เชียงใหม่ พนักงานควาญช้างของปางช้างแม่สา อำเภอแม่ริม ร่วมกันเก็บขยะตามลำน้ำแม่สา และริมตลิ่งในบริเวณปางช้าง(คลิป)

พนักงานควาญช้างของปางช้างแม่สา อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ได้ร่วมกันเก็บขยะตามลำน้ำแม่สา และริมตลิ่งในบริเวณปางช้าง เป็นระยะทางยาวลงมาได้ปริมาณขยะที่ไหลมาตามลำน้ำค่อนข้างมาก มีทั้งขวดพลาสติก รวมถึงขยะที่เป็นอันตรายต่อคนและช้าง

เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2566 เวลา 18.00 น. นางอัญชลี กัลมาพิจิตร ผู้บริหารปางช้างแม่สาได้ให้ข้อมูลกับผู้สื่อข่าวว่า เมื่อวันที่ 19-20 มกราคม 2566 พนักงานควาญช้างของปางช้างแม่สา อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ประมาณสิบกว่าคนได้ร่วมกันเก็บขยะตามลำน้ำแม่สา และริมตลิ่งในบริเวณปางช้าง เป็นระยะทางยาวลงมาได้ปริมาณขยะที่ไหลมาตามลำน้ำค่อนข้างมาก มีทั้งขวดพลาสติก รวมถึงขยะที่เป็นอันตรายต่อคนและช้าง เช่นสังกะสีเก่าๆ ที่เป็นสนิม เศษแก้ว ซึ่งอาจทำให้ช้างเกิดบาดแผลได้ เมื่อต้องลงไปในลำน้ำแม่สา

สำหรับกิจกรรมการเก็บขยะในลำน้ำแม่สา พนักงานได้ทำเป็นประจำ เนื่องจากมีชุมชนอยู่เหนือน้ำ ทำให้มีขยะหลุดลอยมา บางครั้งสิ่งที่เก็บขึ้นมาได้มี พวกถังน้ำ ขวดแก้ว และกระป๋องเครื่องดื่มต่างๆ หากช้างไปเหยียบเข้าก็จะเป็นแผล โดยเฉพาะอย่างยิ่งแผลที่ฝ่าเท้าช้างจะใช้เวลานานกว่าจะหาย เพราะช้างมีน้ำหนักตัวมาก เวลาเคลื่อนไหวต้องลงน้ำหนักไปที่เท้าทั้งสี่ข้าง ผู้บริหารปางช้างแม่สาจึงวอนขอให้ทุกคนช่วยกันรักษาความสะอาด ไม่ทิ้งขยะลงในลำน้ำรวมถึงแม่น้ำลำคลองทุกแห่งด้วย

ส่วนการท่องเที่ยวปางช้างในช่วงตั้งแต่ต้นปี 2566 เป็นต้นมา มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมามากขึ้น ส่วนใหญ่เป็นคนไทย มีชาวยุโรป ชาวเอเชีย เป็นเกาหลี และจีนบ้าง ทั้งนี้ปางช้างแม่สาได้เริ่มเก็บค่าบำรุงปางช้าง ชาวต่างชาติ คนละ 300 บาท ได้รับตะกร้าอาหารช้าง 1 ตะกร้า นำไปป้อนให้ช้าง และในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2566 จะเริ่มเก็บค่าบำรุงจากนักท่องเที่ยวชาวไทย คนละ 100 บาท โดยจะได้รับตะกร้าอาหารช้างคนละ 1 ตะกร้าเช่นกัน สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 12 ขวบ และผู้สูงอายุเกิน 60 ปี เข้าชมช้างฟรี นางอัญชลีกล่าวอีกว่าการเก็บเงินจากนักท่องเที่ยวมาใช้เลี้ยงช้างก็เพื่อเป็นการอนุรักษ์ช้างไทย และรักษาแหล่งท่องเที่ยวเก่าแก่อย่างปางช้างแม่สาเอาไว้

เชียงใหม่ ปางช้างแม่สา ประชาสัมพันธ์ เริ่มเก็บค่าเข้าชม 1 กุมภาพันธ์นี้ นักท่องเที่ยวชาวไทยคนละ 100 บาท

“ปางช้างแม่สา” ประชาสัมพันธ์ เริ่มเก็บค่าเข้าชม 1 กุมภาพันธ์นี้ นักท่องเที่ยวชาวไทยคนละ 100 บาท พร้อมแจกตะกร้าผลไม้เลี้ยงช้าง 1 ตะกร้า เด็กอายุไม่เกิน 12 ปีและผู้สูงวัย อายุ 60 ปีขึ้นไปให้เข้าชมฟรี

ผู้สื่อข่าวได้รับการประสานให้ช่วยประชาสัมพันธ์ถึงนักท่องเที่ยว ถึงการปรับการเก็บค่าบริการในการเข้าชมช้าง ที่ปางช้างแม่สา อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ ที่มีช้างที่เลี้ยงไว้จำนวน 68 เชือก ที่ได้รับผลกระทบจากเงินมรดกในส่วนที่ใช้เลี้ยงช้างหายไป และได้รับผลกระทบก่อนหน้านี้ในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด 19 ซึ่งทางปางช้างต้องพยุงตัวเองยาวนานร่วม 3 ปี เพราะไม่มีนักท่องเที่ยวและรายได้เป็นศูนย์ ทำให้ความเป็นอยู่ของช้างที่ต้องใช้เงินในการบริหารจัดการวันละ 1 แสนบาท หรือเดือนหนึ่งประมาณ 3 ล้านบาท ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง ซึ่งทางนางอัญชลี กัลมาพิจิตร ผู้บริหารปางช้างต้องยุติการแสดงช้างและหันมาดูแลช้างในแนวอนุรักษ์ให้อยู่อย่างเป็นธรรมชาติที่สุด และให้นักท่องเที่ยวเข้ามาชมฟรีโดยหารายได้เพียงน้อยนิดจากการขายตะกร้าเลี้ยงช้างตระกร้าละ 100 บาท แต่ก็ไม่เพียงพอและเมื่อปลายปี 2565 เกิดอุทกภัยสะพานที่ให้นักท่องเที่ยวเข้าชมช้างพังลงอีกต้องปิดปางช้างกว่า 3 เดือน จนมีการสร้างสะพานขึ้นมา และเมื่อต้นปี 2566 และได้มีการขอเก็บเงินค่าเข้าชมช้างจากนักท่องเที่ยวต่างชาติคนละ 300 บาท พร้อมตะกร้าผลไม้เลี้ยงช้าง 1 ตะกร้า ส่วนนักท่องเที่ยวชาวไทยให้ชมฟรี ทำให้สถานการณ์เริ่มดีขึ้นบ้าง

ซึ่งในตอนนี้ทางผู้บริหาร “ปางช้างแม่สา” ฝากประชาสัมพันธ์เรื่องขอเริ่มเก็บเงินนักท่องเที่ยวชาวไทยคนละ 100 บาท พร้อมแจกตะกร้าผลไม้เลี้ยงช้าง 1 ตะกร้า ในส่วนเด็กอายุไม่เกิน 12 ปีและผู้สูงวัย อายุ 60 ปีขึ้นไปให้เข้าชมฟรี โดยเริ่มเก็บค่าบริการหรือค่าบำรุงเลี้ยงช้างตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2566เป็นต้นไป เพื่อช่วยแก้ปัญหาความเดือดร้อนของปางช้างและเพื่อเลี้ยงช้างจำนวน 68 เชือก ของ “มูลนิธิอนุรักษ์ช้างไทย” ให้ปางช้างแม่สาอยู่คู่เมืองเชียงใหม่ต่อไปตราบนานเท่านาน

หรือท่านใดมีจิตเมตตาต่อ “ช้าง” สัตว์สัญลักษณ์ของชาติไทย สามารถโอนเงินได้ตามรายละเอียดบัญชีของ “มูลนิธิอนุรักษ์ช้างไทย” ชื่อ มูลนิธิอนุรักษ์ช้างไทย Elephant Conservation Foundation ธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขากาดสวนแก้ว หมายเลขบัญชี 531 0 66551 7 เพื่อช่วยเหลือช้างจำนวน 68 เชือก ของปางช้างแม่สา หรือ ศูนย์อนุรักษ์ช้างแม่สา ถ้าหากผู้มีจิตเมตตาต้องการใบเสร็จรับเงินของมูลนิธิฯร โปรดแจ้งคุณรัตนา ศรีหมอก ผู้จัดการปางช้าง เบอร์โทร 081-882-3738, 089-838-4242, 053-206-247, 053-206-248 info@maesaelephantcamp.com.

เชียงใหม่ ก.พลังงานหนุนเทคโนโลยีโซลาร์เซลล์-ก๊าซชีวภาพช่วยวิสาหกิจชุมชนกลุ่มครัวเรือน จ.เชียงใหม่ ลดพึ่งพาการใช้ก๊าซ(คลิป)

ก.พลังงานหนุนเทคโนโลยีโซลาร์เซลล์-ก๊าซชีวภาพช่วยวิสาหกิจชุมชน-กลุ่มครัวเรือน จ.เชียงใหม่ ลดพึ่งพาการใช้ก๊าซ


วันนี้ (20 ม.ค. 66) กระทรวงพลังงานนำสื่อมวลชนสัญจรเข้าเยี่ยมชมโครงการใช้พลังงานทดแทนในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มน้ำดื่มบ้านศรีโพธาราม ต.ยางเนิ้ง อ.สารภี ซึ่งใช้ไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ในการผลิตน้ำดื่มตามโครงการเพิ่มสมรรถนะด้านการบริหารและจัดการพลังงานครบวงจรในชุมชนระดับตำบลและเครือข่ายพลังงานชุมชน ปี 2564 และโครงการระบบผลิตก๊าซชีวภาพจากหลุมฝังกลบมูลฝอย เพื่อขยายการใช้พลังงานทดแทนในภาคครัวเรือน ต.บงตัน อ.ดอยเต่า จ.เชียงใหม่

นายชำนาญ กายประสิทธิ์ พลังงานจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า กระทรวงพลังงานได้เข้ามีส่วนสนับสนุนเทคโนโลยีพลังงาน ระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์เซลล์) แบบ On Grid ที่เชื่อมต่อระบบสายส่งจากการไฟฟ้า 5 กิโลวัตต์ ให้กับวิสาหกิจชุมชนกลุ่มน้ำดื่มบ้านศรีโพธาราม ต.ยางเนิ้ง อ.สารภีจ.เชียงใหม่ ภายใต้โครงการเพิ่มสมรรถนะด้านการบริหารและจัดการพลังงานครบวงจรในชุมชนระดับตำบลและเครือข่ายพลังงานชุมชน ปี 2564 โดยสำนักงานพลังงานจังหวัดเชียงใหม่ได้ลงพื้นที่เพื่อช่วยประเมินศักยภาพ ข้อมูลเชิงเทคนิคและวิชาการ สำหรับเทคโนโลยีพลังงานที่จะส่งเสริมให้วิสาหกิจชุมชนฯผลลัพธ์จากการส่งเสริมเทคโนโลยีพลังงานช่วยลดรายจ่ายด้านพลังงานไฟฟ้าได้ประมาณร้อยละ 90มีรายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 10,000 บาท/เดือนจากการผลิตน้ำขายได้มากขึ้น และมีสมาชิกเพิ่มขึ้นเพราะเชื่อมั่นในเทคโนโลยีพลังงานที่นำมาช่วยลดรายจ่าย โดยโครงการนี้นอกจากจะช่วยประหยัดค่าพลังงานแล้วยังเป็นแนวทางช่วยให้เศรษฐกิจฐานรากเข้มแข็ง พึ่งตนเอง ลดผลกระทบจากราคาพลังงานหรือค่าไฟฟ้า
ที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงช่วยลดการพึ่งการการนำเข้าก๊าซธรรมาชาติที่นำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าในประเทศได้อีกด้วย

สำหรับโครงการระบบผลิตก๊าซชีวภาพจากหลุมฝังกลบมูลฝอย เพื่อขยายการใช้พลังงานทดแทนในภาคครัวเรือน ต.บงตัน อ.ดอยเต่า จ.เชียงใหม่ เป็นอีกโครงการที่กระทรวงพลังงานสนุบสนุนเทคโนโลยีพลังงานระบบก๊าซชีวภาพแบบเครือข่าย ที่มีระยะทางรวมแล้วไม่น้อยกว่า 27 กิโลเมตร ให้กับกลุ่มผู้ใช้ก๊าซชีวภาพ ต.บงตัน อ.ดอยเต่า จำนวน 300 ครัวเรือน โดยก๊าซจากหลุมฝังกลบขยะมีประมาณ 70,000 ลบ.ม./วัน ใช้ผลิตไฟฟ้า 30,000 ลบ.ม./วัน และส่งไปให้ชุมชนบ้านป่าขาม และแม่ยุย เขตเทศบาลตำบลบ้านตาล อ.ฮอด จ.เชียงใหม่ จำนวน 200 ครัวเรือน (เดิม) ยังเหลือก๊าซที่ต้องเผาทิ้งอีกเป็นจำนวนมาก ประมาณ 39,500 ลบ.ม./วัน การส่งให้ชุมชนใช้ประโยชน์ในโครงการนี้ 500-600 ลบ.ม./วัน จึงเกิดประโยชน์ร่วมกันทั้งหลุมฝังกลบ และครัวเรือน โดยจ่ายก๊าซชีวภาพให้ 300 ครัวเรือน ตลอด 24 ชั่วโมง ปริมาณกำหนดไว้ไม่เกิน 1,000 ลบ.ม./วัน

โครงการดังกล่าวสามารถทดแทนการใช้ก๊าซหุงต้ม (LPG) ในครัวเรือนได้ ประมาณ 0.25 กิโลกรัม/ครัวเรือน/วัน เป็นระยะเวลา 365 วัน/ปี หรือประมาณ 91.25 กิโลกรัม/ปี/ครัวเรือน มีครัวเรือนเข้าร่วมโครงการทั้งหมด 300 ครัวเรือน ช่วยลดการใช้ก๊าซหุงต้มได้ไม่น้อยกว่า 27,375 กิโลกรัม/ปี หรือคิดเป็นมูลค่า 574,875 บาท/ปี (ที่ราคา LPG 21 บาท/กิโลกรัม) เทียบเท่า 31.95 ตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ/ปี

“การสนับสนุนชุมชนกลุ่มครัวเรือนใช้ก๊าซชีวภาพแทนการใช้ก๊าซ LPG ที่ปัจจุบันราคาสูงขึ้น ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้ครัวเรือนได้อย่างเป็นรูปธรรม และลดค่าใช้จ่ายของรัฐบาลในการใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมาอุดหนุนราคาก๊าซ LPG อีกทั้งยังใช้หลัก BCG Model ในส่วนของ Circular Economy (เศรษฐกิจหมุนเวียน) โดยเป็นการนำวัสดุต่าง ๆ มาใช้ประโยชน์ให้มากที่สุด มุ่งสู่ Zero Waste หรือการลดปริมาณของเสียให้น้อยลง หรือเท่ากับศูนย์อีกด้วย” พลังงานจังหวัดเชียงใหม่กล่าว

เชียงใหม่ กงสุลใหญ่จีนประจำเชียงใหม่ ส่งสาส์นอวยพรตรุษจีนปีเถาะให้คนไทยเชื้อสายจีนมีความสุข สุขภาพแข็งแรง(คลิป)

กงสุลใหญ่จีนประจำเชียงใหม่ ส่งสาส์นอวยพรตรุษจีนปีเถาะให้คนไทยเชื้อสายจีนมีความสุข สุขภาพแข็งแรง พร้อมสานความสัมพันธ์ระหว่างจีนและภาคเหนือของไทยมากขึ้น

วันที่ 20 มกราคม 2566 นายอู๋ จื้ออู่ กงสุลใหญ่จีนประจำเชียงใหม่ ส่งสาส์นอวยพรตรุษจีน ว่า เนื่องในโอกาสวันตรุษจีนที่ใกล้จะมาถึงนี้ ในนามของสถานกงสุลใหญ่แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำเชียงใหม่ ขอส่งคำอวยพรวันตรุษจีนถึงมิตรสหายในทุกสาขาอาชีพ ชาวไทยเชื้อสายจีนและพี่น้องชาวจีนโพ้นทะเลในจังหวัดภาคเหนือทุกท่าน


กงสุลใหญ่จีนประจำเชียงใหม่ กล่าวว่า ปีที่ผ่านมาถือว่าเป็นปีแห่งความมานะอุตสาหะและขยันหมั่นเพียร การประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีนครั้งที่ 20 ประสบผลสำเร็จลุล่วง ได้วาดพิมพ์เขียวยิ่งใหญ่ให้กับการสร้างประเทศจีนแบบสังคมนิยมสมัยใหม่อย่างรอบด้านและฟื้นฟูความเจริญรุ่งเรืองของประชาชาติจีน ท่านประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ได้นำพารัฐบาลจีนและประชาชนชาวจีนฟันฝ่าอุปสรรคและความท้าทายต่างๆ ประสานงานการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโควิดและการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างสมดุล ปรับเปลี่ยนมาตรการควบคุมโควิดตามสถานการณ์ เพื่อปกป้องคุ้มครองชีวิตและสุขภาพของประชาชน เศรษฐกิจของจีนยังคงเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ และยังคงรักษาไว้ซึ่งสถานะเศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก

โดยปีที่ผ่านมานั้นเป็นปีแห่งมิตรภาพและการเก็บเกี่ยวผลผลิต ในระหว่างการเยือนประเทศไทยของประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ผู้นำของทั้งสองประเทศได้เห็นพ้องการจัดทำแผนปฏิบัติการร่วมว่าด้วยความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ ผลักดัน “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” และการสร้างประชาคมจีน-ไทยที่มีอนาคตร่วมกันอย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนยิ่งขึ้น ซึ่งได้เติมเต็มความหมายใหม่ให้กับความสัมพันธ์ฉันเครือญาติที่กล่าวขานกันว่า“จีน-ไทยใช่อื่นไกล พี่น้องกัน” ปัจจุบันนี้ ความสัมพันธ์จีน-ไทยกำลังอยู่ในจุดเริ่มต้นใหม่ ซึ่งจะเปิดโอกาสให้เกิดความร่วมมือฉันมิตรระหว่างจีนและภาคเหนือของไทยมากขึ้น

สำหรับประเทศจีนแล้ว ปีนี้เป็นปีแรกของการปฏิบัติตามพันธกิจของการประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีนครั้งที่ 20 และเป็นปีแห่งการเริ่มต้นความพยายามครั้งใหม่ของการสร้างประเทศสังคมนิยมที่ทันสมัยอย่างรอบด้าน ความฝันส่องแสงอยู่เบื้องหน้า ถึงเวลาที่ต้องก้าวเดินต่อไป สถานกงสุลใหญ่จีนประจำเชียงใหม่จะจับมือกับเพื่อนมิตรทุกวงการ เพื่อส่งเสริมความร่วมมือฉันมิตรระหว่างจีน-ไทยให้แน่น แฟ้นยิ่งขึ้นสืบไป

กงสุลใหญ่จีนประจำเชียงใหม่ กล่าวต่อว่า ขอให้ปีเถาะนี้เป็นปีใหม่ที่นำมาซึ่งสิ่งที่เป็นศิริมงคลอันประเสริฐ ขออวยพรให้เพื่อนมิตรจากทุกสาขาอาชีพ และพี่น้องชาวจีนโพ้นทะเลทุกท่านมีแต่ความสุข ความเจริญและมีสุขภาพแข็งแรง ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดไช้

เชียงใหม่ TCEB จับมือภาคีเปิดตัวงาน World Tea & Coffee Expo 2023 ผลักดันสร้างชื่อเสียงให้ภาคเหนือเป็น “ถิ่นของชาและกาแฟระดับโลก” (คลิป)

TCEB จับมือภาคีเปิดตัวงาน World Tea & Coffee Expo 2023 ผลักดันสร้างชื่อเสียงให้ภาคเหนือเป็น “ถิ่นของชาและกาแฟระดับโลก”ตอกย้ําความเป็นผู้นําอุตสาหกรรมชาและกาแฟของภาคเหนือตอนบน

เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2566 ณ ร้านอาหารชิดลมคาเฟ่ แอนด์ เรสเตอร์รองท์ เชียงใหม่ ดร.จุฑา ธาราไชย ผอ.สํานักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ สสปน.ร่วมกับนายวีรพงศ์ ฤทธิโชค รอง ผวจ.เชียงใหม่  ,น.ส.จงรัก อิ่มใจ ผอ.สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 1,น.ส.สุลัดดา ศรุติลาวัลย์ ผอ.ททท.สำนักงานเชียงใหม่,นายสงกรานต์ มูลวิวัส นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการพิเศษ หน.กลุ่มนโยบายและแผนงาน สนง.อุตสาหกรรมจ.เชียงใหม่และนายสุรพล ปลื้มใจ ผอ.สำนักส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 1 ได้ร่วมกันแถลงข่าวเปิดตัวงาน World Tea & Coffee Expo 2023 ซึ่งเป็นงานประชุมและแสดงสินค้าในอุตสาหกรรมชาและกาแฟระดับโลก ที่จะจัดขึ้นในจังหวัดเชียงใหม่เร็วๆนี้โดยได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานภาคีร่วมผนึกกําลังให้การจดังาน ครั้งนี้บรรลุเป้าหมาย ผลักดันสร้างชื่อเสียงให้ภาคเหนือเป็น “ถิ่นของชาและกาแฟระดับโลก”

ทั้งนี้ งานประชุมและแสดงสินค้า World Tea & Coffee Expo 2023 กําหนดจัดขึ้นระหว่าง วันที่ 26-29 มกราคม 2566 ณ ศูนย์การค้า One Nimman ย่านธุรกิจที่สําคัญใจกลางเมืองเชียงใหม่ ซึ่งทาง สสปน. ได้ใช้กลไก การแสดงสินค้าขับเคลื่อนพืชเศรษฐกิจระดับภาค เพื่อสร้างชื่อเสียง (Destination Branding) ต่อยอดความพร้อมของ ภาคเหนือตอนบนในการเป็นผู้นําอุตสาหกรรมชาและกาแฟระดับโลก ซึ่ง เป็นโครงการที่ต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2563 โดยในปีนี้ จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “A Cup of Success” เพื่อเน้นย้ํา ถึงความสําเร็จของธุรกิจชาและกาแฟในไทยที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด รวมถึงความสําเร็จที่กําลังจะเกิดขึ้นใน อนาคต


ภายในงานแบ่งเป็นสองส่วน ได้แก่ ส่วนของงานแสดงและจําหน่ายสินค้า ในบริเวณพื้นที่ลาน กิจกรรม กลางแจ้ง และส่วนของงานประชุมวิชาการนานาชาติในชื่อ The 3rd Tea and Coffee International Symposium ณ ห้องประชุม Nimman Convention Centre โดยในส่วนของงานแสดง สินค้าประกอบด้วยบูธของผู้ประกอบการจํานวน 50 ราย แบ่งเป็นบูธผู้ประกอบการชาและกาแฟภาคเหนือ รวมทั้งภาคอื่น ๆ จํานวน 45 ราย และต่างประเทศจํานวน 5 ราย โดยท้ังหมดเป็นผู้ประกอบการที่มีคุณสมบัติ ผ่านเกณฑ์ตามที่ สสปน. กําหนดไว้ ไม่ว่าจะเป็นในด้านความน่าเชื่อถือ คุณภาพ และมาตรฐานของสินค้า การ นํานวัตกรรมใหม่ ๆ มาใช้ในกระบวนการผลิต และศักยภาพที่สามารถต่อยอดธุรกิจต่อไป ได้ในอนาคต เป็นต้น


โดยอีกหนึ่งกิจกรรมที่จะเป็นโอกาสทางการค้าที่สําคัญของผู้ประกอบการคือ การเจรจาธุรกิจ (Business Matching) ซึ่งในครั้งนี้มีการเชิญคู่ค้า หรือ buyer จากทั่วประเทศ 20 ราย และจากต่างประเทศ จํานวน 5 ราย โดยการเจรจาจะมีทั้งรูปแบบออฟไลน์ภายในงาน และการเจรจาผ่านทางออนไลน์

ดร.จุฑา กล่าวว่า คาดการณ์มูลค่าซื้อขายจากการเจรจาธุรกิจอยู่ที่ 8 ล้านบาท เพราะมีผู้ซื้อเข้ามาร่วมเจรจาธุรกิจด้วย โดยเฉพาะผู้ซื้อรายใหญ่อย่าง ปตท.OR,แบล็คแคนยอนและซีพี นอกจากนี้ยังมีเจ้าของผู้ประกอบการร้านกาแฟด้วย และส่วนของการซื้อขายภายในงานอยู่ที่ 2 ล้าน บาท ในส่วนของผู้เข้าชมนั้น เดิมตั้งเป้าไว้ที่ 1,000 คน แต่ด้วยสถานที่จัดงานที่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง จึงมั่นใจว่า จะมีผู้เข้าชมมากกว่าที่ตั้งเป้าไว้อย่างแน่นอน


ในส่วนของงานประชุมวิชาการนานาชาติ Tea & Coffee International Symposium จะเป็น การประชุม Hybrid แบบเต็มวันในวันที่ 26 มกราคม 2565 ณ ห้องประชุม Niman Convention ซึ่งอยู่ใน บริเวณเดียวกัน โดยได้เชิญนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญจากในประเทศและต่างประเทศ รวมทั้งกงสุลต่างประเทศ มาแลกเปลี่ยน และให้ความรู้ในห้วข้อต่าง ๆ ได้แก่ A cup Of success : ความสําเร็จของ ธุรกิจชาและกาแฟ ในไทย บทบาทความสําคัญ ของหน่วยงานต่าง ๆ ในการมีส่วนร่วมและผลักดันอุตสาหกรรมชาและกาแฟ, Light Cup : ทิศทางตลาด ชา และกาแฟไทยกับแนวโน้มตลาดโลก, Meduim Cup : ตลาด ชาและกาแฟใน ไทย โอกาสและอุปสรรคในการเติบโต, Dark Cup : เจาะลึก การส่งออก และการเข้าสู่ตลาดต่างประเทศ และ Special Cup : Tea and Coffee Tourism ชากาแฟกับ โอกาสในการต่อยอดอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว


นอกเหนือจากนี้ ยังมีกิจกรรมพิเศษ A Cup of Country ซึ่งเป็นการนําเสนอ สาธิตการชง เครื่องดื่มชา กาแฟจากประเทศต่าง ๆ เพื่อแลกเปลี่ยนและแสดงถึงทั้งคุณค่าและความยิ่งใหญ่ของเครื่องดื่มชา กาแฟที่แทรกซึม อยู่ในวิถีชีวิตของผู้คน ทั้งยังเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมทั่วโลกมายาวนานจนถึงปัจจุบัน.

เชียงใหม่ ฟิลิปส์ เปิดตัวไลน์สินค้าใหม่ เบรกเกอร์ และตู้ไฟ ฟิลิปส์ รุ่น ลีฟเดินหน้าขยายตลาดสู่ หัวเมืองหลักภาคเหนือ

ฟิลิปส์ เปิดตัวไลน์สินค้าใหม่ เบรกเกอร์ และตู้ไฟ ฟิลิปส์ รุ่น ลีฟเดินหน้าขยายตลาดสู่ หัวเมืองหลักภาคเหนือ จังหวัดเชียงใหม่ชูคอนเซ็ปต์ “แม่นยำ ฉับไว เรื่องความปลอดภัยมั่นใจฟิลิปส์”

บริษัท ซิกนิฟาย คอมเมอร์เชียล (ประเทศไทย) หรือ ที่เคยเป็นที่รู้จักในนาม ฟิลิปส์ ไลท์ติ้ง เจ้าของแบรนด์ “Philips ฟิลิปส์” แบรนด์อุปกรณ์ไฟฟ้าและแสงสว่างระดับโลก ผู้นำอันดับ 1 ในใจคนไทยมายาวนานกว่า 20 ปี รุกหนักตลาดเบรกเกอร์ และตู้ไฟคอนซูเมอร์ในไทย สานต่อความสำเร็จของกลุ่มผลิตภัณฑ์ สวิตช์ และเต้ารับไฟ ฟิลิปส์ รุ่น ลีฟ เดินหน้าเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ เบรกเกอร์ เบรกเกอร์กันดูด และตู้ไฟ (คอนซูเมอร์) ฟิลิปส์ รุ่น ลีฟ ไปยังหัวเมืองหลักภาคเหนือ จังหวัดเชียงใหม่ ชูจุดเด่นผลิตภัณฑ์ด้านความปลอดภัย ได้มาตราฐาน มีอายุการใช้งานยาวนาน และติดตั้งง่าย สบายต่อการดูแลรักษา และซ่อมบำรุง เจาะฐานลูกค้ากลุ่มโครงการที่พักอาศัยประเภทบ้าน และคอนโดมิเนียม ในคอนเซ็ปต์ “แม่นยำ ฉับไว เรื่องความปลอดภัยมั่นใจฟิลิปส์” โดยเชิญเหล่าพันธมิตร และร้านค้าตัวแทนจำหน่ายชั้นนำในเขตภาคเหนือเข้าร่วมงาน เพื่อฉลองความสำเร็จและต่อยอดจากกลุ่มผลิตภัณฑ์ สวิตช์ และ เต้ารับไฟ ฟิลิปส์ รุ่น ลีฟ ที่ได้เปิดตัวไปเมื่อหลายปีก่อน ณ โรงแรมแคนทารี ฮิลล์ เชียงใหม่

นายจาร์กันนาธาน ศรีนิวาสาน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซิกนิฟาย คอมเมอร์เชียล (ประเทศไทย) จำกัด ประธานการจัดงานครั้งนี้กล่าวว่า “ด้วยความเชื่อมั่นของคนไทยต่อแบรนด์ฟิลิปส์ในเรื่องความปลอดภัย พร้อมทั้งคุณภาพที่เชื่อมั่นได้เป็นอันดับ 1 ที่ครองใจผู้บริโภคโดยผ่านการพิสูจน์มาหลายสิบปี ฟิลิปส์จึงได้ออกแบบและพัฒนากลุ่มผลิตภัณฑ์ ประเภท เบรกเกอร์ เบรกเกอร์กันดูด และตู้ไฟ (คอนซูเมอร์) เพื่อเติมเต็มความปลอดภัยมั่นใจสูงสุดให้ลูกค้า โดยครั้งนี้ถือเป็นการเปิดตัวเพื่อขยายตลาดมายังกลุ่มลูกค้าภาคเหนือ เนื่องจากเล็งเห็นถึงการเติบโตอย่างต่อเนื่องของโครงการที่พักอาศัย และโรงแรมในภูมิภาคนี้”

โดยผลิตภัณฑ์เบรกเกอร์ เบรกเกอร์กันดูด และตู้ไฟ (คอนซูเมอร์) ฟิลิปส์ รุ่น ลีฟ มีจุดเด่นหลัก 3 ข้อสำคัญ ได้แก่
1. ปลอดภัย ได้มาตราฐาน – ด้วยการออกแบบที่ใส่ใจเรื่องความปลอดภัยเป็นสำคัญ เราจึงสามารถทำให้การตัดวงจรมีความแม่นยำ และฉับไวในเวลาเพียง 0.035 วินาที และที่สำคัญผ่านมาตรฐานทั้ง IEC และ มอก. พร้อมการตรวจสอบ Quality มาตรฐานฟิลิปส์ จึงมั่นใจได้สูงสุด
2. อายุการใช้งานยาวนาน – อุปกรณ์แสงสว่างของฟิลิปส์โดดเด่นเรื่องความทนทาน ผลิตจากวัสดุคุณภาพสูง ซึ่งมีความทนทาน และแข็งแรง โดยได้ผ่านการทดสอบในห้องทดลองมากกว่า 10,000 ครั้ง และรับประกันสินค้ามากถึง 2 ปีเต็ม ซึ่งในตลาดปัจจุบันการรับประกันสินค้ากลุ่มนี้เพียง 1 ปีเท่านั้น
3. ติดตั้งง่าย สบายซ่อมบำรุง – นอกจากความปลอดภัยของผู้ใช้งาน ฟิลิปส์ยังคำนึงถึงช่างไฟที่ติดตั้งตู้ไฟ ด้วยการใส่ใจในทุกๆ รายละเอียด เช่น การออกแบบระบบ Plug-on เพื่อเสียบและล๊อคตัวลูกเบรกเกอร์กับตู้ไฟช่วยลดเวลาการติดตั้ง และง่ายในการซ่อมแซมดูแลรักษา ออกแบบช่องเข้าสายไฟให้เสียบง่ายและป้องกันการเข้าสายผิด เป็นต้น
ฟิลิปส์ ผู้นำระดับโลกในด้านหลอดไฟ โคมไฟ และโซลูชั่นแสงสว่าง ยังคงมุ่งมั่นเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง ตามวิสัยทัศน์และพันธกิจองค์กร สอดคล้อง UN SDGs [United Nation Sustainability Development Goals] ในการช่วยสร้างความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นให้กับประชากรโลก และช่วยให้โลกน่าอยู่อย่างยั่งยืน ซึ่งการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่นี้ถือเป็นการสนับสนุนเรื่องความปลอดภัยให้กับผู้บริโภค ด้วยผลิตภัณฑ์คุณภาพที่เชื่อมั่นได้ ติดตามรายละเอียดผลิตภัณฑ์ต่างๆของทางฟิลิปส์เพิ่มเติมได้ที่ www.lighting.philips.co.th หรือที่ Facebook : PhilipsLightingThailand

สื่อมวลชนสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อทีมประชาสัมพันธ์
คุณรณวิทย์ ศรฤทธิ์ชิงชัย โทร. +668 5661 2355 E-mail : ronnawit.sorraritchingchai@signify.com
คุณกัลยกร สายเพ็ญ โทร. +669 1006 0888 E-mail: kanyakorn@neotarget.com


บริษัท ซิกนิฟาย เอ็น.วี. จำกัด (Signify N.V.) เป็นผู้นำระดับโลกในด้านหลอดไฟและอุปกรณ์แสงสว่างเพื่องานโครงการและผู้บริโภคทั่วไป รวมทั้งระบบแสงสว่างสำหรับ Internet of Things (IoT) ผลิตภัณฑ์แบรนด์ Philips อุปกรณ์แสงสว่างแบรนด์ Interact และบริการข้อมูลระบบ ก่อให้เกิดมูลค่าทางธุรกิจและเปลี่ยนแปลงการใช้ชีวิตในบ้านเรือน อาคาร และสถานที่สาธารณะต่างๆ ในปี 2019 เรามียอดขายกว่า 6.2 พันล้านยูโร มีพนักงานราว 36,000 คน และดำเนินธุรกิจในกว่า 70 ประเทศทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย ในชื่อ บริษัท ซิกนิฟาย คอมเมอร์เชียล (ประเทศไทย) จำกัด เราแสดงให้เห็นศักยภาพที่เหนือชั้นของระบบแสงสว่างเพื่อชีวิตที่สดใสขึ้นและโลกที่น่าอยู่ขึ้น ดัชนีความยั่งยืนดาวโจนส์ขนานนาม Signify เป็นผู้นำในอุตสาหกรรมถึงสามปีติดต่อกัน คือ ปี 2017, 2018 และ 2019

 

มุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร ประกอบพิธีถวายพานพุ่มดอกไม้สด เนื่องในวันพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ประจำปี 2566

จังหวัดมุกดาหาร ประกอบพิธีถวายพานพุ่มดอกไม้สด เนื่องในวันพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ประจำปี 2566


วันนี้ (17 มกราคม 2566) ที่อาคาร 250 ปี มุกดาหาร นายวรญาณ บุญณราช ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร เป็นประธานนำข้าราชการพลเรือน ตุลาการ ทหาร ตำรวจ พนักงานรัฐวิสาหกิจ สถาบันการศึกษา สมาชิกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้แทนองค์กรเอกชน กลุ่มมวลชนและประชาชนทั่วไป ประกอบพิธีถวายพานพุ่มดอกไม้สด จุดธูปเทียนเครื่องทองน้อย และกล่าวคำถวายราชสดุดี เบื้องหน้าพระบรมสาทิสลักษณ์พ่อขุนรามคำแหงมหาราช เนื่องในวันพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ประจำปี 2566 เพื่อเป็นการรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพ่อขุนรามคำแหงมหาราชที่มีต่อประชาชนชาวไทยที่ทรงสร้างสรรค์มรดกทางศิลปะและวัฒนธรรมที่สำคัญของชาติไว้อย่างอเนกอนันต์ ทั้งนี้หลังจากที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2532 กำหนดให้วันที่ 17 มกราคมของทุกปีเป็นวันพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ซึ่งตรงกับวันที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพบหลักศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ในวันที่ 17 มกราคม 2376


สำหรับ พ่อขุนรามคำแหงมหาราช ทรงเป็นพระมหากษัตริย์องค์ที่ 3 แห่งราชวงศ์พระร่วงแห่งราชอาณาจักรสุโขทัย ทรงปกครองบ้านเมืองแบบพ่อปกครองลูก ทรงยกเลิกจังกอบหรือภาษี ใครใคร่ค้าม้า ค้า ใครใคร่ค้าขาย ขาย ทรงทำนุบ้านเมืองให้เจริญรุ่งเรืองในทุกๆด้าน ทรงเป็นนักการทหารที่มีความกล้าหาญ ทรงกระทำยุทธหัตถีมีชัยต่อขุนสามชน เจ้าเมืองฉอด ทรงได้รับการยกย่องว่า ทรงเป็นทั้งนักการศึกษา นักปราชญ์ ดังจะเห็นได้จากการที่พระองค์ทรงประดิษฐ์อักษรไทยหรือลายสือไทย ที่แสดงถึงความรุ่งเรืองถึงขีดสุดแห่งความมีอารยธรรมชนชาติไทยที่มีภาษาเขียนเป็นของตนเอง ทรงทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ทรงผูกสัมพันธไมตรีกับหลายประเทศ และดูแลการบ้านการเมืองให้เป็นปึกแผ่น มีความเข้มแข็งมั่นคง จนเป็นพื้นฐานทำให้ประเทศไทยเจริญรุ่งเรืองตราบจนทุกวันนี้
.


ภาพ : กลุ่มภาพถ่ายพิธีจังหวัดมุกดาหาร
ข่าว : อรรถพล หมื่นทุม
#สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดมุกดาหาร

เชียงใหม่ เทศบาลนครเชียงใหม่ เตรียมจัดงาน ชุมชน ชุมใจ เทศกาลศิลปะงานฝีมือและอาหารนครเชียงใหม่(คลิป)

เทศบาลนครเชียงใหม่ เตรียมจัดงาน ชุมชน ชุมใจ เทศกาลศิลปะงานฝีมือและอาหารนครเชียงใหม่ ระหว่างวันที่ 1 กุมภาพันธ์ถึง 2 มีนาคม 2566

นายจิโรจน์ โรจนเสาวภาคย์ รองนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ ,นางน้ำฝน รสจรรยา ผู้แทนจากชุมชนในเขตเทศบาลเชียงใหม่ และ รศ.ดร.สันต์ สุวัจฉราภินันท์ ผู้แทนจากสถาบันการศึกษา ร่วมกันแถลงข่าว “ ชุมชน ชุมใจ : เทศกาลศิลปะ งานฝีมือ และอาหารนคร เชียงใหม่” ณ ลานอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อส่งเสริมให้เกิดการเผยแพร่ และประชาสัมพันธ์ การดำเนินงานเกี่ยวกับการอนุรักษ์ และพัฒนาเมือง ของเทศบาลนครเชียงใหม่


กิจกรรมภายในงานประกอบไปด้วย การจัดแสดงนิทรรศการผลงานด้านการอนุรักษ์ และ พัฒนาเมืองของเทศบาลนครเชียงใหม่ ที่ได้มีความร่วมมือกับภาคส่วนต่าง ๆ โดยมีกำหนดจัดงาน ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ ถึงวันที่ 2 มีนาคม 2566 ณ บริเวณศูนย์มรดกเมือง เทศบาลนครเชียงใหม่ และพื้นที่เชื่อมต่อบริเวณลาน อนุสาวรีย์สามกษัตริย์ ถึงลานด้านหน้าหอพื้นถิ่นล้านนา


โดยทุกวันเสาร์ และวันอาทิตย์ ตลอดทั้งเดือนกุมภาพันธ์ จะมีการแสดงและจำหน่ายสินค้าผลิตภัณฑ์ สร้างสรรค์ Workshop โดยภาคชุมชน การแสดงคีตศิลป์ และนาฏยศิลป์สร้างสรรค์ กิจกรรมย้อนวันวาน “เชียงใหม่ กลางแปลง” การแสดง 3D ประกอบเสียงและสื่อผสม AR สร้างสรรค์จินตนาการผสมเทคโนโลยี สมัยใหม่ พร้อมทั้งเปิดให้เข้าเยี่ยมชมหอกลางเวียงในบรรยากาศ Night Museum จนถึงเวลา 20:30 น. และจะมีพิธี เปิดงานชุมชนชุมใจ : เทศกาลศิลปะ งานฝีมือ และอาหารนครเชียงใหม่ ในวันพุธที่ 1 กุมภาพันธ์ 2566 เวลา 18.00 น.ณ ลานอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่

เชียงใหม่ ขนส่งเชียงใหม่แถลงเปิดประมูลป้ายครั้งที่ 31 ออนไลน์ หมวด งท .จำนวน 301 เลขหมาย (คลิป)

ขนส่งเชียงใหม่แถลงเปิดประมูลป้ายครั้งที่ 31 ออนไลน์แล้วหมวด งท . จำนวน 301 เลขหมาย มีความหมายดีๆ เงินทองท่วมท้น มากล้นทวีสุข สำหรับใครมองหาของขวัญ มอบเนื่องในวันปีใหม่ เนื่องในวันตรุษจีน หรือในวันแห่งความรัก 14 กพ. นี้ ปิดการประมูล 25 กพ. ทุกท่านทั่วประเทศไม่ว่าจะอาศัยอยู่ในจังหวัดใด สนใจป้ายที่มีความหมายสื่อถึงความเป็นคนเชียงใหม่ สามารถเข้าร่วมการประมูลหมายเลขทะเบียนรถเลขสวย และร่วมทำบุญสร้างกุศล

วันนี้( 18 มค. ) สำนักงานขนส่งจังหวัดเชียงใหม่ ตำบลแม่เหียะ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ นางวราภรณ์ วรพงศธร ขนส่งจังหวัดเชียงใหม่ แถลงเปิดประมูลหมายเลขทะเบียนรถสวย ครั้งที่ 31 หมวดอักษร งท “เงินทองท่วมทัน มากล้นทวีสุข” จำนวน 301 หมายเลข ผ่าน ทางอินเตอร์เน็ต www.tabienrod.com โดยท่านสามารถลงทะเบียนและเสนอราคาที่ท่านพอใจตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป โดยจะปิดการประมูล ในวันเสาร์ที่ 25 กุมภาพันธ์ 2566

อย่างไรก็ตาม เป็นการการประมูลหมายเลขทะเบียนเลขสวย ในครั้ง 7 เป็นวิถีใหม่แห่งการประมูล NEW NORMAL Auction ผ่านช่องทางอินเตอร์เน็ตเพียงช่องทางเดียวในส่วนของรถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 คน (รถเก๋ง) แผ่นป้ายที่จะนำออกประมูลเป็นแผ่นป้ายภาพกราฟฟิคที่มีสีสันสวยงาม มีเอกลักษณ์และความหมายบ่งบอกความเป็นจังหวัดเชียงใหม่ ตามคำขวัญจังหวัดเชียงใหม่ “ดอยสุเทพเป็นศรี ประเพณีเป็นสง่า บุปผชาติล้วนงามตา นามล้ำค่านครพิงค์” ซึ่งจะสื่อความหมายของจังหวัดเชียงใหม่ที่เป็นจังหวัดที่มีความเจริญรุ่งเรือง สงบ ร่มเย็น ประชาชนมีความสุขโดยถ้วนหน้า อันจะส่งผลให้ผู้ที่ครอบครองป้ายดังกล่าวจะมีแต่ความเจริญ เป็นศิริมงคล รถที่ใช้อยู่จะนำพาให้มีทรัพย์เพิ่มพูนทวียิ่ง ๆ ขึ้นไป

ทั้งนี้การประมูลเป็นการทั่วไปเพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนมีสิทธิเข้าร่วมการประมูลอย่างเสมอภาค เท่าเทียมกัน ด้วยความโปร่งใส และเป็นธรรม โดยรายได้ทั้งหมดนำเข้ากองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน (กปถ) เพื่อนำไปสนับสนุนโครงการที่สร้างความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนนเช่น โครงการนักเรียนรุ่นใหม่มีใบอนุญาตขับรถ โครงการรณรงค์ ป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลต่าง ๆโครงการสนามจราจรเยาวชนเสริมสร้างจิตสำนึกความปลอดภัย โครงการมั่นใจทั่วไทยรถใช้ GPSโครงการจัดตั้งศูนย์บริการจัดการเดินรถระบบ GPS และศูนย์ควบคุมสถานตรวจสภาพรถเอกชน เป็นต้น

สำนักงานขนส่งจังหวัดเชียงใหม่ จึงขอเชิญชวนพี่น้องชาวจังหวัดเชียงใหม่ทุกท่านทั่วประเทศไม่ว่าจะอาศัยอยู่ในจังหวัดใด สนใจป้ายที่มีความหมายสื่อถึงความเป็นคนเชียงใหม่ สามารถเข้าร่วมการประมูลหมายเลขทะเบียนรถเลขสวย และร่วมทำบุญสร้างกุศลโดยการร่วมประมูลหมายเลขทะเบียนรถเลขสวยหมวดอักษร งท ลงทะเบียนได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ปิดประมูลในวันเสาร์ที่ 25 กุมภาพันธ์2566 ประมูลทางอินเตอร์เน็ต wwv.tabienrod.com สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ฝ่ายทะเบียนรถ โทร. 061-2682266, 061-2705454 หรือที่หมายเลข 1584

มุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร ประกอบพิธีถวายพานพุ่มดอกไม้สด เนื่องในวันพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ประจำปี 2566

จังหวัดมุกดาหาร ประกอบพิธีถวายพานพุ่มดอกไม้สด เนื่องในวันพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ประจำปี 2566


วันนี้ (17 มกราคม 2566) ที่อาคาร 250 ปี มุกดาหาร นายวรญาณ บุญณราช ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร เป็นประธานนำข้าราชการพลเรือน ตุลาการ ทหาร ตำรวจ พนักงานรัฐวิสาหกิจ สถาบันการศึกษา สมาชิกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้แทนองค์กรเอกชน กลุ่มมวลชนและประชาชนทั่วไป ประกอบพิธีถวายพานพุ่มดอกไม้สด จุดธูปเทียนเครื่องทองน้อย และกล่าวคำถวายราชสดุดี เบื้องหน้าพระบรมสาทิสลักษณ์พ่อขุนรามคำแหงมหาราช เนื่องในวันพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ประจำปี 2566 เพื่อเป็นการรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพ่อขุนรามคำแหงมหาราชที่มีต่อประชาชนชาวไทยที่ทรงสร้างสรรค์มรดกทางศิลปะและวัฒนธรรมที่สำคัญของชาติไว้อย่างอเนกอนันต์ ทั้งนี้หลังจากที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2532 กำหนดให้วันที่ 17 มกราคมของทุกปีเป็นวันพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ซึ่งตรงกับวันที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพบหลักศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ในวันที่ 17 มกราคม 2376

สำหรับ พ่อขุนรามคำแหงมหาราช ทรงเป็นพระมหากษัตริย์องค์ที่ 3 แห่งราชวงศ์พระร่วงแห่งราชอาณาจักรสุโขทัย ทรงปกครองบ้านเมืองแบบพ่อปกครองลูก ทรงยกเลิกจังกอบหรือภาษี ใครใคร่ค้าม้า ค้า ใครใคร่ค้าขาย ขาย ทรงทำนุบ้านเมืองให้เจริญรุ่งเรืองในทุกๆด้าน ทรงเป็นนักการทหารที่มีความกล้าหาญ ทรงกระทำยุทธหัตถีมีชัยต่อขุนสามชน เจ้าเมืองฉอด ทรงได้รับการยกย่องว่า ทรงเป็นทั้งนักการศึกษา นักปราชญ์ ดังจะเห็นได้จากการที่พระองค์ทรงประดิษฐ์อักษรไทยหรือลายสือไทย ที่แสดงถึงความรุ่งเรืองถึงขีดสุดแห่งความมีอารยธรรมชนชาติไทยที่มีภาษาเขียนเป็นของตนเอง ทรงทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ทรงผูกสัมพันธไมตรีกับหลายประเทศ และดูแลการบ้านการเมืองให้เป็นปึกแผ่น มีความเข้มแข็งมั่นคง จนเป็นพื้นฐานทำให้ประเทศไทยเจริญรุ่งเรืองตราบจนทุกวันนี้
.


ภาพ : กลุ่มภาพถ่ายพิธีจังหวัดมุกดาหาร
ข่าว : อรรถพล หมื่นทุม
#สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดมุกดาหาร