เชียงใหม่ นักศึกษาปริญญาโทสถาบันรัชต์ภาคย์ กรุงเทพมหานคร ร่วมสัมมนา การพัฒนาศักยภาพ การท่องเที่ยวเกี่ยวกับเชียงใหม่ในวิถีโควิค 19

นักศึกษาปริญญาโทสถาบันรัชต์ภาคย์ กรุงเทพมหานคร ศึกษาดูงาน 2- 4 มิถุนายน 2565 ร่วมสัมมนา การพัฒนาศักยภาพ การท่องเที่ยวเกี่ยวกับเชียงใหม่ในวิถีโควิค 19 รวมทั้งศึกษาดูงานสถานที่ท่องเที่ยวทั้ง อ่างเก็บน้ำห้วยตึงเฒ่า วัดผาลาด และสวนพฤกษาศาสตร์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์

ที่ห้องประชุมชั้น 2 ศูนย์ราชการจังหวัดเชียงใหม่ นักศึกษา หลักสูตรศิลปศาสตร์ มหาบัณฑิต สาขาวิชาศิลปการจัดการรัฐศาสตร์สถาบันรัชภาคย์ กรุงเทพมหานคร เข้าร่วมโครงการสัมมนา การพัฒนาศักยภาพการท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ ในวิถีโควิค 19 โดยมีนายวรวิทย์ ชัยสวัสดิ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ มาร่วมบรรยายให้ความรู้ เกี่ยวกับสถานการณ์รับมือกับโควิค 19 ตัวแทนหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ นายดำรง องอาจ นายกสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวภาคเหนือ ตัวแทนท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่

ทั้งนี้เพื่อนำความรู้ไปปรับใช้ หรือต่อยอดในการทำธุรกิจ นักศึกษาปริญญาโท ส่วนใหญ่เป็นพ่อค้า นักธุรกิจ เจ้าของกิจการ โดยมี ด็อกเตอร์ วรรณธรพล หิรัญบูรณะ รองอธิการบดี ฝ่ายกิจการนักศึกษา สถาบัน รัชต์ภาคย์ เป็นหัวหน้าคณะ

จากนั้นเดินทางนั่งรถราง ชมการบริหารจัดการด้านการท่องเที่ยว สำนักงานส่งเสริมการท่องเที่ยวอ่างเก็บน้ำห้วยตึงเฒ่า ไปศูนย์การเรียนรู้เชิงนิเวศน์วิทยาวัฒนธรรมวัดผาลาด สกทาคามี อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ และเดินทางไปยังสวนพฤกษาศาสตร์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ รวมทั้งวัดพระธาตุดอยสะเก็ด ก่อนเดินทางกลับ

เชียงใหม่ แรงบุญแรงศรัทธาชาวบ้านป่าขุย อ.ดอยสะเก็ด ทำพิธีเทปูนหล่อองค์พระพุทธรูป เพื่อบูรณะวัดร้างอายุ 300 ปี

แรงบุญแรงศรัทธา ชาวบ้านป่าขุย อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ ทั้งผู้เฒ่าผู้แก่ แต่งกายชุดขาว ร่วมด้วยช่วยกันผสมปูนซีเมนต์ และยืนต่อแถวหิ้วถังปูนส่งต่อเป็นทอดๆ เพื่อเทปูนหล่อพระพุทธรูป ปางมารวิชัย ที่วัดกู่มะปินร้าง อายุกว่า 300 ปี และยังมีพิธีบวงสรวงเหรียญท้าวเวสสุวรรณ และสวดมนต์ตลอดทั้งคืน

แรงบุญแรงศรัทธา ชาวบ้านป่าขุย หมู่ 3 ตำบลสันปูเลย อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ แต่งกายชุดขาวมาร่วมทำบุญ เพื่อทำพิธีเทปูนหล่อองค์พระพุทธรูปปูนปั้น ปางมารวิชัย โดยมีนาย วีระพันธ์ ดีอ่อน รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธาน หลังพิธีทางศาสนา ชาวบ้านนับ 100 คน มีทั้งผู้เฒ่าผู้แก่ ร่วมกันขนหินทรายมาผสมปูนซีเมนต์ และพากันยืนต่อแถว ตั้งแต่หน้าพระวิหารที่กำลังก่อสร้าง หิ้วถังปูน ส่งต่อกันเป็นทอดๆไปจนคนสุดท้ายเป็นพระสงฆ์ เป็นคนหิ้วถังปูนเทหล่อองค์พระพุทธรูป ปางมารวิชัย องค์พระประธาน ขนาดหน้าตักกว้าง 2 เมตร และสูง 2.5 เมตร ซึ่งต้องหล่อให้เสร็จภายในวันเดียว ซึ่งก็มีศรัทธาประชาชนบางคน นำของมีค่า ใส่ในถังปูนผสมหล่อองค์พระด้วย

นอกจากนั้น ยังได้มีพิธีบวงสรวง เหรียญท้าวเวสสุวรรณ รุ่นเศรษฐีนครพิงค์ เพื่อบูรณะวัดร้างอายุ 300 ปี มีพิธีพุทธาภิเษกโดยเกจิอาจารย์ จากภาคเหนือและภาคอีสาน นั่งภาวนาและสวดมนต์ตลอดทั้งคืน ซึ่งทางวัดกู่มะปินจัดสร้าง ให้ศรัทธาประชาชนเช่าบูชา เพื่อนำปัจจัยมาซื้อที่ดิน ตารางวาละ 2,999 บาท หรือตามกำลังศรัทธา ขยายวัดให้กว้างขึ้น ซึ่งมีทั้งเหรียญเนื้อทองคำราคาเหรียญละ 70,000 บาท มีเพียงจำนวน 9 เหรียญ ถูกสั่งจองหมดแล้ว แต่ยังมีเหรียญ เนื้อเงินหน้ากากทองคำ ลงยาสีแดง, สีเขียว, สีน้ำเงิน, เนื้อเงิน, และเนื้อทองทิพย์ ให้เช่าบูชา

ร้อยตำรวจตรี ทวีศักดิ์ คุณยศยิ่ง มัคทายก บอกว่าวัดแห่งนี้ มีชาวบ้านไปขุดหาแมงมัน ที่เนินดิน และไปพบเศษเศียรพระโดยบังเอิญ จึงได้นำโฉนดที่ดินข้างเคียง ไปเทียบเคียง บริเวณที่ดินผืนดังกล่าวที่สำนักงานที่ดินจังหวัดโดยระบุว่าที่ดินดังกล่าว เป็นวัดกู่มะปิน มีเนื้อที่ 1 งาน 62 ตารางวา และเป็นวัดที่มีอายุกว่า 300 ปี และร้างไปนานถึง 150 ปี จนถึงปัจจุบัน ด้วยแรงศรัทธาทางชาวบ้านได้ร่วมกัน เพื่อที่จะสร้างวัดร้างขึ้นมาใหม่

เชียงใหม่ บรรยากาศ บวงสรวงไอ่ไข่ประจำเดือน พค.ในวันอาทิตย์ ที่ 29 พฤษภาคม 2565 ที่ผ่านมา

บรรยากาศ บวงสรวงไอ่ไข่ประจำเดือนในวันอาทิตย์ ที่ 29 พฤษภาคม 2565 ที่ผ่านมา ร่วมจุดเทียน ขุนแผนชมตลาด เทียนนางกวับวงสรวง @@เทียนขุนแผนชมตลาด @@ ค้าขาย เงินทองไหลมา โชคลาภ ธุระกิจการงานปัง ลาภสักการะไม่ขาดสาย ค้าขายดีเป็นเทน้ำเทท่า มีคนเมตตาเอ็นดูช่วยอุดหนุน @@เทียนแม่นางกวัก@@ กวักโชค กวักลาภ กวักลูกค้าเข้าร้าน ค้าแม่นขายหมาย กวักเงิน กวักทอง เรียกโชคลาภ ลุ้นเลขจากอ่างน้ำมนต์ ????สามารถส่งชื่อนามสกุลได้ทางอินบ๊อค ร่วมบุญได้ที่ ฿฿ ธนาคารกรุงไทย ฿฿ชื่อบัญชี พัฒนาวัดสันมะเกี๋ยงเลขที่บัญชี 553-0-35610-9

เชียงใหม่ สภ.เมืองเชียงใหม่ขับเคลื่อนโครงการ Smart Safety Zone 4.0 chiangmai old town

สภ.เมืองเชียงใหม่ขับเคลื่อนโครงการ Smart Safety Zone 4.0 chiangmai old town


วันนี้ (25 พค.)พ.ต.อ.ภูวนาถ ดวงดี ผกก.สภ.เมืองเชียงใหม่ , พ.ต.ท.ปรัชญา ทิศลา รอง ผกก.ป.สภ.เมืองเชียงใหม่ พ.ต.ต. วิษณุ นวมมุสิด สวป.สภ.เมืองเชียงใหม่ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจชุมชนสัมพันธ์และเจ้าหน้าที่ตำรวจจิตอาสา สภ.เมืองเชียงใหม่ ได้เข้าพบปะเยี่ยมเยือนประชาชนชุมชนหมื่นเงินกอง เพื่อรับทราบปัญหาความเดือดร้อน และความความต้องการของประชาชนในชุมชนตามโครงการสมาท์เซฟตี้โซน 4.0 จากการที่ได้พูดคุยและรับทราบปัญหาของประชาชนชุมชนหมื่นเงินกอง ซึ่งมีปัญหาชุมชนดังนี้

1.ปัญหากลุ่มวัยรุ่นที่เข้ามาพักอาศัยในหอพัก ส่งเสียงดังสร้างความเดือนร้อนให้กับประชาชนในชุมชนหมื่นเงินกอง ซึ่งทาง พ ต.อ.ภูวนาถ ดวงดี ผกก.สภ.เมืองเชียงใหม่ ได้แนะนำช่องทางการแจ้งข้อมูลข่าวสารผ่าน แอปปิเคชั่น OAของสภ.เมืองเชียงใหม่ ซึ่งสามารถแจ้งได้ตลอด24ชั่วโมงซึ่งทางสภ.จะมีการเก็บข้อมูลของผู้แจ้งอย่างเป็นความลับที่สุด

2.ปัญหาการจอดรถจักรยานยนต์ของนักศึกษาเทคนิคเชียงใหม่ ในซอยสิงหราช 2 ไม่เป็นระเบียบเรียบร้อยทำให้กีดขวางการจราจรบริเวณดังกล่าว ซึ่งทางสภ.เมืองเชียงใหม่โดยท่าน พ.ต.อ.ภูวนาถ ดวงดี ผกก.สภ.เมืองเชียงใหม่ จะได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเปิดการประชุมเพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาร่วมกันอีกครั้งหนึ่งต่อไป

3 ทางชุดตำรวจจิตอาสา สภ.เมืองเชียงใหม่ พร้อมตัวแทนประชาชนในพื้นที่ได้ร่วมกันทำกิจกรรมจิตอาสา พัฒนาปรับปรุงภูมิทัศน์บริเวณวัดประสาท ซึ่งเป็นวัดที่ตั้งอยู่ในชุมชนหมื่นเงินกองเพื่อให้เกิดความสวยงาม และสะอาดเป็นระเบียบเรียบร้อยพร้อมกันนี้ทางตัวแทนชุมชนหมื่นเงินกอง ได้นำท่านพ.ต.อ.ภูวนาถฯพร้อมทีมงานเข้าเยี่ยมชมสภาพชุมชน และสถานที่ที่เป็นปัญหาของชุมชนเพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาในระยะยาวต่อไป

เชียงใหม่ เปิดศูนย์การเรียนรู้ตลอดชีวิต “ CMEx Lifelong Learning Center ” แห่งแรกในภาคเหนือ

ฟิลิปส์ ร่วมกับ ศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดศูนย์การเรียนรู้ตลอดชีวิต “CMEx Lifelong Learning Center” ศูนย์การเรียนรู้ทางการแพทย์แห่งแรกในภาคเหนือสำหรับบุคลากรทางการแพทย์และประชาชนทั่วไป พร้อมดันให้เป็น Medical Learning Hub เพื่อรองรับบุคลากรทางการแพทย์ในกลุ่มประเทศ CLMV
การเผยแพร่ความรู้ด้านสุขภาพให้กับประชาชนทั่วไป และการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรทางการแพทย์นับว่าเป็นเรื่องสำคัญเป็นอย่างยิ่งสำหรับแวดวงสาธารณสุข เพื่อให้ทั้งภาคประชาชนมีความรู้และแนวทางในการดำเนินชีวิตให้มีสุขภาพที่ดี ในขณะเดียวกันการเตรียมความพร้อมและพัฒนาศักยภาพให้กับบุคลากรทางการแพทย์ก็เป็นสิ่งที่จำเป็น ตั้งแต่การคัดกรอง การตรวจวินิจฉัย ไปจนถึงการรักษา พร้อมทั้งอัพเดทความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่มีอยู่อย่างต่อเนื่อง เพราะเทคโนโลยีทางการแพทย์เป็นหนึ่งในตัวช่วยสำคัญในการดูแลผู้ป่วยอย่างมีประสิทธิภาพ 


ดังนั้น บริษัท ฟิลิปส์ (ประเทศไทย) จำกัด ในฐานะผู้นำด้านเทคโนโลยีเพื่อการดูแลสุขภาพ จึงได้ร่วมกับ ศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผู้นำด้านบริการทางการแพทย์และวิชาการที่มีเอกลักษณ์ จัดตั้ง “ศูนย์การเรียนรู้ตลอดชีวิต” หรือ “CMEx Lifelong Learning Center” ขึ้นเป็นแห่งแรกในภาคเหนือ เพื่อเป็นศูนย์การเรียนรู้ทางการแพทย์ที่ให้ความรู้กับประชาชนทั่วไป และเป็นศูนย์ฝึกอบรมให้กับบุคลากรทางการแพทย์ในภูมิภาค พร้อมทั้งยังเตรียมรองรับแพทย์จากในกลุ่มประเทศ CLMV ด้วย

รองศาสตราจารย์แพทย์หญิง อรินทยา พรหมินธิกุล ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า ศูนย์การเรียนรู้ตลอดชีวิต CMEx Lifelong Learning Center นี้ จัดตั้งขึ้นด้วยวัตถุประสงค์ที่จะเผยแพร่ความรู้ให้กับประชาชนทั่วไปหรือหน่วยงานต่างๆ ที่ต้องการฝึกอบรมทางด้านการแพทย์และการดูแลสุขภาพ ตลอดจนการพัฒนาศักยภาพและฝึกอบรมบุคลากรทางการแพทย์ทางด้านต่างๆ อาทิ อัพเดทความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทางการแพทย์ การฝึกอบรมการใช้เครื่องมือแพทย์เฉพาะทางเป็นต้น เนื่องจากบุคลากรทางการแพทย์ในภูมิภาคมีจำนวนจำกัด โดยทางศูนย์ฯ มีโครงการฝึกอบรมสำหรับบุคลากรทางการแพทย์อย่างน้อย 2 โครงการ และให้ความรู้สำหรับประชาชนทั่วไป 2 โครงการ


“นอกจากนี้ เรายังมีความตั้งใจที่จะผลักดันให้ศูนย์ฯ นี้เป็นศูนย์การเรียนรู้สำหรับฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการบุคลากรทางการแพทย์ในกลุ่มประเทศ CLMV ได้แก่ กัมพูชา ลาว เมียนมาร์ และเวียดนาม เนื่องจากประเทศไทยถือเป็นผู้นำทางการแพทย์ในภูมิภาคอาเซียน ทำให้หลายๆ ครั้ง ประชาชนในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านอย่าง CLMV นิยมเดินทางมาใช้บริการทางการแพทย์ในประเทศไทย ดังนั้น การผลักดันให้ศูนย์ฯ แห่งนี้สามารถฝึกอบรมบุคลากรทางการแพทย์ในกลุ่มประเทศ CLMV จะช่วยรองรับการเป็น Medical Hub ของไทยในภูมิภาคอาเซียนได้”


สำหรับการฝึกอบรมของศูนย์การเรียนรู้ตลอดชีวิต (CMEx Lifelong Learning Center) ในเฟสแรกได้ดำเนินการฝึกอบรมไปแล้ว โดยมุ่งเน้นการดูแลและป้องกันเกี่ยวกับโรคหัวใจ เนื่องจากปัจจุบันโรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นหนึ่งในสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ในประเทศไทย โดยมีผู้เสียชีวิตจากโรคดังกล่าวถึงร้อยละ 12 จากสาเหตุการเสียชีวิตทั้งหมด ในขณะที่รายงานขององค์การอนามัยโลก (WHO) พบว่ามีผู้เสียชีวิตจากกลุ่มโรคหัวใจและหลอดเลือดประมาณ 17.9 ล้านคนทั่วโลก หรือคิดเป็นร้อยละ 32 จากผู้เสียชีวิตทั้งหมด

 

อาจารย์นายแพทย์ รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์ ประธานคณะทำงานศูนย์การเรียนรู้ ศูนย์การเรียนรู้ตลอดชีวิต กล่าวว่า “ปัจจุบัน โรคหัวใจและหลอดเลือดกลายเป็นปัญหาสำคัญทางสาธารณสุขของประเทศไทย โดยมีผู้ป่วยกว่า 350,000 คน เสียชีวิตกว่า 6 หมื่นรายต่อปี หรือเฉลี่ยชั่วโมงละ 7 ราย และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นทุกปี ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่มาจากโรคหลอดเลือดหัวใจตีบและภาวะหัวใจล้มเหลว สำหรับประชาชนทั่วไป วิธีสังเกตง่ายๆ ถึงสัญญาณของโรคหัวใจ คือ อาการเจ็บแน่นหน้าอก เหนื่อยง่าย นอนราบไม่ได้ ดังนั้น การพัฒนาศักยภาพให้บุคลากรทางการแพทย์เพื่อรองรับการดูแลผู้ป่วยจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น อย่างในการเรียนการสอนเฟสแรก เรามุ่งเน้นการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการให้กับแพทย์ทั่วไปเกี่ยวกับบทบาทการใช้เครื่องตรวจวินิจฉัยแบบคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูงหรือเครื่องอัลตราซาวนด์(Ultrasound) สำหรับการตรวจวินิจฉัยโรคหัวใจ ทั้งนี้เนื่องด้วยในปัจจุบัน เครื่องตรวจอัลตราซาวนด์มีใช้กันอย่างแพร่หลาย ด้วยเป็นเทคโนโลยีที่เหมาะสมราคาไม่แพง เป็นการตรวจที่ไม่มีรังสี ปัจจุบันมีการพัฒนาให้มีขนาดเล็ก พกพาได้ สามารถตรวจ ณ จุดให้การดูแลรักษา ข้างเตียงผู้ป่วยได้ จึงมีบทบาทอย่างมากในการช่วยแพทย์วินิจฉัยโรคในภาวะฉุกเฉินเร่งด่วน งานวิจัยแสดงให้เห็นว่า แพทย์ทั่วไปที่ไม่ใช่อายุรแพทย์โรคหัวใจ สามารถฝึกฝนให้ทำการตรวจอัลตราซาวนด์แบบพกพา Point of Care Cardiac Ultrasound ได้จนชำนาญพียงพอ นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงการตัดสินใจทางคลินิก โดยช่วยยืนยันการวินิจฉัยเบื้องต้นในผู้ป่วยราว 50% และเปลี่ยนแปลงการวินิจฉัยแรกให้ถูกต้องได้ถึง 23%


อย่างไรก็ตาม พบว่าในปัจจุบัน แพทย์ทั่วไปจำนวนมากยังขาดทักษะและความชำนาญในการใช้เครื่องมือดังกล่าวให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ทางศูนย์การเรียนรู้ตลอดชีวิต จึงเล็งเห็นความจำเป็นที่ต้องเร่งกระจายองค์ความรู้และเพิ่มศักยภาพให้แพทย์ที่ปฏิบัติงานอยู่ในโรงพยาบาลขนาดกลางและขนาดเล็กที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ ให้สามารถใช้เครื่องอัลตราซาวนด์ช่วยในการวินิจฉัยและดูแลผู้ป่วยในภาวะฉุกเฉินได้ทันท่วงที นอกจากการฝึกอบรมที่เกี่ยวข้องกับโรคหัวใจและหลอดเลือดแล้ว เราก็ยังมีแผนต่อยอดการฝึกอบรมในสาขาอื่นๆ อีกด้วย


นอกจากนี้ เรายังได้มีการจัดฝึกอบรมการช่วยชีวิตพื้นฐาน (Basic Life Support) ด้วยการทำ CPR และการใช้เครื่อง AED สำหรับประชาชนทั่วไป ซึ่งส่วนมากเกิดจากภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันหรือที่เรียกว่า Sudden Cardiac Arrest จากสถิติพบว่าในแต่ละปี มีคนไทยเสียชีวิตจากภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันกว่า 54,000 ราย ซึ่งภาวะดังกล่าวไม่มีสัญญาณเตือนใดๆ เหมือนโรคหัวใจและหลอดเลือดแบบอื่นๆ แต่หากประชาชนรู้ว่าหากพบผู้ป่วยหมดสติจะช่วยเหลือพื้นฐานได้อย่างไร ก่อนที่ความช่วยเหลือทางการแพทย์จะมาถึง ก็สามารถเพิ่มโอกาสรอดชีวิตให้ผู้ป่วยได้” อาจารย์นายแพทย์ รังสฤษฎ์ กล่าวทิ้งท้าย


ด้าน นายวิโรจน์ วิทยาเวโรจน์ ประธานและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟิลิปส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ฟิลิปส์ ในฐานะผู้นำด้านเทคโนโลยีเพื่อสุขภาพ นอกจากเราได้ส่งมอบนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการแพทย์อันทรงคุณค่าเพื่อสนับสนุนการทำงานของโรงพยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์แล้ว เรายังเล็งเห็นถึงความสำคัญในการเผยแพร่ความรู้ด้านสุขภาพให้กับประชาชน พร้อมทั้งสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรทางการแพทย์ของไทยอีกด้วย เราจึงได้ร่วมกับศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ตลอดชีวิต CMEx Lifelong Learning Center นี้ขึ้น เพื่อช่วยยกระดับวงการแพทย์ไทยและรองรับการก้าวสู่ความเป็น Medical Hub ในภูมิภาค นอกจากนี้ เรายังได้สนับสนุนเครื่องอัลตราซาวนด์แบบพกพา Philips Lumify ให้กับทางศูนย์ฯ เพื่อใช้สำหรับการฝึกอบรมให้กับบุคลากรทางการแพทย์ เป็นการอัพเดทความก้าวหน้าของเทคโนโลยีอัลตราซาวนด์จากที่เราเคยใช้เครื่องขนาดใหญ่ แต่ตอนนี้เราสามารถย่อเครื่องอัลตราซาวนด์ให้เล็กลงอยู่ในหัวตรวจเพียงอันเดียว แล้วยังสามารถเชื่อมต่อกับแท็บเล็ต พร้อมทั้งมีโซลูชั่นส่งข้อมูลระยะไกลแบบเรียลไทม์ได้อีกด้วย ซึ่งเครื่องอัลตราซาวนด์แบบพกพา Philips Lumify นี้มีประโยชน์อย่างมากในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด เพราะสามารถตรวจติดตามอาการปอดและหัวใจของผู้ป่วยโควิด และยังเคลื่อนย้ายไปยังวอร์ดผู้ป่วยได้ ทำความสะอาดง่าย สามารถป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อได้ เราจึงเห็นว่าการนำเทคโนโลยีดังกล่าวมาเผยแพร่ให้ความรู้กับบุคลากรทางการแพทย์จะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อย และเราหวังว่าศูนย์การเรียนรู้ตลอดชีวิตแห่งนี้ จะเป็นหนึ่งในตัวช่วยสำคัญที่จะขับเคลื่อนวงการแพทย์และผลักดันศักยภาพของบุคลากรทางการแพทย์ไทย และประเทศในกลุ่ม CLMV”

เชียงใหม่ ติวเข้มคนไทย ก่อนจะไปทำงานด้านการเกษตรที่ประเทศเกาหลี ทั้งภาษาวัฒนธรรม และบุคลิกภาพ

ติวเข้มคนไทย ก่อนจะไปทำงานด้านการเกษตรที่ประเทศเกาหลี ทั้งภาษาวัฒนธรรม และบุคลิกภาพ เพื่อสร้างความประทับใจให้กับนายจ้าง ซึ่งยังต้องการแรงงานมากถึง 1,500 คน รายได้ดี เดือนละกว่า 47,000 บาท วีซ่ารอบแรก 5 เดือน กลับประเทศ 1 สัปดาห์ และต่อวีซ่าให้อีก 13 เดือน


นาย คง ฮอม ซู รองประธานฝ่ายพัฒนาธุรกิจต่างประเทศ สาธารณรัฐเกาหลี เปิดการฝึกอบรมภาษาเกาหลี ให้กับคนไทยที่มีความประสงค์ เดินทางไปทำงานด้านเกษตรกรรมที่เกาหลี โดยครั้งนี้ เป็นรุ่นที่5 จากเป้าหมายทั้งหมด 500 คน โดยมีบริษัทซี เค ไบโอ อินโนเวทีฟ จำกัดได้ทำการฝึกอบรม ทั้งภาษา วัฒนธรรม การพัฒนาบุคลิกภาพ เพื่อให้นายจ้างประทับใจ โดยงานที่ไปทำจะเป็นด้านเกษตรกรรม เกี่ยวกับ ปลูกพืชผักผลไม้ ที่เมือง จีนานกุน ทำงานวันละ 8 ชั่วโมง พัก 1 ชั่วโมง เริ่มต้นเงินเดือน 47,000 บาท ไม่รวมค่าโอที ทำงาน 1 สัปดาห์ หยุด 1 วัน มีสวัสดิการค่าประกันชีวิต และค่ารักษาพยาบาล และไปแบบถูกต้องตามกฎหมาย

นาย คง ฮอม ซู บอกว่า รัฐบาลท้องถิ่นเกาหลี มีความประสงค์จะรับคนไทยไปทำงาน ตามโควต้า 1 พัน 500 คน เนื่องจากขณะนี้เกาหลีขาดแรงงานด้านเกษตรกรรม และถือเป็นโครงการแรกที่เกาหลีรับแรงงานไทยไปทำงาน เนื่องจากเห็นว่าคนไทยมีนิสัยดี ขยันทำงาน และเป็นแรงงานที่มีทักษะ โดยผู้ที่ผ่านการอบรมที่จะเดินทางไปทำงานได้ ต้องเป็นผู้ที่ไม่มีคดีความ ไม่เคยเป็นผู้หลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฏหมายมาก่อน แต่ละคนสามารถทำงานครั้งแรกได้ 5 เดือน กลับมาไทยต่อวีซ่า และกลับไปเกาหลีได้อีก 13 เดือนต่อวีซ่า 1 ครั้ง และสามารถทำงานได้ตลอด 20 – 30 ปี แล้วแต่ความสมัครใจ

รองประธานฝ่ายพัฒนาธุรกิจต่างประเทศ สาธารณรัฐเกาหลี  บอกอีกว่า ทั้งนี้ขอย้ำอย่างเด็ดขาดว่า เมื่อเข้าไปทำงานแล้วไม่ควรหลบหนีการทำงานไปเป็นผีน้อย หรือเป็นผู้หนีวีซ่า จะสร้างความเสียหาย ให้กับประเทศทั้งไทยและเกาหลี และคนไทยอีกหลายคนที่ต้องการเดินทางไปทำงานด้วยความตั้งใจ และขอให้คนไปทำงานได้คิดถึงประเทศชาติตนเองด้วย ไม่ควรสร้างชื่อเสียงเสียหาย เนื่องจากการรับแรงงานไทยไปทำงานเกาหลีครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรก

เชียงใหม่ หอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ แถลงข่าว ภาวะเศรษฐกิจจังหวัดเชียงใหม่ ปี 2564 และไตรมาส 1 ปี 2565 (คลิป)

หอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ แถลงข่าว ภาวะเศรษฐกิจจังหวัดเชียงใหม่ ปี 2564 และไตรมาส 1 ปี 2565 และแนวโน้มภาวะเศรษฐกิจจังหวัดเชียงใหม่ ไตรมาส 2 ปี 2565 ซึ่งปี 2564 เศรษฐกิจจังหวัดเชียงใหม่กระเดื้องขึ้นจากปีก่อน

วันนี้(19 พค.) ที่ห้องประชุม 1 ชั้น 2 สำนักงานหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ นายจุลนิตย์ วังวิวัฒน์ ประธานกรรมการหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมคณะผู้บริหารหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมแถลงข่าว ภาวะเศรษฐกิจจังหวัดเชียงใหม่ ปี 2564 และไตรมาส 1 ปี 2565 และแนวโน้มภาวะเศรษฐกิจจังหวัดเชียงใหม่ ไตรมาส 2 ปี 2565 ซึ่งปี 2564 เศรษฐกิจจังหวัดเชียงใหม่กระเดื้องขึ้นจากปีก่อน โดยปรับตัวดีขึ้นเป็นช่วง ๆ ตามการผ่อนคลายมาตรการควบคุมโควิด ช่วงไตรมาสที่ 4 ปรับตัวดีขึ้นมากหลังผ่อนคลายมาตรการควบคุมฯ และเข้าสู่ฤดูการท่องเที่ยว ทำให้การบริโภคภาคเอกชนปรับตัวดีตาม การลงทุนภาคเอกชนโดยเฉพาะด้านก่อสร้าง มีสัญญาณฟิ้นตัว ขณะที่การใช้จ่ายภาครัฐทั้งการลงทุนและประจำขยายตัว ผลผลิตภาคเกษตรเพิ่มขึ้นจากภาวะอากาศที่เอื้ออำนวย แต่ราคาส่วนใหญ่ลดลง ผลผลิตอุตสาหกรรมเกษตรส่งออกเพิ่มขึ้น เงินให้สินเชื่อกระเดื้องขึ้น ขณะที่ราคาสินค้าเร่งขึ้นจากราคาพลังงานเป็นสำคัญ ตลาดแรงงานปรับตัวดีขึ้นบ้างตามเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้าๆ

ในส่วนการบริโภคภาคเอกชน การใช้จ่ายกระเดื้องขึ้นตามภาวะการท่องเที่ยวและมาตรการภาครัฐในการเพิ่มกำลังซื้อ บรรเทาความเดือดร้อนของผู้บริโภค ผู้บริโภคมั่นใจในการใช้จ่ายมากขึ้น การซื้อและขนส่งสินค้ากระเดื้องขึ้น ประชาชนออกมาจับจ่ายในช่องทางปกติมากขึ้น การซื้อออนไลน์ซะลอลงช่วงปลายปี ส่งผลดีต่อการจ้างงานในจังหวัด ส่วนการบริโภคภาคเอกชน หดตัวตามภาพรวมเศรษฐกิจและการลงทุน ก่อสร้าง เนื่องจากธุรกิจส่วนใหญ่ ชะลอแผนการลงทุนและสถาบันการเงินระมัดระวังการพิจารณาให้สินเชื่อบ้านอยู่อาศัย ส่งผลทำให้มีสต๊อกคงค้างค่อนข้างมาก บ้านแนวราบยังทรงตัวได้ดี ในขณะที่บ้านแนวสูงความต้องการทรงตัว ส่วนการลงทุนเพื่อการผลิตส่วนใหญ่ชะลอแผนการลงทุนออกไป


ส่วนการใช้จ่ายภาครัฐเพื่อการอุปโภคบริโภคและการลงทุนของภาครัฐบาลผ่านสำนักงานคลังจังหวัดเชียงใหม่ ปีปฏิทิน 2564 เพิ่มขึ้นจากเกณฑ์ปกติ โดยงบรายจ่ายรวมและงบลงทุนเพื่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 4.8 และร้อยละ 6.8 ตามลำดับ รายจ่ายประจำขยายตัว ส่วนรายจ่ายลงทุนขยายตัวในส่วนของสถาบันการศึกษา โครงการชลประทานและสาธารณสุขเช่น โครงการเพิ่มปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนอุดมธาราของจังหวัดเป็นต้น ซึ่งในไตรมาส 1 ปี 2565 เศรษฐกิจจังหวัดเชียงใหม่ ปรับตัวขึ้นจากท่องเที่ยวฟื้นตัวดีเทียบกับไตรมาสก่อน จากสถานการณ์โควิดคลี่คลาย ส่งผลให้การบริโภคปรับตัวดีขึ้น ช่วงปลายไตรมาสซะลอลงบ้างจากระบาดของโควิด 19 สำหรับการลงทุนภาคเอกชนพบว่าผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์เริ่มพัฒนาที่อยู่อาศัย สำหรับค่าใช้จ่ายภาครัฐเพิ่มขึ้นจากระยะเดียวกันปีก่อน ด้านผลผลิตเกษตรลดลง ขณะที่ผลผลิตอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เงินฝากเร่งตัวขึ้น ส่วนเงินให้สินเชื่อซะลอลงเล็กน้อย อัตราเงินเพ้อเร่งตัวขึ้นมากร้อยละ 3.5 จากราคาพลังงานและอาหารสด

เชียงใหม่ “แม่เลี้ยงวรรณี”ร่วมสมทบทุนปรับปรุงอาคารหลังเก่าของอนามัยแม่โป่งที่ทิ้งร้าง

“แม่เลี้ยงวรรณี”ร่วมสมทบทุนปรับปรุงอาคารหลังเก่าของอนามัยแม่โป่งที่ทิ้งร้าง เพื่อสร้างเป็นศูนย์แพทย์แผนไทยเพื่อผู้สูอายุบ้านแม่โป่ง อ.ดอยสะเก็ด

เมื่อวันที่ 11พฤษภาคม 2565 ที่บริเวณศูนย์อนามัยตำบลแม่โป่ง นายพันธ์ศักดิ์ คำใส กำนันตำบลแม่โป่ง เป็นตัวแทนชาวบ้านรับมอบเงินสนับสนุนจากแม่เลี้ยงวรรณี ลิทองกุล กรรมการผู้จัดการบริษัท วีพีเอ็น คอลเล็คชั่นส์ จำกัด ซึ่งมอบหมายให้ น.ส.ธนัฏฐา พิมสาร เจ้าหน้าที่ประสานงานมวลชน มอบเงินบริจาคสมทบทุนในการปรับปรุงก่อสร้างอาคารอนามัยแม่โป่งหลังเก่าที่ปล่อยทิ้งร้างมานาน เพื่อปรับปรุงให้เป็นอาคารศูนย์แพทย์แผนไทยเพื่อผู้สูงอายุบ้านแม่โป่ง อ.ดอยสะเก็ด

นายพันธ์ศักดิ์ คำใส กำนันตำบลแม่โป่ง เป็นผู้รับมอบพร้อมกล่าวขอบคุณที่แม่เลี้ยงวรรณีได้ให้การสนับสนุนช่วยเหลือในการปรับปรุงอาคารหลังเก่านี้ เพื่อจะนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์หลายด้าน ทั้งด้านการดูแลผู้สูงอายุ มีทั้งการอบสมุนไพร นวดแผนโบราณ รวมถึงกายภาพบําบัด ตรวจวัดความดันและให้คำปรึกษาด้านสุขภาพ ซึ่งจะมีประโยชน์อย่างมากสำหรับผู้สูงอายุในตำบลแม่โป่ง

สำหรับการก่อสร้างศูนย์แพทย์แผนไทยหลังนี้ ได้รับความอนุเคราะห์จาก ทหาร ป.พัน 7 เเละกลุ่มจิตอาสาชาติพันธ์ ชาวบ้านในพื้นที่ รวมทั้งอสม.ต.เเม่โป่ง ร่วมกันบริจาคเงินและช่วยกันก่อสร้าง ขณะนี้การดำเนินงานสำเร็จไปเกือบ 70 เปอร์เซ็นต์แล้ว คาดว่าน่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนพฤษภาคมนี้ และจะได้เปิดให้บริการแก่ผู้สูงอายุในตำบลต่อไป.

 

ลำพูน สภ.นิคมลำพนอุตสาหกรรม เสริมเกราะพื้นที่ชุมชนนำร่องขับเคลื่อนโครงการ smart safety Zone 4.0 ระยะที่ 2 (คลิป)

สภ.นิคมลำพนอุตสาหกรรม จว.ลำพูน เสริมเกราะพื้นที่ชุมชนนำร่องขับเคลื่อนโครงการ smart safety Zone 4.0 ระยะที่ 2 สนองนโยบายสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่มุ่งเน้นสร้างความปลอดภัยให้กับพี่น้องประชาชน โดยได้หลอมรวมการทำงานระหว่างเจ้าหน้าที่คอมมูนิตี้โปลิศซิง ร่วมกับเทคโนโลยีระบบ AI สมัยใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันและปราบปรามหตุอาชญากรรมในพื้นที่อย่างทันท่วงที

สำหรับโครงการ สมาร์ทเซฟตี้โซน 4.0 ช่วงระยะแรกใน 15 สถานีนำร่อง ได้ดำเนินการไปได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยการสนับสนุนของทุกภาคส่วนที่ช่วยกันสร้างมิติใหม่แห่งความปลอดภัย “เปลี่ยนที่เปลี่ยวให้เป็นที่ปลอด (อาชญากรรม) ตามแนวทาง Smart City” เพื่อสร้างความเชื่อมั่น อุ่นใจ ปลอดภัย ในชุมชน

ซึ่งในระยะที่สอง พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ( ผบ.ตร.) มีนโยบายให้ขยายโครงการเข้าสู่ทุกจังหวัดทั่วประเทศ โดยคัดเลือก 1 พื้นที่ 1 จังหวัด และมอบหมายให้ 15 สถานีแรกเป็นสถานีต้นแบบ ในการขับเคลื่อนโครงการสมาร์ทเซฟตี้โซน 4.0 ให้เกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพทั่วทุกจังหวัดต่อไป

ในส่วนของพื้นที่จังหวัดลำพูน โดยการนำของ พล.ต.ท.ปิยะ ต๊ะวิชัย ผบช.5 ได้มอบหมายให้ พล.ต.ต.มงคล สัมภวะผล ผบก.ภ.จว.ลำพูน เป็นผู้คัดเลือกพื้นที่เป้าหมาย และได้คัดเลือก สภ.นิคมอุตสาหกรรมลำพูน เป็นพื้นที่หลักในการนำร่องดำเนินโครงการ โดยใช้พื้นที่ ม.5 ม.6 ต.ศรีบัวบาน อ.เมือง จ.ลำพูน เป็นพื้นที่เป้าหมายภายใต้ใช้ชื่อโครงการ “ บ้านม้า smart safety Zone 4.0 “

พ.ต.อ.วีรชาติ ระตะเจริญ ผกก.สภ.นิคมอุสาหกรรม จว.ลำพูน กล่าวว่า สำหรับโครงการ smart safety Zone 4.0 ระยะที่ 2 ของพื้นที่ สภ.นิคมอุตสาหกรรมลำพูน ที่ผ่านมาได้มีการเริ่มดำเนินโครงการฯ ได้ในระยะหนึ่งแล้ว ตั้งแต่เดือน พฤศจิกายน 2564 เป็นต้นมาโดยได้ยึดหลักองค์ประกอบที่สำคัญ ดังนี้
1. สำรวจกล้อง CCTV ในพื้นที่ ปรับมุมกล้อง และบูรณาการการใช้งานกล้องร่วมกันพร้อมติดตั้งเพิ่มเติม
2. นำนวัตกรรมสมัยใหม่มาใช้เพื่อประสิทธิภาพในการป้องกันอาชญากรรม เช่น มีการติดตั้งกล้อง AI ตรวจจับใบหน้า และกล้อง AI ตรวจจับป้ายทะเบียนรถยนต์ เป็นต้น
3. ติดตั้งเสาสัญญาณ SOS เพื่อประชาชนสามารถแจ้งเหตุด่วนได้ทันที
4. จัดทำห้องปฏิบัติการ CCOC โดยเชื่อมสัญญาณจากกล้องของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หน่วยงานราชการ และเอกชนมายังห้องปฏิบัติการและนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ร่วมกับเจ้าหน้าที่ประจำศูนย์เพื่อคอยควบคุมสั่งการได้ตลอด 24 ชั่วโมง
5. ใช้แอพพลิเคชั่นต่าง ๆ เพื่อความรวดเร็วในการสื่อสาร เช่น POLICE 4.0, POLICE I LERT U, Line OA แจ้งความออนไลน์ รวมถึงการสร้าง Cyber Village เป็นต้น
6. ร่วมกับหน่วยงานในท้องที่ปรับภูมิทัศน์ของพื้นที่เสี่ยงให้เป็นพื้นที่ปลอดภัย เช่น ตัดแต่งต้นไม้กิ่งไม้ในพื้นที่รกร้าง ขีดสี ตีเส้น ทำความสะอาดพื้นที่ ติดไฟส่องสว่าง เป็นต้น
7. แสวงหาความร่วมมือจากภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพื่อสร้างกลไกการมีส่วนร่วมจากประชาชนในการช่วยป้องกันอาชญากรรม เป็นต้น ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการติดตามประเมินผลทุกระยะอย่างต่อเนื่อง โดยมี พล.ต.ต.บัณฑิต ตุงคะเศรณี รอง ผบช.ภ.5 เป็นประธานคณะกรรมการในการติดตามประเมินผลของโครงการ เพื่อให้โครงการดำเนินการขับเคลื่อนอย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้สำหรับ โครงการ Smart Safety Zone 4.0 เป็นโครงการที่สํานักงานตํารวจแห่งชาติได้ริเริ่มดําเนินการ โดยมีสาระสําคัญคือการป้องกันอาชญากรรมเชิงรุก โดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง มุ่งหมายสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้ เกิดขึ้นในชุมชน โดยการนํานวัตกรรมสมัยใหม่ ตามแนวคิดเรื่องเมืองอัจฉริยะ มาช่วยในการทํางานของตํารวจ เพื่อให้ชุมชนมีความปลอดภัยจากอาชญากรรม มีระดับความหวาดกลัวภัยอาชญากรรมลดลงและมีความเชื่อมั่นใน ประสิทธิภาพด้านการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมของเจ้าหน้าที่ตํารวจเพิ่มมากขึ้น

เชียงใหม่ เททองหล่อพระประธานวัดดังเชียงใหม่ ส่องเลขเหรียญโปรยทาน พ.ศ.ผลิต มีเลข 58 และ 61 และ 64(คลิป)

พิธีมงคล หลวงพ่อเณร เจ้าอาวาสวัดทุ่งเศรษฐี ราม 2 เป็นประธาน เททองหล่อ พระเจ้าสมปรารถนา หน้าตัก 50 นิ้ว เป็นองค์พระประธานของวัดสันมะเกี๋ยง ชาวบ้านได้เลขเหรียญโปรยทาน พ.ศ.ผลิต นำไปซื้อหวย หวังรวยงวดนี้

ผู้สื่อข่าวรายงานที่วัดสันมะเกี๋ยง ต.สำราญราษฎร์ อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ พระเดชพระคุณพระราชพัฒนโสภณ หรือหลวงพ่อเณร เจ้าอาวาสวัดทุ่งเศรษฐี ราม 2 ประธานอุปถัมภ์วัดสันมะเกี๋ยง เป็นประธานยกยอดฉัตรมหาธาตุวัดสันมะเกี๋ยง พร้อมเททองหล่อ พระพุทธดีฤกธิ์สมปรารถนา (พระเจ้าสมปรารถนา) หน้าตัก 50 นิ้ว เนื้อสัมฤทธิ์ พระประธานประจำวัดสันมะเกี๋ยง ในพิธีได้นิมนต์พระมหาเถรานุเถระร่วมพิธีอธิฐานจิต ประกอบด้วย พระครูอินทจักรโสภณ หรือ ครูบาคำฝั้น วัดกอโชค, หลวงปู่ครูบาดวงจันทร์ เขมรโต วัดมะกับตอง, พระครูบาบุญยัง บุญยงกโร วัดห้วยน้ำอุ่น, พระครูโสภณบุญโภภาส ครูบาบุญต่อ วัดศรีสว่าง(วัวลาย), พระครูบากฤษดา สุเมโธ วัดสันพระเจ้าแดง, พระครูปลัดอภิวัฒน์ อินทวัณโณ วัดทุ่งโป่ง, พระครูบาปิ่นหย่านันต๊ะ วัดหนองปึ้ง และพระครูปลัดกฤต ฐิตวิริโย วัดพระบาทปางแฟน โดยมีนายธีระ ดีฤทธิ์เดชา พร้อมครอบครัว เป็นประธานอุปถัมภ์วัดสันมะเกี๋ยงโนโอกาสมงคลพิธีหรือเจ้าภาพหลักในพิธีดังกล่าว พร้อมข้าราชการประชาชนชาวไทยและชาวไทใหญ่ มาร่วมพิธีกว่า 200 คน


ในช่วงทำบุญยกยอดฉัตร มีการโปรยทาน ข้างในมีเหรียญอยู่ในช่อดอก มีเหรียญบาท เหรียญ 5 บาท และเหรียญ 10 บาท ซึ่งก็พบว่าประชาชนที่มาร่วมพิธีก็แย่งกันเก็บ เพื่อเป็นเงินก้นถุง และบางคนเปิดมาเพื่อดูเลข พ.ศ.ปีที่ผลิตเหรียญ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเหรียญที่ระลึก มี พ.ส.2558 และ พ.ศ.2561 ก็ถือเอาเลข 61 เป็นเลขมงคล บางคนได้ พ.ศ.2564 ก็เอาเลขมงคล 64 นำไปซื้อเลขเด็ดต่อไป

หลังจากเสร็จสิ้นพิธียกยอดฉัตรพระมหาธาตุวัดสันมะเกี๋ยง พร้อมเททองหล่อ พระพุทธดีฤกธิ์เดชาสมปรารถนา (พระเจ้าสมปรารถนา) ทางพระเดชพระคุณพระราชพัฒนโสภณ หลวงพ่อเณร ได้บริจาคข้าวสาร จำนวน 200 ถุง ถุงละ 1 ครัวเรือน ให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด 19 จำนวน 200 ครัวเรือน ใน ต.สำราญราษฎร์ อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ โดยจะมอบให้กับ ศูนย์โควิด19 ต.สำราญราษฎร์ มีข้าราชการปกครองและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นส่งตัวแทนมารับ


อย่างไรก็ตาม ถึงจะเสร็จสิ้นพิธีแล้ว ประชาชนยังสามรรถทำบุญทางออนไลน์ ร่วมทำบุญได้โดยสมทบปัจจัยโอนเงินเข้าบัญชี ธนาคารกรุงไทย เลขที่บัญชี 553-0-35610-9 ชื่อบัญชี พัฒนาวัดสันมะเกี๋ยง หรือโทรสอบถามได้ที่เบอร์ 089-5584332 หรือ เพราะวัดกำลังพัฒนาจากวัดเก่า เป็นวัดใหม่ให้พระสงฆ์มาจำวัด ศรัทธาประชาชนสามารถจัดส่งสิ่งวัสดุก่อสร้างวัด หรืออุปกรณ์การเรียนของพระสงฆ์ เพราะที่วัดสันมะเกี๋ยง มีพระสงฆ์ จำนวน 20 รูปที่กำลังศึกษาเล่าเรียน เรียนหนังสือ และเรียนธรรมะ ท่านสามารถส่งสิ่งของไปได้ที่ วัดสันมะเกี๋ยง เลขที่ 11 ม 6 ต.สำราญราษฎร์ อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ 50220