เชียงใหม่ ศิษย์เก่าจุฬา CU16 ร่วมกับองค์กรเครือข่าย มอบทุนกว่า 2 ล้านบาท หนุน”โครงการฝายปันน้ำใจ CU16″ สร้างฝายตามพระราชดำริในหลวง ร.9(คลิป)

ศิษย์เก่าจุฬา CU16 ร่วมกับองค์กรเครือข่าย มอบทุนกว่า 2 ล้านบาท หนุน“โครงการฝายปันน้ำใจ CU16” สร้างฝายตามพระราชดำริในหลวง ร.9 พื้นที่ อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ 104 หมู่บ้าน 93,600ฝาย เพื่ออนุรักษ์ป่าขุนน้ำให้ยั่งยืน

เมื่อเช้าวันที่ 10 มี.ค.2566 ที่ห้องประชุมชั้น 3 ศาลากลาง จ.เชียงใหม่ นายชัชวาลย์ ปัญญา รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานในการรับมอบเงินจำนวน 2,080,000 บาท จากนายพิทักษ์ ลาภปรารถนา ประธานชมรมศิษย์เก่าน้องใหม่จุฬา รุ่น 2516 พร้อมคณะศิษย์เก่า ทางนางสาวพัทธนันท์ พิทาคำ นายอำเภอแม่แจ่ม พร้อม นายณัณฐณัชช์ เกิดใหม่ ประธานชมรมกำนันผู้ใหญบ้าน อ. แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ นำกำนันผู้ใหญ่บ้านในอำเภอแม่แจ่ม มาร่วมรับเงินสนับสนุน ตาม “โครงการฝายน้ำใจ CU16”ที่ได้รับการประสานงานจากนายประชา เตรัตน์ อดีตรองปลัดกระทรวงมหาดไทย ศิษย์เก่าจุฬา รุ่น 14 ในการมอบเงินดังกล่าวยังมีภาคเอกชนสนับสนุนเงินเพิ่มอีกจำนวนหนึ่งด้วย

“โครงการฝายน้ำใจ CU16” ชมรมศิษย์เก่าน้องใหม่จุฬา รุ่น 2516 สนับสนุนการสร้างฝายตามพระราชดำริในหลวง ร.9 ที่ อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ “ชาวบ้านลงแรงพวกเราสนับสนุนรางวัลในการสร้างฝายชะลอน้ำ” การสนับสนุนสร้างกำลังใจแก่ชาวบ้าน อ.แม่แจ่ม มีวัตถุประสงค์ คือ 1. เพื่อถวายเป็นสักการะแด่ในหลวง ร.9, 2. เพื่อฟื้นฟูป่าตามแนวพระราชดำริในหลวง ร.9, 3. เพื่อดักตะกอนดินบนภูเขา และชะลอความแรงความเร็วของน้ำบนภูเขา, 4. เพื่อให้อำเภอแม่แจ่ม เป็นต้นแบบในการฟื้นฟูผืนป่าให้กับอำเภออื่นๆของประเทศ, 5. เพื่อลดการทำลายและเผาป่าของอำเภอแม่แจ่ม

ทั้งนี้การสร้างฝายใช้วัสดุจากธรรมชาติโดยใช้แรงงานจากชาวบ้านในการสร้างฝายชะลอน้ำให้ครบทั้งอำเภอแม่แจ่ม ซึ่งมี 104 หมู่บ้าน หมู่บ้านละ 900 ฝาย รวมทั้งหมด 93,600 ฝาย ทาง CU16 มอบเงินให้กับทุกหมู่บ้านๆละ 2 หมื่นบาท จำนวน 104 หมู่บ้าน รวมเป็นเงิน 2,080,000 บาท เพื่อนำไปต่อยอดในการดูแลฝาย และนำไปใช้ประโยชน์พัฒนาในแต่ละหมู่บ้านต่อไป

เชียงใหม่ พระมหาอาวรณ์ ภูริปัญโญแห่งม่อนพญานาคราช เข้าปฏิบัติอัปปนาสมาบัติ เป็นเวลา 3 วันในโลงแก้ว(คลิป)

พระมหาอาวรณ์ เจ้าสำนักธรรมสถาน ม่อนพญานาคราช อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ พระสงฆ์รูปเดียวในล้านนา เข้าสมาธิ อัปปนาสมาธิ ท่านอน สีหไสยาสน์ ตะแครงขวา ในโลงแก้ว ในหอพระกรรมฐานกลางน้ำ แยกกาย แยกจิต ไร้ รูป รส กลิ่น เสียง โดยไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ นาน 35 ชั่วโมง ซึ่งในปีนี้ นักท่องเที่ยวชาวจีนที่เลื่อมใสศรัทธา ต่างเดินทางมาร่วมพิธีจำนวนมาก

เมื่อค่ำวันนี้(10 มี.ค.) พระมหาอาวรณ์ ภูริปัญโญ เจ้าสำนักธรรมสถานม่อนพญานาคราช บ้านแม่เลน อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ ร่วมสวดมนต์ทำวัตรเย็น และให้ศีลให้พร กับบรรดาลูกศิษย์ลูกหา ที่มาร่วมปฏิบัติธรรม ก่อนจะเข้าไปนอนในโลงแก้ว กุฎิกลางน้ำ ปฎิบัติกรรมฐาน อัปปนาสมาธิในท่า – นอน สีหไสยาสน์ คะแครงขวา จากนั้นปิดประตูล็อคกุญแจ ห้ามออกห้ามเข้า ถอนสะพานที่ข้ามน้ำออก เป็นเวลา 3 วันหรือ 35 ชั่วโมง โดยในปีนี้นักท่องเที่ยวชาวจีนที่เลื่อมใสศรัทธาต่างเดินทางมาร่วมในพิธีนี้จำนวนมาก

อัปปนาสมาธิ เป็นการเข้าสมาธิจากฌานจิต แยกกายแยกจิต จนพ้นจาก รูป รส กลิ่น เสียง โดยการเข้าสมาธิ จะไม่มีการฉันท์อาหารไม่ดื่มน้ำแม้แต่หยดเดียว ไม่เข้าห้องน้ำไม่ขับถ่าย หรือไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ อยู่ในสมาธิท่าเดิม ตั้งแต่ช่วงค่ำวันที่ 10 มีนาคม 2566 จนถึงเช้าของวันที่ 12 มีนาคม 2566 เวลา 6.39 น. เมื่อครบกำหนด ออกจากฌานสมาธิ ลูกศิษย์ไปเปิดประตูกุฎิที่ล็อคกุญแจประตูไว้ ให้ออกมารับผ้าไตรจีวร เครื่องอัฐบริขาร จากลูกศิษย์ เพื่อสรงน้ำ และฉัทน์อาหารมื้อแรก และออกบิณบาตรกับศรัทธาญาติโยม ที่มารอใส่บาตร ซึ่งจะมีพิธีปีละครั้งทำมาเป็นปีที่ 7 แล้ว

ทั้งนี้พระมหาอาวรณ์ ได้กล่าวกับลูกศิษย์ลูกหา ก่อนเข้าอัปปนาสมาธิว่า เพื่อถวายเป็นพุทธบูชาและอุทิศบุญกุศลให้กับพญานาค ที่เฝ้าในสถานที่ตั้งของธรรมสถานม่อนพญานาคแห่งนี้ และขอบุญกุศลที่ทำสมาธิ ให้กับบรรดาลูกศิษย์ทุกคนด้วย และหากในอนาคต ท่านละสังขาร ได้สั่งเสียให้กับลูกศิษย์ ไม่ให้เผา ขอให้นำสังขารใส่ในโลงแก้วนี้ เพื่อขอเฝ้าสถานปฎิบัติธรรมแห่งนี้ ซึ่งการเข้าพระกรรมฐาน อัปปนาสมาธิ ที่ได้ร่ำเรียนมาจากพระอาจารย์ จะอยู่ได้นานแค่ 35 ชั่วโมงหรือไม่เกิน 36 ชั่วโมง หากเกินกว่านั้นร่างกายจะเป็นอัมพฤกษ์อัมพาต หรือโลหิตไหลเวียนผิดปกติ

เชียงใหม่ รวมพลังภาคีเครือข่ายควบคุมยาสูบ 17 จังหวัดภาคเหนือ ร่วมประกาศเจตนารมณ์ “คนเหนือไม่เอาบุหรี่ไฟฟ้า”(คลิป)

รวมพลังภาคีเครือข่ายควบคุมยาสูบ 17 จังหวัดภาคเหนือ ร่วมประกาศเจตนารมณ์ “คนเหนือไม่เอาบุหรี่ไฟฟ้า”

 

เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2566 รองพ่อเมืองเชียงใหม่ เป็นประธานในการกล่าวนำภาคีเครือข่ายควบคุมยาสูบภาคเหนือ 17 จังหวัด กว่า 200 คน ร่วมประกาศเจตนารมณ์ “คนเหนือไม่เอาบุหรี่ไฟฟ้า” ในงานสัมมนาเรื่อง “คนเหนือไม่เอาบุหรี่ไฟฟ้า” ซึ่งจัดขึ้นที่ โรงแรมเมอเวนพิค สุริวงศ์ เชียงใหม่ ย้ำจุดยืน คนเหนือ จะร่วมมือกันรณรงค์ป้องกันประชาชนภาคเหนือทุกคน โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน ให้ปลอดพ้นจากการเสพติดบุหรี่และไฟฟ้าทุกรูปแบบ

นายวรวิทย์ ชัยสวัสดิ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า รู้สึกยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้เป็นประธานในการประกาศเจตนารมณ์ “คนเหนือไม่เอาบุหรี่ไฟฟ้า” ครั้งนี้ การระดมทุกภาคส่วนของภาคีเครือข่ายควบคุมยาสูบ 17 จังหวัด ภาคเหนือ ให้มาร่วมกันรณรงค์ป้องกันการเข้าถึงบุหรี่ไฟฟ้ากับกลุ่มเด็กและเยาวชนถือเป็นวาระแห่งชาติ ที่จะต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน เนื่องจากปัญหาการแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้าขยายวงกว้างไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับกลุ่มเด็กและเยาวชน โดยคำประกาศเจตนารมณ์ “คนเหนือไม่เอาบุหรี่ไฟฟ้า” มีแนวทางดังนี้ พวกเราจะร่วมมือกันรณรงค์ป้องกันประชาชนภาคเหนือทุกคน โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน ให้ปลอดพ้นจากการเสพติดบุหรี่ไฟฟ้าทุกรูปแบบ, พวกเราจะร่วมกันสร้างพื้นที่ที่ปลอดภัย โดยเฉพาะในโรงเรียน และสถานศึกษาทุกระดับ เพื่อป้องกันการเข้าถึงบุหรี่ไฟฟ้าและผลิตภัณฑ์ยาสูบทุกชนิดของเด็กและเยาวชนภาคเหนือ โดยการบังคับใช้กฎหมายการห้ามจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าอย่างเคร่งครัด, พวกเราจะร่วมกันสื่อสารข้อมูล เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับประชาชนภาคเหนือได้รับรู้ถึงอันตรายของการเสพติดบุหรี่ไฟฟ้า และรู้เท่าทันกลยุทธ์ของอุตสาหกรรมยาสูบ, พวกเราจะร่วมกันสร้างกลไกขับเคลื่อนงานของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ให้เกิดการเชื่อมประสานการทำงานในเรื่องนี้อย่างเป็นรูปธรรมต่อเนื่อง, พวกเราจะดำเนินการป้องกันการเข้าถึงบุหรี่ไฟฟ้าให้เป็นวาระแห่งชาติ และประกาศเจตจำนงที่ชัดเจนในการสนับสนุนให้รัฐบาลคงนโยบาย และมาตรการในการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดไว้

ทางด้าน ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ ประธานมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ เปิดเผยว่า จากข้อมูลการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติปี พ.ศ.2564 พบว่า อัตราการสูบบุหรี่ของคนไทยล่าสุดของประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไปเท่ากับ ร้อยละ 17.4 มีจำนวนผู้สูบบุหรี่เท่ากับ 9.9 ล้านคน หากมองภาพรวมของประเทศ ลดลงจากรอบสำรวจที่ผ่านมา แต่ที่ยังน่าเป็นห่วง คือ ยังมีปัญหาการแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้าขยายวงกว้างไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับกลุ่มเด็กและเยาวชน ซึ่งมีความเสี่ยงสูงที่เด็กและเยาวชนที่สูบบุหรี่ไฟฟ้า จะเกิดการเสพติดนิโคติน สารเสพติดตัวเดียวกันกับที่มีอยู่ในบุหรี่ธรรมดาไปตลอดชีวิต

ถึงแม้ว่าขณะนี้ ประเทศไทยได้มีประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง กำหนดให้บารากู่และบารากู่ไฟฟ้าหรือบุหรี่ไฟฟ้าเป็นสินค้าที่ต้องห้ามในการนำเข้ามาในราชอาณาจักร พ.ศ.2557 และ ประกาศของคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค คำสั่งที่ 9/2558 เรื่อง ห้ามขายหรือห้ามให้บริการสินค้า “บารากู่ บารากู่ไฟฟ้าหรือบุหรี่ไฟฟ้า หรือตัวยาบารากู่ น้ำยาสำหรับเติมบารากู่ไฟฟ้าหรือบุหรี่ไฟฟ้า”


แต่อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวยังมีปัญหาทำให้บุหรี่ไฟฟ้าสามารถเข้าถึงได้ง่ายทั้งทางตรงและออนไลน์ และที่สำคัญอุตสาหกรรมยาสูบได้พยายามอย่างมากในการวิ่งเต้นผ่านผู้กำหนดนโยบายเพื่อให้ยกเลิกกฎหมายข้างต้น ซึ่งบทเรียนจากหลายประเทศที่ไม่ได้ห้ามขายบุหรี่ไฟฟ้า ต้องประสบปัญหาอัตราการสูบบุหรี่ไฟฟ้าในกลุ่มเด็กและเยาวชนเพิ่มสูงขึ้นอย่างน่าเป็นห่วง จนเป็นสาเหตุให้หลาย ๆ ประเทศต้องออกกฎหมายห้ามบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งจากข้อมูลผลการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2564 พบว่า ประชากรไทยที่สูบบุหรี่ไฟฟ้า มีจำนวน 78,742 คน คิดเป็นอัตรา 0.14% ของประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป ที่มีจำนวนทั้งหมด 57 ล้านคน เป็นคนที่สูบทุกวัน 40,724 คน และสูบแบบไม่ทุกวัน 38,018 คน โดยผู้ที่สูบบุหรี่ไฟฟ้า 24,050 คน อายุระหว่าง 15-24 ปี ในขณะที่ภาคเหนือ มีผู้สูบบุหรี่ทั้งสิ้น 1.5 ล้านคน คิดเป็น 15.6% ของประชากรภาคเหนือทั้งหมด ซึ่งถือเป็นภาคที่มีอัตราการสูบบุหรี่ต่ำสุดในประเทศไทย แต่ถึงกระนั้น สถานการณ์การสูบบุหรี่ไฟฟ้าในเด็กและเยาวชนเริ่มแพร่ระบาดอย่างหนัก เด็กและเยาวชนเริ่มสูบบุหรี่ไฟฟ้ากันอย่างเปิดเผยดังที่กล่าวข้างต้น

ศ.นพ. ประกิต กล่าวเพิ่มเติมว่า การสัมมนาเรื่อง “คนเหนือไม่เอาบุหรี่ไฟฟ้า” วันนี้ มีตัวแทนภาคีเครือข่ายควบคุมยาสูบภาคเหนือจากทุกภาคส่วนเข้าร่วม อาทิเช่น พญ.เสาวนีย์ วิบุลสันติ ผอ.สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 1 เชียงใหม่, นางพัชรากาญจน์ คงทวีพันธ์ รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่, พล.ต.ท.ปิยะ ต๊ะวิชัย ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5, ตัวแทนสื่อมวลชนศูนย์ข่าวปลอดควันภาคเหนือ, ตัวแทนเครือข่ายครูเพื่อโรงเรียนปลอดบุหรี่, ตัวแทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นปลอดบุหรี่, ตัวแทนสมาพันธ์เครือข่ายแห่งชาติเพื่อสังคมไทยปลอดบุหรี่, ตัวแทนเยาวชน Gen Z Gen Strong เลือกไม่สูบ ดังนั้นตนจึงขอเชิญชวนทุกท่าน ร่วมกันสื่อสาร ให้ประชาชนมีความรู้และเข้าใจในอันตรายของการเสพติดบุหรี่ไฟฟ้า และแสดงเจตจำนงในการร่วมกันปกป้องเด็ก เยาวชน และคุ้มครองสุขภาพของคนเหนือให้ปลอดพ้นจากการเสพติดบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า


หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมกรุณาติดต่อ 02-278-1828.

มุกดาหาร อำเภอหนองสูงจัดงานวันรวมพลังสตรี สามัคคีชาวเมืองหนองสูง

อำเภอหนองสูง จังหวัดมุกดาหาร จัดงานวันรวมพลังสตรี สามัคคีชาวเมืองหนองสูง

9 มีนาคม 2566 เวลา 17.00 น. นางอัญชลี กัลมาพิจิตร บุญณราช นายกเหล่ากาชาดจังหวัดมุกดาหาร ร่วมเสวนา “สองมือแม่นี้ที่สร้างโลก” และเปิดงานวันรวมพลังสตรี สามัคคีชาวเมืองหนองสูง โดยมีเหล่ากาชาดจังหวัดมุกดาหาร ส่วนราชการ คณะกรรมการพัฒนาสตรีฯและชาวอำเภอหนองสูงร่วมงาน ณ บริเวณริมหนองน้ำสาธารณะหนองสูง อำเภอหนองสูง

นางอัญชลี กัลมาพิจิตร บุญณราช นายกเหล่ากาชาดจังหวัดมุกดาหาร กล่าวว่าในสังคมปัจจุบันสังคมไทยให้ความเสมอภาคระหว่างชาย/ หญิง แทบทุกเรื่อง และมีสุภาพสตรีเป็นจำนวนมาก ที่มีบทบาทโดดเด่นในการมีส่วนร่วม ริเริ่มสร้างสรรค์การพัฒนาท้องถิ่น ชุมชน ตลอดจนประเทศชาติ จนเป็นที่ยอมรับของสังคม
การจัดงานวันรวมพลังสตรี สามัคคีชาวเมืองหนองสูง” จะได้ช่วยให้การพัฒนาศักยภาพสตรี เป็นพลังของการพัฒนาที่ยั่งยืนและ มีส่วนร่วมในการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม

นางนวลมณี จันปุ่ม ประธานคณะกรรมการพัฒนาสตรีอำเภอหนองสูงกล่าวว่า การจัดงาน “รวมพลังสตรี สามัคคีชาวเมืองหนองสูง” คณะกรรมการพัฒนาสตรีอำเภอหนองสูงร่วมกับสำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอ
หนองสูง และภาคีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้กำหนดจัดกิจกรรม “รวมพลังสตรี สามัคคีชาวเมืองหนองสูง” ประจำปี 2566 โดยมีองค์กรเครือข่ายสตรีจากทุกตำบล จำนวน 6 ตำบลร่วมแสดวงออกถึงพลังความสามัคคีความสามารถและความรับผิดชอบและกระตุ้นให้ทุกภาคส่วนได้ตระหนักในความสำคัญของสตรี และมีส่วนร่วมในการส่งเสริมสนับสนุนการจัดกิจกรรมของสตรี ต่อไป

ข่าว – วันวิภา แพงแก้ว ประชาสัมพันธ์จังหวัดมุกดาหาร
ภาพ-ณัฐรัชต์ หงษ์คำ
#สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดมุกดาหาร

เชียงใหม่ ม.แม่โจ้ จัดพิธีลงนามอนุญาตให้ใช้สิทธิผลงานวิจัย พร้อมต่อยอดเชิงพาณิชย์เตรียมสร้างผลิตภัณฑ์คุณภาพ (คลิป)

ม.แม่โจ้ จัดพิธีลงนามอนุญาตให้ใช้สิทธิผลงานวิจัย พร้อมต่อยอดเชิงพาณิชย์เตรียมสร้างผลิตภัณฑ์คุณภาพ

วันนี้ (9 มี.ค. 66) อุทยานวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีการเกษตรและอาหาร (MAP) มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จัดให้มีพิธีลงนามอนุญาตให้ใช้สิทธิในผลงานวิจัย ระหว่าง มหาวิทยาลัยแม่โจ้ กับ บริษัท อุตสาหกรรม เทคโนโลยีชีวภาพ (ประเทศไทย) จำกัด โดยได้รับเกียรติจาก รองศาสตราจารย์ ดร.เกรียงศักดิ์ ศรีเงินยวง รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่โจ้ เป็นประธานและกล่าวต้อนรับ โดยมี รองศาสตราจารย์จักรพงษ์ พิมพ์พิมล รก.รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่โจ้ กล่าวรายงาน ณ Co-Working Space สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยแม่โจ้

รองศาสตราจารย์ ดร.เกรียงศักดิ์ ศรีเงินยวง รองอธิการบดี กล่าวว่า “การลงนามสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในผลงานวิจัย ภายใต้แนวคิดโดยการนำนวัตกรรมไปใช้ในเชิงธุรกิจ โดยการเชื่อมโยงองค์ความรู้และภูมิปัญญาจากผลงานวิจัยให้สามารถนำไปต่อยอดและขยายผลให้เกิดประโยชน์ได้อย่างเป็นรูปธรรม เป็นการประกาศเกียรติคุณสำหรับนักวิจัยและผู้ประกอบการที่มีส่วนส่งเสริมสนับสนุนให้มีนำผลงานวิจัยสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมของมหาวิทยาลัยไปสู่ภาคธุรกิจอย่างมีศักยภาพ ขอบขอบคุณ บริษัท อุตสาหกรรม เทคโนโลยีซีวภาพ (ประเทศไทย) จำกัด ที่เห็นถึงคุณค่าของผลงานวิจัยของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ และนักวิจัยที่ร่วมทุ่มเทสร้างงานวิจัยคุณภาพ จนได้เข้าร่วมลงนามในสัญญาอนุญาตใช้สิทธิ ที่ภาคเอกชนนำไปต่อยอดใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้อย่างเป็นรูปธรรม และการแสดงผลิตภัณฑ์ต้นแบบจากบริษัทที่จะถูกผลิตและจำหน่ายออกสู่ตลาดต่อไปในอนาคต ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ยินดีที่จะสนับสนุนการทำงานร่วมกับภาคเอกชนและประชาชนในรูปแบบอื่นอีก หลากหลายช่องทางเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจและชุมชนให้มีความเข้มแข็งต่อไป”

ด้าน รองศาสตราจารย์จักรพงษ์ พิมพ์พิมล รก.รองอธิการบดีกล่าวเพิ่มเติมว่า “พิธีลงนามสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในผลงานวิจัยครั้งนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของกระบวนการถ่ายทอดเทคโนโลยี (Technology Transfer)ระหว่างมหาวิทยาลัยและภาคธุรกิจ โดยความรู้และงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญ ที่จะขับเคลื่อนประเทศให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันกับนานาประเทศเพิ่มมากขึ้น ช่วยให้เศรษฐกิจเจริญเติบโต อย่างมีเสถียรภาพ ยั่งยืน มีการกระจายรายได้ไปสู่สังคมการวิจัยและพัฒนาเพื่อสร้างและต่อยอดองค์ความรู้ให้มีความเท่าทันต่อโลกสมัยใหม่ ซึ่งการลงนามสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิระหว่างมหาวิทยาลัยแม่โจ้กับบริษัท อุตสาหกรรม เทคโนโลยีชีวภาพ (ประเทศไทย) จำกัด จำนวน 3 สัญญา เป็นการต่อยอดงานวิจัยเป็นผลิตภัณฑ์คุณภาพสู่ตลาดต่อไป เวทีนี้จึงเป็นการสร้างความเข้าใจและเชื่อมโยงกันระหว่างภาครัฐภาคการศึกษา ภาคธุรกิจ และภาคประชาชน นำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน”

ผลงานวิจัยที่จะเข้าร่วมลงนามอนุญาตใช้สิทธิในผลงานครั้งนี้มี จำนวน 3 สัญญา ได้แก่เรื่อง กระบวนการผลิตถั่วเหลืองหมักด้วยหัวเชื้อผลงานโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ไพโรจน์ วงศ์พุทธิสิน และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปิยะนุช เนียมทรัพย์ สังกัด คณะวิทยาศาสตร์

เรื่อง กระบวนการผลิตอาหารเสริมซินไบโอติกส์จากวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรเพื่อเป็นอาหารเสริมในสัตว์น้ำผลงานโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อุดมลักาณ์ สมพงษ์ สังกัด คณะคณะเทคโนโลยีการประมงและทรัพยากรทางน้ำ

เรื่อง กรรมวิธีการผลิตชีวภัณฑ์ shimp premix และ MEX1 ที่มีผลต่อสุขภาพและผลผลิตของกุ้งเศรษฐกิจ และกรรมวิธีการผลิตชีวภัณฑ์ Fish premix และ THEPTM1ที่มีผลต่อการเจริญเติบโตและคุณภาพของปลานิลเศรษฐกิจ ผลงานโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จิราพร โรจน์ทินกร สังกัด คณะเทคโนโลยีการประมงและทรัพยากรทางน้ำ

นอกจากนี้ยังมีการการเสวานา หัวข้อ Inspiration Talk by TIVA การสร้างแรงบันดาลใจธุรกิจเทคโนโลยีเกษตร โดยคุณทิวา จามะรี กรรมการผู้จัดการบริษัท ทิวา อินโนเวท จำกัด ในฐานะผู้ประกอบการและศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยแม่โจ้ ซึ่งเป็นการจุดประกาย สร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ที่อยากเริ่มทำธุรกิจได้เป็นอย่างดี โดยได้รับความสนใจจากผู้ร่วมงาน ผู้ประกอบการ และสื่อมวลชนเป็นอย่างยิ่ง

เชียงใหม่ กลุ่มคนเชียงใหม่รักสถาบันร้อง กกต.เอาผิดพรรคก้าวไกล(คลิป)

กลุ่มคนเชียงใหม่รักสถาบันร้อง กกต.เอาผิดพรรคก้าวไกล เข้าข่ายผิดพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญหรือไม่ เนื่องจากเห็นว่า พรรคการเมืองอย่าง พรรคก้าวไกล ชูประเด็นเรื่องแก้ ม.112

เมื่อวันที่ 9 มี.ค.2566 ผู้สื่อข่าวรายงานที่สำนักงาน กกต.จ.เชียงใหม่ กลุ่มคนเชียงใหม่จำนวน 15-20คน ยื่นหนังสือในนามตัวแทนประชาชนที่จงรักภักดีต่อระบอบสถาบันพระมหากษัตริย์ร้อง ผอ.กกต. เชียงใหม่ตรวจสอบนโยบายของพรรคก้าวไกล ว่าเข้าข่ายผิดพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญหรือไม่ โดยเป็นหน้าที่ของ กกต. เนื่องจากเห็นว่า พรรคการเมืองอย่าง พรรคก้าวไกล ชูประเด็นเรื่องแก้ ม.112 กกต.ควรดูกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง อาจสุ่มเสี่ยงต่อการถูกยุบพรรคได้ เพราะการนำมาใช้เป็นนโยบายหาเสียงอาจทำได้ แต่ต้องไปดูกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ตรงนี้อาจสุ่มเสี่ยงต่อการถูกยุบพรรคได้

ทั้งนี้ พรบ.พรรคการเมืองด้วยว่า ขัดต่อกฎหมายหรือไม่ ซึ่งบทบัญญัติมาตรา 112 แห่งประมวลกฎหมายอาญา เป็นเพียงกฎหมายในชั้นพระราชบัญญัติ ชั้นลำดับศักดิ์กฎหมายต่ำกว่ารัฐธรรมนูญ ไม่ใช่บทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญ หมวด 2 ว่าด้วยพระมหากษัตริย์ ซึ่งมีข้อห้ามแก้ไขตามมาตรา 255 ดังนั้น นโยบายแก้ไขมาตรา 112 ที่พรรคก้าวไกลเสนอ ย่อมขัดกับรัฐธรรมนูญ

เนื่องจากมาตรา 112 คุณธรรมทางกฎหมายมุ่งคุ้มครองพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ และบัญญัติอยู่ในภาค 2 ความผิด ลักษณะ 1 หมวดความผิดเกี่ยวด้วยความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร หมวด 1 ความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3 ปีถึง 15 ปี

แต่ พรบ.ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 มาตรา 20 พรรคการเมืองมีวัตถุประสงค์เพื่อดำเนินกิจการทางการเมืองตามหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตรงนี้ แม้นโยบายพรรคก้าวไกลไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ แต่คาบเกี่ยวกับการกระทำและพฤติการณ์ “ล้มล้างการปกครอง” หรือ “ปฏิปักษ์การปกครอง” เป็นเหตุให้ยุบพรรคได้ ตามมาตรา 92 แห่ง พรป.ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560

โดย สาระสำคัญการแก้ไข มา 112 ของพรรคก้าวไกล เป็นการย้ายความผิดฐาน มาตรา 112 ออกจากหมวดความผิดต่อความมั่นคงของรัฐ ลดอัตราโทษลงอย่างมาก ไม่กำหนดโทษขั้นต่ำ รวมทั้งสามารถพิจารณาลงโทษปรับแทนการจำคุก เพื่อให้ได้สัดส่วนกับความผิด ลดโทษ จากเดิมจำคุก 3-15 ปี : แก้ไขโทษจำคุกเหลือไม่เกิน 1 ปี หรือมีเพียงโทษปรับไม่เกิน 300,000 บาท หรือทั้งจำและปรับ (สำหรับการกระทำความผิดต่อพระมหากษัตริย์) ลดโทษ จากเดิมจำคุก 3-15 ปี : แก้ไขโทษจำคุกเหลือไม่เกิน 6 เดือน หรือมีเพียงโทษปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำและปรับ (สำหรับการกระทำความผิดต่อ พระราชินี รัชทายาท ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์)


เพื่อป้องกันไม่ให้บุคคลทั่วไปนำฐานความผิดนี้ไปใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง กลั่นแกล้งผู้อื่น หรือนำไปใช้โดยไม่สุจริตจากเดิมประชาชนทั่วไปสามารถฟ้องร้องคดีนี้ได้ โดย แก้ไข้ให้เฉพาะสำนักพระราชวังเป็นผู้ร้องทุกข์ รวมถึงกำหนดให้ความผิดในลักษณะนี้เป็นความผิดอันยอมความได้ บทยกเว้นความผิดและยกเว้นโทษ โดยยกเว้นความผิด หากเป็นการติชม แสดงความคิดเห็นโดยสุจริต เพื่อรักษาไว้ซึ่งการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพื่อธำรงไว้ซึ่งรัฐธรรมนูญ หรือเพื่อประโยชน์สาธารณะ และยกเว้นโทษ หากพิสูจน์ได้ว่าข้อที่หาว่าเป็นความผิดนั้นเป็นความจริง แต่ห้ามไม่ให้พิสูจน์เรื่องความเป็นอยู่ส่วนพระองค์ “และ” การพิสูจน์ไม่เป็นประโยชน์แก่ประชาชน

เชียงใหม่ ภาคเอกชน ส่งเสริมและกระตุ้นการท่องเที่ยว บริการอำนวยความสะดวกให้บริษัททัวร์และสายการบิน นำนักท่องเที่ยวบินตรงเชียงใหม่ ไปเที่ยวทั่วเอเซีย(คลิป)

ภาคเอกชน ส่งเสริมและกระตุ้นการท่องเที่ยว หลังสถานการณ์โควิดคลี่คลาย ด้วยการบริการอำนวยความสะดวกให้บริษัททัวร์และสายการบิน นำนักท่องเที่ยวบินตรงเชียงใหม่ ไปเที่ยวทั่วเอเซีย เซีย


ตัวแทนบริษัททัวร์ท่องเที่ยว และตัวแทนบริษัทจำหน่ายตั๋วเครื่องบินในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ และพนักงานสายการบิน ร่วมสัมมนา Best to Meet you grand opening ที่มาเปิดสาขาที่จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นการแนะนำรายการขายเส้นทางประเทศกลุ่มอินโดโซน่า เวียดนาม เมียนมาร์ ลาว และแนะนำเส้นทางประเทศ ASiA สิงคโปร์ ฮ่องกง ไต้หวัน ญี่ปุ่น หลังมาเปิดสาขาที่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่ออำนวยความสะดวก ให้กับบริษัททัวร์และสายการบิน นำนักท่องเที่ยวไปเที่ยวทั่วเอเซีย หลังสถานการณ์โควิดคลี่คลาย เป็นการกระตุ้นการท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเท

นางสาว กุลชลี ปรีชญาดีกุล กรรมการผู้จัดการ Best International Travel@Agency เปิดเผยว่า ขณะนี้หลายสายบินเปิดกว้างที่มีการบินตรงเชียงใหม่ – ต่างประเทศ มากกว่า 10 ประเทศ มากกว่า 20 เส้นทาง ธุรกิจการท่องเที่ยวเริ่มเติบโตขึ้น ส่งผลให้มีบริษัททัวร์และสายการบินเชียงใหม่ ต้องการตัวแทน ที่จะอำนวยความสะดวกในการประสานงานกับต่างประเทศ จึงมาเปิดสาขาที่จังหวัดเชียงใหม่

เชียงใหม่ คณะสงฆ์และพุทธศาสนิกชนร่วมพิธียกพระเจดีย์ครอบรอยพระพุทธบาทเมืองโยนกนคร วัดพระธาตุดอยสะเก็ด (คลิป)

คณะสงฆ์และพุทธศาสนิกชนร่วมพิธียกพระเจดีย์ครอบรอยพระพุทธบาทเมืองโยนกนคร ณ ดอยพระพุทธบาท วัดพระธาตุดอยสะเก็ด พระอารามหลวง อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่

ที่วัดพระธาตุดอยสะเก็ด พรเอารามหลวง อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ คณะสงฆ์และพุทธศาสนิกชนทั่วทุกสารทิศ ต่างเดินทางมาร่วมพิธียกสรวรรณฉัตร ยอดพระเจดีย์ครอบรอยพระบาทเมืองโยนกนคร ณ ดอยพระพุทธบาท วัดพระธาตุดอยสะเก็ด พระอารามหลวง โดยพระราชโพธิวรคุณ เจ้าอาวาสวัดพระธาตุดอยสะเก็ด เจ้าคณะอำเภอดอยสะเก็ด ร่วมประกอบพิธี

สำหรับมณฑปครอบรอยพระพุทธบาท พระมหาเจดีย์ครอบรอยพระพุทธบาทเมืองโยนก บัดนี้การก่อสร้างลุล่วงมาประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์แล้วสิ้นค่าก่อสร้างไปประมาณ 70 ล้านบาท เริ่มก่อสร้างมาตั้งแต่วันที่ 21 ธันวาคม 2561 ปัจจุบัน (2566 ) เป็นเวลา 4 ปีเศษแล้ว น่าจะอีกประมาณหนึ่งปีกว่า ต้องใช้งบอีกประมาณ 30 ล้านบาท ขึ้นอยู่กับเวลาและปัจจัย เป็นช่วงตบแต่งลวดลายเขียนภาพ ปิดทอง ปรับพื้นที่บริเวณองค์พระเจดีย์ ยังมีงานที่จะต้องทำต่อไปอีกคือ งานหล่อพระพุทธรูปปางประทับรอยพระบาทและแกะสลักมณฑปครอบรอยพระพุทธบาทด้านใน ด้วยไม้สักปิดทอง ประดับด้วยฉัตรูทองคำเพชรพลอย สูงใหญ่ประมาณ 12 เมตร งบประมาณ 10 ล้านบาท

ในส่วนการค้นพบรอยพระบาท พระราชโพธิวรคุณ เจ้าอาวาสวัดพระธาตุดอยสะเก็ดพระอารามหลวง และเจ้าคณะอำเภอดอยสะเก็ด ซึ่งจำพรรษาที่วัดนี้อยู่ประมาณ 30 ปีกว่า ท่านเล่าว่าเคยได้ยินผู้เฒ่าผู้แก่เล่าให้ลูกหลานฟังต่อ ๆ กันมาว่า มีรอยพระพุทธบาทที่บนเขาดอยสะ เก็ดนี้แต่ยังไม่มีใครเคยพบเห็น จนกระทั่งวันหนึ่งประมาณปี พ.ศ.2553 ท่านฝันว่าได้เห็นแสงสว่างสวยงามมากเหมือนมีไฟมาส่องหลายดวงปรากฎขึ้นที่ยอดเขา เมื่อท่านตื่นขึ้นมา ท่านยังจำความฝันดังกล่าวนั้นได้ชัดเจน แต่ก็ยังไม่ทราบว่านิมิตฝันนั้นหมายความว่าอย่างไร

จนเมื่อวันเสาร์ที่ 20 มีนาคม (ขึ้น 5 ค่ำ เดือน 5) ปีนั้นท่านได้เดินสำรวจบริเวณป่าที่ยอดดอยสะเก็ดนี้ ซึ่งเป็นกิจวัตรปกติของท่านอยู่แล้ว เมื่อเดินมาถึงบริเวณที่จะพบรอยพระบาทนี้ ได้เห็นกองใบไม้ใหญ่สุมอยู่ก็รู้สึกเฉลียวใจว่าน่าจะมีอะไรอยู่ที่ใต้กองใบไม้นั้น จึงได้ใช้ปลายร่มเขี่ยที่กองใบไม้นั้น พอยกรมชี้ไปทางหนองบัว(สระน้ำใหญ่ที่เคยมีดอกบัว ขณะนั้นเองได้ยินเสียงแซก ๆ ตรงใบไม้แห้งจึงก้มดูเห็นตะขาบตัวเขื่องมากเลื้อยวิ่งตรงมาจนท่านต้องขยับถอยหนี เมื่อตะขาบเลื้อยหายไปแล้วท่านจึงได้เรียกอุบาสกที่ติดตามท่านมาสองคนให้ช่วยกันจัดการขนใบไม้ออกและทำความสะอาดปัดกวาดบริเวณนั้น ก็ปรากฎรอยเท้าสองรอยบนพื้นหินใต้กองใบไม้นั้น อุบาสกทั้งสองคนจึงได้ถอดเสื้อออกเช็ดถูทำความสะอาด รอยเท้าทั้งคู่จึงชัดขึ้น มีรูปพระธรรมจักรอยู่ตรงกลางรอยพระบาททั้งคู่ซึ่งกดประทับลีกลงไปในพื้นศิลา

เชียงใหม่ เตรียมนำเยาวชนคนเก่งยุวทูตวัฒนธรรมไทยเกือบ 20 คนไปแสดงที่สหรัฐอเมริกา 4 เม.ย.-12 พค.66 (คลิป)

เยาวชนคนเก่งยุวทูตวัฒนธรรมไทยและคณะครูจากโรงเรียนในจังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดเชียงราย เกือบ 20 คน แสดงขบวนบายศรีสู่ขวัญอย่างยิ่งใหญ่ และการแสดงฟ้อน 4 ยุค เพื่อนำไปเผยแพร่ ในสหรัฐอเมริกา ในการแลกเปลี่ยนภาษาและเผยแพร่วัฒนธรรม ระหว่างวันที่ 4 เมษายน – 12 พฤษภาคม 2566

ศูนย์แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมไทยจังหวัดเชียงใหม่ จัดแสดง เยาวชนยุวฑูตวัฒนธรรมไทย จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมคณะครู ในการแสดงขบวนวัฒนธรรมไทย บายศรีสู่ขวัญ พร้อมการแสดงฟ้อนของ 4 ยุค ก่อนเดินทางไปแสดงวัฒนธรรมไทย ที่ นครลอสแอนเจอลิส เมืองดีทรอยส์ มิซิแกน นครบอสตัน แมสซาซูเซต สหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 4 เม.ย.-12 พ.ค.2566 เพื่อเผยแพร่วัฒนธรรมไทย โดยมี นายวีรพงษ์ ฤทธิ์รอด รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ และนางสิริรัตน์ โอภาพ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมผู้บริหารสถานศึกษา มาทำพิธีผูกข้อมือสู่ขวัญ ตามธรรมเนียมโบราณของไทย ก่อนที่เราจะเดินทางไกล หรือเดินทางกลับมาสู่บ้านเรือน ด้วยความปลอดภัยมักนิยมผูกข้อมือสู่ขวัญ หรือรับขวัญ คณะที่จะเดินทางไปแสดงทั้งหมด 17 คน โดยมีบรรดาผู้ปกครองมาร่วมชมการแสดงและให้กำลังใจ


อาจารย์ ธันยภรณ์ จุนตระกูล ผู้อำนวยการศูนย์แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมไทยเชียงใหม่เผยว่า ปีนี้ยัง ได้รับความไว้วางใจจากสภาวัฒนธรรมไทย อีก 3 รัฐ ให้เดินทางไปแสดงในงานสงกรานต์ และงานกาล่าดินเนอร์ด้วย โดยมีการคัดเลือกเยาวชน ที่มีความสามารถทางวัฒนธรรมไทยและมารยาทไทย เดินทางไปเผยแพร่ ซึ่งเป็นรุ่นที่ 14 แล้ว การแสดงที่จะนำไปแสดง ขบวนเอิ่นขวัญ จะสื่อให้เห็นถึงความงดงามอ่อนช้อยของศิลปะวัฒนธรรมของภาคอีสาน ซึ่งมีคนภาคอีสานอาศัยเยอะ ปกติทุกปีจะเป็นธีมล้านนา การแสดงชุดนี้ ถูกบรรจุไว้แสดง ในงานกาล่าดินเนอร์ ที่เมืองดีทรอยส์ มลรัฐมิชิแกน และตามด้วยการแสดงรำ 4 ยุค ทั้งทราวดี ลพบุรี สุโขทัยและยุคปัจจุบัน นำเอาความแตกต่าง ทั้งการแต่งกาย วิถีชีวิต ของคนไทย 4 ยุค มานำเสนอ ตามด้วยการแสดงชุดสุดท้าย การแสดงชุดรำวงจตุรทิศ รวมใจ โดยยุวทูตวัฒนธรรม ชุดนี้นำความแตกต่างทั้งการแต่งกายและวิถีชีวิตของคนไทยทั้ง 4 ภาค นำไปให้ชาวต่างชาติรู้จัก และเชิญชวนให้ชาวต่างชาติ มาร่วมรำวงแบบไทยๆกับเรา ในงานสงกรานต์ไทยทาวน์ ที่ แอลเอ และงานสงกรานต์นานาชาติ ที่ บอสตัน อีกด้วย

เชียงใหม่ สมาคมนักข่าวเชียงใหม่ มอบโล่และใบประกาศเกียรติคุณให้กับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนในวันนักข่าว ประจำปี 2566(คลิป)

สมาคมนักข่าวเชียงใหม่ มอบโล่และใบประกาศเกียรติคุณให้กับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ที่ทำคุณประโยชน์ให้กับสังคม และสื่อมวลชนดีเด่น ในด้านสาขาต่างๆ ในวันนักข่าว ประจำปี 2566

สมาคมนักข่าวจังหวัดเชียงใหม่ จัดงานวันนักข่าวประจำปี 2566 โดยมอบโล่ดีเด่นให้กับนักข่าวในสาขาต่างๆ และใบประกาศเกียรติคุณเชิดชูเกียรติให้กับหน่วยงานราชการและภาคเอกชน ที่ทำคุณประโยชน์ให้กับสังคม ทั้งฝ่ายปกครอง ตำรวจ สรรพสามิต และนักธุรกิจ โดยมีนายวรวิทย์ ชัยสวัสดิ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ให้เกียรติเป็นประธาน มอบโล่และใบประกาศเกียรติคุณ

และปีนี้ทางสมาคมนักข่าวเชียงใหม่ ยังได้มอบโล่ห์ให้กับท่านนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นนักบริหารปกครองผู้มีวิสัยทัศน์ก้าวไกลดีเด่น และท่าน วรวิทย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ยังได้รับมอบใบประกาศจาก นาย กฤษฎ์กมล สิริโชคไพศาล นายกสมาคมนักข่าวเชียงใหม่ ในสาขา นักบริหารปกครองที่มีมนุษย์สัมพันธ์ดีเด่น และข้าราชการที่ได้รับใบประกาศเกียรติคุณ จากสมาคมนักข่าวเชียงใหม่ปีนี้ มี พันตำรวจโท สมชาย ขัดชมภู สารวัตรกองกำกับการ4 ตำรวจป่าไม้ภาคเหนือ ตำรวจผู้บำเพ็ญประโยชน์ด้านสาธารณกุศลดีเด่น

พันตำรวจเอก มนัสชัย อินทร์เถื่อน ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูพิงค์ราชนิเวศน์ และว่าที่ร้อยโท ด็อกเตอร์กาณฑ์ โสภโณดร บรรณาธิการอำนวยการ สำนักข่าวลานนาเพลส กรรมการผู้จัดการ บริษัทโสภณเพชรรัตน์วิศวกรรม คอนซัล แอนด์ดีไซด์ ออกแบบติดตั้งโซล่าเซลและงานระบบไฟฟ้า ด้าน สื่อนักพัฒนาความรู้ดีเด่น และสื่อมวลชน อีกหลายหลากสำนักข่าว ที่ได้รับโล่และใบประกาศเกียรติคุณ ในวันนักข่าวประจำปีนี้ ทั้งนี้เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้สื่อข่าว และหน่วยงานราชการ ในการมุ่งทำความดี มีคุณธรรมและจริยธรรม

ท่านวรวิทย์ ชัยสวัสดิ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เผยว่ายินดีให้การสนับสนุนสื่อมวลชน และยังให้เกียรติร้องเพลง พะเยารอเธอ จะไพเราะแค่ไหนไปฟังกันครับ