบวนการผลิตที่ถูกต้องตามข้อบัญญัติแห่งศาสนาอิสลามและมีคุณค่าทางโภชนา

การสร้างบุคลากรในพื้นที่ให้มีความเข้าใจในกระบวนการทำงานแบบมีส่วนร่วมความรู้ด้านการท่องเที่ยว การสร้างเสริมประสบการณ์เพื่อให้เป็นผู้ให้บริการที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงการสร้างระบบตลาดและการประชาสัมพันธ์ไปยังนักท่องเที่ยวในประเทศและต่างประเทศ จึงมีความจำเป็นเพื่อรองรับตลาดนักท่องเที่ยวมุสลิมได้ หากสามารถรองรับตลาดนักท่องเที่ยวมุสลิมได้มากกว่าก็จะสร้างรายได้จากตลาดนักท่องเที่ยวมุสลิมเพิ่มขึ้น

วันแรก (24 ต.ค.) พาเที่ยวในจังหวัดเชียงใหม่ แห่งแรกเดินชมตลาดนัดบ้านฮ่อ หรือ “กาดบ้านฮ่อ” อยู่กลางเมืองเชียงใหม่ติดกับเชียงใหม่ไนท์บาร์ซ่า เป็นกาดนัดจีนยูนาน เปิดทุกวันศุกร์ ตั้งแต่ตี 5 พ่อค้าแม่ค้าจะนำสินค้ามาเปิดร้านค้าขายสินค้ากันแล้ว ขายไปจนถึงประมาณเที่ยงวัน ในอดีตเป็นตลาดเล็กๆ ขายสินค้าให้พี่น้องชาวมุสลิมที่เดินทางมาทำละหมาดวันศุกร์ที่มัสยิดเฮดายาตุ้ลอิสลาม หรือสุเหล่าบ้านฮ่อ ซึ่งในอดีตกาดนัดบ้านฮ่อจะเปิดขายอยู่ฝั่งตรงข้ามสุเหล่า (แต่ปัจจุบัน กาดบ้านฮ่อได้ย้ายไปอีกฝั่งของถนนเจริญประเทศ อยู่ทิศตะวันตกของถนนเพราะหน้าสุเหล่ามีการก่อสร้าง)

ตลาดบ้านฮ่อแห่งนี้เปิดคู่กับชุมชนมานาน เกือบ 30 ปี จนกลายเป็นตลาดที่ชาวเชียงใหม่รู้จักกันดีในฐานะของแหล่งหาซื้อเนื้อคุณภาพดี เครื่องเทศ อาหารแห้ง และพืชผักผลไม้ตามฤดูกาล ทั้งยังเป็นแหล่งอาหารจีนฮาลาลรสชาติดั้งเดิมฝีมือของชาวจีนฮ่อแท้ๆหลากหลายเมนูให้รับประทานกัน โรตีป้าเดเจ้าเก่าก็มีขายที่กาดแห่งนี้

ในกาดเมนูแนะนำ เช่น ร้านโจ๊กธัญพืชเพื่อสุขภาพ ของเจ๊วันทนีย์ “หลิน” ที่นำพืชตระกูลมัน-เผือก มีชื่อว่า “ฮ่วยซัว” จากประเทศจีน ปลอกเปลือกนำเนื้อมาทำโจ๊กรับประทาน ทานง่ายอิ่มท้อง คุณภาพด้านอาหารช่วยลดน้ำหนัก ไฟเบอร์สูง ถ่ายคล่อง บำรุงผิว หัวใจ สมอง ลดน้ำตาลในเลือด สนใจสั่งซื่อ ฮ่วยซัว สดๆที่นำเข้าจากจีนได้ที่เบอร์ 089-1658808 หรือนำไปประกอบอาหารแบบอื่นได้อีก เช่น นึ่งกินก็อร่อย ชาวจีนนิยมรับประทานกันมากเป็นพิเศษ มาชิมได้ที่กาดบ้านฮ่อแห่งนี้

จากนั้นพาชมหอศิลปวัฒนธรรมเชียงใหม่ เดิมอาคารแห่งนี้เคยเป็น “ศาลากลาง จังหวัดเชียงใหม่” และ “ศาลาว่าการรัฐบาล มณฑลพายัพ” ต่อมา อาคารได้รับการ ปรับปรุงและเปลี่ยนบทบาทมาเป็นหอศิลป วัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่ เป็นพิพิธภัณฑ์/ศูนย์ศิลปวัฒนธรรมที่ รวบรวมและนำเสนอเรื่องราวของเมือง เชียงใหม่ ทั้งด้านประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม หอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่ ทำหน้าที่ ล้านนา วิถีชีวิต และภูมิปัญญาท้องถิ่น

นอกจากนี้ อาคารยังเป็นจุดเชื่อมโยง ระหว่างอดีตกับปัจจุบัน – จากอาคาร ราชการยุคโบราณสู่พื้นที่แสดงนิทรรศการ และกิจกรรมทางวัฒนธรรมร่วมสมัย สถาปัตยกรรมของอาคารถือเป็นหนึ่งใน “มรดกทางสถาปัตยกรรมคู่เมืองเชียงใหม่” ซึ่งแสดงถึงการเข้ามาของอิทธิพลตะวัน ตกในยุคเปลี่ยนผ่านของสังคมไทย-ล้านนา พร้อมกับการผสมผสานให้เข้ากับบริบทท้องถิ่น

จากนั้นพาชมมัสยิดเฮดายาตุ้ลอิสลามบ้านฮ่อ สุเหล่าบ้านฮ่อ ปัจจุบันมีอัจญีทรงชัย มานะจีรจรัล กรรมการเลขานุการสุเหล่า และในนายกสมาคมมุสลิมเชียงใหม่ดูแลอยู่ ชาวบ้านส่วนใหญ่ที่นี่เป็นชาวไทยมุสลิมเชื้อสายจีนยูนาน

ใกล้สุเหล่า หาของอิ่มอร่อยกิน ซอยอิสลาม ร้านเฟื่องฟ้า ข้าวซอยเนื้อ เนื้อแพะ ซุปหางวัว เป็นต้น รับประทานแล้วเนื้อนุ่มละลายในปาก เจ้าของคือคุณวิทยา ชัยชนะพูลผล เจ้าของร้าน เปิดมาตั้งแต่เป็นหนุ่ม จนสร้างครอบครัวมีลูกมีหลานแล้ว เปิดมานาน กว่า 40 ปี

ช่วงบ่ายคณะพาชมมัสยิดข้างเผือก อิมามมุตาฟา หะซัน หรือนายสรกิจ หะซัน ผู้ทรงคุณวุฒิจุฬาราชมนตรี ที่ปรึกษากรรมการอิสลามเชียงใหม่ ดูแลมัมยิดช้างเผือกแห่งนี้ ที่สร้างสวยงาม ใช้งบประมาณ กว่า 60 ล้านบาท ชาวมุสลิมทั่วโลกมาละมานที่แห่งนี้จำนวนมากเพราะห้องละมาน จุคนได้มากกว่า 1,000 คน

มัสยิดดุรุนบูร (มัสยิดช้างเผือก)ตั้งอยู่ที่ย่าน ช้างเผือก เมืองเชียงใหม่ ซึ่งเป็นชุมชนของพี่น้องมุสลิมเก่าแก่ในเมือง เชียงใหม่ ชุมชนมุสลิมในพื้นที่ช้างเผือกเริ่มตั้งถิ่นฐานมานาน โดยมีพี่น้องมุสลิมจากชมพู ทวีป เช่น อินเดีย ปากีสถาน และจากแถบอื่นๆ เคลื่อนย้ายมาตั้งรกรากในพื้นที่นี้ ปัจจุบันมัสยิดได้รับการปรับปรุงใหม่อย่างใหญ่ในช่วงหลัง โดยมีอาคารใหม่เปิดใช้ใน วันที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2567 เป็นการฉลองครบรอบมากกว่า 150 ปีของมัสยิดแห่งนี้

มัสยิดช้างเผือกเป็นศูนย์กลางทางศาสนาและชุมชนของพี่น้องมุสลิมในเมืองเชียงใหม่ โดยเฉพาะในเขตช้างเผือก ซึ่งมีประวัติของชุมชนมุสลิมยาวนาน

เชียงใหม่ ผู้แทนคริสตจักรจากทั่วโลกร่วมพิธีปิดอย่างเป็นทางการในการประชุมสมัชชาสภาคริสตจักรสากลปฏิรูป สมัยสามัญครั้งที่ 27 ที่จังหวัดเชียงใหม่(คลิป)

ผู้แทนคริสตจักรจากทั่วโลกร่วมพิธีปิดอย่างเป็นทางการในการประชุมสมัชชาสภาคริสตจักรสากลปฏิรูป สมัยสามัญครั้งที่ 27 ที่จังหวัดเชียงใหม่

วันนี้(23 ตค.68) ที่ศูนย์ประชุมนานาชาติโรงแรมดิเอมเพลส เชียงใหม่ สภาคริสตจักรสากลปฏิรูป (World Communion of Reforned Churches) โดยความร่วมเมื่อกับสภาคริสตจักรในประเทศไทย มหาวิทยาลัยพายัพ จังหวัดเชียงใหม่ กรมการศาสนา และองค์กรพันธมิตรได้ร่วมกันจัดพิธีปิดการประชุมสมัชชาสภาคริสตจักรสากลปฎิรูป สมัยสามัญครั้งที่ 27 อย่างเป็นทางการ ภายใต้หัวข้อการประชุม หัวข้อ “Persevere in Your Witness” (พากเพียรในการเป็นพยานของท่าน) มีผู้แทนคริสตจักรกว่า ๖๐๐ คน จากทวีปยุโรป อาฟริกา อเมริกาเหนือ ลาตินอเมริกา​ ตะวันออกกลาง เอเชีย และแปซิฟิค เดินทางมาเข้าร่วมประชุมในครั้งนี้

ก่อนพิธีปิดการประชุม มีพิธีมหาสนิทมหาสนิท เป็นพิธีที่คริสเตียนกระทำเพื่อระลึกถึงพระคุณความรักของพระเยซูคริสต์ที่ทรงสละพระชนม์ชีพเพื่อเราโดยการสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน และเป็นการเตือนให้ระลึกถึงและตระหนักว่าพระเยซูได้ทำพันธสัญญากับผู้เชื่อวางใจในพระองค์ในพิธีมีการกินขนมปังแทนพระวรกายพระเยซูและดื่มน้ำองุ่นแทนพระโลหิตพระเยซู​ มีการนมัสการพระเจ้าร่วมกัน​

ด้านศาสนาจารย์ นัจลา อาบู ซาวัน คัสซาบ ประธานสภาคริสตจักรสากลปฏิรูป (World Communion of Reforned Churches) ได้กล่าวถึงความสำคัญของการประชุมในครั้งนี้ โดยสภาคริสตจักรสากลปฏิรูป เป็นองค์กรเครือข่ายคริสตจักรระดับโลก สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมืองแฮบโบเวอร์ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมันนี ดำเนินการพันธกิจการประสานงาน ส่งเสริม สนับสนุน เสริมสร้างความเชื่อ การพัฒนาคุณภาพชีวิต การช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม การส่งเสริมความยุติธรรม และการสร้างความสงบสุขในสังคมบนพื้นฐานความเชื่อและหลักจริมธรรมศริสตศาสนา

สภาศริสตจักรสากลปฏิรูปก่อตั้งในปีคริสตศักราช 1875 ปัจจุบันมีสมาชิกกว่า 50 ล้านคน จาก 232 กลุ่มศริสตจักร ในทุกทวีปกว่า 100 ประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและการสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์จึงกำหนดจัดการประชุมใหญ่ทุก ๆ 7 ปี มีเป้าหมาย ดังนี้
1. สรรเสริญ ขอบคุณพระเจ้าสำหรับการทรงนำ และการอวยพระพรในการดำเนินงาน
2. เสริมสร้างความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานจากหลากหลายวัฒนธรรมและนิกาย
3. เพื่อสรุปผลการดำเนินงานของสภาคริสตจักรสากลปฏิรูปในรอบ ๗ ปี
4. กำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์ ทันธกิจ และแนวทางการดำเนินงานขององค์กรในรอบ ๗ ปีข้างหน้า
5. เลือกตั้งและแต่งตั้งคณะผู้บริหาร คณะกรรมการบริหาร และคณะกรรมการฝ่ายต่าง ๆ

การเลือกจังหวัดเชียงใหม่ เป็นสถานที่จัดการประชุมสมัชชาสภาคริสตจักรสากลปฏิรูปครั้งนี้ เป็นประจักษ์พยานถึงความประทับใจของชาวต่างประเทศต่อความสวยงามของธรรมชาติ ขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมอันดีงาม รวมทั้งความพร้อมและประสิทธิภาพสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐานในในต้านต่าง ๆ ของจังหวัดเชียงใหม่ ที่สามารถดึงดูดและรองรับผู้คนให้เข้ามาท่องเที่ยว จัดกิจกรรม การประชุมระดับประเทศ ระดันภูมิภาค และระดับสากลได้อย่างสมบูรณ์เชื่อว่า การจัดประชุมสมัชชาสภาคริสตจักรสากลปฏิรูปที่จังหวัดเชียงใหม่ครั้งนี้ จะเป็นเวลาแห่งการเสริมสร้างบรรยากาศแห่งมิตรภาพ ความเป็นหนึ่งเดียวกันของชาวเชียงใหม่ในการต้อนรับผู้คนจากหลากหลายประเทศ หลากหลายความเชื่ขนบธรรมเนียมประเพณี และวิถีชีวิตเพื่อการตั้งใจแสวงหาความสงบสุขสันติให้เกิดกับมนุษย์อย่างยั่งยืน

 

เชียงใหม่ ทนายสาวช่วยผู้ค้ำประกัน ถูกผู้กู้เบี้ยวจ่าย จนครอบครัวแตกแยก ป่วยซึมเศร้าคิดฆ่าตัวตาย พาร้องศูนย์ดำรงธรรม และยุติธรรมจังหวัด(คลิป)

ทนายสาวช่วยผู้ค้ำประกัน ถูกผู้กู้เบี้ยวจ่าย จนครอบครัวแตกแยก ป่วยซึมเศร้าคิดฆ่าตัวตาย พาร้องศูนย์ดำรงธรรม และยุติธรรมจังหวัด วอนช่วยไกล่เกลี่ยหนี้สินให้

วันนี้)21 ตค.68) ที่ศูนย์ราชการจังหวัดเชียงใหม่ นางสาวณัฐปภัสร์ ขวัญเมือง (ทนายณัฐ) นำนาย A (นามสมมุติ) อายุ 45 ปี เป็นชาวบ้านอยู่อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นผู้ค้ำประกันการกู้ยืมเงินของ นาย B (นามสมมุติ) ทำงานอยู่ในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งไปกู้เงินกับธนาคารรัฐที่ตั้งอยู่ในห้างสรรพสินค้าย่านอำเภอหางดง เมื่อวันที่ 7 เม.ย.56 เป็นจำนวนเงิน 900,000 บาท ได้รับเงินจำนวนดังกล่าวจากธนาคารไปครบถ้วนแล้วในวันทำสัญญา โดยตกลงยินยอมเสียดอกเบี้ยให้แก่ธนาคารในอัตราที่ประกาศกำหนด พร้อมทั้งดอกเบี้ยตามสัญญาคืนให้แก่ธนาคาร โดยส่งจ่ายเป็นงวดรายเดือน ไม่น้อยกว่างวดละ 5,600 บาท ชำระภายในวันสุดท้ายของทุกเดือน โดยเริ่มชำระงวดแรกเดือน เม.ย.56 เป็นต้นไป และจะชำระหนี้ทั้งหมดให้เสร็จสิ้นภายใน 360 เดือน แต่ผู้กู้ คือนาย B ไม่ยอมจ่ายหนี้เลย จนธนาคารฟ้องร้องคดียึดทรัพย์ รอขายทอดตลาดทั้งผู้กู้และผู้ค้ำประกันแล้วนั้น

นาย A กล่าวว่า ตนเป็น 1 ใน 3 คนที่เป็นผู้ค้ำประกันให้นาย B ตนเครียดมานานกว่า 1 ปี หลังจากค้ำประกันให้ผู้กู้ คือนาย B แล้วไม่ชำระหนี้เลย จนกระทั้งธนาคารฟ้องร้องยึดทรัพย์คนค้ำ ซึ่งผู้ค้ำทั้ง 3 คน วันนี้ตนถูกยึดทรัพย์ และรอการขายทอดตลาดบ้าน และที่ดิน และทรัพย์สินอื่นๆ

“วันนี้ครอบครัวผมแตกแยก เพราะภรรยากล่าวหาว่า ผมเป็นผู้นำปัญหามาในบ้าน ต้องถูกยึดทรัพย์ สุดท้ายผมต้องหย่าร้างกับภรรยา ลูกก็ไปอยู่กับครอบครัวภรรยา การใช้ชีวิตของผมมีปัญหามาตลอด จนเกิดความเครียด และเป็นโรคซึมเศร้า การทำงานของผมก็บกพร่อง จนคิดฆ่าตัวตายหลายครั้งในหลายวิธี เช่น คิดจะดื่มยาฆ่าแมลง และพยายามผูกคอตายมาแล้ว” นาย A กล่าว

นางสาวณัฐปภัสร์ ทนายความ นาย A กล่าวว่า ที่ตนอาสารับให้คำปรึกษาคดีเนื่องจากญาติของนาย A มาปรึกษาตนเพราะนาย A จะฆ่าตัวตายหลายครั้ง ตนเห็นว่า น่าจะไกล่เกลี่ยได้เพราะมีผู้ค้ำประกันอีก 2 คน ก็ต้องมาร่วมรับผิดชอบด้วย แต่เมื่อตรวจสอบทรัพย์สินของผู้ค้ำประกัน อีก 2 คนนั้นพบว่า ไม่มีทรัพย์สินอะไรมาก ปัญหาเลยมาตกที่นาย A ที่ถูกยึดทรัพย์มากที่สุด

“วันนี้มายื่นหนังสือให้ทางศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด และยุติธรรมจังหวัดเชียงใหม่ วอนขอให้ช่วยเป็นตัวกลางประสานกับ เจ้าหนี้ และลูกหนี้หรือผู้กู้ คือนาย B และะผู้ค้ำประกันรายอื่น มาตกลงกัน ขอให้ใช้หลักมนุษยธรรมเพื่อตกลงไกล่เกลี่ยกัน

“ส่วนนาย A รับผิดชอบในฐานะผู้ค้ำประกัน ได้ยินยอมที่จะจ่ายให้ธนาคาร แต่ขอประนอมหนี้ ผ่อนชำระตามกำลังที่พอมีอยู่ และขณะนี้ นาย A ก็ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าอีกด้วย จึงวอนเจ้าหน้าที่ทั้ง 2 หน่วยงานช่วยแก้ไขปัญหาดังกล่าวให้อีกช่องทางหนึ่งด้วย“ ทนายณัฐ กล่าว

การร้องทุกข์ที่ยุติธรรมจังหวัด ได้รับเรื่องแล้ว จะประสานงานกับทางกรมบังคับคดี และเจ้าหนี้ ทางผู้กู้ และทางผู้ค้ำประกัน ให้มาตกลงไกล่เกลี่ยข้อพิพาทดังกล่าวต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงาน ส่วนนาย B ผู้กู้เงิน และเป็นผู้นำเงินไปใช้นั้น ยังใช้ชีวิตปกติ และยังทำงานและมีเงินเดือนใช้เกือบ 2 หมื่นบาท ทำให้ผู้ค้ำในกรณีนี้ ต่างบอกว่า ทำไมไม่นำมาชำระเงินกู้ดังกล่าวเลย จนปล่อยให้มีการฟ้องยึดทรัพย์ดังกล่าวจนสร้างปัญหาให้บุคคล.

เชียงใหม่ ชาวเชียงใหม่ เตรียมตัวให้พร้อม! “แม็คโคร โชห่วย รวมมิตรออนทัวร์ 2025” ปิดท้ายความมันส์แห่งปี!

ชาวเชียงใหม่เตรียมพบกับความสนุก ช้อปสนั่นส่งท้ายปี “แม็คโคร โชห่วยรวมมิตรออนทัวร์ 2025” ในวันที่ 23 – 26 ตุลาคม 2568 ณ แม็คโคร สาขาเชียงใหม่ (ซุปเปอร์ไฮเวย์) มหกรรมสุดยิ่งใหญ่เพื่อผู้ประกอบการร้านค้าปลีก โชห่วย และ SME “ซีพี แอ็กซ์ตร้า” ผู้ดำเนินธุรกิจ “แม็คโคร” จัดใหญ่ สินค้าแบรนด์ดังในราคาสุดพิเศษ พร้อมโปรโมชั่นคืนกำไรให้ร้านค้า กิจกรรมเสริมความรู้ เทคนิคจัดร้าน-ขายดีจากผู้เชี่ยวชาญ และเวิร์กช็อปสุดคุ้มตลอดทั้งงาน


พิเศษสุด! พบมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินลูกทุ่งชื่อดัง “ก้านตอง ทุ่งเงิน” ที่จะมาร่วมสร้างความสนุกและบรรยากาศอบอุ่นให้ชาวเชียงใหม่ได้เพลิดเพลินกันอย่างเต็มอิ่ม เข้าชมงานฟรี! ห้ามพลาดโอกาสทองสำหรับผู้ประกอบการตัวจริงแห่งภาคเหนือ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : Makro – แม็คโคร

เชียงใหม่ สถาบันขงจื่อ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จัดพิธีปิด และมอบประกาศนียบัตร โครงการ “สัปดาห์การบูรณาการการศึกษาเชิงวิชาการและอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดน” ภายใต้หัวข้อ “ภาษาจีน + เครื่องมือ AI + TikTok” ประจำปี 2568 (คลิป)

สถาบันขงจื่อ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จัดพิธีปิด และมอบประกาศนียบัตร โครงการ “สัปดาห์การบูรณาการการศึกษาเชิงวิชาการและอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดน” ภายใต้หัวข้อ “ภาษาจีน + เครื่องมือ AI + TikTok” ประจำปี 2568  จัดขึ้นระหว่างวันที่ 14-17 พย.2568

วันนี้(17 ตค.68) ที่โรงแรมอโมร่า ท่าแพ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ได้จัดพิธีปิด และมอบประกาศนียบัตร โครงการ “สัปดาห์การบูรณาการการศึกษาเชิงวิชาการและอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดน” ภายใต้หัวข้อ “ภาษาจีน + เครื่องมือ AI + TikTok” ประจำปี 2568 มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยมีผู้มีเกียรติเข้าร่วมในพิธีปิด ประกอบด้วย 1. Mr. Lv Sheng (ลวี่ เซิ่ง) กงสุลฝ่ายพาณิชย์ สถานกงสุลใหญ่แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำเชียงใหม่ 2. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นิวัฒน์ ศรีสวัสดิ์ ประธานสมาคมการศึกษาดิจิทัลและวิศวกรรมการเรียนรู้(DELE)3. Ms. Wang Zhen ผู้อำนวยการ Hainan Free Trade Zone Dehang Co.Ltd. (COSMOS) 4. คุณชื่นจิตร์ อกตั๋น นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการสำนักนโยบายและแผนการอาชีวศึกษา ผู้แทนเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษาและ 5.Ms. Lian Chen ผู้อำนวยการฝ่ายจีน สถาบันขงจื่อ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

Ms. Lian Chen ผู้อำนวยการฝ่ายจีน สถาบันขงจื่อ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า การศึกษาเชิงดิจิทัลและอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดน” ในครั้งนี้ ในนามของสถาบันขงจื่อ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ดิฉันขอขอบคุณหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนที่ให้การสนับสนุนและเข้าร่วมโครงการนี้อย่างสุดซึ้งตลอดหลายวันที่ผ่านมา เราได้ร่วมกันลงมือปฏิบัติ พัฒนาจาก “ภาษา” สู่ “ทักษะ” จาก”ห้องเรียน” สู่ “ตลาด” เมื่อได้เห็นนักเรียน นักศึกษาใช้ภาษาจีนในสนทนา ใช้เครื่องมือ AI สร้างสรรค์เนื้อหาและใช้ TikTok ถ่ายทอดผลิตภัณฑ์อันเป็นเอกลักษณ์ของไทย สิ่งที่เราเห็นไม่ใช่เพียงการประยุกต์ใช้ความรู้ แต่ยังเป็นการขยายพันธกิจของสถาบันขงจื่อฯ ที่มิได้จำกัดเพียงการเผยแพร่วัฒนธรรมและภาษา แต่ยังเป็นการผลักดันความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่จับต้องได้ และเป็นเพื่อนร่วมทางในการช่วยให้เยาวชนเปลี่ยนการเรียนรู้ให้เป็นพลังแห่งการแข่งขันในสายอาชีพ

เมื่อได้เห็นผลงานอันสร้างสรรค์ของแต่ละทีม ทั้งคลิปวิดีโอ TikTok และแผนการตลาดที่มีเอกลักษณ์ เรารู้สึกชื่นชมและปลาบปลื้มเป็นอย่างยิ่ง เพราะนี่คือจุดประสงค์หลักของโครงการนี้ ทำให้การเรียนรู้ภาษาจีนสนุก ใช้ได้จริง ทำให้การพัฒนาทักษะมีทิศทางชัดเจน และทำให้ความร่วมมือไทย-จีนประสบความสำเร็จ เรารู้สึกยินดีที่ได้เห็นบริษัทอย่าง Hainan Free Trade Zone Dehang Co.Ltd. (COSMOS) ยื่นโอกาสฝึกงานที่ประเทศจีนให้กับนักศึกษาที่มีผลงานที่โดดเด่น ซึ่งนับเป็นผลลัพธ์ที่ยืนยันคุณค่าของสิ่งที่เรา มุ่งมั่นทำมาในโอกาสนี้ ดิฉันขอแสดงความขอบคุณต่อสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาและมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ที่ให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ ขอบคุณทีมผู้เชี่ยวชาญจากประเทศจีนที่ได้ถ่ายทอดองค์ความรู้อย่างละเอียด และขอบคุณคณะผู้จัดงานและอาสาสมัครทุกท่านที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจอยู่เบื้องหลัง

ในอนาคต สถาบันขงจื่อ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จะยังคงทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมความร่วมมือ สร้างสรรค์โครงการที่เน้น “ภาษาจีน + ทักษะอาชีพ” อย่างต่อเนื่อง เพื่อบ่มเพาะพลังคนรุ่นใหม่ที่จะเป็นกำลังสำคัญของมิตรภาพและการพัฒนาร่วมกันของจีน-ไทยต่อไปขออวยพรให้นักเรียน นักศึกษาทุกท่านมีอนาคตที่สดใส และสามารถโบยบินอย่างมั่นใจท่ามกลางกระแสคลื่นแห่งเศรษฐกิจดิจิทัลได้อย่างสง่างาม

 

เชียงใหม่ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ “ดีพร้อม” ผนึกกำลังกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 เปิดตัวกิจกรรมพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารและความงามอัพไซเคิล (Upcycled Food & Beauty)” ภายใต้โครงการสร้างการเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน (คลิป)

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ “ดีพร้อม” ผนึกกำลังกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 เปิดตัวกิจกรรมพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารและความงามอัพไซเคิล (Upcycled Food & Beauty)” ภายใต้โครงการสร้างการเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน (SUSTAINDUSTRY) ตามแผนปฏิบัติราชการประจำปีของกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 เพื่อยกระดับเศรษฐกิจชีวภาพหมุนเวียนและสีเขียว (BCG Economy) ในภูมิภาค และผลักดันผู้ประกอบการไทยสู่ตลาดโลกด้วยแนวคิดเศรษฐกิจยั่งยืน

วันนี้(16 ตค.68) ห้อง ธาราทอง 2 ชั้น 2 โรงแรมเซ็นทารา ริเวอร์ไซด์ เชียงใหม่ “ดีพร้อม”ผนึกกำลัง กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 เปิดตัว ‘Upcycled Food & Beauty’ ชูเศรษฐกิจสีเขียว ลดปัญหา Food Loss ปั้นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงสู่ตลาดโลก จัดแถลงข่าวเปิดตัวการดำเนินกิจกรรมดังกล่าว ภายในงานได้รับเกียรติจาก นายวีรพงศ์ ฤทธิ์รอดรองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่, นางสาวชฏาพร วรรณแก้ว ผู้อำนวยการกลุ่มพัฒนาการส่งเสริมธุรกิจอุตสาหกรรม ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรม , ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชิตาพัณณ์ ใบงิ้ว ผู้อำนวยการศูนย์นวัตกรรมอาหารและบรรจุภัณฑ์ และรองศาสตราจารย์ ,ดร.โพธิ จ้าวไพศาล รองผู้อำนวยการสำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ และสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ประกอบการที่เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้อีกด้วย

นางสาวชฎาพร วรรณแก้ว ผู้อำนวยการกลุ่มพัฒนาการส่งเสริมธุรกิจอุตสาหกรรม ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 1 กล่าวว่า กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม โดย ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 1 เป็นหน่วยงานที่สนับสนุนและผลักดันการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี งานวิจัยและนวัตกรรม ร่วมกับความคิดสร้างสรรค์มาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ เพื่อพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมโดยใช้ทุนทรัพย์ที่มีอยู่ในพื้นที่อย่างเต็มศักยภาพ ซึ่งสอดรับกับนโยบายของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ประจำปี พ.ศ. 2568 “ดีพร้อมคอมมูนิตี้ที่นี่มีแต่ให้” ภายใต้กลยุทธ์ “ให้เครื่องมือทันสมัย” เพื่อเพิ่มศักยภาพและผลิตภาพรองรับการเปลี่ยนแปลงร่วมกับบูรณาการเชิงพื้นที่ ซึ่งเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ 4 ให้ 1 ปฏิรูป “ให้ทักษะใหม่ ให้เครื่องมือทันสมัย ให้โอกาสโตไกล ให้ธุรกิจไทยที่ดีคู่ชุมชน ปฏิรูป DIPROM” ควบคู่กับการผลักดันการขับเคลื่อนนโยบาย SUSTAINDUSTRY ของกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 มุ่งเน้นการสร้างการเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน ผ่านการใช้หลัก เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ด้วยความตระหนักถึงการลดปัญหาเชิงโครงสร้างของภาคเหนือ ได้แก่ (1) การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าในอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปในพื้นที่ ที่มีการใช้วัตถุดิบสูงแต่มีประสิทธิภาพการผลิตต่ำ ส่งผลให้เกิดวัตถุดิบเหลือใช้ (By-Product) และผลผลิตพลอยได้ในปริมาณมาก (2) การลดวิกฤต Food Loss จากผลผลิตทางการเกษตรตกเกรด เช่น รูปทรง สี หรือขนาดที่ไม่ได้มาตรฐาน ทำให้ไม่ถูกส่งต่อเพื่อการบริโภค ก่อให้เกิดปัญหา และส่งผลกระทบ

ต่อสิ่งแวดล้อมในวงกว้าง และ (3) การผลักดันการสร้างสังคมคาร์บอนต่ำ และการเติบโตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
นางสาวชฎาพร วรรณแก้ว กล่าวต่อว่า ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 1 ได้ตระหนักถึงสภาพปัญหาดังกล่าว จึงได้จัดทำกิจกรรม “พัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารและความงามอัพไซเคิล” (Upcycled Food & Beauty) ภายใต้โครงการสร้างการเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน (SUSTAINDUSTRY) เพื่อส่งเสริมและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารอัพไซเคิล (Upcycled Food) และความงามอัพไซเคิล (Upcycled Beauty) จากวัตถุดิบเหลือใช้ ผลพลอยได้จากกระบวนการผลิตอาหาร และผลผลิตทางการเกษตรในพื้นที่ที่มีมูลค่าต่ำหรือตกเกรดไม่เป็นไปตามมาตรฐาน โดยการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ด้วยเทคโนโลยี นวัตกรรม และความคิดสร้างสรรค์ ร่วมกับกระแสนิยมของผู้บริโภคที่ใส่ใจรักสุขภาพเพิ่มมากขึ้นโดยเฉพาะกลุ่ม “Vegan” ที่ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาส่วนผสมจากสัตว์ สอดคล้องกับการปรับรูปแบบธุรกิจตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนและสังคมคาร์บอนต่ำ ซึ่งช่วยให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ลดปัญหาสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจไปพร้อมกัน สอดรับกับนโยบายเศรษฐกิจหมุนเวียนหนึ่งในกุญแจสำคัญของนโยบายรัฐบาลในการขับเคลื่อนด้วยโมเดลเศรษฐกิจใหม่

โดยนำทรัพยากรและวัตถุดิบต่างๆ ที่ใช้ประโยชน์ในขั้นแรกไปแล้วนำมาใช้เป็นวัตถุดิบในกระบวนการผลิตอีกครั้ง
โดยนำกลับมาใช้เพื่อผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ ซึ่งเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับส่วนเหลือทิ้งในกระบวนการผลิต
เพื่อลดปริมาณขยะจากภาคการผลิตให้เป็นศูนย์ (ZERO WASTE) ดังนั้น กิจกรรมนี้ จึงตอบโจทย์การเปลี่ยน
“ภาระ” ที่เคยสร้างมลพิษ ให้กลายเป็น “โอกาส” ในการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจใหม่ให้กับพื้นที่

นางสาวชฎาพร วรรณแก้ว กล่าวต่อว่า สำหรับกิจกรรมพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารและความงามอัพไซเคิล (Upcycled Food & Beauty) ในครั้งนี้ ถือเป็นความร่วมมือในการพัฒนาเชิงพื้นที่เพื่อปรับเปลี่ยนและยกระดับผู้ประกอบการให้ก้าวทันพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้น โดย ดีพร้อม ได้บูรณาการความร่วมมือกับกลุ่มจังหวัดภาคเหนือ เพื่อยกระดับศักยภาพของผู้ประกอบการภาคเกษตรอุตสาหกรรมในกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 และผลักดันการบริหารจัดการผลผลิตหรือวัตถุดิบเหลือใช้ให้เกิดการหมุนเวียนทรัพยากรที่มีอยู่อย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด โดยการสร้างมูลค่าเพิ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ (Value Creation)

จากผลผลิตหรือวัตถุดิบเหลือใช้จากห่วงโซ่การผลิตอาหาร มุ่งเน้นเจาะตลาดเฉพาะกลุ่ม (Vegan Trend) สร้างสรรค์สินค้าที่ตอบโจทย์กระแสนิยมของผู้บริโภคยุคใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพและสิ่งแวดล้อม พร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนสู่
ZERO WASTE โดย ดีพร้อม ตั้งเป้าผลักดันผลิตภัณฑ์อาหารและความงามอัพไซเคิล จำนวน 20 ผลิตภัณฑ์
จากอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพในพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 (เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ลำพูน และลำปาง)
ผ่านการให้คำปรึกษาแนะนำเชิงลึกด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารอัพไซเคิล (Upcycled Food) และผลิตภัณฑ์ความงามอัพไซเคิล (Upcycled Beauty) ภายใต้แนวคิดการสร้างความตระหนักถึงสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน
ทางธรรมชาติ สนับสนุนเศรษฐกิจหมุนเวียน ร่วมกับกระแสนิยมของผู้บริโภคที่ใส่ใจรักสุขภาพเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่ม “Vegan” สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์โดยประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ร่วมกับการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างคุ้มค่าด้วยวิธีการที่มีจริยธรรม พร้อมทั้งนำผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการพัฒนาเข้าทดสอบตลาด (Market Testing) สร้างโอกาสทางการตลาด โดยคาดการณ์ว่าจะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้สูงถึงกว่า 20.35 ล้านบาท

นายวีรพงศ์ ฤทธิ์รอด รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวเพิ่มเติมว่า กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 ประกอบด้วยจังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง และแม่ฮ่องสอน มีการขยายตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ทั้งภาคการผลิต ภาคการบริการ รวมถึงภาคการเกษตร ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมหลักของภาคเหนือด้วยภูมิประเทศที่มีความอุดมสมบูรณ์เอื้อต่อการทำการเกษตรกรรม ทำให้มีผลผลิตทางการเกษตรจำนวนมากส่งผลให้เกิดการนำผลผลิตทางการเกษตรไปแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่ม แต่เนื่องจากอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปนั้นในกระบวนผลิตมีการใช้วัตถุดิบอยู่ในเกณฑ์สูง แต่ประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรในการผลิตสินค้ายังอยู่ในระดับต่ำ และมีการใช้วัตถุดิบอย่างสิ้นเปลืองและสร้างมูลค่าเพิ่มได้น้อยกว่าที่ควร ทำให้เกิดวัตถุดิบเหลือใช้หรือผลผลิตพลอยได้ (By-Product) จากกระบวนการผลิตอาหาร นอกจากนี้ ยังมีวิกฤตจากการสูญเสียอาหาร (Food Loss) ที่เกิดขึ้นในห่วงโซ่การผลิต ซึ่งเกี่ยวข้องกับผู้ประกอบการในภาคการผลิตโดยตรง ก่อให้เกิดขยะอาหารเป็นจำนวนมาก

ด้วยเงื่อนไขด้านมาตรฐานอาหารที่สูง ทำให้ต้องคัดเลือกและทิ้งส่วนที่ไม่ต้องการเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้เกิดผลผลิตทางการเกษตรที่มีมูลค่าต่ำ หรือตกเกรด เนื่องจากรูปทรง สี ขนาด หรือลักษณะอื่นใดที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐาน
ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นวัตถุดิบที่ไม่ถูกส่งผ่านไปเพื่อการบริโภคก่อให้เกิดปัญหาของเสียและมลพิษ ส่งผลกระทบต่อธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมตามมา อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับกิจกรรมที่เน้นความยั่งยืน คือ ผลตอบแทนทางสังคมและสิ่งแวดล้อม (SROI) ซึ่งเป็นการสร้างคุณค่าที่ไม่สามารถวัดเป็นตัวเงินได้ทั้งหมด และคาดว่ากิจกรรมนี้จะมีส่วนช่วยลดปริมาณวัตถุดิบเหลือใช้ (By-Product) และ Food Loss ที่ต้องนำไปกำจัดในแต่ละปีอย่างมีนัยสำคัญ นำไปสู่การลดภาระค่าใช้จ่ายในการจัดการขยะ และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเป็นผลตอบแทนต่อสิ่งแวดล้อมของกลุ่มจังหวัดโดยตรง และหวังเป็นอย่างยิ่งจากความสำเร็จของการดำเนินกิจกรรมนี้ จะสามารถขยายผลไปสู่ผู้ประกอบการในพื้นที่ให้ตื่นตัวเพิ่มขึ้นและสามารถสร้างสายการผลิตผลิตภัณฑ์ในลักษณะที่เป็นผลิตภัณฑ์ทางเลือกแห่งอนาคตเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเป็นการขยายตัวการดำเนินธุรกิจอันจะนำไปสู่การสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจของภูมิภาคให้ขยายตัวสูงขึ้นตามไปด้วย