เชียงใหม่ อดีตเมียพ่อเลี้ยงชูชาติวัย 77 ปีผวา ทนายน้องสาวโทรขู่ จะฟ้องอาญาให้ติดคุกตอนแก่

อดีตเมียพ่อเลี้ยงชูชาติวัย 77 ปีผวา ทนายน้องสาวโทรขู่ จะฟ้องอาญาให้ติดคุกตอนแก่

เมื่อวันที่ 17 กันยายน เวลา 12.00 น. นางจีระภา วัชรเกตุ อายุ 77 ปี อดีตภรรยาของพ่อเลี้ยงชูชาติ กัลมาพิจิตร ได้โทรแจ้งผู้สื่อข่าวด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือว่า ในวันนี้เวลาประมาณ 11.00 น. นางฐิติรัตน์ กัลมาพิจิตร ได้โทรศัพท์มาหาตน (นางฐิติรัตน์ เป็นน้องสาวต่างมารดาแต่พ่อเดียวกัน กับนางจีระภาและเป็นภรรยาคนสุดท้ายของนายชูชาติ กัลมาพิจิตรก่อนเสียชีวิต) ตนได้รับสายเพราะคิดว่าเป็นน้องสาว แต่เมื่อเป็นเสียงผู้ชาย ตนจึงยื่นโทรศัพท์ให้ลูกสาวพูดคุยแทน ปรากฏว่าปลายสายเป็นทนายความของนางฐิติรัตน์โทรมา โดยเขาพูดจาต่อว่าตนที่ให้สัมภาษณ์นักข่าวว่า “สนุกมากใช่ไหม” และยังบอกกับลูกสาวตนอีกว่า “แม่ก็อายุก็มากแล้ว ถามให้หน่อยว่าอยากถูกฟ้องคดีอาญาไหม ถึงออกมาให้ข่าวเรื่องนางฐิติรัตน์แย่งสามี” และยังบอกอีกว่าเรื่องนี้ตนไม่ควรออกมาให้ข่าวเป็นการประจานตนเอง ตนงงมาก เพราะตนอยู่กินกับพ่อเลี้ยงชูชาตินานถึง 15 ปี ก่อนที่ตนจะแนะนำให้น้องสาวรู้จักกับพ่อเลี้ยงชูชาติ และเรื่องนี้ตนว่าไม่ใช่ตนที่ต้องรู้สึกอับอาย

ทนายความของนางฐิติรัตน์ยังได้พูดจาข่มขู่ให้ตนยุติการให้สัมภาษณ์นักข่าว มิเช่นนั้นตนจะต้องถูกฟ้องหมิ่นประมาทซึ่งเป็นคดีอาญา เรื่องนี้ลูกสาวตนได้บอกไปว่า”ที่แม่พูดเป็นความจริง เมื่อนักข่าวถามแม่ แม่ก็ตอบตามความเป็นจริง” ตนไม่คิดเลยว่าน้องสาวจะให้ทนายความโทรมาข่มขู่ตน ทำให้ตนตกใจมาก จนรู้สึกช๊อค ครอบครัวตนเริ่มเป็นห่วงถึงความปลอดภัย

ตนคิดว่าควรออกมาบอกกับสังคมให้รู้ถึงความจริงในการเข้ามาในตระกูลกัลมาพิจิตรของน้องสาวตนตั้งแต่แรก คือเขาต้องการให้พ่อเลี้ยงชูชาติใช้หนี้จำนวน 20 กว่าล้านบาทให้เขา และน้องสาวตนก็คือคนที่ทำให้พ่อเลี้ยงชูชาติเลิกกับตน ในตอนนั้นตนไม่คาดคิดว่าน้องสาวจะทำได้ จึงเสียใจจนล้มป่วย ต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลนานถึง 5 ปีเต็ม แต่ในวันนี้ทนายความของนางฐิติรัตน์กลับพูดกล่าวหาตนว่าตนให้ข่าวเรื่องนี้แบบสนุกปาก แท้จริงแล้วที่ตนออกมาพูดเป็นเพราะนางฐิติรัตน์ไม่ยอมจัดการมรดกร่วมกับนางอัญชลี กัลมาพิจิตร บุตรสาวพ่อเลี้ยงชูชาติ ทำให้การบริหารงานปางช้างเป็นไปด้วยความยากลำบาก อีกทั้งยังกลั่นแกล้งต่างๆนานา ทำให้ตนต้องออกมาให้กำลังใจบุตรสาวพ่อเลี้ยงชูชาติตามที่ตนได้ให้สัมภาษณ์ไปก่อนหน้านี้แล้ว

ตนไม่ได้ประสงค์สิ่งใดนอกจาก อยากช่วยเหลือลูกหลานเขา เท่าที่จะทำได้ ตนไม่อยากเห็นปางช้างแม่สาที่พ่อเลี้ยงชูชาติอุตส่าห์สร้างมาล่มสลายไปท้ายสุดนางจีระภา ขอให้นางฐิติรัตน์น้องสาว อย่าส่งคนโทรมา ถ้าอยากพูดคุยกับตนก็ให้โทรศัพท์มาด้วยตนเอ

เชียงใหม่ ศิษย์เก่าโรงเรียนธรรมราชศึกษา เชียงใหม่ ร่วมทำบุญต้นสลากภัต ถวายพระครูวิวิธประชานุกุล ผู้ก่อตั้งสวนพุทธอุทยานธรรม (คลิป)

ศิษย์เก่าโรงเรียนธรรมราชศึกษา เชียงใหม่ ร่วมทำบุญต้นสลากภัต ถวายพระครูวิวิธประชานุกุล ผู้ก่อตั้งสวนพุทธอุทยานธรรม ประธานศูนย์ฟื้นฟูผู้ป่วยจิตเวชอ และผู้ป่วยติดสุราและยาเสพติด อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อนำไปช่วยเหลือ บำบัดฟื้นฟูดูแลผู้ป่วยในระยะพักฟื้น

ศิษย์เก่าโรงเรียนธรรมราชศึกษา จังหวัดเชียงใหม่ ร่วมทำบุญถวายต้นสลากภัต โดยมีขบวนแห่ ต้นสลากภัต และขบวนช่างฟ้อน นำไปถวายพระครูวิวิธประชานุกุล ด็อกเตอร์ ประธานศูนย์ฟื้นฟูผู้ป่วยจิตเวชและผู้ป่วยสุราเรื้อรัง และผู้ป่วยติดยาเสพติดเชิงพุทธ โดยนำไปถวายที่สวนพุทธอุทยานธรรม ตำบลดอนเปา อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ โดยเงินบุญทั้งหมด ร่วมสมทบทุนสร้างสวนพุทธอุทยานธรรม ทั้งยังได้ใช้ปัจจัยในการให้ความอนุเคราะห์สงเคราะห์ ผู้ป่วยหลังการพักฟื้นตัว เพื่อการบำยัดรักษาอาการป่วย โดยใช้วิธีการให้ผู้ป่วยได้ฝึกปฏิบัติธรรมภาวนาจิตให้สงบ มีสติ มีความพยายามสร้างภูมิต้านทาน การป่วยของร่างกาย จิตใจด้วยพลังศรัทธา ในพระพุทธศาสนา ซึ่งในเวลา 10 ปีที่ผ่านมา ได้มีศรัทธาญาติโยม และผู้ป่วยจากอาการจิตเวช มารับการบำบัด ในการฝึกนั่งสมาธิ บำเพ็ญศีลภาวนา เป็นจำนวนมาก

ทั้งนี้สวนพุทธอุทยานธรรม ยังมีการทำโรงอาหารเป็นไทยทาน ให้ศรัทธาชาวบ้าน มาช่วยกันทำอาหาร แจกจ่ายผู้ด้อยโอกาส เเละ แขกไป ใครมา ที่อุทยานฯแห่งนี้ด้วย การให้ทานอาหาร ฟรี เพราะมีบางครอบครัว ยากจน ต้องมาขอรับอาหารในมื้อเย็น เป็นครั้งคราวยามขาดแคลนนับเป็นอุทยานธรรมทาน ที่ควรช่วยกันส่งเสริม ตามกำลังทรัพย์ต่อไป

เชียงใหม่ SACIT ชูหัตถกรรม น้ำต้น-แกะสลักไม้-ดุนโลหะ ชาวล้านนา สืบสานและส่งต่อมรดกทางภูมิปัญญาสู่คนรุ่นใหม่ (คลิป)

SACIT หรือ สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) ชูงานศิลปหัตถกรรมไทยชาวล้านนา น้ำต้น -แกะสลักไม้-ดุนโลหะ ชั้นบรมครู ส่งต่อมรดกทางภูมิปัญญาที่ทรงคุณค่า ควรค่าแก่การสืบสาน และต่อยอดสู่คนรุ่นหลังต่อไป

นายพรพล เอกอรรถพร รักษาการแทน ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย กล่าวว่า SACIT มีอีกหนึ่งภารกิจสำคัญอีกด้าน คือ การส่งเสริมคุณค่าบุคคลผู้สร้างสรรค์งานศิลปหัตถกรรมที่มีความรู้ ความชำนาญ มีทักษะฝีมือ ในงานศิลปหัตถกรรมไทยพื้นบ้าน อนุรักษ์ และสืบสานภูมิปัญญาดั้งเดิมที่สั่งสมสืบทอดจากบรรพบุรุษ สะท้อนถึงศาสตร์และศิลป์เชิงช่างในสาขาต่างๆ ให้ดำรงคงอยู่โดยไม่ให้สูญหายไปตามกาลเวลา เพราะเป็นบุคลากรที่ทรงคุณค่าเป็นผู้ที่สืบสานและรักษาอัตลักษณ์และภูมิปัญญาด้านงานศิลปหัตถกรรมไทยให้คงอยู่มาตั้งแต่อดีต ซึ่งปัจจุบันกลุ่มผู้สร้างสรรค์มีอายุมากขึ้นและอาจขาดทายาทผู้สืบสานภูมิปัญญาด้านงานศิลปหัตถกรรมไทย SACIT จึงได้มีกิจกรรมเฟ้นหาและเชิดชูเกียรติบุคคลเป็น “ครูศิลป์ของแผ่นดิน” “ครูช่างศิลปหัตถกรรม” และ “ทายาทช่างศิลปหัตถกรรม” เป็นประจำทุกปี ปัจจุบันนำมาเชิดชูแล้วกว่า 438 ราย และได้ดำเนินการรวบรวมชีวประวัติ ผลงาน และองค์ความรู้ในการทำงานศิลปหัตถกรรมของผู้ได้รับการเชิดชูเกียรติแต่ละประเภท โดยเฉพาะในงานหัตถกรรมที่กำลังจะสูญหาย หรือเหลือผู้ทำน้อยรายให้คงอยู่ดำรงไว้ซึ่งเอกลักษณ์และมรดกทางวัฒนธรรมของชาติไทยสืบต่อไป

การนำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ในครั้งนี้ จึงเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงมุมมองการอนุรักษ์และสืบสานภูมิปัญญางานศิลปหัตถกรรมไทยที่หาดูได้ยากในปัจจุบัน ได้แก่ งานน้ำต้น , งานดุนโลหะ และงานแกะสลักไม้ เป็นต้น

“น้ำต้น” หรือ “คนโท” เป็นงานศิลปหัตถกรรมที่อยู่ในวิถีชีวิตชาวล้านนามาช้านาน นอกจากจะใช้เป็นภาชนะใส่น้ำ ยังเป็นภาชนะใช้ใส่ดอกไม้บนแท่นบูชาและในพิธีกรรมต่างๆ รวมทั้งเป็นเครื่องประกอบ ยศของชนชั้นสูงในสมัยโบราณ ปัจจุบันครูสมทรัพย์ ศรีสุวรรณ ครูศิลป์ของแผ่นดิน ปี 2563 ผู้อนุรักษ์และสืบสานงานภูมิปัญญาการปั้นน้ำต้นของชาวล้านนาที่เกือบจะสูญหายไปจากแผ่นดินให้กลับมาคงอยู่ได้ ในปัจจุบัน ตั้งแต่การเตรียมดิน การนวดดินเหนียว นำมาขึ้นรูปบนแป้นหมุนไม้ที่ยังคงใช้แรงคนหมุนและตกแต่งลวดลายด้วยอุปกรณ์ที่เรียกว่า “เขาควาย” ตกแต่งผิวดินภายนอกให้เกิดเป็นลวดลายต่าง ๆ มาขูดขีด สลักลาย พิมพ์ลาย กดลาย ให้เกิดเป็นลวดลายเอกลักษณ์น้ำต้นโบราณ ซึ่งทุกกระบวนการล้วนเป็นภูมิปัญญาของคนรุ่นเก่าที่ส่งต่อภูมิปัญญากันมานับหลายร้อยปี

“งานดุนโลหะ” หรือ ภาษาถิ่นล้านนาจะเรียก ดุนลาย ว่า ต้องลาย หรือ ต้องครัว สร้างสรรค์โดย ครูดิเรกสิทธิการ ครูศิลป์ของแผ่นดิน ปี 2554 และนายพิชิต นะงอลา ทายาทช่างศิลปหัตถกรรม ปี 2562 ทั้งสองท่านยังคงเอกลักษณ์งานดุนโลหะตามขนบและลวดลายแบบดั้งเดิม และมีฝีมือที่ละเอียดลออ รวมถึงยังได้พัฒนารูปแบบ ลวดลาย วัสดุในการทำงานดุนโลหะสลักเงินให้มีความทันสมัย เหมาะกับยุคและความต้องการของตลาดมากขึ้น มีการปรับเปลี่ยนวัสดุอุปกรณ์ในการผลิตให้หาง่ายและทันสมัยขึ้น อย่างเช่น ทองแดง อลูมิเนียม ในการสร้างสรรค์ชิ้นงาน เพื่อเพิ่มสีสันเพิ่มมิติให้กับงานนั้น ๆ มากขึ้น รวมถึงลวดลายได้มีการนำลวดลายไทยและล้านนาแบบดั้งเดิมมาผสมผสานกับศิลปะร่วมสมัย ออกจำหน่าย ขยายตลาดให้มากขึ้น

สำหรับผลงานของนายพิชิต นะงอลา ทายาทช่างศิลปหัตถกรรม ปี 2562 อีกหนึ่งผู้สืบทอดภูมิปัญญา งานดุนโลหะจากครูดิเรก นำมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น มีเอกลักษณ์ที่ความชัดเจนของลวดลาย ละเอียด อ่อนช้อย งดงามรอบด้านในรูปแบบลอยตัว เช่น ผลงานที่ชื่อว่า “ไตรภูมิ” ที่นำโลหะ ทั้ง 3 ชนิด (ทองเหลือง ทองแดง และอะลูมิเนียม) มารวมไว้ในชิ้นงานเดียว จนได้มีโอกาสนำผลงานดุนโลหะ “ปลาอานนท์” ไปอวดโฉมปรากฏสายตาชาวโลกให้เป็นที่ประจักษ์ในความงดงามและคุณค่าจากภูมิปัญญา ที่เป็นเอกลักษณ์ ต่อยอดความคิดสร้างสรรค์ ผสมผสานกับจินตนาการอันกว้างไกลด้วยฝีมือคนไทย ที่งาน Revelations 2019 Grand Palais กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ที่ผ่านมาอีกด้วย

“งานแกะสลักไม้” สร้างสรรค์โดยครูเพชร วิริยะ ครูศิลป์ของแผ่นดิน ปี 2564 หรือที่รู้จักกันในนาม “สล่าเพชร” เป็นช่างฝีมือผู้เปี่ยมด้วยทักษะ และความเชี่ยวชาญในด้านการแกะสลักไม้ และยังถือเป็นบรมครูแห่งวงการงานแกะสลักช้างไม้ที่มีชื่อเสียงได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในจังหวัดเชียงใหม่ ผู้เปลี่ยนภาพจริงลงสู่เนื้อไม้ นำภูมิปัญญาที่สั่งสมมาพัฒนาต่อยอด ฝึกฝน และค้นคว้าจนถ่ายทอดงานแกะสลักช้างไม้เสมือนจริง เลียนแบบท่าทางของช้าง ตลอดจนถึงการแสดงอารมณ์ผ่านรูปลักษณ์อากัปกิริยาต่าง ๆ ของช้าง ทั้งช้างหนึ่งตัว สองตัว สามตัว ไปจนถึงลักษณะท่าทางของช้างเวลาอยู่รวมกันเป็นโขลง จนเป็นที่ได้รับ การกล่าวถึงว่าเป็นสล่าผู้มากฝีมือในการแกะสลักช้างได้เสมือนจริงจนเป็นที่รู้จักและยอมรับอย่างกว้างขวางมาจนถึงทุกวันนี้

นอกจากนี้ SACIT มีเป้าหมายสำคัญในการสืบสานองค์ความรู้งานศิลปหัตถกรรมไทยจากผู้สร้างสรรค์งานศิลปหัตถกรรมไทยไปยังกลุ่มคนรุ่นใหม่และสังคมไทย โดยมีการจัดเก็บและรวบรวมข้อมูลองค์ความรู้ ในรูปแบบ sacit Archive ที่ครอบคลุมงานศิลปหัตถกรรมไทยกว่า 3,000 รายการ ในกลุ่มเครื่องทอ เครื่องจักสาน เครื่องไม้ เครื่องดิน เครื่องโลหะ เครื่องกระดาษ เครื่องหนัง เครื่องรัก รวมถึงเครื่องอื่นๆ อาทิ งานเทริดมโนราห์งานกระจกเกรียบ เป็นต้น เพื่อรองรับความต้องการของผู้ประกอบการ ผู้ผลิต นักออกแบบ นักเรียน นักศึกษา ที่ต้องการใช้ประโยชน์ในการศึกษาค้นคว้าและวิจัย หรือนำข้อมูลองค์ความรู้ไปใช้พัฒนาตนเองและผลิตภัณฑ์ช่วยสร้างโอกาส สร้างเครือข่าย สร้างรายได้ ตลอดจนการจัดกิจกรรมและเวิร์คช้อปต่าง ๆ สร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ในงานศิลปหัตถกรรมไทยร่วมกันระหว่างช่างฝีมือและคนรุ่นใหม่ เช่น นิทรรศการเชิดชู ผู้สร้างสรรค์งานศิลปหัตถกรรมไทย หรือการสาธิตกระบวนการทำงานหัตถกรรมของครูศิลป์ของแผ่นดิน ครูช่างศิลปหัตถกรรม และทายาทช่างศิลปหัตถกรรม เพื่อกระตุ้นให้ผู้ที่เข้าชมได้เกิดความภาคภูมิใจ ในภูมิปัญญาของคนไทย และกลายเป็นจุดเริ่มต้นให้คนรุ่นใหม่เห็นความสำคัญ และหันมาร่วมอนุรักษ์และ สืบสานงานช่างฝีมือเหล่านี้ไว้ไม่ให้สูญหาย และเกิดเป็นสังคมงานคราฟต์ หรือ Social Craft Network ต่อไป

 

เชียงใหม่ เทศบาลตำบลสันผีเสื้อรับมอบผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มสมุนไพร จากดอกพญาสัตยบรรณ แก้ปัญหากลิ่นเหม็นในชุมชน จาก ม.ราชภัฏเชียงใหม่ (คลิป)

เทศบาลตำบลสันผีเสื้อรับมอบผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มสมุนไพร จากดอกพญาสัตยบรรณ แก้ปัญหากลิ่นเหม็นในชุมชน และผลิตภัณฑ์กล่องเลี้ยงผีเสื้อ เพื่อเพาะขยายพันธ์ จากมหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงใหม่

พิธีส่งมอบงานโครงการมหาวิทยาลัยสู่ตำบล U2T For BCG เทศบาลตำบลสันผีเสื้อ โดย นายภาวิต บุญชละ รองนายกเทศมนตรีตำบลสันผีเสื้อ ได้ร่วมกับคณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงใหม่ โดย รองศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ ชาตรี มณีโกศล รักษาราชการแทนอธิการบดี มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ดำเนินโครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ภายใต้กิจกรรมที่ ๔ กิจกรรมอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ทรัพยากรท้องถิ่น ตามโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช อันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (อพ.สธ. ตำบลสันผีเสื้อ) จำนวน ๒ ผลิตภัณฑ์ ได้แก่

๑. ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มสมุนไพร ดอกพญาสัตบรรณ (ตรา Butterfly Devil Tree) ดำเนินโครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากดอกและใบของต้นพญาสัตบรรณ ร่วมกับคณะวิทยาการจัดการมหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงใหม่ เพื่อนำงานวิจัยและนวัตกรรมที่เกี่ยวข้อง มาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ในการแก้ไขปัญหาผลกระทบเรื่องกลิ่นดอกพญาสัตบรรณ และเป็นแนวทางในการใช้ทรัพยากรท้องถิ่นเพื่อเพิ่มมูลค่า สร้างอาชีพ สร้างรายได้แก่ราษฎรในท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

๒. ผลิตภัณฑ์กล่องเลี้ยงหนอนผีเสื้อ (Hello Butterfy) ได้ดำเนินโครงการ “ฟาร์มผีเสื้อ “ เพื่อสร้างเอกลักษณ์ของตำบลสันผีเสื้อ และเป็นฐานทรัพยากรท้องถิ่นด้านผีเสื้อ มีสถานที่สำหรับเพาะเลี้ยงขยายพันธุ์ และมีวัตถุประสงค์พัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศของตำบล ผลิตภัณฑ์กล่องเลี้ยงหนอนผีเสื้อ(HelloButterfy) จึงเป็นผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ ในการต่อยอดโครงการฟาร์มผีเสื้อ เพื่อเผยแพรให้เด็กๆ และผู้ที่สนใจได้ศึกษาวงจรชีวิตของผีเสื้อ ส่งเสริมการเรียนรู้ในเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพและมีจิตสำนึก รักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นับเป็นการอนุรักษ์และใช้ทรัพยากรท้องถิ่น ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และสามารถสร้างงาน สร้างรายได้ให้คนในชุมชนท้องถิ่นได้อีกทางหนึ่ง

เชียงใหม่ ธนาคารเลือด โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ ขาดแคลนโลหิตขอรับบริจาค (คลิป)

ธนาคารเลือด โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ ขาดแคลนโลหิตขอรับบริจาค แต่ละวันต้องใช้ผ่าตัดใหญ่ มากถึงวันละ 100 – 120 คน ต่อวัน แต่มีผู้บริจาคน้อยในสถานที่วันละไม่ถึง 40 ราย ต้องออกรับบริจาคนอกสถานที่

นักเทคนิคการแพทย์ นิภาพรรณ ลี้ตระกูล หัวหน้างานธนาคารเลือด โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ เผยว่าจากสถานการณ์โควิค ทำให้โลหิตที่ใช้ในการผ่าตัดใหญ่ แต่ละวันขาดแคลน จึงขอเชิญชวนประชาชนร่วมทำบุญบริจาคโลหิต เพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ทุกหมู่เลือด แต่ขณะนี้หมู่เลือดที่ขาดแคลน จะเป็นกรุ๊ปโอ และกรุ๊ปเอ ซึ่งแต่ละวันทางโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ ต้องใช้เลือดในการผ่าตัดใหญ่ ทั้งโรคหัวใจ โรคสมอง การปลูกถ่ายอวัยวะตับ ไต ปลูกถ่ายเชลล์ต้นกำเนิดวันละ 100 – 120 ยูนิต แต่มีประชาชนมาบริจาค ในสถานที่เพียงแค่ 30 – 40 รายต่อวัน ทำให้ยังไม่เพียงพอ ต่อการรักษาโรค ทั้งนี้เพื่อเติมเต็มเลือดในคลัง และยังต้องใช้ในการให้บริการผู้ป่วยฉุกเฉินด้วย ทำให้แต่ละวันยังต้องขอรับบริจาคโลหิตนอกสถานที่ เพื่อนำมาสำรองในคลังธนาคารเลือด โดยวันนี้ได้ออกหน่วยรับบริการ บริเวณห้องประชุมเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งก็จะมีนักศึกษาวิทยาลัยโปลิเทคนิคลานนาเชียงใหม่ กำนันผู้ใหญ่บ้าน และข้าราชการ มาร่วมบริจาคโลหิต คาดว่าจะได้โลหิตไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นซีซี

เชียงใหม่ จัดพิธีมอบเงินพระราชทานขวัญถุงหมู่บ้านกองทุนแม่ของแผ่นดิน ประจำปี 2565 จำนวน 61 กองทุน (คลิป)

รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ มอบเงินพระราชทานขวัญถุงหมู่บ้านกองทุนแม่ของแผ่นดิน ประจำปี 2565 จำนวน 61 กองทุนต่อหน้าพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมมอบใบประกาศเกียรติคุณให้แก่หมู่บ้านกองทุนแม่ของแผ่นดิน ที่มีผลงานดีเด่นระดับจังหวัด ประจำปี 2565

ที่ห้องประชุม เฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ นาย ศักดิ์ชัย คุณานุวัฒน์ชัยเดช รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานมอบเงินพระราชทานขวัญถุงกองทุนแม่ของแผ่นดิน ประจำปี 2564 และประจำปี 2565 ให้กับนายอำเภอ 24 อำเภอและตัวแทนเทศบาลนครเชียงใหม่ ต่อหน้าพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และมอบพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง แก่หมู่บ้านต้นกล้ากองทุนแม่ของแผ่นดินปี 2564 และ ปี 2565 รวม 61 กองทุน จาก 24 อำเภอและเทศบาลนครเชียงใหม่

โอกาสเดียวกัน ยังได้มอบใบประกาศเกียรติคุณ ให้กับหมู่บ้านกองทุนแม่ของแผ่นดิน ที่มีผลงานดีเด่นระดับจังหวัด รางวัลชนะเลิศ หมู่บ้านม่วงคำ ตำบลโป่งแยง อำเภอแม่ริม รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 บ้านท่ามะเกี๋ยง ตำบลสันทราย อำเภอพร้าว รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 บ้านแพะแม่แฝกใหม่ ตำบลแม่แฝกใหม่ อำเภอสันทราย และรางวัลชมเชย หมู่บ้าน ปางเฟือง ตำบลปิงโค้ง อำเภอเชียงดาว และหมู่บ้านถ้ำตับเตา ตำบลศรีดงเย็น อำเภอไชยปราการ


และยังมีการทอดผ้าป่าสามัคคี มอบให้กับพระอธิการ ชาญชัย กันตะวีโร เจ้าอาวาสวัดร้องอ้อ และมอบต่อให้กับนายสว่าง ธาตุอินทร์จันทร์ ประธานกองทุนเครือข่ายแม่ของแผ่นดินจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อนำไปบริหารจัดการในการบริหารงานต่อไป นอกจากนั้นผู้ที่มาร่วมงานยังร่วมบริจาคโลหิต ตามโครงการ 90 พรรษา 90 ล้านซีซี ถวายราชสดุดี สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงด้วย

 

เชียงใหม่ รมว. ยุติธรรม เปิดงาน สร้างเศรษฐกิจ เปลี่ยนพืชกระท่อมเป็นเงินสด ณ จังหวัดเชียงใหม่

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เปิดงาน “สร้างเศรษฐกิจ เปลี่ยนพืชกระท่อมเป็นเงินสด” ณ จังหวัดเชียงใหม่ ส่งเสริมการสร้างประโยชน์ของพืชกระท่อมเชิงเศรษฐกิจตามนโยบายรัฐบาล

วันนี้ (9 ก.ย. 65) เวลา 16.30 น. ที่ ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลแอร์พอร์ต เชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานเปิดงาน “สร้างเศรษฐกิจ เปลี่ยนพืชกระท่อมเป็นเงินสด” เพื่อส่งเสริมการสร้างประโยชน์ของพืชกระท่อมเชิงเศรษฐกิจตามนโยบายรัฐบาล โดยมี นายวิชัย ไชยมงคล เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด นายศักดิ์ชัย คุณานุวัฒน์ชัยเดช รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ หัวหน้าส่วนราชการในสังกัดกระทรวงยุติธรรม ตลอดจนประชาชนที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนมาก


การจัดกิจกรรม “สร้างเศรษฐกิจ เปลี่ยนพืชกระท่อมเป็นเงินสด” ในครั้งนี้ เป็นการขับเคลื่อนนโยบายพืชกระท่อม โดยเฉพาะการผลักดันให้มีตลาดรองรับพืชกระท่อมในรูปแบบอื่นๆ นอกจากการขายใบสด เช่น โรงงานแปรรูป การนำไปใช้ในทางการแพทย์ ฯลฯ ภายหลังจาก พ.ร.บ.พืชกระท่อม ถูกบังคับใช้เป็นกฎหมาย โดยสาระสําคัญของ พ.ร.บ.พืชกระท่อม สามารถเพาะพันธุ์หรือปลูกพืชกระท่อมได้อย่างเสรี สามารถครอบครองและขายใบกระท่อมได้โดยไม่ต้องขออนุญาต แต่ห้ามขายให้แก่ผู้มีอายุต่ำกว่า 18 ปี สตรีมีครรภ์ สตรีให้นมบุตร และบุคคลที่กฎหมายกําหนด และห้ามบริโภคใบกระท่อมหรือน้ําต้มใบกระท่อมที่ปรุงหรือผสมกับยาเสพติด เว้นแต่เพื่อการรักษาโรคหรือการวิจัยภายใต้การกํากับดูแลของแพทย์ ส่วนการนําเข้าหรือส่งออกใบกระท่อมจะต้องขอรับใบอนุญาตจาก เลขาธิการ ป.ป.ส.


โดยภายในงานมีกิจกรรมต่างๆ มากมาย อาทิ การเสวนาในหัวข้อ “ปลดล็อคพืชกระท่อม ปลุกเศรษฐกิจใหม่” กิจกรรมแข่งขันประกวดคำขวัญพืชกระท่อม นิทรรศการความรู้และผลิตภัณฑ์สินค้าจากพืชกระท่อม ซึ่งสำนักงาน ปปส. ภาค 5 ได้ร่วมออกบูธจัดนิทรรศการ “พืชกระท่อมสร้างเศรษฐกิจไทย” นำต้อนกระท่อมกว่า 1,000 ต้น แจกจ่ายให้แก่ประชาชนที่เข้าร่วมงาน ได้นำไปปลูกเพื่อสร้างรายได้ให้แก่ตนเองและครอบครัว ตามนโยบายของรัฐบาลต่อไป

เชียงใหม่ นักเรียนปลูกนาแปลงพอเพียง ศูนย์เรียนรู้ผาแดง อ.ไชยปราการ

นักเรียนปลูกนาแปลงพอเพียง ศูนย์เรียนรู้ผาแดง อ.ไชยปราการ จังหวัดเชีงใหม่ เป็นศูนย์เรียนรู้ที่ถูกคัดเลือกโดยคณะกรรมการให้เป็นหนึ่งศูนย์เรียนรู้หนึงจังหวัดหนึ่งศูนย์เรียนรู้จังหวัดเชียงใหม่ เพราะที่นี่เป็นพื้นที่เกษตรตัวจริง ทั้งพืชสวนครัว พืชไร่ พืชสวน ต้นไม้ยืนต้นเศรฐกิจ

ศูนย์เรียนรู้บ้านผาแดง ตำบลหนองบัว อำเภอไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่ เป็นศูนย์เรียนรู้ที่ถูกคัดเลือกโดยคณะกรรมการให้เป็นหนึ่งศูนย์เรียนรู้หนึงจังหวัดหนึ่งศูนย์เรียนรู้จังหวัดเชียงใหม่ เพราะที่นี่เป็นพื้นที่เกษตรตัวจริง ทั้งพืชสวนครัว พืชไร่ พืชสวน ต้นไม้ยืนต้นเศรฐกิจ ที่ชาวบ้านทำจริงเป็นอาชีพสืบต่อกันมาจากบรรพบุรุษ สู่ลูกหลาน จนเป็นอาชีพที่ยั่งยืน มีต้นอาโวกาโด้ที่มีคุณภาพตามความสูงจากระดับน้ำทะเล 1,200เมตร ได้รสชาด คุณภาพ ผลผลิตดกออกมากช่วงหน้าหนาว และยังเป็นต้นไม้ที่ยืนต้นเหมือนปลูกป่าธรรมชาติ ทดแทนที่ถูกทำลายไป ไร่กาแฟอาราบีก้า ที่ได้คุณภาพตามความสูง ของพื้นที่ และยังมีหัวบัวหิมะที่เริ่มออกช่วงหน้าหนาวที่ใกล้ถึงนี้ ซื้อตามสวนบนดอยผาแดง ดอยสินชัย (ถ้ำง๊อบ)บ้านป่าเกียะ ที่ปลูกกันมาก เหมาะกับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาตามสายเชียงใหม่ -ไชยปราการ ขึ้นบ้านสินชัย บ้านผาแดง หรือสายเชียงใหม่-อรุโณทัย-สินชัย-ผาแดง-ดอยอ่างขาง จะเป็นเส้นทางที่มีดอกซากุระ หรือดอกนางพยาเสือโคร่ง ที่ออกดอกในช่วงหน้าหนาว 100,000ต้น

วันนี้ทางนายวัชระ เทพกัน นายอำเภอไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่ได้ร่วมกับนายกิตติพงษ์ ศุภอภิรดีเพชร ผู้ใหญ่บ้านรางวัลแหนมทองคำสองสมัย นายเกรียงไกร เพาะเจริญ หัวหน้าหน่วยจัดการต้นน้ำห้วยสูน ร่วมกับชาวบ้านและเด็กๆนักเรียน คุณครูโรงเรียนบ้านผาแดง และจิตอาสาพระราชทาน ร่วมปลูกข้าว7สี ในพื้นทีโคกหนองนาศูนย์เรียนรู้บ้านผาแดงเพื่อจะได้แสดงให้กับผู้มาศึกษาเรียนรู้ในพื้นที่จริงๆและเป็นการปลุกจิตสำนึกเด็กเยาวชนตลอดข้าราชการจะได้นำเอาการเรียนรู้นี้ไปต่อยอดหมู่บ้านอื่นๆต่อไปแบบยั่งยืน

เชียงใหม่ “อัญชลี”ลุ้นก่อนวันที่ 15 กย.65 ผู้จัดการมรดกร่วมปางช้างแม่สา จะมาร่วมเบิกจ่ายเงินมรดกและที่ดิน บางส่วนตามพินัยกรรมระบุหรือไม่

“อัญชลี” บุตรสาวคนโตของพ่อเลี้ยงชูชาติ ปางช้างแม่สา และเป็นหนึ่งในผู้จัดการมรดกร่วม รอคอยดูว่าก่อนวันที่ 15 กันยายน 2565 ผู้จัดการมรดกร่วมอีกฝ่าย จะมานัดตนเบิกเงินค่าโอนที่ดินไหม พร้อมทวงถามทรัพย์สินที่หายไปจากบ้านบิดาตน จะมีคำตอบว่าอย่างไร ตนงงมากว่างาช้าง 212 กิ่ง พบว่าในบ้านเหลือเพียง 15 กิ่ง เป็นไปได้อย่างไร งาช้างมีน้ำหนักมาก ตอนนี้งาช้างอยู่ที่ไหน

เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2565 เวลา 15.00 น. ผู้สื่อข่าวได้พยายามโทรสัมภาษณ์นางอัญชลี กัลมาพิจิตร ผู้บริหารปางช้างแม่สาถึงสถานการณ์ต่างๆทั้งในเรื่องการจัดการปางช้างแม่สาและการจัดการทรัพย์มรดกกว่าพันล้านของพ่อเลี้ยงชูชาติ กัลมาพิจิตรที่ยืดเยื้อมาเป็นปีที่ 4 แล้วและยังไม่สามารถจัดการอะไรได้ แม้ศาลจะมีคำสั่งให้คดีสิ้นสุดลงแล้วก็ตาม นางอัญชลี กัลมาพิจิตรเป็นบุตรสาวคนโตของพ่อเลี้ยงชูชาติและเป็นหนึ่งในผู้จัดการมรดกร่วม หลังจากที่ศาลมีคำสั่งให้จัดการมรดกตามพินัยกรรมร่วมกันกับนางฐิติรัตน์ กัลมาพิจิตร ภรรยาคนสุดท้ายของพ่อเลี้ยงชูชาติ

นางอัญชลีได้ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวว่า”หลังจากนายชูชาติ บิดาตนได้เสียชีวิตลงเมื่อต้นปี 2562 ตนก็ได้เข้ามาบริหารงานตามที่ศาลจังหวัดเชียงใหม่ได้มีคำสั่งให้ทำสัญญาประณีประนอมยอมความกัน ลงวันที่ 16 ตุลาคม 2562 ในวันนั้นตนได้รับหุ้นในบริษัทคืน และศาลให้ตนเป็นผู้บริหารในสามบริษัทของบิดา โดยตนได้รับเงินจากกรรมการบริหารมาในเบื้องต้นจำนวน 9 ล้านบาท

ต่อมาในปี 2563 เกิดการระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้ปางช้างประสบกับปัญหาด้านนักท่องเที่ยว กระทบหนักเรื่องการเงิน ประกอบกับนางฐิติรัตน์ได้ยื่นอุทธรณ์ขอเป็นผู้จัดการมรดกเพียงคนเดียวทำให้ไม่สามารถจัดการทรัพย์สินตามพินัยกรรมได้

จนถึงปี 2564 ศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษาให้ยืนตามศาลชั้นต้น นางฐิติรัตน์ก็ยังคงเดินหน้ายื่นคำร้องต่อศาลฎีกา ตนต้องอดทนรอจนศาลฎีกาไม่รับคำร้องในเดือนมิถุนายน ปี 2565 เรื่องราวการฟ้องร้องการเป็นผู้จัดการมรดกจึงถึงที่สิ้นสุด และตนก็มีความหวังมากว่าจะได้รับการโอนเงินและโอนทรัพย์สินต่างๆของปางช้างแม่สาโดยเร็วที่สุด ตามที่บิดาได้ทำพินัยกรรมไว้ แต่ก็ไม่เป็นไปตามคาด ตนได้นัดนางฐิติรัตน์ถึงสามครั้งแล้ว เพื่อให้ไปเบิกเงิน และโอนช้างให้แก่บริษัท ปางช้างแม่สา จำกัด ถูกนางฐิติรัตน์ปฏิเสธทุกครั้งและไม่เคยไปเลย ซึ่งตนได้มีการบันทึกไว้ทุกครั้งเช่นกันเพื่อส่งศาล

เหตุการณ์ล่าสุดนางฐิติรัตน์ได้ส่งจดหมายนัดตนในวันที่ 15 กันยายน 2565นี้ เพื่อไปโอนที่ดินจำนวนหลายแปลงให้กับบริษัท ปางช้างแม่สา จำกัด แต่กลับบอกในจดหมายให้ตนหาเงินค่าโอนไปเอง เรื่องนี้ตนได้รีบทำจดหมายแจ้งกลับไปแล้วว่าการโอนทรัพย์สินจะต้องใช้เงินจากกองมรดกเท่านั้น นางฐิติรัตน์มีทนายความถึงสามคน ไม่น่าจะต้องให้ตนต้องแจ้งให้ไปเบิกเงินค่าใช้จ่ายจากกองมรดกเสียก่อน เพราะเป็นข้อกฏหมายและในพินัยกรรมก็เขียนไว้อย่างชัดเจนแล้วในข้อ 5

“ทุกเรื่องตนไม่อยากเสียเวลาอีกต่อไป อีกทั้งตนยังพบว่าทรัพย์สินที่เป็นมรดกของทายาทได้หายไปจากบ้านบิดาตนหลายรายการ ทั้งๆที่ไม่ควรมีการเคลื่อนย้ายทรัพย์สินหลังการตายของเจ้ามรดก ตามกฏหมายสมบัติของผู้ตายจะตกทอดสู่ทายาททันที เพียงแต่รอขั้นตอนการโอนหรือการมอบให้ตามคำสั่งศาลเท่านั้น”

ในเรื่องนี้ตนได้สอบถามนายเชิดศักดิ์ กัลมาพิจิตร หนึ่งในทายาทซึ่งเป็นน้องชายตนแล้ว เขายืนยันว่ายังไม่ได้แตะต้องทรัพย์สินใดๆที่จะตกทอดถึงเขาตามพินัยกรรมทั้งสิ้น ตนจึงแน่ใจว่าทรัพย์สินของบิดาไม่ได้อยู่ที่เดิมแล้ว นอกจากการทำหน้าที่ผู้จัดการมรดกร่วมแล้ว นางอัญชลีกล่าวว่าตนยังต้องรับผิดชอบช้างและพนักงานทั้งหมดของปางช้างแม่สา โดยที่ผ่านมาตนต้องเอาบ้านส่วนตัวไปจำนองกับธนาคาร ขายทรัพย์สินส่วนตัว จนเป็นหนี้เป็นสิน เพราะต้องหาเงินมาใช้จ่ายเลี้ยงดูช้างและพนักงานจำนวนกว่าร้อยคน ตกเดือนละประมาณสามล้านบาท และที่ตนเคยขอเบิกเงินจำนวน 15 ล้านบาทในบัญชีที่บิดามอบให้เป็นค่าใช้จ่ายหมุนเวียนในบริษัทตามพินัยกรรม นางฐิติรัตน์ก็ไม่ยอมเบิกเงินให้บริษัท

ตนต้องอดทนต่อความลำบาก จนจะทนไม่ไหวอยู่แล้ว ทุกวันนี้ตนเลี้ยงช้างจำนวน 68 เชือก มีช้างทุกเพศทุกวัย ต้องกินอาหารถึงวันละ 10 ตัน ที่ปางช้างแม่สายังมีช้างชราหลายเชือกที่ต้องการการดูแลสุขภาพเป็นพิเศษ มีช้างป่วย ที่ต้องใช้ยารักษาโรค ต้องให้อาหารเสริม ทำให้ปางช้างมีค่าใช้จ่ายสูงมาก ช่วงนี้เป็นฤดูฝน บนดอยมีน้ำหลาก ทำให้ต้นไม้ล้มโดนสิ่งปลูกสร้างในปางช้างจนเสียหายหลายหนแล้ว ตนต้องขอให้พนักงานควาญช้างช่วยกันซ่อมแซม เป็นการลดรายจ่ายและแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ส่วนนักท่องเที่ยวในหน้าฝนก็ลดน้อยลงมาก ตนจะรอดูว่าก่อนวันที่ 15 กันยายน 2565 นางฐิติรัตน์จะมานัดตนเบิกเงินค่าโอนที่ดินไหม และในส่วนที่ตนทวงถามทรัพย์สินที่หายไปจากบ้านบิดาตน นางฐิติรัตน์จะมีคำตอบว่าอย่างไร ตนงงมากว่างาช้าง 212 กิ่ง พบว่าในบ้านเหลือเพียง 15 กิ่ง เป็นไปได้อย่างไร งาช้างมีน้ำหนักมาก ตอนนี้งาช้างอยู่ที่ไหน” นางอัญชลีกล่าวปิดท้ายการให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าว

เชียงใหม่ เครือข่ายสภาลมหายใจ9จังหวัดเรียกร้องรัฐทบทวนวาระแห่งชาติ เสนอมาตรการบลูพรินท์ฉบับประชาชนอุดช่องโหว่มาตรการรัฐ (คลิป)

เครือข่ายสภาลมหายใจ 9 จังหวัดเรียกร้องรัฐทบทวนวาระแห่งชาติ เสนอมาตรการบลูพรินท์ฉบับประชาชนอุดช่องโหว่มาตรการรัฐ


เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2565 ณ โรงแรมเชียงใหม่แกรนด์วิว ตัวแทนเครือข่ายสภาลมหายใจภาคเหนือ 9 จังหวัด ประกอบด้วย สภาลมหายใจแม่ฮ่องสอน สภาลมหายใจเชียงใหม่ ,สภาลมหายใจลำพูน ,สภาลมหายใจเชียงราย สภาลมหายใจลำปาง ,ชมรมอากาศดีที่เมืองแพร่ ,สภาลมหายใจพะเยา, เครือข่ายรักษ์อากาศน่าน และสภาลมหายใจตาก ได้ร่วมกันแถลงข่าวเรียกร้องให้รัฐบาลยกระดับการแก้ปัญหามลพิษอากาศจากฝุ่นควัน pm2.5 ที่เป็นวิกฤตมายาวนาน แม้ว่าเมื่อฤดูแล้งที่ผ่านมาการเกิดฝุ่นควันและไฟน้อยกว่าปีก่อนหน้า แต่ก็สืบเนื่องจากปัจจัยสภาพภูมิอากาศมีฝนตกจากภาวะลานีญ่าเป็นสำคัญ

เครือข่ายสภาลมหายใจภาคเหนือ มองว่า ต้องมีการยกระดับปรับปรุงชุดมาตรการแก้ปัญหามลพิษอากาศจากฝุ่นควัน pm2. ตามวาระแห่งชาติด้านฝุ่นละอองที่ใช้มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2562 เพราะไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงและสภาพปัญหาของภาคเหนือ ใช้ตัวชี้วัดที่ไม่สะท้อนและไม่ครอบคลุม มุ่งเน้นที่การบังคับห้ามเผาแบบไม่แยกแยะ หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า ชุดมาตรการ zero burning ซึ่งไม่ได้ผลจริงในทางปฏิบัติ


ทางเครือข่ายสภาลมหายใจภาคเหนือ ได้ร่วมกันสังเคราะห์และปรับปรุงและยกระดับจากวาระแห่งชาติด้านฝุ่นละออง เป็นรายงานข้อเสนอเพื่อยกระดับการแก้ปัญหามลพิษฝุ่นควันภาคเหนือ หรือเรียกสั้นๆ ว่า “บลูพรินท์” โดยจะนำเสนอต่อรัฐบาลในทุกช่องทางนับจากนี้ โดยหวังว่าจะนำไปสู่การนำไปปรับปรุงยกระดับนโยบายและมาตรการต่อไป


ทั้งนี้ชุดข้อเสนอตาม “บลูพรินท์” จัดทำขึ้นตามหลักแนวคิด 6 ประการคือ
1.บริหารจัดการสาเหตุตามบริบทภูมิสังคม (แทนการห้ามเผาเด็ดขาด)
2.หลักความเป็นธรรมทางสิ่งแวดล้อม
3.หลักสุขภาพประชาชนเป็นตัวตั้ง
4.เปิดการมีส่วนร่วมแก้ปัญหาโดยชุมชนท้องถิ่นเป็นแกน
5.การเข้าถึงอากาศสะอาดเป็นสิทธิพื้นฐานที่รัฐต้องคุ้มครอง
6.ประสิทธิภาพการบริหารจัดการเชิงพื้นที่ (เอาพื้นที่ปัญหาเป็นตัวตั้งไม่ใช่เขตอำนาจปกครองหรืออำนาจหน่วยงานตามกฎหมาย)

ทั้งนี้เมื่อแปลงข้อเสนอสู่มาตรการเชิงปฏิบัติ เครือข่ายสภาลมหายใจภาคเหนือหวังจะเห็นการเปลี่ยนแปลงใหญ่ๆ อาทิเช่น หน่วยงานรัฐต้องแจ้งล่วงหน้าต่อสาธารณะว่าจะดำเนินการบริหารเชื้อเพลิง (ชิงเผา) ในพื้นที่ใด เวลาใด เช่นเดียวกับแปลงชิงเผาของประชาชน, หน่วยงานรัฐมีมาตรการป้องกันสุขภาวะเชิงรุกเช่นการจัดเตรียมเครื่องฟอกอากาศให้ผู้ด้อยโอกาส ผู้ป่วยยืมไปใช้, รัฐต้องขยายเครื่องวัดคุณภาพอากาศมาตรฐานไปยังพื้นที่รอบนอก แทนที่จะมีแต่เครื่องวัดมาตรฐานที่ตัวจังหวัดเพียงตัวเดียว, จัดทำแผนมาตรการบูรณาการเพื่อบริหารพื้นที่ไฟไหม้ขนาดใหญ่ ขนาดกลางที่คาบเกี่ยวเขตปกครองและเขตความรับผิดชอบหน่วยงาน ให้เป็น KPI ร่วม ฯลฯ เป็นต้น


ทั้งนี้ประชาชนสามารถเข้าไปดาวน์โหลดชุดข้อเสนอและมาตรการฉบับเต็มตามบลูพรินท์โดยตรงได้ทางเว็บไซต์ สภาลมหายใจเชียงใหม่ https://breathcouncil.org/ และเว็บไซต์ WEVOสื่ออาสา https://wevo.news/
พร้อมกันนี้เครือข่ายสภาลมหายใจภาคเหนือ 9 จังหวัดได้จัดเวทีสรุปบทเรียนและสร้างแนวทางการขับเคลื่อนภาคเหนือสู้ฝุ่นควัน ระหว่างวันที่ 8-9 กันยายน 2565 โดยการสนับสนุนจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้และพัฒนาการผลักดันยกระดับการแก้ปัญหามลพิษอากาศฝุ่นควัน pm2.5 ในปี พ.ศ.2566 ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น พร้อมทั้งตั้งเป้าจะพัฒนาความเข้มแข็งขององค์กรเครือข่ายแต่ละจังหวัดอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน โดยมีเจตนาร่วมกันเพื่อให้พื้นที่ภาคเหนือเกิดมีอากาศสะอาดและปลอดภัยในทุกฤดู เพื่อสุขภาวะของประชาชนทุกพื้นที่ของภาคเหนือ.