ลำปาง แม่น้ำวังที่ไหลผ่านอำเภอสบปราบ จังหวัดลำปาง ขยายวงกว้างเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชน ระดับน้ำบางจุดเกือบ 2 เมตร (คลิป)

แม่น้ำวังที่ไหลผ่านอำเภอสบปราบ จังหวัดลำปาง ขยายวงกว้างเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชน และสวนชาวบ้าน ในพื้นที่บ้านสบปราบเหนือและสบปราบใต้ ระดับน้ำบางจุดสูงเกือบ 2 เมตร เจ้าหน้าที่นำเรือท้องแบน เร่งเข้าไปช่วยเหลือ

ระดับน้ำในแม่น้ำวัง ที่สูงขึ้นจากฝนที่ตกหนัก และไหลผ่านพื้นที่อำเภอสบปราบ จังหวัดลำปาง ขยายวงกว้างเข้าท่วมพื้นที่ลุ่มริมแม่น้ำวัง บ้านสบปราบเหนือ และบ้านสบปราบใต้ บ้านวังพร้าว ตำบลสบปราบ อำเภอสบปราบ จังหวัดลำปาง ระดับน้ำบางจุดสูงเกือบ 2 เมตร เจ้าหน้าที่ต้องนำเรือท้องแบนเข้าไปช่วยเหลือขนย้ายทรัพย์สิน และช่วยเหลือชาวบ้านที่ติดอยู่ในบ้าน พื้นที่สวนไม้ผลและพืชผักจมอยู่ใต้น้ำ

นางสายทิม ศรีอินทรสูต ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 14 ตำบลสบปราบบอกว่า ยังมีชาวบ้านติดอยู่ในบ้านบางหลัง ระดับยังน้ำสูงเกือบ 2 เมตร สวนมังคุด ทุเรียน มะนาว ลำไย กระท้อน มะกรูด สวนพริก สวนมะเขือ ผักบุ้ง จมอยู่ใต้น้ำไม่ต่ำกว่า 30 ไร่ ยังไม่รวมหมู่บ้านอื่นๆ

ขณะที่บ้านหนองวัวแดง ตำบลนายาง อำเภอสบปราบ ที่แม่น้ำวัง ล้นตลิ่งเข้าท่วม ระดับน้ำเริ่มลดลง แต่ยังมีน้ำท่วมบ้านเรือนสูงอยู่ แต่ระดับน้ำลดลงอย่างช้าๆ และยังมีน้ำท่วมขังบนถนนเข้าหมู่บ้านรถเล็กยังไม่สามารถผ่านได้ ทำให้มีชาวบ้านและกลุ่มวัยรุ่น นำรถจักรยานยนต์ไปจอดล้างบนถนน แต่ปัญหาเป็นพื้นที่แอ่งกระทะ หากระดับน้ำในแม่น้ำวังลดลงต่ำกว่าตลิ่ง อาจยังมีน้ำท่วมขังตามบ้านเรือนประชาชน ต้องใช้เครื่องสูบน้ำออก

ลำปาง แม่น้ำวังที่ไหลผ่านอำเภอสบปราบ จังหวัดลำปาง ล้นตลิ่งท่วมบ้านเรือนประชาชน ระดับน้ำสูงกว่า 1 เมตร (คลิป)

แม่น้ำวังที่ไหลผ่านอำเภอสบปราบ จังหวัดลำปาง ล้นตลิ่งท่วมบ้านเรือนประชาชน ระดับน้ำสูงกว่า 1 เมตร บ่อปลา พืชสวนได้รับความเสียหายเป็นบริเวณกว้าง ขณะที่ชาวบ้านพลิกวิกฤตเป็นโอกาส เดินลุยน้ำและพายเรือ ออกจับจิ้งกุ่งหนีน้ำท่วมรู เกาะตามกิ่งไม้นำไปขายตัวละ 2 บาท


ฝนที่ตกหนักทางตอนเหนือ ทำให้แม่น้ำวังมีปริมาณเพิ่มสูงขึ้นประกอบกับเขื่อนเร่งระบายน้ำ ทำให้แม่น้ำวังที่ไหลผ่านพื้นที่อำเภอสบปราบจังหวัดลำปางมีปริมาณเพิ่มสูงขึ้น ทำให้ล้นตลิ่งเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนพื้นที่ลุ่มริมแม่น้ำ บ้านหนองวัวแดง ตำบลนายาง อำเภอสบปราบ ทำให้ชาวบ้านต้องขนของไว้บนที่สูง บางหลังระดับน้ำท่วมสูงกว่า 1 เมตร สวนพริกและบ่อปลาของชาวบ้านได้รับความเสียหาย ปลานิลปลาดุกหนีไปกับน้ำท่วม ถนนในหมู่บ้านผ่านไม่ได้ ระดับน้ำท่วมสูงกว่า 50 เซนติเมตร

ขณะที่ชาวบ้านพลิกวิกฤตเป็นโอกาส พากันเดินลุยน้ำ บางรายพายเรือ ออกหาจิ้งกุ่ง ที่ถูกน้ำท่วมรู ออกมาเกาะตามต้นหญ้าและกิ่งไม้ ตามพื้นที่สวน นำไปขายได้ราคาดีตัวละ 2 บาท มีแม่ค้ามารับซื้อถึงที่ บางรายจับได้มากถึง 700 ตัว ส่วนพื้นที่ตำบลสบปราบที่อยู่พื้นที่ลุ่มริมน้ำ น้ำล้นตลิ่งท่วมพื้นที่การเกษตรและสถานที่ออกกำลังกาย เป็นบริเวณกว้าง เจ้าหน้าทีกำลังเร่งออกสำรวจความเสียหาย เพื่อให้ความช่วยเหลือ ขณะนี้ระดับน้ำเริ่มทรงตัว หากไม่มีฝนตกระดับน้ำน่าจะลดลงเรื่อยๆ แต่ชาวบ้านยังต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด และยังไม่ไว้ใจสถานการณ์พากันเดินทางมาดูน้ำสถานการณ์น้ำบริเวณ สะพานข้ามแม่น้ำวัง ที่เชื่องระหว่าง บ้านหล่ายพัฒนาหมู่ 13 ตำบลสบปราบ กับบ้านหนองวัวแดง ตำบลนายาง ตลอดเวลา เนื่องจากแม่น้ำวังดันเข้าลำห้วยที่ผ่านหมู่บ้าน

เชียงใหม่ มรดกพ่อเลี้ยงชูชาติ ล้มเหลวเครือญาตทั้ง 2 ฝ่ายยังไม่สามารถจัดการมรดกได้ (คลิป)

มรดก พ่อเลี้ยงชูชาติ เจ้าของปางช้างแม่สา เสียชีวิตทิ้งมรดกหลายพันล้าน ล้มเหลว นัดประชุมเครือญาติ ผู้เชิญประชุมไม่ชี้แจงให้ทางทายาททราบเรื่องทรัพย์สิน แต่มอบอำนาจให้ทนายชี้แจง อีกฝ่ายไม่ยอม ต้องการประชุมเพียงทายาทเท่านั้น ก็เกิดปัญหาอีกครั้ง จึงจัดการมรดกยังไม่ได้

เมื่อเวลา 13.30 น.วันที่ 24 ส.ค.2565 ที่ห้องประชุมชั้น 1 โรงแรมฟูลราม่า อ.เมือง จ.เชียงใหม่ นายอัคคพาคย์ อินทรประพงศ์ นายพิมลศักดิ์ วรรณประภา ทนายความส่วนตัว และที่ปรึกษาทางกฎหมาย ของนางฐิติรัตน์ กัลมาพิจิตร ภรรยาของนายชูชาติ กัลมาพิจิตร ทำหนังสือเชิญนางอัญชลี กับมาพิจิตร บุตรสาวนายชูชาติ หรือพ่อเลี้ยงชูชาติ กัลมาพิจิตร ที่เสียชีวิตแล้วทิ้งมรดกไว้จำนวนหลายพันล้านบาทไว้เป็นมรดก การเชิญครั้งนี้ให้มาประชุมร่วมกันในการจัดการมรดก พร้อมให้ทายาททุกคน รวม 6 คน ที่เป็นบุตรและทายาทที่ได้รับมรดกตามพินัยกรรม ก็เชิญให้มาร่วมประชุม แต่มาไม่ครบ

สืบเนื่องจากที่มีการฟ้องร้องกันในเครือญาติ มานาน 3 ปี ระหว่างนางฐิติรัตน์ กับนางอัญชลี ที่ไม่สามารถจัดการมรดกร่วมกันได้ ต่อมาศาลตัดสินคดีสิ้นสุดให้ทั้ง 2 คนจัดการมรดกร่วมกัน ตั้งแต่วันที่ 24 ส.ค.2564 (ปีที่แล้ว) แต่ผ่านมา 1 ปี ครบวันนี้ (24 ส.ค.2565) วันนี้ก็ยังไม่สามารถแบ่งมรดกได้เลย ทางนางฐิติรัตน์ จึงนัดประชุมจัดการมรดกอีกครั้งวันนี้ ลงชื่อหนังสือเชิญประชุมโดยนางฐิติรัตน์ แต่ทางทนายความได้แจ้งให้สื่อมวลชนมาร่วมฟังแถลงข่าวเพื่อให้ได้รับทราบข้อมูลของนางฐิติรัตน์ ด้วยว่า จะสรุปปัญหาทั้งหมดให้ฟัง

เริ่มต้นประชุม นางอัญชลี พร้อมทนาย นายวรพงษ์ คำนนธ์ ทนายความส่วนตัวและที่ปรึกษากฏหมายของนางอัญชลี เดินทางมาด้วยพร้อมพร้อมทายาทอีก 1 คน โดยนางอัญชลี แจ้งว่า จะขอประชุมร่วมกับเครือญาติทั้งหมดเท่านั้น ขอให้ทนาย ออกนอกห้องประชุมทุกคน แต่ทางนายอัคคพาคย์ แจ้งว่า ตนสามารถเข้าร่วมประชุมได้เพราะได้รับมอบอำนาจจากนางฐิติรัตน์ มีเอกสารลงลายมือชื่อพร้อมหนังสือมอบอำนาจ แต่ทางทนายฝ่ายนางฐิติรัตน์ ไม่ยอมจะเข้าประชุมด้วยในตอนแรก แต่พอนางอัญชลี ได้ออกมาพูดกับสื่อมวลชนในฐานะเพื่อนๆที่เป็นสื่อมวลชนที่รู้จักกัน บอกว่า การประชุมครั้งนี้ตั้งใจจะมาฟังผู้เชิญประชุม คือนางฐิติรัตน์ ที่เป็นผู้เชิญและพูดคุยกันในเครือญาติถึงเงินมรดกในส่วนของปางช้างที่ได้รับมรดกเท่านั้น เพื่อต้องการให้โอนส่วนนี้เพื่อนำไปบริหารปางช้างแม่สาที่ลำบากในขณะนี้ ที่แจ้งไว้แล้วก่อนหน้านั้น ต่อมาทางนายพิมลศักดิ์ วรรณประภา ทนายอีกคนของนางฐิติรัตน์ ได้ออกมาถามนางอัญชลี ว่า การที่ออกมาพูดแบบนี้เป็นการแถลงข่าวหรือไม่ นางอัญชลี แจ้งกลับว่า เป็นการพูดคุยกับเพื่อนนักช่าวเท่านั้น จากนั้นก็พาญาติเข้าประชุมร่วมกับางฐิติรัตน์ ได้ปิดประตูห้องประชุม

ช่วงที่เครือญาติ ตระกูลกัลมาพิจิตรกำลังประชุม ทางนายอัคคพาคย์ ทนายนางฐิติรัตน์ ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า การที่จะแบ่งเงินมรดกให้ทายาท 6 คน ต้องจัดการเรื่องสินสมรสให้เสร็จสิ้นทั้งหมดก่อนเท่านั้น ผู้สื่อข่าวถามว่าทรัพย์มรดกกับทรัพย์สินพินัยกรรมมีอยู่หรือไม่นั้น ทนาย บอกว่ายังอยู่รวมแล้วประมาณ 30 ล้านบาท

จากนั้นเวลาผ่านไปประมาณ 5 นาที นางอัญชลี เดินออกจากห้องประชุม แจ้งว่า ทางฝ่ายนางฐิติรัตน์ ได้ไม่พูดอะไรในห้องประชุมเลย เวลาผ่านไปนานถึง 5 นาทีแล้ว ตนจึงออกมา และได้แจ้งกับสื่อมวลชน ว่า นางฐิติรัตน์ ไม่พูดอะไรเลย จากนั้นนายนายอัคคพาคย์ ทนายนางฐิติรัตน์ ออกมาพร้อมนำเอกสารหนังสือมอบอำนาจมาให้สื่อมวลชนได้ดู ว่า การประชุมจะเกิดขึ้นได้ต้องมีตน เพราะได้รับมอบอำนาจแล้ว จากนั้นก็เกิดการโต้เถียงกันไม่มีข้อสรุป

ช่วงนั้นทางนายวรพงษ์ ทนายนางอัญชลี ก็ออกมาบอกถึงสินสมรส กับสินส่วนตัวและทรัพย์สินมรดก ที่ได้มาก่อนสมรส ในพินัยกรรมก็ไม่ได้ระบุว่าทรัพย์สินส่วนใดเป็นสินสมรสเลย และนำเอกสารที่ลงชื่อร่วมกันของทายาททั้งหมด 6 คน ลงวันที่ 16 ต.ค.2562 หลังจากฟ้องคดีกันมากว่า 30 คดี ทางศาลเรียกมาไกล่เกลี่ย ตกลงยอมความ ศาลสั่งให้ ทั้ง 2 คนจัดการมรดกร่วมกัน ทรัพย์และมรดกของนายชูชาติ ศาลสั่งอีกว่าให้ถือตามพินัยกรรม ต้องจัดการมรดกตามพินัยกรรมโดยไม่มีการพูดถึงทรัพย์สินสมรสเลย

ต่อมาก็เกิดการแย่งกันพูด จึงสร้างความไม่พอใจให้นางอัญชลี พร้อมญาติและทนายความที่มาด้วย เดินทางกลับทันที

จากนั้นก็เชิญสื่อมวลชนเข้าประชุม ทางนายอัคคพาคย์ กล่าวในที่ประชุมนานประมาณ 30 นาที มีการกล่าวถึงบุคคลที่สามที่ใกล้ชิดกับนางอัญชลี และยังกล่าวถึงผู้ใหญ่ระดับสูงสั่งการมาดูคดีนี้ และจะฟ้องผู้ใหญ่ระดับสูงด้วย รวมทั้งฟ้องผู้ที่เข้าไปตรวจสอบทรัพย์สินในบ้านล้านช้างเมื่อวันที่ 17 ส.ค.2565 (ที่ฝ่ายนางอัญชลี เชิญทายาทไปประชุมที่รีสอร์ทรินรดา และเชิญตรวจสอบทรัพยสินของนายชูชาติ ที่บ้านล้านช้าง อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ ครั้งนั้นเชิญนางฐิติรัตน์ แต่อ้างติดธุระไม่ไปด้วย)

ผู้สื่อถามว่า ขอให้เข้าประเด็น เรื่องมรดก และขอชี้แจงเรื่องที่นัดประชุมวันนี้ ทางนายอัคคพาคย์ บอกว่า วันนี้มีประชุมหลักๆเลย คือ เรื่องการที่จะแจ้งว่าทรัพย์สินนอกจากทรัพสินสมรส มีจำนวนเท่าไหร่ที่เป็นมรดก ก็จะแจ้งในที่ประชุมทั้งหมด และจะนัดวันโอนมอบให้ บริษัท ปางช้างแม่สา แต่ก็เกิดปัญหาตามเหตุการณ์ก่อนการประชุมดังกล่าว ก็ไม่สามารถสรุปปัญหานี้ได้ อย่างไรก็ตามเท่าที่ตรวจสอบพบว่า มีทรัพย์สินอยู่ รถยนต์ และโฉนดที่ดิน 30 แปลง รวมแล้วมูลค่าตามประเมินก็ประมาณ 30 ล้านบาท แต่เมื่อทายาทมาประชุมไม่ครบ ก็ต้องเลื่อนไปไม่มีกำหนด

ในช่วงการแถลงข่าวผู้สื่อข่าวถามประเด็นปัญหาต่างๆกับนางฐิติรัตน์ ภรรยาพ่อเลี้ยงชูชาติ ไม่ตอบคำถามใดๆ ให้ทนายพูดเพียงผู้เดียว จากนั้นปิดการประชุม

เชียงใหม่ อำเภอไชยปราการ จัดกิจกรรมสร้างบ้านให้คนจนถวายเป็นพระราชกุศลให้แม่ 12 สิงหาคม 2565

โครงการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทางอำเภอไชยปราการได้จัดกิจกรรม ซ่อม สร้าง และปรับปรุงที่อยู่อาศัยให้แก่ผู้ยากไร้ในพื้นที่อำเภอไชยปราการ ประจำปี พ.ศ. 2565 ที่หมู่บ้าน บ้านปางมะขามป้อม ม.14 ต.ศรีดงเย็น อ.ไชยปราการ จ.เชียงใหม่

วันที่ 22 สิงหาคม พ.ศ.2565 นายวัชระ เทพกัน นายอำเภอไชยปราการ ประธานคณะกรรมการศูนย์อำนวยการขจัดความยากจนและพัฒนาคนทุกช่วงวัยอย่างยั่งยืน ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงอำเภอไชยปราการ พร้อมพระครูสถิตธรรมภิรักษ์ เจ้าคณะอำเภอไชยปราการ ร่วมเป็นประธานในพิธีมอบบ้านให้กับผู้ยากไร้ ตามโครงการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 90 พรรษา 12 สิงหาคม 2565 กิจกรรม ซ่อม สร้าง และปรับปรุงที่อยู่อาศัยให้แก่ผู้ยากไร้ในพื้นที่อำเภอไชยปราการ ประจำปี พ.ศ. 2565 ครัวเรือนของ นายทองแดง ไชยวัณณ์ พื้นที่บ้านปางมะขามป้อม หมู่ที่ 14 ตำบลศรีดงเย็น อำเภอไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่

โดยมี ท่านพระครูสถิตธรรมาภิรักษ์ เจ้าคณะอำเภอไชยปราการ ตัวแทนคณะสงฆ์อำเภอไชยปราการ นายวัชระ เทพกัน นายอำเภอไชยปราการ นายศรียนต์ จิตรประสงค์ ผู้ใหญ่บ้านบ้านปางมะขามป้อม นางสาวศรีไพร อภิชัย ประธานคณะกรรมการพัฒนาสตรีอำเภอไชยปราการ นายธรรมเกียรติ์ เสนยอง นายกองค์การบริหารส่วนตำบลศรีดงเย็น ร.อ. สันติ คุ้มสายสอาด นายทหารฝ่ายกำลังพลกองบังคับการควบคุมที่ 2 หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารม้าที่ 4 ฐานปฏิบัติการบ้านร้องธาร นายวิเศษ ผงนอก ปลัดอำเภอฝ่ายปกครอง และอำนวยความเป็นธรรม ปลัดประจำตำบลศรีดงเย็น นางสาวกิ่งกาญ เครือรอด ปลัดอำเภอฝ่ายความมั่นคง กิ่งกาชาดอำเภอไชยปราการ เจ้าหน้าที่ทหารกองบังคับการควบคุมที่ 2 หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารม้าที่ 4 ฐานปฏิบัติการบ้านร้องธาร เจ้าหน้าที่องค์การบริหารส่วนตำบลศรีดงเย็น สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอไชยปราการ สำนักงานเกษตรอำเภอไชยปราการ คณะกรรมการพัฒนาสตรีอำเภอไชยปราการ อสม.บ้านปางมะขามป้อม และประชาชนบ้านปางมะขามป้อม เข้าร่วมพิธีมอบบ้าน บ้านของนายทองแดง ไชยวัณณ์ หมู่ที่ 14 ตำบลศรีดงเย็น อำเภอไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่ ได้ร่วมในการก่อสร้างบ้านจนแล้วเสร็จ

โครงการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงฯ กิจกรรม ซ่อม สร้าง และปรับปรุงที่อยู่อาศัยให้แก่ผู้ยากไร้ในพื้นที่อำเภอไชยปราการ ประจำปี พ.ศ. 2565 มีวัตถุประสงค์เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 90 พรรษา 12 สิงหาคม 2565 พร้อมทั้งเป็นโครงการที่อำเภอไชยปราการได้ดำเนินการขึ้นตามนโยบายสำคัญของรัฐบาลและกระทรวงมหาดไทย ในหลักคิดที่ว่า “หน้าที่ของฝ่ายปกครอง คือทำให้ประชาชนทุกข์น้อยลง สุขมากขึ้น” โดยการขับเคลื่อนผ่านศูนย์อำนวยการขจัดความยากจนและพัฒนาคนทุกช่วงวัยอย่างยั่งยืน ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (ศจพ.) เพื่อดำเนินการซ่อมแซม สร้างบ้านให้ผู้ที่ด้อยโอกาสและครัวเรือนยากจนให้มีบ้านพักอาศัยที่มั่นคงถาวรและได้รับความช่วยเหลือให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

โดยการดำเนินการสร้างบ้านให้กับนายทองแดง ไชยวัณณ์ในครั้งนี้ ได้รับความเมตตาจากท่านพระครูสถิตธรรมาภิรักษ์ เจ้าอาวาสวัดป่าไม้แดงพระเจ้าพรหมมหาราช เจ้าคณะอำเภอไชยปราการ ตามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือบทบาทในการเกื้อหนุนระหว่างวัดชุมชนให้มีความสุขอย่างยั่งยืน ภายใต้การขับเคลื่อนการขจัดความยากจนและพัฒนาคนทุกช่วงวัยอย่างยั่งยืน ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง อำเภอไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่ การดำเนินงาน ซ่อม สร้าง และปรับปรุงที่อยู่อาศัยให้กับครัวเรือนของนายทองแดง ไชยวัณณ์ บ้านปางมะขามป้อม หมู่ที่ 14 ตำบลศรีดงเย็น อำเภอไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นผู้ประสบปัญหาความเดือดร้อนด้านมิติความเป็นอยู่ สภาพปัญหาคือ บ้านชำรุด ทรุดโทรม ไม่มีความมั่นคง ดำเนินการก่อสร้างแบ่งเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ระหว่างวันที่ 1-11 สิงหาคม 2565 และระยะที่ 2 ระหว่างวันที่ 19-21 สิงหาคม 2565ใช้งบปะมาณทั้งสิ้นจำนวน 95,200 บาท โดยได้รับการบูรณการสนับสนุนจากผู้มีจิตศรัทธาคณะสงฆ์ ส่วนภาครัฐ ภาคเอกชน ห้างร้านต่างๆตลอดจนพี่น้องประชาชนในพื้นที่อำเภอไชยปราการร่วมกันบริจาค

เชียงใหม่ กรมอุทยานฯ รับมือฤดูกาลท่องเที่ยว ลงพื้นที่อุทยานแห่งชาติออบขาน ติดตามภารกิจด้านการกู้ชีพ (คลิป)

รับมือฤดูกาลท่องเที่ยว กรมอุทยานฯ ลงพื้นที่อุทยานแห่งชาติออบขาน เชียงใหม่ ติดตามภารกิจด้านการกู้ชีพ กู้ภัยและแผนเผชิญเหตุในอุทยานแห่งชาติ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยวที่เข้ามาในอุทยานแห่งชาติ และวนอุทยานทั่วประเทศ

กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดย นายสุธีรพันธ์ สวัสดิ์กุลดิลก ผู้อำนวยการส่วนกู้ภัยอุทยานแห่งชาติ สำนักอุทยานแห่งชาติ พร้อมคณะ ลงพื้นที่อุทยานแห่งชาติออบขาน จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อติดตามภารกิจด้านการกู้ชีพ กู้ภัย ในอุทยานแห่งชาติ และวนอุทยาน โดยมี น.ส.นิภาพร ไพศาล หัวหน้าอุทยานแห่งชาติออบขาน และ น.ส.ชลกร ช่วยเชื้อสาย หัวหน้าศูนย์กู้ภัยอุทยานแห่งชาติที่ 1 จังหวัดเชียงใหม่ ร่วมติดตามภารกิจครั้งนี้

เจ้าหน้าที่ได้ทำการสาธิตการช่วยเหลือนักท่องเที่ยวที่ประสบอุบัติเหตุทั้งทางบกและทางน้ำ สาธิตการโรยตัว การปฐมพยาบาล การทำ CPR การประสานและส่งต่อผู้ป่วยเป็นต้น โดยนายสุธีรพันธ์ กล่าวว่า กรมอุทยานแห่งชาติฯ มีการดำเนินการด้านความปลอดภัยในอุทยานแห่งชาติ และวนอุทยาน มาอย่างต่อเนื่อง โดยส่วนกู้ภัยอุทยานแห่งชาติ สำนักอุทยานแห่งชาติ เป็นหน่วยงานหลักในการรับผิดชอบดำเนินการ ซึ่งภารกิจหลักที่ได้ดำเนินการ ประกอบด้วย 1) การพัฒนาและทบทวนความรู้ให้กับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน 2) การพัฒนาและจัดหาเครื่องมือ/อุปกรณ์ให้เพียงพอและมีประสิทธิภาพ และ 3) การกำหนดแนวทาง/มาตรการด้านความปลอดภัย ให้อุทยานแห่งชาติ และวนอุทยาน นำไปปฏิบัติ เพื่อเตรียมพร้อมและป้องกันภัย ทั้งนี้ เพื่อให้การดำเนินการตามภารกิจมีประสิทธิภาพ ส่วนกู้ภัยอุทยานแห่งชาติ มีศูนย์กู้ภัยอุทยานแห่งชาติกระจายอยู่ตามภูมิภาค จำนวน 7 ศูนย์ คือ จังหวัดเชียงใหม่ พิษณุโลก นครราชสีมา ตราด กาญจนบุรี ภูเก็ต และสตูล


นายสุธีรพันธ์ สวัสดิ์กุลดิลก ผู้อำนวยการส่วนกู้ภัยอุทยานแห่งชาติ สำนักอุทยานแห่งชาติ กล่าวว่า “กรมอุทยานฯ คำนึงถึงสวัสดิภาพและความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว ดำเนินการฝึกอบรมการกู้ชีพกู้ภัยและแผนเผชิญเหตุมาตั้งแต่ปี 2561ภายใต้สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ(สพฉ.) มี 7 ศูนย์ดูแลนักท่องเที่ยวใน 155 อุทยานแห่งชาติและ 15 อุทยานฯ เตรียมการ มีรถแอมบูแลนซ์ 155 คันใน 155 อุทยานฯ มีเจ้าหน้าที่ ที่ได้รับการฝึกฝนช่วยเหลือชีวิต ดังนั้นขอให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวมั่นใจในความปลอดภัยและสวัสดิภาพเมื่อมาท่องเที่ยวอุทยานฯ และขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวเข้ามาสัมผัสธรรมชาติในอุทยานฯ โดยในฤดูกาลท่องเที่ยวทางทะเลจะเริ่มในวันที่ 15 พ.ย.นี้เป็นต้นไป ส่วนทางบก กรมอุทยานฯ ได้เตรียมความพร้อมตลอดทั้งปี” นายสุธีรพันธ์ กล่าว

ขณะที่น.ส.ชลกร กล่าวเสริมว่า ศูนย์กู้ภัยอุทยานแห่งชาติ ทั้ง 7 ศูนย์ มีหน้าที่ประสานการปฏิบัติงานกับชุดกู้ภัยประจำอุทยานแห่งชาติ ดำเนินการฝึกซ้อมการกู้ชีพ กู้ภัย ให้คำแนะนำเกี่ยวกับอุปกรณ์ เครื่องมือต่าง ๆ ที่อุทยานแห่งชาติได้รับการสนับสนุนจากกรมอุทยานแห่งชาติฯ เช่น รถกระบะกู้ชีพฉุกเฉินขับเคลื่อน 4 ล้อ และให้คำแนะนำในการฝึกซ้อมตามแผน เผชิญเหตุของอุทยานแห่งชาติ จำนวน 155 แห่ง เพื่อให้เกิดทักษะและเข้าใจขั้นตอนในการปฏิบัติงานรองรับหากเกิดเหตุฉุกเฉิน และในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว เทศกาลวันหยุดยาว ศูนย์กู้ภัยอุทยานแห่งชาติจะร่วมกับอุทยานแห่งชาติจัดตั้งศูนย์ให้บริการ ดูแล อำนวยความสะดวก ช่วยเหลือนักท่องเที่ยวและประชาชน ทั้งในพื้นที่อุทยานแห่งชาติและพื้นที่ใกล้เคียง หรือในช่วงเกิดภัยธรรมชาติ อุทกภัย ต้นไม้ล้มขวางเส้นทางสัญจร เจ้าหน้าที่จะเข้าให้ความช่วยเหลือ อำนวยความสะดวก อพยพคน นำอาหาร และเครื่องยังชีพไปส่งตามบ้านที่ประสบภัย สำหรับศูนย์กู้ภัยอุทยานแห่งชาติที่ 1 จังหวัดเชียงใหม่ ที่รับผิดชอบนั้น มีอุทยานแห่งชาติในความรับผิดชอบ จำนวน 34 แห่ง ส่วนใหญ่อยู่ในภาคเหนือของประเทศไทย

ที่ผ่านมาจึงมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือนักท่องเที่ยวที่ประสบอุบัติเหตุในลักษณะการบาดเจ็บที่เกิดจากการหลงป่า การเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บ/ผู้เสียชีวิต ออกจากพื้นที่ป่า ดังนั้น นักท่องเที่ยวจึงสามารถมั่นใจได้ว่า เมื่อท่านมาท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติ ท่านจะได้รับการบริการด้านความปลอดภัยเป็นอย่างดี หากเกิดกรณีได้รับบาดเจ็บท่านจะได้รับการช่วยเหลือดูแลเบื้องต้นตามมาตรฐานระบบการแพทย์ฉุกเฉินอย่างรวดเร็วรวมถึงการส่งต่อโรงพยาบาลอย่างทันท่วงที

เชียงใหม่ ชาวบ้านเชียงใหม่ เพาะด้วงกว่างขายรายได้ดีเป็นอาชีพเสริม (คลิป)

ชาวบ้านเชียงใหม่ เพาะด้วงกว่างขายรายได้ดีเป็นอาชีพเสริม ใช้เวลาว่างเพาะ ระยะเวลานาน 10 เดือน นำออกขายตัวละ 50 – 200 บาท ขึ้นอยู่กับขนาดและความสวยงาม ลูกค้ายังนิยมซื้อไปเลี้ยง นำไปประลองกำลัง

นาย นิพนธ์ เจริญเมือง ชาวบ้านท่าร้องขี้ควาย ตำบลสันผีเสื้อ อำเภอเมืองจังหวัดเชียงใหม่ อาชีพค้าขายแต่หันมาเพาะเลี้ยงด้วงกว่างเป็นอาชีพเสริม โดยนำพ่อพันธุ์แม่พันธุ์มาเพาะเลี้ยงในถัง ที่ใช้ขี้เลื่อยไม้อ่อนและขี้วัวผสมให้อาศัย จนออกไข่และเพาะเป็นตัวด้วง และตัวอ่อนจนเป็นกว่างแมลงปีกแข็ง ใช้ระยะเวลานานประมาณ 10 เดือนก็จะนำออกมาขายบริเวณหน้าบ้าน ช่วงปลายฝนไปจนถึงต้นฤดูหนาว สร้างรายได้ แต่ก็วันก็จะมีลูกค้ามาเลือกซื้อไปเลี้ยง ขายราคาตัวละ 50 – 200 บาท ขึ้นอยู่กับขนาดและความสวยงามทำให้มีรายได้วันละ 500 – 1000 บาท เป็นรายได้เสริม ซึ่งในอดีตต้องจับกว่างป่ามาขาย แต่ปัจจุบันมีการพัฒนาจนสามารถเพาะขยายพันธุ์ได้เองจน เป็นแมลงเศรษฐกิจ ส่วนใหญ่จะซื้อไปเลี้ยง เพื่อความสวยงามและเพลิดเพลิน หรือชนประลองกำลั

นอกนั้นยังขายอ้อยที่ใช้เลี้ยงและกล่องพาสติก ให้มีรายได้อีกทาง แต่ก็ยังมีการช่วยชาวบ้าน ที่จังหวัดพิษณุโลก ที่จับแมลงกว่างจากป่าส่งมาขาย เพื่อเป็นการช่วยชาวบ้าน หรือให้เกิดรายได้ทางเศรษฐกิจในชุมชนด้วย ถือเป็นอีกหนึ่งอาชีพ ที่สร้างรายได้

เชียงใหม่ สาวไทยในต่างแดนถูกล็อตเตอรี่มากกว่า 30 ล้าน จัดนางรำ 109 ชีวิต สุดอลังการณ์ (คลิป)

สาวไทยในต่างแดนถูกล็อตเตอรี่มากกว่า 30 ล้าน จัดนางรำ 109 ชีวิต สุดอลังการณ์ บูชาถวาย พญานาค กุมารเทพ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ บ้านอาจารย์อั้ม  พาเฮง ในโครงการฟิวชั่น บ้านท่อป่าตัน ในตัวเมืองเชียงใหม่ ขณะที่ลูกศิษย์สายมูไม่พลาด แห่ร่วมพิธี และกราบไหว้ขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ คึกคัก


ที่บ้านอาจารย์อั้ม พาเฮง ซึ่งเป็นอาคารพาณิชย์ ในโครงการฟิวชั่น บ้านท่อป่าตัน ในตัวเมืองเชียงใหม่ ซึ่งเป็นที่ตั้งและประดิษฐานองค์พระพิฆเนศ กุมารเทพและพยานาคและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ได้มีพิธีรำบวงสรวงถวายสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ด้วยนางรำมากถึง 109 ชีวิต การแสดงมากถึง 9 ชุด ยิ่งใหญ่อลังการณ์ เท่าที่มีการรำถวายมา มีประชาชนและลูกศิษย์สายมู จำนวนมากมาร่วมพิธี

นายฉัตรณพัฒน์ สุพัทธ์สร อาจารย์อั้ม พาเอง ซึ่งเป็นผู้ดูแลบอกว่า มีลูกศิษย์จำนวนมากที่มาขอพร และวันนี้มีพิธีบวงสรวง ที่มีลูกศิษย์เป็นคนไทย อาศัยอยู่ในต่างประเทศ ถูกล็อตเตอรี่ของประเทศนั้น เป็นเงินมากกว่า 30 ล้านบาท จึงมีการจัดนางรำมาถวายแก้บน ลูกศิษย์ที่เคารพนับถือ ที่มาขอพร พระพุทธรูป พระมหาจักรพรรดิ์ปางนาคปก และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ส่วนใหญ่ประกอบธุรกิจ ค้าขายสินค้าทางออนไลน์ ก็จะพากันมาขอพร เพื่อขอให้กิจการเจริญรุ่งเรือง และประสบความสำเร็จ ก็จะพากันมาแก้บนถวายและขอพรตลอส่วนปัจจัยที่ลูกศิษย์นำมาถวายวันนี้ ก็จะนำไปซื้อโลงศพจำนวน 50โลง ถวายให้กับทางวัด โสภนาราม อำเภอแม่ริม เพื่อนำไปบริจาคให้กับผู้ยากไร้

นางสาว นลินฑา หัวหน้าคณะทีมไทยมีดี มีนายและนางรำมากถึง 109 ชีวิตมารำถวายบอกว่า จัดชุดรำมาถวาย มีทั้งรำพญานาคบูชา ฟ้อนขันดอก ชุดเทวดานางฟ้ารำถวาย ชุดกลองสะบัดชัย จัดหนักจัดเต็มที่ จนไม่สามารถบอกตัวเลขได้ แต่เป็นชุดใหญ่เท่าที่เคยไปรำในงานถวายมา

เชียงใหม่ เจ้าของร้านข้าวมันไก่ที่เชียงใหม่ ท้าลองให้กินข้าวไก่จานยักษ์ น้ำหนัก 1 กิโลกรัม แต่ต้องกินหมดภายใน 5 นาที (คลิป)

เจ้าของร้านข้าวมันไก่ที่เชียงใหม่ ท้าลองให้กินข้าวไก่จานยักษ์ น้ำหนัก 1 กิโลกรัม แต่ต้องกินหมดภายใน 5 นาที ให้กินฟรี ส่วนใหญ่มาทดลองแต่กินไม่หมด ต้องจ่ายเงินจานละ 99 บาท กลายเป็นจุดขายและเพิ่มยอดขาย หรือหากจะกินจานธรรมดาก็มีจานละ 40 บาท

ร้านคาเฟ่จริงใจ กับข้าวมันไก่นายแสนดี ย่านสถานีขนส่งอาเขตช้างเผือก ในตัวเมืองเชียงใหม่ เปิดขายข้าวมันไก่เหมือนกับร้านทั่วไป แต่ทางเจ้าของร้านมีไอเดีย แต่แตกต่างตรงที่มีข้าวมันไก่จานยักษ์ขนาด 1 กิโลกรัม เป็นข้าวมันเต็มจานน้ำหนัก 700 กรัม เนื้อไก่ต้มแตงกวาอีก 300 กรัมพร้อมน้ำดื่มอีก 1 แก้ว รับประทานหมดภายใน 5 นาที หากรับประทานหมด ให้รับประทานฟรี จนกลายเป็นจุดขาย ทำให้มีลูกค้าทุกสาขาอาชีพ มาอุดหนุนตลอด อย่างหนุ่มนักศึกษาคนนี้ อยากลองจึงมาท้ากิน ดูแล้วเหมือนจะไม่เยอะแต่เมื่อพยายามแล้ว ตามเวลา 5 นาทีแต่กินไม่หมด กินได้แค่ครึ่งจาน แต่ก็พยายามกินจนหมดจาน ใช้เวลากว่า 10 นาที จึงต้องจ่ายเงินตามกติกาจานละ 99 บาท แต่ถือว่าคุ้มอิ่มทั้งวัน

นางสาว อัฐภิญญา ศรีทรายมูล อายุ 34 ปี น้องจริงใจเจ้าของร้านบอกว่า เปิดร้านมาได้ 8 เดือน ก่อนที่ยังไม่ได้มีไอเดียนี้ ขายได้แค่ 5 ตัว แต่พอมีชาเลนจ์จริงใจ ขายดีมาก เพิ่มขึ้นเป็นวันละกว่า 20 ตัว ซึ่งแต่ละวันก็จะมีน้องๆนักศึกษาและลูกค้ามาขอลองท้ากิน วันหนึ่งก็จะมีประมาณ 40 – 50 ราย แต่กินหมดตามกติกามีแค่ไม่กี่ราย นอกนั้นต้องจ่ายเงิน 99 บาท นอกจากนั้นยังมีเมนูอีกหลายอย่างให้เลือกรับประทาน ส่วนข้ามันไก่ธรรมดาจานละ 40 บาท พิเศษ 45 บาท นอกจากนั้นยังมีกาแฟ ไข่ลวกขายด้วย เปิด 9 โมงเช้า ถึง 5 โมงเย็น บางวันแค่บ่าย 2 โมงหมด

เชียงใหม่ นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ยังนิยมนั่งสามล้อปั่นชมเมืองเชียงใหม่ ซึ่งเหลือไม่ถึง 30 คัน(คลิป)

นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ยังนิยมนั่งสามล้อปั่นชมเมืองเชียงใหม่ ซึ่งเหลือไม่ถึง 30 คัน ถือเป็นสัญลักษณ์ของเชียงใหม่รุ่นสุดท้าย ไม่มีคนรุ่นใหม่สืบทอด จนมีสโลแกนเปรียบเปรยไว้ว่า ในความแข็งแกร่ง ต้องเป็นน่องสามล้อปั่น ข้อมือของนักมวย แข็งแกร่งที่สุด

นักท่องเที่ยวจากยุโรปคึกคัก นั่งรถสามล้อปั่นชมทัศนียภาพตั้งแต่สวนสาธารณหนองบวกหาด ไปตามถนนคูเมืองด้านในผ่านประตูท่าแพเลี้ยว ไปตามถนนราชดำเนิน และไปสิ้นสุด ที่วัดพระสิงห์วรวิหาร ในตัวเมืองเชียงใหม่ ระยะทางประมาณ 2 กิโลเมตร ซึ่งเป็นเส้นทางหลักการท่องเที่ยวตัวเมืองเชียงใหม่ โดยคนขี่สามล้อปั่น ก็จะได้ค่าจ้างคันละ 200 บาท บางคนก็จะได้ค่าทิปจากนักท่องเที่ยวเพิ่มด้วย ในวันนี้มีจำนวน 24 คัน

นาย มานิตย์ ไชยวงศ์ อายุ 70 ปี ปั่นสามล้อมาตั้งแต่หนุ่มๆ หรือตั้งแต่ปี 2518 หรือนานถึง 47 ปี ถือเป็นน่องเหล็กรุ่นแรกๆ ในอาชีพนี้ จนเป็นสัญลักษณ์ของจังหวัดเชียงใหม่ แต่ปัจจุบันเหลืออาชีพนี้ไม่ถึง 40 คัน ปกติก็จะจอดรับลูกค้าตามหน้าตลาดต้นลำไย ส่วนใหญ่อายุก็จะมากกันแล้ว ก็จะเลิกอาชีพไป แต่ตนเองก็ยังจะปั่นไปเรื่อยๆ จนกว่าจะไม่ไหว ที่จำนวนลดน้อยลง มีทั้งอายุมากเลิกอาชีพไป หรือเสียชีวิตไปแล้วก็มาก ทั้งนี้เชื่อว่าอาชีพสามล้อปั่น จำนวนกว่า 30 คัน ที่เหลือ น่าจะเป็นรุ่นสุดท้ายแล้ว เนื่องจากไม่มีเด็กรุ่นใหม่หรือลูกหลาน สืบทอดอาชีพนี้ สำหรับอาชีพปั่นสามล้อ จนมีการเปรียบเปรยหรือสโลแกน ความแข็งแกร่ง ต้องน่องคนปั่นสามล้อ ส่วนข้อมือแข็งแกร่งต้องเป็นของนักมวย

ส่วนข่วงประตูท่าแพ ในตัวเมืองเชียงใหม่ยังคงเป็นจุดเช็คอินของนักท่งอเที่ยวต่างถิ่นและชาวต่างชาติที่มาถ่ายภาพ ที่พลาดไม่ได้ก็จะมาถ่ายกับฝูงนกพิราบแต่ต้องมีเทคนิคในการถ่าย ซึ่งก็จะมีช่างภาพอิสระมารับถ่ายให้ นักท่องเที่ยวก็จะให้ทริปตอบแทน ถ้ามาแล้ว ไม่มาถ่ายภาพจุดนี้ เหมือนมาไม่ถึงเชียงใหม่

เชียงใหม่ อำเภอไชยปราการ ช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสสร้างบ้าน-ซ่อมแซมบ้าน ให้คนจนถวายเป็นพระราชกุศลแม่ 12 สิงหาคม

อำเภอไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่ ช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสสร้างบ้าน-ซ่อมแซมบ้าน ให้คนจนถวายเป็นพระราชกุศลแม่ 12 สิงหาคม

ทางอำเภอไชยปราการได้ช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสสร้างและซ่อมแซมบ้านให้เพื่อจะได้อยุ่อย่างมีความสุขเพื่อเป็นการถวายเป็นพระราชกุศลให้สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนพรรษา90พรรษา 12สิงหาคม2565

โดยทางนายวัชระ เทพกัน นายอำเภอไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมส่วนราชการ เอกชน กำนันผู้ใหญ่บ้าน ,อบจ.เชียงใหม่ , เทศบาลตำบลไชยปราการ ,จิตอาสาพระราชทาน ,กิ่งกาชาด ,คณะสงฆ์ ที่ได้ร่วมในการจัดหาอุปกรณ์สิ่งของในการก่อสร้างให้ กับนายอินถา คำวงค์ษา บ้านเลขที่ 72 หมู่ที่ 4 ต.ปงตำ อ.ไชยปราการ จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นผู้ยากไร้และมีปัญหาด้านสุขภาพ ไม่สามารถประกอบอาชีพหาเลี้ยงครอบครัวได้ตามปกติ

และเพื่อเป็นการสนองนโยบายของรัฐบาลในการให้ประชาชนอยู่อย่างมีความสุขถ้วนหน้าซึ่งทางอำเภอไชยปราการได้ดำเนินการสร้างบ้านให้กับผู้ขาดโอกาสแล้วหลายหลังและยังได้ดำเนินการให้กับคนอื่นๆอีกในโอกาสต่อไปซึ่งเป็นการร่วมบูรณาการกับหลายๆหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน