เชียงใหม่ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ นำคณะสื่อมวลชนจังหวัดเชียงใหม่เปิดเส้นทางการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อนักท่องเที่ยวมุสลิม เชื่อมโยงเส้นทางการท่องเที่ยวจังหวัดในกลุ่มภาคเหนือตอนบน 1 เชียงใหม่-แม่ฮ่องสอน

ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ นำคณะสื่อมวลชนจังหวัดเชียงใหม่เปิดเส้นทางการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อนักท่องเที่ยวมุสลิม เชื่อมโยงเส้นทางการท่องเที่ยวจังหวัดในกลุ่มภาคเหนือตอนบน 1 เที่ยวกาดนัดบ้านฮ่อ ชมมัสยิดเฮดายาตุ้ลบ้านฮ่อ และมัสยิดช้างเผือก ชิมข้าวซอยอิสลาม ชมหอประวัติศาสตร์เมืองเชียงใหม่ ระหว่างวันที่ 24-25 ตค.2568

วันที่ 24 ตค.68 นายอินธิรัฐ สินารักษ์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ นำคณะสื่อมวลชนจังหวัดเชียงใหม่เปิดเส้นทางการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อนักท่องเที่ยวมุสลิม เชื่อมโยงเส้นทางการท่องเที่ยวจังหวัดในกลุ่มภาคเหนือตอนบน 1 ภายใต้โครงการส่งเสริมและพัฒนา Soft Power เพื่อเป็นต้นทุนพัฒนาต่อยอดการท่องเที่ยวมูลค่าสูง ระหว่าง วันที่ 24-25 ตุลาคม 2568


วันแรกท่องเที่ยวในพื้นที่เมืองเชียงใหม่ และวันที่สองท่องเที่ยว เมืองปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน กิจกรรมดังกล่าว โดย กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 ได้กำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจอย่างสมดุลและยั่งยืนเพื่อตอบวิสัยทัศน์ “พัฒนาพื้นที่บนพื้นฐานวัฒนธรรมสร้างสรรค์สู่เศรษฐกิจมูลค่าสูงอย่างทั่วถึง” จึงมีความจำเป็นต้องดำเนินการส่งเสริมการท่องเที่ยววัฒนธรรมล้านนาและวิถีชาติพันธุ์ รวมถึง สินค้า และบริการด้านการท่องเที่ยวที่โดดเด่นของพื้นที่ภาคเหนือตอนบน 1 นักท่องเที่ยวและนักเดินทางมุสลิมเป็นตลาดที่มีเติบโตอย่างรวดเร็วและเป็นตลาดใหม่ได้รับความสนใจอย่างมาก ในขณะที่ประชากรมุสลิมทั่วโลกเติบโตขึ้น ศักยภาพบริการที่เป็นมิตรต่อชาวมุสลิม  (Muslim.Friendly.Hospitality.Services) จะกลายเป็นธุรกิจขนาดใหญ่เช่นกัน เนื่องจากชาวมุสลิมที่เดินทางมักจะเลือกจุดหมายปลายทางโดยพิจารณาจากความพร้อมของอาหารและสิ่งอำนวยความสะดวกที่สอดคล้องกับข้อบัญญัติแห่งศาสนาอิสลาม การจัดบริการที่เป็นมิตรต่อนักท่องเที่ยวมุสลิม (Muslim Friendly Hospitality Services) ถือเป็นเรื่องใหม่ที่เกี่ยวข้องกับบริหารจัดการการท่องเที่ยวให้ตอบสนองความต้องการของชาวมุสลิม การให้บริการจากสถานที่ต้นทางไปจนถึงจุดหมายปลายทาง เช่น การโรงแรม การขนส่ง ร้านอาหาร การพักผ่อนหย่อนใจ รวมทั้งการให้ความบันเทิงต่างๆ ที่จะต้องไม่ขัดกับหลักการศาสนา อีกทั้ง ควรอำนวยความสะดวกต่อการปฏิบัติศาสนกิจประจำวันของชาวมุสลิม เช่น การจัดเตรียมสถานที่ละหมาด อาหารฮาลาลที่จะต้องมีกระบวนการผลิตที่ถูกต้องตามข้อบัญญัติแห่งศาสนาอิสลามและมีคุณค่าทางโภชนา

การสร้างบุคลากรในพื้นที่ให้มีความเข้าใจในกระบวนการทำงานแบบมีส่วนร่วมความรู้ด้านการท่องเที่ยว การสร้างเสริมประสบการณ์เพื่อให้เป็นผู้ให้บริการที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงการสร้างระบบตลาดและการประชาสัมพันธ์ไปยังนักท่องเที่ยวในประเทศและต่างประเทศ จึงมีความจำเป็นเพื่อรองรับตลาดนักท่องเที่ยวมุสลิมได้ หากสามารถรองรับตลาดนักท่องเที่ยวมุสลิมได้มากกว่าก็จะสร้างรายได้จากตลาดนักท่องเที่ยวมุสลิมเพิ่มขึ้น

วันแรก (24 ต.ค.) พาเที่ยวในจังหวัดเชียงใหม่ แห่งแรกเดินชมตลาดนัดบ้านฮ่อ หรือ “กาดบ้านฮ่อ” อยู่กลางเมืองเชียงใหม่ติดกับเชียงใหม่ไนท์บาร์ซ่า เป็นกาดนัดจีนยูนาน เปิดทุกวันศุกร์ ตั้งแต่ตี 5 พ่อค้าแม่ค้าจะนำสินค้ามาเปิดร้านค้าขายสินค้ากันแล้ว ขายไปจนถึงประมาณเที่ยงวัน ในอดีตเป็นตลาดเล็กๆ ขายสินค้าให้พี่น้องชาวมุสลิมที่เดินทางมาทำละหมาดวันศุกร์ที่มัสยิดเฮดายาตุ้ลอิสลาม หรือสุเหล่าบ้านฮ่อ ซึ่งในอดีตกาดนัดบ้านฮ่อจะเปิดขายอยู่ฝั่งตรงข้ามสุเหล่า (แต่ปัจจุบัน กาดบ้านฮ่อได้ย้ายไปอีกฝั่งของถนนเจริญประเทศ อยู่ทิศตะวันตกของถนนเพราะหน้าสุเหล่ามีการก่อสร้าง)

ตลาดบ้านฮ่อแห่งนี้เปิดคู่กับชุมชนมานาน เกือบ 30 ปี จนกลายเป็นตลาดที่ชาวเชียงใหม่รู้จักกันดีในฐานะของแหล่งหาซื้อเนื้อคุณภาพดี เครื่องเทศ อาหารแห้ง และพืชผักผลไม้ตามฤดูกาล ทั้งยังเป็นแหล่งอาหารจีนฮาลาลรสชาติดั้งเดิมฝีมือของชาวจีนฮ่อแท้ๆหลากหลายเมนูให้รับประทานกัน โรตีป้าเดเจ้าเก่าก็มีขายที่กาดแห่งนี้

ในกาดเมนูแนะนำ เช่น ร้านโจ๊กธัญพืชเพื่อสุขภาพ ของเจ๊วันทนีย์ “หลิน” ที่นำพืชตระกูลมัน-เผือก มีชื่อว่า “ฮ่วยซัว” จากประเทศจีน ปลอกเปลือกนำเนื้อมาทำโจ๊กรับประทาน ทานง่ายอิ่มท้อง คุณภาพด้านอาหารช่วยลดน้ำหนัก ไฟเบอร์สูง ถ่ายคล่อง บำรุงผิว หัวใจ สมอง ลดน้ำตาลในเลือด สนใจสั่งซื่อ ฮ่วยซัว สดๆที่นำเข้าจากจีนได้ที่เบอร์ 089-1658808 หรือนำไปประกอบอาหารแบบอื่นได้อีก เช่น นึ่งกินก็อร่อย ชาวจีนนิยมรับประทานกันมากเป็นพิเศษ มาชิมได้ที่กาดบ้านฮ่อแห่งนี้

จากนั้นพาชมหอศิลปวัฒนธรรมเชียงใหม่ เดิมอาคารแห่งนี้เคยเป็น “ศาลากลาง จังหวัดเชียงใหม่” และ “ศาลาว่าการรัฐบาล มณฑลพายัพ” ต่อมา อาคารได้รับการ ปรับปรุงและเปลี่ยนบทบาทมาเป็นหอศิลป วัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่ เป็นพิพิธภัณฑ์/ศูนย์ศิลปวัฒนธรรมที่ รวบรวมและนำเสนอเรื่องราวของเมือง เชียงใหม่ ทั้งด้านประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม หอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่ ทำหน้าที่ ล้านนา วิถีชีวิต และภูมิปัญญาท้องถิ่น

นอกจากนี้ อาคารยังเป็นจุดเชื่อมโยง ระหว่างอดีตกับปัจจุบัน – จากอาคาร ราชการยุคโบราณสู่พื้นที่แสดงนิทรรศการ และกิจกรรมทางวัฒนธรรมร่วมสมัย สถาปัตยกรรมของอาคารถือเป็นหนึ่งใน “มรดกทางสถาปัตยกรรมคู่เมืองเชียงใหม่” ซึ่งแสดงถึงการเข้ามาของอิทธิพลตะวัน ตกในยุคเปลี่ยนผ่านของสังคมไทย-ล้านนา พร้อมกับการผสมผสานให้เข้ากับบริบทท้องถิ่น

จากนั้นพาชมมัสยิดเฮดายาตุ้ลอิสลามบ้านฮ่อ สุเหล่าบ้านฮ่อ ปัจจุบันมีอัจญีทรงชัย มานะจีรจรัล กรรมการเลขานุการสุเหล่า และในนายกสมาคมมุสลิมเชียงใหม่ดูแลอยู่ ชาวบ้านส่วนใหญ่ที่นี่เป็นชาวไทยมุสลิมเชื้อสายจีนยูนาน

ใกล้สุเหล่า หาของอิ่มอร่อยกิน ซอยอิสลาม ร้านเฟื่องฟ้า ข้าวซอยเนื้อ เนื้อแพะ ซุปหางวัว เป็นต้น รับประทานแล้วเนื้อนุ่มละลายในปาก เจ้าของคือคุณวิทยา ชัยชนะพูลผล เจ้าของร้าน เปิดมาตั้งแต่เป็นหนุ่ม จนสร้างครอบครัวมีลูกมีหลานแล้ว เปิดมานาน กว่า 40 ปี

ช่วงบ่ายคณะพาชมมัสยิดข้างเผือก อิมามมุตาฟา หะซัน หรือนายสรกิจ หะซัน ผู้ทรงคุณวุฒิจุฬาราชมนตรี ที่ปรึกษากรรมการอิสลามเชียงใหม่ ดูแลมัมยิดช้างเผือกแห่งนี้ ที่สร้างสวยงาม ใช้งบประมาณ กว่า 60 ล้านบาท ชาวมุสลิมทั่วโลกมาละมานที่แห่งนี้จำนวนมากเพราะห้องละมาน จุคนได้มากกว่า 1,000 คน

มัสยิดดุรุนบูร (มัสยิดช้างเผือก)ตั้งอยู่ที่ย่าน ช้างเผือก เมืองเชียงใหม่ ซึ่งเป็นชุมชนของพี่น้องมุสลิมเก่าแก่ในเมือง เชียงใหม่ ชุมชนมุสลิมในพื้นที่ช้างเผือกเริ่มตั้งถิ่นฐานมานาน โดยมีพี่น้องมุสลิมจากชมพู ทวีป เช่น อินเดีย ปากีสถาน และจากแถบอื่นๆ เคลื่อนย้ายมาตั้งรกรากในพื้นที่นี้ ปัจจุบันมัสยิดได้รับการปรับปรุงใหม่อย่างใหญ่ในช่วงหลัง โดยมีอาคารใหม่เปิดใช้ใน วันที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2567 เป็นการฉลองครบรอบมากกว่า 150 ปีของมัสยิดแห่งนี้

มัสยิดช้างเผือกเป็นศูนย์กลางทางศาสนาและชุมชนของพี่น้องมุสลิมในเมืองเชียงใหม่ โดยเฉพาะในเขตช้างเผือก ซึ่งมีประวัติของชุมชนมุสลิมยาวนาน

เชียงใหม่ ผู้แทนคริสตจักรจากทั่วโลกร่วมพิธีปิดอย่างเป็นทางการในการประชุมสมัชชาสภาคริสตจักรสากลปฏิรูป สมัยสามัญครั้งที่ 27 ที่จังหวัดเชียงใหม่(คลิป)

ผู้แทนคริสตจักรจากทั่วโลกร่วมพิธีปิดอย่างเป็นทางการในการประชุมสมัชชาสภาคริสตจักรสากลปฏิรูป สมัยสามัญครั้งที่ 27 ที่จังหวัดเชียงใหม่

วันนี้(23 ตค.68) ที่ศูนย์ประชุมนานาชาติโรงแรมดิเอมเพลส เชียงใหม่ สภาคริสตจักรสากลปฏิรูป (World Communion of Reforned Churches) โดยความร่วมเมื่อกับสภาคริสตจักรในประเทศไทย มหาวิทยาลัยพายัพ จังหวัดเชียงใหม่ กรมการศาสนา และองค์กรพันธมิตรได้ร่วมกันจัดพิธีปิดการประชุมสมัชชาสภาคริสตจักรสากลปฎิรูป สมัยสามัญครั้งที่ 27 อย่างเป็นทางการ ภายใต้หัวข้อการประชุม หัวข้อ “Persevere in Your Witness” (พากเพียรในการเป็นพยานของท่าน) มีผู้แทนคริสตจักรกว่า ๖๐๐ คน จากทวีปยุโรป อาฟริกา อเมริกาเหนือ ลาตินอเมริกา​ ตะวันออกกลาง เอเชีย และแปซิฟิค เดินทางมาเข้าร่วมประชุมในครั้งนี้

ก่อนพิธีปิดการประชุม มีพิธีมหาสนิทมหาสนิท เป็นพิธีที่คริสเตียนกระทำเพื่อระลึกถึงพระคุณความรักของพระเยซูคริสต์ที่ทรงสละพระชนม์ชีพเพื่อเราโดยการสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน และเป็นการเตือนให้ระลึกถึงและตระหนักว่าพระเยซูได้ทำพันธสัญญากับผู้เชื่อวางใจในพระองค์ในพิธีมีการกินขนมปังแทนพระวรกายพระเยซูและดื่มน้ำองุ่นแทนพระโลหิตพระเยซู​ มีการนมัสการพระเจ้าร่วมกัน​

ด้านศาสนาจารย์ นัจลา อาบู ซาวัน คัสซาบ ประธานสภาคริสตจักรสากลปฏิรูป (World Communion of Reforned Churches) ได้กล่าวถึงความสำคัญของการประชุมในครั้งนี้ โดยสภาคริสตจักรสากลปฏิรูป เป็นองค์กรเครือข่ายคริสตจักรระดับโลก สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมืองแฮบโบเวอร์ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมันนี ดำเนินการพันธกิจการประสานงาน ส่งเสริม สนับสนุน เสริมสร้างความเชื่อ การพัฒนาคุณภาพชีวิต การช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม การส่งเสริมความยุติธรรม และการสร้างความสงบสุขในสังคมบนพื้นฐานความเชื่อและหลักจริมธรรมศริสตศาสนา

สภาศริสตจักรสากลปฏิรูปก่อตั้งในปีคริสตศักราช 1875 ปัจจุบันมีสมาชิกกว่า 50 ล้านคน จาก 232 กลุ่มศริสตจักร ในทุกทวีปกว่า 100 ประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและการสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์จึงกำหนดจัดการประชุมใหญ่ทุก ๆ 7 ปี มีเป้าหมาย ดังนี้
1. สรรเสริญ ขอบคุณพระเจ้าสำหรับการทรงนำ และการอวยพระพรในการดำเนินงาน
2. เสริมสร้างความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานจากหลากหลายวัฒนธรรมและนิกาย
3. เพื่อสรุปผลการดำเนินงานของสภาคริสตจักรสากลปฏิรูปในรอบ ๗ ปี
4. กำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์ ทันธกิจ และแนวทางการดำเนินงานขององค์กรในรอบ ๗ ปีข้างหน้า
5. เลือกตั้งและแต่งตั้งคณะผู้บริหาร คณะกรรมการบริหาร และคณะกรรมการฝ่ายต่าง ๆ

การเลือกจังหวัดเชียงใหม่ เป็นสถานที่จัดการประชุมสมัชชาสภาคริสตจักรสากลปฏิรูปครั้งนี้ เป็นประจักษ์พยานถึงความประทับใจของชาวต่างประเทศต่อความสวยงามของธรรมชาติ ขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมอันดีงาม รวมทั้งความพร้อมและประสิทธิภาพสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐานในในต้านต่าง ๆ ของจังหวัดเชียงใหม่ ที่สามารถดึงดูดและรองรับผู้คนให้เข้ามาท่องเที่ยว จัดกิจกรรม การประชุมระดับประเทศ ระดันภูมิภาค และระดับสากลได้อย่างสมบูรณ์เชื่อว่า การจัดประชุมสมัชชาสภาคริสตจักรสากลปฏิรูปที่จังหวัดเชียงใหม่ครั้งนี้ จะเป็นเวลาแห่งการเสริมสร้างบรรยากาศแห่งมิตรภาพ ความเป็นหนึ่งเดียวกันของชาวเชียงใหม่ในการต้อนรับผู้คนจากหลากหลายประเทศ หลากหลายความเชื่ขนบธรรมเนียมประเพณี และวิถีชีวิตเพื่อการตั้งใจแสวงหาความสงบสุขสันติให้เกิดกับมนุษย์อย่างยั่งยืน

 

เชียงใหม่ ทนายสาวช่วยผู้ค้ำประกัน ถูกผู้กู้เบี้ยวจ่าย จนครอบครัวแตกแยก ป่วยซึมเศร้าคิดฆ่าตัวตาย พาร้องศูนย์ดำรงธรรม และยุติธรรมจังหวัด(คลิป)

ทนายสาวช่วยผู้ค้ำประกัน ถูกผู้กู้เบี้ยวจ่าย จนครอบครัวแตกแยก ป่วยซึมเศร้าคิดฆ่าตัวตาย พาร้องศูนย์ดำรงธรรม และยุติธรรมจังหวัด วอนช่วยไกล่เกลี่ยหนี้สินให้

วันนี้)21 ตค.68) ที่ศูนย์ราชการจังหวัดเชียงใหม่ นางสาวณัฐปภัสร์ ขวัญเมือง (ทนายณัฐ) นำนาย A (นามสมมุติ) อายุ 45 ปี เป็นชาวบ้านอยู่อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นผู้ค้ำประกันการกู้ยืมเงินของ นาย B (นามสมมุติ) ทำงานอยู่ในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งไปกู้เงินกับธนาคารรัฐที่ตั้งอยู่ในห้างสรรพสินค้าย่านอำเภอหางดง เมื่อวันที่ 7 เม.ย.56 เป็นจำนวนเงิน 900,000 บาท ได้รับเงินจำนวนดังกล่าวจากธนาคารไปครบถ้วนแล้วในวันทำสัญญา โดยตกลงยินยอมเสียดอกเบี้ยให้แก่ธนาคารในอัตราที่ประกาศกำหนด พร้อมทั้งดอกเบี้ยตามสัญญาคืนให้แก่ธนาคาร โดยส่งจ่ายเป็นงวดรายเดือน ไม่น้อยกว่างวดละ 5,600 บาท ชำระภายในวันสุดท้ายของทุกเดือน โดยเริ่มชำระงวดแรกเดือน เม.ย.56 เป็นต้นไป และจะชำระหนี้ทั้งหมดให้เสร็จสิ้นภายใน 360 เดือน แต่ผู้กู้ คือนาย B ไม่ยอมจ่ายหนี้เลย จนธนาคารฟ้องร้องคดียึดทรัพย์ รอขายทอดตลาดทั้งผู้กู้และผู้ค้ำประกันแล้วนั้น

นาย A กล่าวว่า ตนเป็น 1 ใน 3 คนที่เป็นผู้ค้ำประกันให้นาย B ตนเครียดมานานกว่า 1 ปี หลังจากค้ำประกันให้ผู้กู้ คือนาย B แล้วไม่ชำระหนี้เลย จนกระทั้งธนาคารฟ้องร้องยึดทรัพย์คนค้ำ ซึ่งผู้ค้ำทั้ง 3 คน วันนี้ตนถูกยึดทรัพย์ และรอการขายทอดตลาดบ้าน และที่ดิน และทรัพย์สินอื่นๆ

“วันนี้ครอบครัวผมแตกแยก เพราะภรรยากล่าวหาว่า ผมเป็นผู้นำปัญหามาในบ้าน ต้องถูกยึดทรัพย์ สุดท้ายผมต้องหย่าร้างกับภรรยา ลูกก็ไปอยู่กับครอบครัวภรรยา การใช้ชีวิตของผมมีปัญหามาตลอด จนเกิดความเครียด และเป็นโรคซึมเศร้า การทำงานของผมก็บกพร่อง จนคิดฆ่าตัวตายหลายครั้งในหลายวิธี เช่น คิดจะดื่มยาฆ่าแมลง และพยายามผูกคอตายมาแล้ว” นาย A กล่าว

นางสาวณัฐปภัสร์ ทนายความ นาย A กล่าวว่า ที่ตนอาสารับให้คำปรึกษาคดีเนื่องจากญาติของนาย A มาปรึกษาตนเพราะนาย A จะฆ่าตัวตายหลายครั้ง ตนเห็นว่า น่าจะไกล่เกลี่ยได้เพราะมีผู้ค้ำประกันอีก 2 คน ก็ต้องมาร่วมรับผิดชอบด้วย แต่เมื่อตรวจสอบทรัพย์สินของผู้ค้ำประกัน อีก 2 คนนั้นพบว่า ไม่มีทรัพย์สินอะไรมาก ปัญหาเลยมาตกที่นาย A ที่ถูกยึดทรัพย์มากที่สุด

“วันนี้มายื่นหนังสือให้ทางศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด และยุติธรรมจังหวัดเชียงใหม่ วอนขอให้ช่วยเป็นตัวกลางประสานกับ เจ้าหนี้ และลูกหนี้หรือผู้กู้ คือนาย B และะผู้ค้ำประกันรายอื่น มาตกลงกัน ขอให้ใช้หลักมนุษยธรรมเพื่อตกลงไกล่เกลี่ยกัน

“ส่วนนาย A รับผิดชอบในฐานะผู้ค้ำประกัน ได้ยินยอมที่จะจ่ายให้ธนาคาร แต่ขอประนอมหนี้ ผ่อนชำระตามกำลังที่พอมีอยู่ และขณะนี้ นาย A ก็ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าอีกด้วย จึงวอนเจ้าหน้าที่ทั้ง 2 หน่วยงานช่วยแก้ไขปัญหาดังกล่าวให้อีกช่องทางหนึ่งด้วย“ ทนายณัฐ กล่าว

การร้องทุกข์ที่ยุติธรรมจังหวัด ได้รับเรื่องแล้ว จะประสานงานกับทางกรมบังคับคดี และเจ้าหนี้ ทางผู้กู้ และทางผู้ค้ำประกัน ให้มาตกลงไกล่เกลี่ยข้อพิพาทดังกล่าวต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงาน ส่วนนาย B ผู้กู้เงิน และเป็นผู้นำเงินไปใช้นั้น ยังใช้ชีวิตปกติ และยังทำงานและมีเงินเดือนใช้เกือบ 2 หมื่นบาท ทำให้ผู้ค้ำในกรณีนี้ ต่างบอกว่า ทำไมไม่นำมาชำระเงินกู้ดังกล่าวเลย จนปล่อยให้มีการฟ้องยึดทรัพย์ดังกล่าวจนสร้างปัญหาให้บุคคล.

เชียงใหม่ ชาวเชียงใหม่ เตรียมตัวให้พร้อม! “แม็คโคร โชห่วย รวมมิตรออนทัวร์ 2025” ปิดท้ายความมันส์แห่งปี!

ชาวเชียงใหม่เตรียมพบกับความสนุก ช้อปสนั่นส่งท้ายปี “แม็คโคร โชห่วยรวมมิตรออนทัวร์ 2025” ในวันที่ 23 – 26 ตุลาคม 2568 ณ แม็คโคร สาขาเชียงใหม่ (ซุปเปอร์ไฮเวย์) มหกรรมสุดยิ่งใหญ่เพื่อผู้ประกอบการร้านค้าปลีก โชห่วย และ SME “ซีพี แอ็กซ์ตร้า” ผู้ดำเนินธุรกิจ “แม็คโคร” จัดใหญ่ สินค้าแบรนด์ดังในราคาสุดพิเศษ พร้อมโปรโมชั่นคืนกำไรให้ร้านค้า กิจกรรมเสริมความรู้ เทคนิคจัดร้าน-ขายดีจากผู้เชี่ยวชาญ และเวิร์กช็อปสุดคุ้มตลอดทั้งงาน


พิเศษสุด! พบมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินลูกทุ่งชื่อดัง “ก้านตอง ทุ่งเงิน” ที่จะมาร่วมสร้างความสนุกและบรรยากาศอบอุ่นให้ชาวเชียงใหม่ได้เพลิดเพลินกันอย่างเต็มอิ่ม เข้าชมงานฟรี! ห้ามพลาดโอกาสทองสำหรับผู้ประกอบการตัวจริงแห่งภาคเหนือ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : Makro – แม็คโคร

เชียงใหม่ สถาบันขงจื่อ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จัดพิธีปิด และมอบประกาศนียบัตร โครงการ “สัปดาห์การบูรณาการการศึกษาเชิงวิชาการและอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดน” ภายใต้หัวข้อ “ภาษาจีน + เครื่องมือ AI + TikTok” ประจำปี 2568 (คลิป)

สถาบันขงจื่อ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จัดพิธีปิด และมอบประกาศนียบัตร โครงการ “สัปดาห์การบูรณาการการศึกษาเชิงวิชาการและอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดน” ภายใต้หัวข้อ “ภาษาจีน + เครื่องมือ AI + TikTok” ประจำปี 2568  จัดขึ้นระหว่างวันที่ 14-17 พย.2568

วันนี้(17 ตค.68) ที่โรงแรมอโมร่า ท่าแพ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ได้จัดพิธีปิด และมอบประกาศนียบัตร โครงการ “สัปดาห์การบูรณาการการศึกษาเชิงวิชาการและอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดน” ภายใต้หัวข้อ “ภาษาจีน + เครื่องมือ AI + TikTok” ประจำปี 2568 มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยมีผู้มีเกียรติเข้าร่วมในพิธีปิด ประกอบด้วย 1. Mr. Lv Sheng (ลวี่ เซิ่ง) กงสุลฝ่ายพาณิชย์ สถานกงสุลใหญ่แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำเชียงใหม่ 2. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นิวัฒน์ ศรีสวัสดิ์ ประธานสมาคมการศึกษาดิจิทัลและวิศวกรรมการเรียนรู้(DELE)3. Ms. Wang Zhen ผู้อำนวยการ Hainan Free Trade Zone Dehang Co.Ltd. (COSMOS) 4. คุณชื่นจิตร์ อกตั๋น นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการสำนักนโยบายและแผนการอาชีวศึกษา ผู้แทนเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษาและ 5.Ms. Lian Chen ผู้อำนวยการฝ่ายจีน สถาบันขงจื่อ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

Ms. Lian Chen ผู้อำนวยการฝ่ายจีน สถาบันขงจื่อ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า การศึกษาเชิงดิจิทัลและอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดน” ในครั้งนี้ ในนามของสถาบันขงจื่อ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ดิฉันขอขอบคุณหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนที่ให้การสนับสนุนและเข้าร่วมโครงการนี้อย่างสุดซึ้งตลอดหลายวันที่ผ่านมา เราได้ร่วมกันลงมือปฏิบัติ พัฒนาจาก “ภาษา” สู่ “ทักษะ” จาก”ห้องเรียน” สู่ “ตลาด” เมื่อได้เห็นนักเรียน นักศึกษาใช้ภาษาจีนในสนทนา ใช้เครื่องมือ AI สร้างสรรค์เนื้อหาและใช้ TikTok ถ่ายทอดผลิตภัณฑ์อันเป็นเอกลักษณ์ของไทย สิ่งที่เราเห็นไม่ใช่เพียงการประยุกต์ใช้ความรู้ แต่ยังเป็นการขยายพันธกิจของสถาบันขงจื่อฯ ที่มิได้จำกัดเพียงการเผยแพร่วัฒนธรรมและภาษา แต่ยังเป็นการผลักดันความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่จับต้องได้ และเป็นเพื่อนร่วมทางในการช่วยให้เยาวชนเปลี่ยนการเรียนรู้ให้เป็นพลังแห่งการแข่งขันในสายอาชีพ

เมื่อได้เห็นผลงานอันสร้างสรรค์ของแต่ละทีม ทั้งคลิปวิดีโอ TikTok และแผนการตลาดที่มีเอกลักษณ์ เรารู้สึกชื่นชมและปลาบปลื้มเป็นอย่างยิ่ง เพราะนี่คือจุดประสงค์หลักของโครงการนี้ ทำให้การเรียนรู้ภาษาจีนสนุก ใช้ได้จริง ทำให้การพัฒนาทักษะมีทิศทางชัดเจน และทำให้ความร่วมมือไทย-จีนประสบความสำเร็จ เรารู้สึกยินดีที่ได้เห็นบริษัทอย่าง Hainan Free Trade Zone Dehang Co.Ltd. (COSMOS) ยื่นโอกาสฝึกงานที่ประเทศจีนให้กับนักศึกษาที่มีผลงานที่โดดเด่น ซึ่งนับเป็นผลลัพธ์ที่ยืนยันคุณค่าของสิ่งที่เรา มุ่งมั่นทำมาในโอกาสนี้ ดิฉันขอแสดงความขอบคุณต่อสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาและมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ที่ให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ ขอบคุณทีมผู้เชี่ยวชาญจากประเทศจีนที่ได้ถ่ายทอดองค์ความรู้อย่างละเอียด และขอบคุณคณะผู้จัดงานและอาสาสมัครทุกท่านที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจอยู่เบื้องหลัง

ในอนาคต สถาบันขงจื่อ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จะยังคงทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมความร่วมมือ สร้างสรรค์โครงการที่เน้น “ภาษาจีน + ทักษะอาชีพ” อย่างต่อเนื่อง เพื่อบ่มเพาะพลังคนรุ่นใหม่ที่จะเป็นกำลังสำคัญของมิตรภาพและการพัฒนาร่วมกันของจีน-ไทยต่อไปขออวยพรให้นักเรียน นักศึกษาทุกท่านมีอนาคตที่สดใส และสามารถโบยบินอย่างมั่นใจท่ามกลางกระแสคลื่นแห่งเศรษฐกิจดิจิทัลได้อย่างสง่างาม

 

เชียงใหม่ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ “ดีพร้อม” ผนึกกำลังกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 เปิดตัวกิจกรรมพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารและความงามอัพไซเคิล (Upcycled Food & Beauty)” ภายใต้โครงการสร้างการเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน (คลิป)

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ “ดีพร้อม” ผนึกกำลังกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 เปิดตัวกิจกรรมพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารและความงามอัพไซเคิล (Upcycled Food & Beauty)” ภายใต้โครงการสร้างการเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน (SUSTAINDUSTRY) ตามแผนปฏิบัติราชการประจำปีของกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 เพื่อยกระดับเศรษฐกิจชีวภาพหมุนเวียนและสีเขียว (BCG Economy) ในภูมิภาค และผลักดันผู้ประกอบการไทยสู่ตลาดโลกด้วยแนวคิดเศรษฐกิจยั่งยืน

วันนี้(16 ตค.68) ห้อง ธาราทอง 2 ชั้น 2 โรงแรมเซ็นทารา ริเวอร์ไซด์ เชียงใหม่ “ดีพร้อม”ผนึกกำลัง กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 เปิดตัว ‘Upcycled Food & Beauty’ ชูเศรษฐกิจสีเขียว ลดปัญหา Food Loss ปั้นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงสู่ตลาดโลก จัดแถลงข่าวเปิดตัวการดำเนินกิจกรรมดังกล่าว ภายในงานได้รับเกียรติจาก นายวีรพงศ์ ฤทธิ์รอดรองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่, นางสาวชฏาพร วรรณแก้ว ผู้อำนวยการกลุ่มพัฒนาการส่งเสริมธุรกิจอุตสาหกรรม ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรม , ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชิตาพัณณ์ ใบงิ้ว ผู้อำนวยการศูนย์นวัตกรรมอาหารและบรรจุภัณฑ์ และรองศาสตราจารย์ ,ดร.โพธิ จ้าวไพศาล รองผู้อำนวยการสำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ และสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ประกอบการที่เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้อีกด้วย

นางสาวชฎาพร วรรณแก้ว ผู้อำนวยการกลุ่มพัฒนาการส่งเสริมธุรกิจอุตสาหกรรม ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 1 กล่าวว่า กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม โดย ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 1 เป็นหน่วยงานที่สนับสนุนและผลักดันการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี งานวิจัยและนวัตกรรม ร่วมกับความคิดสร้างสรรค์มาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ เพื่อพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมโดยใช้ทุนทรัพย์ที่มีอยู่ในพื้นที่อย่างเต็มศักยภาพ ซึ่งสอดรับกับนโยบายของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ประจำปี พ.ศ. 2568 “ดีพร้อมคอมมูนิตี้ที่นี่มีแต่ให้” ภายใต้กลยุทธ์ “ให้เครื่องมือทันสมัย” เพื่อเพิ่มศักยภาพและผลิตภาพรองรับการเปลี่ยนแปลงร่วมกับบูรณาการเชิงพื้นที่ ซึ่งเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ 4 ให้ 1 ปฏิรูป “ให้ทักษะใหม่ ให้เครื่องมือทันสมัย ให้โอกาสโตไกล ให้ธุรกิจไทยที่ดีคู่ชุมชน ปฏิรูป DIPROM” ควบคู่กับการผลักดันการขับเคลื่อนนโยบาย SUSTAINDUSTRY ของกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 มุ่งเน้นการสร้างการเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน ผ่านการใช้หลัก เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ด้วยความตระหนักถึงการลดปัญหาเชิงโครงสร้างของภาคเหนือ ได้แก่ (1) การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าในอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปในพื้นที่ ที่มีการใช้วัตถุดิบสูงแต่มีประสิทธิภาพการผลิตต่ำ ส่งผลให้เกิดวัตถุดิบเหลือใช้ (By-Product) และผลผลิตพลอยได้ในปริมาณมาก (2) การลดวิกฤต Food Loss จากผลผลิตทางการเกษตรตกเกรด เช่น รูปทรง สี หรือขนาดที่ไม่ได้มาตรฐาน ทำให้ไม่ถูกส่งต่อเพื่อการบริโภค ก่อให้เกิดปัญหา และส่งผลกระทบ

ต่อสิ่งแวดล้อมในวงกว้าง และ (3) การผลักดันการสร้างสังคมคาร์บอนต่ำ และการเติบโตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
นางสาวชฎาพร วรรณแก้ว กล่าวต่อว่า ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 1 ได้ตระหนักถึงสภาพปัญหาดังกล่าว จึงได้จัดทำกิจกรรม “พัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารและความงามอัพไซเคิล” (Upcycled Food & Beauty) ภายใต้โครงการสร้างการเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน (SUSTAINDUSTRY) เพื่อส่งเสริมและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารอัพไซเคิล (Upcycled Food) และความงามอัพไซเคิล (Upcycled Beauty) จากวัตถุดิบเหลือใช้ ผลพลอยได้จากกระบวนการผลิตอาหาร และผลผลิตทางการเกษตรในพื้นที่ที่มีมูลค่าต่ำหรือตกเกรดไม่เป็นไปตามมาตรฐาน โดยการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ด้วยเทคโนโลยี นวัตกรรม และความคิดสร้างสรรค์ ร่วมกับกระแสนิยมของผู้บริโภคที่ใส่ใจรักสุขภาพเพิ่มมากขึ้นโดยเฉพาะกลุ่ม “Vegan” ที่ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาส่วนผสมจากสัตว์ สอดคล้องกับการปรับรูปแบบธุรกิจตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนและสังคมคาร์บอนต่ำ ซึ่งช่วยให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ลดปัญหาสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจไปพร้อมกัน สอดรับกับนโยบายเศรษฐกิจหมุนเวียนหนึ่งในกุญแจสำคัญของนโยบายรัฐบาลในการขับเคลื่อนด้วยโมเดลเศรษฐกิจใหม่

โดยนำทรัพยากรและวัตถุดิบต่างๆ ที่ใช้ประโยชน์ในขั้นแรกไปแล้วนำมาใช้เป็นวัตถุดิบในกระบวนการผลิตอีกครั้ง
โดยนำกลับมาใช้เพื่อผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ ซึ่งเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับส่วนเหลือทิ้งในกระบวนการผลิต
เพื่อลดปริมาณขยะจากภาคการผลิตให้เป็นศูนย์ (ZERO WASTE) ดังนั้น กิจกรรมนี้ จึงตอบโจทย์การเปลี่ยน
“ภาระ” ที่เคยสร้างมลพิษ ให้กลายเป็น “โอกาส” ในการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจใหม่ให้กับพื้นที่

นางสาวชฎาพร วรรณแก้ว กล่าวต่อว่า สำหรับกิจกรรมพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารและความงามอัพไซเคิล (Upcycled Food & Beauty) ในครั้งนี้ ถือเป็นความร่วมมือในการพัฒนาเชิงพื้นที่เพื่อปรับเปลี่ยนและยกระดับผู้ประกอบการให้ก้าวทันพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้น โดย ดีพร้อม ได้บูรณาการความร่วมมือกับกลุ่มจังหวัดภาคเหนือ เพื่อยกระดับศักยภาพของผู้ประกอบการภาคเกษตรอุตสาหกรรมในกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 และผลักดันการบริหารจัดการผลผลิตหรือวัตถุดิบเหลือใช้ให้เกิดการหมุนเวียนทรัพยากรที่มีอยู่อย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด โดยการสร้างมูลค่าเพิ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ (Value Creation)

จากผลผลิตหรือวัตถุดิบเหลือใช้จากห่วงโซ่การผลิตอาหาร มุ่งเน้นเจาะตลาดเฉพาะกลุ่ม (Vegan Trend) สร้างสรรค์สินค้าที่ตอบโจทย์กระแสนิยมของผู้บริโภคยุคใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพและสิ่งแวดล้อม พร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนสู่
ZERO WASTE โดย ดีพร้อม ตั้งเป้าผลักดันผลิตภัณฑ์อาหารและความงามอัพไซเคิล จำนวน 20 ผลิตภัณฑ์
จากอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพในพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 (เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ลำพูน และลำปาง)
ผ่านการให้คำปรึกษาแนะนำเชิงลึกด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารอัพไซเคิล (Upcycled Food) และผลิตภัณฑ์ความงามอัพไซเคิล (Upcycled Beauty) ภายใต้แนวคิดการสร้างความตระหนักถึงสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน
ทางธรรมชาติ สนับสนุนเศรษฐกิจหมุนเวียน ร่วมกับกระแสนิยมของผู้บริโภคที่ใส่ใจรักสุขภาพเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่ม “Vegan” สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์โดยประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ร่วมกับการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างคุ้มค่าด้วยวิธีการที่มีจริยธรรม พร้อมทั้งนำผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการพัฒนาเข้าทดสอบตลาด (Market Testing) สร้างโอกาสทางการตลาด โดยคาดการณ์ว่าจะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้สูงถึงกว่า 20.35 ล้านบาท

นายวีรพงศ์ ฤทธิ์รอด รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวเพิ่มเติมว่า กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 ประกอบด้วยจังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง และแม่ฮ่องสอน มีการขยายตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ทั้งภาคการผลิต ภาคการบริการ รวมถึงภาคการเกษตร ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมหลักของภาคเหนือด้วยภูมิประเทศที่มีความอุดมสมบูรณ์เอื้อต่อการทำการเกษตรกรรม ทำให้มีผลผลิตทางการเกษตรจำนวนมากส่งผลให้เกิดการนำผลผลิตทางการเกษตรไปแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่ม แต่เนื่องจากอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปนั้นในกระบวนผลิตมีการใช้วัตถุดิบอยู่ในเกณฑ์สูง แต่ประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรในการผลิตสินค้ายังอยู่ในระดับต่ำ และมีการใช้วัตถุดิบอย่างสิ้นเปลืองและสร้างมูลค่าเพิ่มได้น้อยกว่าที่ควร ทำให้เกิดวัตถุดิบเหลือใช้หรือผลผลิตพลอยได้ (By-Product) จากกระบวนการผลิตอาหาร นอกจากนี้ ยังมีวิกฤตจากการสูญเสียอาหาร (Food Loss) ที่เกิดขึ้นในห่วงโซ่การผลิต ซึ่งเกี่ยวข้องกับผู้ประกอบการในภาคการผลิตโดยตรง ก่อให้เกิดขยะอาหารเป็นจำนวนมาก

ด้วยเงื่อนไขด้านมาตรฐานอาหารที่สูง ทำให้ต้องคัดเลือกและทิ้งส่วนที่ไม่ต้องการเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้เกิดผลผลิตทางการเกษตรที่มีมูลค่าต่ำ หรือตกเกรด เนื่องจากรูปทรง สี ขนาด หรือลักษณะอื่นใดที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐาน
ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นวัตถุดิบที่ไม่ถูกส่งผ่านไปเพื่อการบริโภคก่อให้เกิดปัญหาของเสียและมลพิษ ส่งผลกระทบต่อธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมตามมา อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับกิจกรรมที่เน้นความยั่งยืน คือ ผลตอบแทนทางสังคมและสิ่งแวดล้อม (SROI) ซึ่งเป็นการสร้างคุณค่าที่ไม่สามารถวัดเป็นตัวเงินได้ทั้งหมด และคาดว่ากิจกรรมนี้จะมีส่วนช่วยลดปริมาณวัตถุดิบเหลือใช้ (By-Product) และ Food Loss ที่ต้องนำไปกำจัดในแต่ละปีอย่างมีนัยสำคัญ นำไปสู่การลดภาระค่าใช้จ่ายในการจัดการขยะ และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเป็นผลตอบแทนต่อสิ่งแวดล้อมของกลุ่มจังหวัดโดยตรง และหวังเป็นอย่างยิ่งจากความสำเร็จของการดำเนินกิจกรรมนี้ จะสามารถขยายผลไปสู่ผู้ประกอบการในพื้นที่ให้ตื่นตัวเพิ่มขึ้นและสามารถสร้างสายการผลิตผลิตภัณฑ์ในลักษณะที่เป็นผลิตภัณฑ์ทางเลือกแห่งอนาคตเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเป็นการขยายตัวการดำเนินธุรกิจอันจะนำไปสู่การสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจของภูมิภาคให้ขยายตัวสูงขึ้นตามไปด้วย

 

เชียงใหม่ ม.แม่โจ้ เตรียมจัดประชุมวิชาการและนิทรรศการ ครั้งที่ 12 และงานเกษตรแม่โจ้ ภายใต้แนวคิด ทรัพยากรไทย หวนดูทรัพย์สิ่งสินตน (คลิป)

หาวิทยาลัยแม่โจ้ ร่วมกับจังหวัดเชียงใหม่ เตรียมจัดประชุมวิชาการและนิทรรศการ ครั้งที่ 12 และงานเกษตรแม่โจ้ ภายใต้แนวคิด ทรัพยากรไทย หวนดูทรัพย์สิ่งสินตน เริ่มวันที่ 4-10 พฤศจิกายน นี้


วันนี้ (15 ต.ค. 68) ที่สนามกีฬาอินทนิล มหาวิทยาลัยแม่โจ้ นายชัชวาลย์ ปัญญา รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ และ รองศาสตราจารย์ ดร.วีระพล ทองมา อธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ร่วมกันแถลงถึงการเตรียมความพร้อมในการจัดประชุมวิชาการและนิทรรศการ ครั้งที่ 12 ที่มหาวิทยาลัยแม่โจ้ร่วมกับยังหวัดเชียงใหม่ เตรียมจัดขึ้นระหว่างวันที่ 4-10 พฤศจิกายน 2568 ณ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่

สำหรับการจัดประชุมวิชาการและนิทรรศการในครั้งนี้ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ร่วมกับจังหวัดเชียงใหม่จัดขึ้นภายใต้แนวคิด ทรัพยากรไทย : หวนดูทรัพย์สิ่งสินตน เพื่อเทิดพระเกียรติในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 70 พรรษา สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และเปิดโอกาสให้เยาวชน ประชาชน นักวิชาการ ภาคเอกชน และผู้กำหนดนโยบายได้ตระหนักถึงคุณค่าและศักยภาพของทรัพยากรไทย เพื่อการพัฒนาประเทศอย่างสร้างสรรค์และยั่งยืน ตลอดจนเป็นการเฉลิมฉลองในโอกาสที่มหาวิทยาลัยแม่โจ้ครบรอบ 90 ปี อันเป็นหมุดหมายแห่งความภาคภูมิใจและการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

ภายในงาน จะมีการจัดนิทรรศการพิเศษ “หวนดูทรัพย์สิ่งสินตน อพ.สธ. มหาวิทยาลัยแม่โจ้” ภายใต้แนวคิด “รากแก้วมั่นคงมั่งคั่ง” สะท้อนบทบาทของมหาวิทยาลัยด้านการเกษตรที่เก่าแก่และมั่นคงของประเทศไทย ซึ่งก่อตั้งมา ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2477 จากโรงเรียนครูประถมกสิกรรมภาคเหนือ จนพัฒนาเป็นมหาวิทยาลัยแม่โจ้ในปัจจุบัน

อีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญคือ “งานเกษตรแม่โจ้” มหกรรมต้นไม้ ผลิตภัณฑ์เกษตร สินค้าชุมชน ร้านอาหาร และการแสดงศิลปวัฒนธรรม จากสถานศึกษาและศิลปินรับเชิญ ตลอด 7 วัน 7 คืน นอกจากนี้ยังมีการประชุมวิชาการและนิทรรศการงานสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน 98 โรงเรียน การประชุมและนิทรรศการงานฐานทรัพยากรท้องถิ่น 38 หน่วยงาน การจัดนิทรรศการหน่วยงานสนองพระราชดำริฯ 126 หน่วยงาน การประชุมชมรมคณะปฏิบัติงานวิทยาการ อพ.สธ. และแปลงสาธิตและฐานการเรียนรู้ด้านการเกษตร

เชียงใหม่ เทศบาลตำบลแม่คือ อำเภอดอยสะเก็ด จัดพิธี “สืบชะตาหลวง” เสริมสิริมงคลให้บ้านเมืองและประชาชน(คลิป)

เทศบาลตำบลแม่คือ อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ จัดพิธี “สืบชะตาหลวง” เสริมสิริมงคลให้บ้านเมืองและประชาชน

วันนี้(13 ตค.68)  เทศบาลตำบลแม่คือ อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ ได้มีการจัดพิธี “สืบชะตาหลวง” ตามประเพณีล้านนาอันเก่าแก่ เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ประชาชนและบ้านเมือง โดยมี นายวิศิษฐ์ ตุ่มศิรินายกเทศมนตรีตำบลแม่คือ คณะผู้บริหาร สมาชิกสภาเทศบาล สส. สจ. กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ตลอดจนประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

พิธีสืบชะตาหลวงถือเป็นพิธีกรรมสำคัญของชาวล้านนา มีความเชื่อว่าช่วยในการต่ออายุ เสริมดวงชะตา ปัดเป่าสิ่งไม่ดี และนำความร่มเย็นเป็นสุขมาสู่ชุมชน ภายในงานมีการตั้งเครื่องสักการะ เครื่องบวงสรวง การเจริญพระพุทธมนต์ และพิธีผูกสายสิญจน์เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ผู้เข้าร่วมทุกคน

บรรยากาศภายในงานเป็นไปอย่างอบอุ่นและเปี่ยมไปด้วยศรัทธา ชาวบ้านต่างร่วมมือร่วมใจกันอนุรักษ์สืบทอดขนบธรรมเนียมอันดีงามของบรรพบุรุษให้คงอยู่สืบไป

เทศบาลตำบลแม่คือขอขอบคุณทุกภาคส่วนที่ให้การสนับสนุนและเข้าร่วมพิธีในครั้งนี้ และขออำนวยพรให้ประชาชนทุกท่านประสบแต่ความสุข ความเจริญ ตลอดปีและตลอดไป

เชียงใหม่ เตรียมระเบิดความมันส์ ‼️ ฟุตบอลการกุศล “WE LOVE MADAM PANG THE FIRST CHIANG MAI” พร้อมแล้ว 11 ตุลาคมนี้

เตรียมระเบิดความมันส์ ‼️ ฟุตบอลการกุศล “WE LOVE MADAM PANG THE FIRST CHIANG MAI” พร้อมแล้ว 11 ตุลาคมนี้

วันก่อนมีการประชุมเตรียมความพร้อมครั้งสำคัญสำหรับการจัดกิจกรรมการแข่งขัน ฟุตบอลการกุศล “WE LOVE MADAM PANG THE FIRST CHIANG MAI” ณ ห้องประชุมสำนักการช่าง เทศบาลนครเชียงใหม่ โดยมี นายณภัทร ประเสริฐดี ผอ.สำนักช่าง, นายจารุวัฒน์ วิเศษสมบัติ (อ้อม อินคา) และเจ้าหน้าที่กลุ่มงานจราจร จ.เชียงใหม่ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง ร่วมติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด

การประชุมดังกล่าวได้เน้นย้ำถึงความพร้อมในทุกด้านของสถานที่จัดแข่งขัน ณ สนามกีฬาฟุตบอลเทศบาลนครเชียงใหม่ ทั้งในส่วนของการอำนวยความสะดวกแก่ผู้เข้าชม การดูแลความปลอดภัย ตลอดจนกิจกรรมเสริมภายในสนาม เพื่อให้งานเป็นไปอย่างราบรื่นและน่าประทับใจ โดยเฉพาะกิจกรรม มินิคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดัง ที่เตรียมไว้สร้างความสนุกสนานตลอดงาน

⚽️ ทีมฟุตบอลตัวตึง พร้อมลงสนามเพื่อการกุศล

การแข่งขันในครั้งนี้ได้รับความสนใจจากทีมฟุตบอลกิตติมศักดิ์และทีมดังในพื้นที่เชียงใหม่ นำโดย: ทีมเพื่อนพ้อง-อ้อมอินคา ,ทีมสื่อมวลชน ,ทีมตำรวจ ภาค 5 ,ทีมเวียงพิงค์ 11 ,ทีม Influencer ชื่อดังของเชียงใหม่

ขอเชิญชวนชาวเชียงใหม่และผู้สนใจทุกท่านมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ “เชียงใหม่ โมเดล” และร่วมสนับสนุนการพัฒนาสนามฟุตบอลในจังหวัดเชียงใหม่ไปด้วยกัน

วันเสาร์ที่ 11 ตุลาคม 2568 เวลา: ตั้งแต่เวลา 14.00 น. เป็นต้นไป

สถานที่: สนามกีฬาฟุตบอลเทศบาลนครเชียงใหม่

การเข้าชม: เข้าชมฟรี! มาร่วมชมฟุตบอลสุดมันส์ สนุกกับมินิคอนเสิร์ต และเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนวงการฟุตบอลท้องถิ่นด้วยกัน!

 

 

เชียงใหม่ FIA ร่วมกับ ร.ย.ส.ท. ประชุมหารือกับนานาชาติ 25 ประเทศทั่วโลก กำหนดทิศทางของอุตสาหกรรมยานยนต์ (คลิป)

FIA ร่วมกับ ร.ย.ส.ท. ประชุมหารือกับนานาชาติ 25 ประเทศทั่วโลก กำหนดทิศทางของอุตสาหกรรมยานยนต์และมอเตอร์สปอร์ตในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกให้เติบโตอย่างยั่งยืน

วันนี้(8 ตค.68) ที่ โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล เชียงใหม่ แม่ปิง อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ นายโมฮัมเหม็ด เบน ซูลาเยม ประธานสมาพันธ์ยานยนต์นานาชาติ (FIA President Mohammed Ben Sulayem) นายพฤฒิรัตน์ รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ นายกราชยานยนต์สมาคมแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์ สมาคมกีฬา “ร.ย.ส.ท.” ร่วมกันเปิดการประชุมระดับภูมิภาค FIA Asia-Pacific Congress 2025 มีผู้แทนจาก 25 ประเทศ ในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ผู้บริหารระดับสูงของ FIA ผู้นำองค์กร ด้านมอเตอร์สปอร์ตและการขนส่ง หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และสื่อมวลชน จากต่างประเทศเข้าร่วม โดยหัวข้อการหารือ ในการประชุม การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ของการแข่งขันรถ ในระดับภูมิภาค การสร้างนักแข่งและบุคลากรรุ่นใหม่ ตลอดจนการส่งเสริมมาตรฐาน ความปลอดภัยในการแข่งขัน เพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน ทั่วโลก รวมทั้งการเปลี่ยนผ่าน มาเป็นยุคยานยนต์ไฟฟ้า การออกแบบเมือง และระบบขนส่งที่ยั่งยืน และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ในการเพิ่มความปลอดภัยทางถนน ซึ่งมีการประชุมระหว่างวันที่ 8 – 10 ตุลาคม 2568 โดย มีนายโมฮัมเหม็ด เบน ซูลาเยม ประธาน FIA ร่วมกับ นาย พฤฒิรัตน์ รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ นายก ร.ย.ส.ท. ร่วมกันเปิดงานดังกล่าว

นายโมฮัมเหม็ด เบน ซูลาเยม ประธานสมาพันธ์กีฬาแข่งรถนานาชาติ (FIA) กล่าวว่า “เป้าหมายการสัมมนาและพูดคุยเรื่องความปลอดภัยและการแข่งขันรถยนต์มอเตอร์สปอร์ต รวมถึงความยั่งยืน และรักษาสิ่งแวดล้อม โดยสปอร์ตยานยนต์ มีการใช้พลังงาน สะอาด ในการแข่งขันรถ ตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง จะทำให้การแข่งขันรถปล่อยควันดำลดลง รวมถึงมีการพูดคุย ในเรื่องของความปลอดภัยยานยนต์และการแข่งขันรถยนต์มอเตอร์สปอร์ต”

ในโอกาสนี้ได้ให้สัมภาษณ์ตัวแทนสื่อมวลชนสอบถามถึง การจัดการประชุมครั้งแรกที่ FIA จัดประชุมที่เชียงใหม่ อะไรคือแรงผลักดันหรือแรงบันดาลใจที่ทำให้ FIA อยากมาจัดประชุมที่เชียงใหม่ครั้งนี้

ซึ่ง นายโมฮัมเหม็ด เยน ซูลาเยม กล่าวเพิ่มเติมว่า “การประชุมในระดับนี้เริ่มจากขนาดเล็กกว่านี้มาก่อนแล้วค่อยๆ เติบโตขึ้น อย่างที่ผมกล่าวไว้ เดิมทีมีแต่ชมรมฝั่งโมบิลิตี (รถยนต์) แต่ตอนนี้มีทั้งกีฬาและโมบิลิตี ประการที่สอง เพื่อทำให้เครือข่ายแข็งแรงขึ้น เข้าถึงภูมิภาคต่างๆ ปีที่แล้ว ได้ไปที่ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และเวียดนาม สำหรับประเทศไทยก็ยอดเยี่ยม ทั้งในด้านโมบิลิตี ซึ่งต่อยอดสู่กีฬา จึงจะอยู่ในมอเตอร์สปอร์ตได้ ดังนั้นจึงเป็นสิ่งเดียวกัน เมื่อมองย้อนกลับไป ความรักในรถยนต์ ความรับผิดชอบของ FIA ต่อการป้องกันความปลอดภัยบนท้องถนน และสิ่งแวดล้อม ถือว่าเป็นความท้าทายต่อผู้ผลิตทุกคน และเป็นความท้าทายต่อสหพันธ์ด้วย เรามักพูดเสมอว่า “เราไม่ใช่ส่วนหนึ่งของปัญหา เราเป็นส่วนหนึ่งของทางออก” การมาจัดประชุมที่นี่ ร่วมกับ ราชยานยนต์สมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (ร.ย.ส.ท.) ซึ่งเป็นสมาคมที่ให้การสนับสนุนด้าน motorsport and mobility ของประเทศไทย ทำให้ได้ทำงานร่วมกันในการนำผู้คนจากทั่วภูมิภาคมาที่นี่

การประชุม การพบปะกันสำคัญมาก การได้เห็นหน้า รับฟัง พบปะ และทานอาหารร่วมกัน ก็มีคุณค่าทางด้านวัฒนธรรม ซึ่งมีสมาชิกกว่า 245 องค์กร ในด้านกีฬาและโมบิลิตีทั่วโลก และมีผู้ขับขี่ในชมรมต่าง ๆ กว่า 80 ล้านคน ดังนั้น FIA มี “ความรับผิดชอบ” ที่ต้องเข้าถึงผู้คนในแต่ละประเทศ ไม่มีคำว่า “ไซซ์เดียวใช้ได้กับทุกคน” แม้อยู่ในไทยกับเพื่อนบ้าน หากไปฟิลิปปินส์หรือประเทศใกล้เคียง วิธีการและบริบทก็แตกต่าง ไม่ใช่เพราะอยู่ในภูมิภาคเดียวกันแล้วจะเหมือนกัน คือ เหตุผลที่ต้อง “รับฟัง” ผ่านสมาชิกของและพร้อม “สนับสนุน” การให้ไอเดีย ทำงานร่วมกัน เป็นการแบ่งปันองค์ความรู้จากประเทศอื่นๆ และยังรวมถึงเงินทุนสนับสนุนจาก FIA ซึ่งสำคัญเช่นกัน แม้ว่าฟอร์มูลา วัน คือรายการแข่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเพราะเป็นจุดสูงสุด แต่สำหรับ FIA เป็นเจ้าของ ผลประโยชน์จะย้อนกลับไปยังสมาชิก”

ด้าน “ความยั่งยืน” นายโมฮัมเหม็ด เบน ซูลาเยม กล่าวต่อว่า “ตอนนี้ยังมีความไม่แน่นอนทิศทางของโมบิลิตีจะไปทางไหน จะเป็นไฟฟ้าล้วนหรือไม่? ถ้าเป็นไฟฟ้าล้วน ตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง แล้วตรวจสอบดู มันใช่คำตอบหรือเปล่า แล้วจะทำอย่างไรกับโคบอลต์และแบตเตอรี่ลิเธียมหลังหมดอายุ? จีนกำลังก้าวนำอยู่ตอนนี้ ผมเชื่อว่าเวลาตั้งเป้าหมายด้านความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อม อาจสมเหตุสมผลกว่าหาก “ตั้งโจทย์ให้ผู้ผลิต” ว่า “เราต้องการไปให้ถึงระดับนี้” จะ “อย่างไร” ให้เป็นความท้าทายของพวกเขา แต่การบังคับให้ไปทางไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว ผมไม่เชื่อว่านั่นคือทางออกเดียว มีทางเลือกมากมาย มีไฮบริด มีเชื้อเพลิงบางประเภทแทนน้ำมันฟอสซิล ไบโอฟิวเอล เชื้อเพลิงสังเคราะห์ และเชื้อเพลิงยั่งยืน และนั่นคือสิ่งที่เรากำลังใช้ในพีระมิดของมอเตอร์สปอร์ต ผมเพิ่งดูแข่งรถบรรทุก น่าทึ่งมากที่เห็นแข่งโดยไม่มีควันดำ เพราะใช้เชื้อเพลิงยั่งยืน! ดังนั้น การทำงานร่วมกับทีมและรับฟังพวกเขา ในฝั่งโมบิลิตี ก็ท้าทายเช่นกัน เพราะเชื้อเพลิงที่ใช้ในมอเตอร์สปอร์ตจะถูกนำไปใช้ในโมบิลิตีด้วย จะทำให้มีเครื่องยนต์ที่มีประสิทธิภาพที่สุดในโลก ฟอร์มูลา วัน มีประสิทธิภาพถึง 60% เทคโนโลยีนั้นมีอยู่แล้ว เพียงแต่เราต้องการให้ผู้ผลิตที่ทำงานกับเรา มอบยานยนต์ที่เข้าถึงได้ ยั่งยืน และเชื่อถือได้แก่ผู้บริโภค และมันทำได้จริง แต่ความท้าทายไม่มีวันหยุด

ผู้สื่อข่าวได้สอบถามเพิ่มเติมประเด็น ด้านเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่นำเข้าสู่มอเตอร์สปอร์ตผ่าน FIA เรื่องนวัตกรรมดิจิทัล เช่น AI ซึ่งกำลังมาแรงมาก โดยเฉพาะในไทย เราจะได้เห็นการนำ AI มาใช้ในงานของ FIA อย่างไรบ้าง?

นายโมฮัมเหม็ด เยน ซูลาเยม กล่าวว่า ได้หารือและตระหนักว่า AI สามารถใช้ในทางบวกได้ ในเรื่องกรรมการพิจารณาเหตุ (Stewards) มีความท้าทายใหญ่ สจ๊วตต้องยุติธรรม กระตือรือร้น และถูกตรวจสอบตลอดเวลา (*สจ๊วต = เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบในการดูแลให้การแข่งขันดำเนินไปอย่างยุติธรรมและปลอดภัย) จึงมีการนำสิ่งที่เรียกว่า “ROC” มาใช้เป็นครั้งแรก ซึ่งจำเป็นต้องยกระดับให้สอดคล้องกับความต้องการของแชมเปียนชิพ ความต้องการคือการตัดสินที่ดียิ่งขึ้น และผู้อำนวยการการแข่งขันที่ดียิ่งขึ้น ตอนนี้มี “เส้นทาง” ให้คนรุ่นใหม่จากทั่วโลก ไทย เอเชีย แอฟริกา—มีสมองที่ยอดเยี่ยมอยู่ทุกที่ถ้าไม่เอื้อมไปหา เขาอาจไม่มีโอกาสแสดงศักยภาพ จากนั้นฝึกอบรม และใช้เทคโนโลยี ROC—ศูนย์ควบคุมระยะไกลในสหราชอาณาจักร เป็นปฏิบัติการขนาดใหญ่ ซึ่งจะพร้อมใช้ปีหน้า

มี 2 วัตถุประสงค์ คือ ช่วยด้านการฝึกอบรม และทำให้มั่นใจว่าเรายุติธรรมและตัดสินได้ถูกต้องเมื่อเกี่ยวกับนักแข่ง อีกส่วน—AI เข้ามาตรงไหน? เมื่อใช้ AI จะทำให้ทราบว่า “คำตัดสินแบบไหนดีที่สุด” ในสถานการณ์หนึ่ง ๆ สามารถป้อนข้อมูลทั้งหมดแล้วดูได้ว่าแนวทางตัดสินที่เหมาะสมที่สุดคืออะไร สุดท้ายแล้ว “มนุษย์” ทดแทนไม่ได้ สำหรับเราแล้ว เราใช้ AI อย่างไรนั้น ยกตัวอย่างแชมเปียนชิพยอดนิยมที่สุด ฟอร์มูลา วัน จะเห็นประเด็นร้องเรียนต่าง ๆ เช่น การปะทะ การโดนโทษ 5 หรือ 10 วินาที ตรงนี้น่าจะผ่อนปรนให้พวกเขาบ้าง แล้วบอกว่า “ทำสิ่งที่คุณทำได้ดีที่สุดคือการแข่ง!” แล้วเราจะจัดการส่วนของเราให้น่าดูยิ่งขึ้น คุณจะได้ชมการแข่งขันที่สนุกกว่า ดังนั้น AI จะช่วยลดความผิดพลาดที่มนุษย์อาจทำ และช่วยสนับสนุนมนุษย์ในการตัดสินใจ

ผู้สื่อข่าวถาม ทุกวันนี้มอเตอร์สปอร์ตเติบโตมาก เรามีประวัติศาสตร์อยู่แล้ว และกำลังสร้างต่อเนื่องในไทย โดยเฉพาะกระแสของ “อเล็กซ์ อัลบอน” ในฟอร์มูลา วัน อยากทราบว่าอยากบอกอะไรกับเยาวชนไทยที่ภาคภูมิใจกับ FIA และกำลังก้าวสู่ความท้าทายในมอเตอร์สปอร์ตบ้าง

นายโมฮัมเหม็ด เยน ซูลาเยม ประธานสมาพันธ์ยานยนต์นานาชาติ (FIA) กล่าวว่า อันดับแรก เหมือนกีฬาอื่นๆ อย่ายอมแพ้ แต่อีกด้าน คุณต้องมีเครื่องมือ และต้องทำให้มอเตอร์สปอร์ตเข้าถึงได้ การเข้าถึงเกิดจากความสามารถในการจ่าย และด้วยธรรมชาติของกีฬามีค่าใช้จ่ายสูง ยกตัวอย่างเมื่อพูดถึงอัลบอน เขาเข้าสู่วงการอย่างไร ผ่านคาร์ทติ้งและระดับรากหญ้า ใครจะสามารถจ่ายราว 300,000 ดอลลาร์สหรัฐเพื่อให้ลูกลงแข่งหนึ่งปีได้บ้าง ในยุโรปแพงมาก ดังนั้น FIA จึงมีความรับผิดชอบต่อเรื่องนี้ เราจึงเริ่มจากฐานราก ซึ่งมีสองเส้นทาง มี “ครอสคาร์” สำหรับพื้นกรวดไปสู่แรลลี่ และมี “คาร์ทติ้ง” สำหรับไปสู่การแข่งขันทางเรียบ ครอสคาร์เริ่มราว 8,000 ยูโร แต่ต่อมาพุ่งเป็น 30,000 ยูโร ไม่ใช่ราคาที่เข้าถึงได้ สิ่งที่เราทำคือปล่อยแบบพิมพ์เขียว และกำหนดข้อกำหนดความปลอดภัยจากนั้นผ่าน ASN (สมาคมกีฬายานยนต์แห่งชาติ) อย่าง RAAT ที่อยู่ในประเทศไทย สามารถคอยกำกับดูแลให้สามารถผลิตได้ในประเทศไม่ต้องนำเข้า ต้นทุนจึงลดลงไม่มีภาษีนำเข้า ไม่มีค่าเดินทาง และใช้แรงงานในประเทศของคุณเอง ในแอฟริกาและเอเชีย พิสูจน์แล้วว่าเข้าถึงได้มากขึ้น เหลือประมาณหนึ่งในสามของราคาเดิม นี่คือภาพรวมที่เห็น ความสมดุลยังไม่ดีนัก จีนกับอินเดียรวมกัน 2.8 พันล้านคน รวมประเทศอื่น ๆ ในเอเชียก็เกิน 3 พันล้าน แต่ถ้ามองจำนวนไลเซนส์แข่งขัน ยังน้อยเมื่อเทียบกัน ทว่าในยุโรป บางประเทศประชากรแค่ 6 ล้านคน แต่มีไลเซนส์แข่งขันราว 16,000 ใบ อัตราส่วนจึงไม่สมดุล ดังนั้น เราต้องการพัฒนามอเตอร์สปอร์ตด้วยการทำให้ระดับรากหญ้าเข้าถึงได้มากขึ้น นายโมฮัมเหม็ด เยน ซูลาเยม ประธานสมาพันธ์ยานยนต์นานาชาติ (FIA) กล่าว

นายพฤฒิรัตน์ รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ นายกราชยานยนต์สมาคมแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์ สมาคมกีฬา “ร.ย.ส.ท.” กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้ที่ทาง FIA เลือกประเทศไทย เป็นสถานที่จัดงานสัมมนา มอเตอร์สปอร์ต และความปลอดภัยบนถนน มีหลายประเทศเข้าร่วม ทำให้ทุกคนมารวมกลุ่ม แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ควรจะเหมือนกันทั่วโลก ที่ผ่านมาต่างคนต่างทำ ซึ่งคนที่อยู่มอเตอร์สปอร์ตจะรู้ว่าการแข่งขันยานยนต์ ไม่ใช่แข่งความเร็วอย่างเดียว เรายังเน้นความปลอดภัย ทั้งใช้หมวกกันน็อค ชุดกันไฟ เซฟตี้เบลล์ ก็มาจากการแข่งขันรถยนต์ทั้งนั้น พร้อมทั้งเชิญชวน ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เปิดรับสมัครสมาชิกใหม่ ซึ่งปัจจุบัน มีมากกว่า 5,000 คน