เชียงใหม่ หลวงปู่พรเทพ อายุ 107 เป็นเพียงรูปเดียวแต่สายตาดีและความจำเป็นเลิศ (คลิป)

หลวงปู่พรเทพ ณ เชียงใหม่ อายุ 107 ปี ที่จำวัดศาลาปางสัก อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ เป็นเพียงรูปเดียวแต่สายตาดีและความจำเป็นเลิศเล่าประวัติศาสตร์ และประวัติหลวงปู่ ได้อย่างแม่นยำ บวชมาแล้วกว่า 60 พรรษา


เจ้าหน้าที่เทศบาลตำบลเชิงดอย อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ นำเตียงนอนผู้ป่วย ที่ปรับระดับความสูง ขึ้นลงได้ นำไปถวายให้กับหลวงปู่ พรเทพ ณ.เชียงใหม่ ที่จำพรรษา ที่วัดศาลาปางสัก อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ เพียงรูปเดียว และป่วยหลายโรค ทำให้เดินไม่สะดวก และทางเจ้าหน้าที่ ได้เก็บกวาดทำความสะอาด ศาลาที่พักใหม่ เพื่อจะให้หลวงปู่ลงมาจำวัดด้านล่าง เพื่อให้หลวงปู่ จะได้สะดวกสบายมากขึ้น ทั้งนี้หลวงปู่พรเทพเล่าว่า เกิดปี 2460 หรือปีนี้จะอายุ 107 ปี และน่าจะเป็นพระสงฆ์ เพียงรูปเดียวที่มีอายุมากสุดของจังหวัดเชียงใหม่

นอกจากนั้นหลวงปู่พรเทพ ยังนำภาพถ่ายสมัยเด็กๆ ตอนอายุ 5 ขวบ มาให้ดู รวมทั้งตอนอายุ 41 ปี ยังไม่ได้บวช โดยเป็นภาพถ่ายที่บ้านอำมาตย์เอก พลตรีเจ้าบุรีรัตน์ หรือบ้านบิดา ปัจจุบันเป็นสำนักงานกาชาดเชียงใหม่ ภาคที่ 3 ซึ่งภาพถ่ายกับเจ้านายฝ่ายเหนือ และยังมีจอมพลประภาส จารุเสถียร ซึ่งเคยเรียนหนังสือมาด้วยกัน ซึ่งในภาพมี พระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่9 และพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิตต์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี พันปีหลวง ครั้งเสด็จพระราชดำเนิน จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อปี 2501 ซึ่งหลวงปู่พรเทพ ยังมีสายตาดี และความจำเป็นเลิศ แม้ว่าจะอายุมากถึง 107 ปี โดยได้ให้พรกับคณะที่มาให้ความดูแล และช่วยเหลือ เล่าตั้งแต่สมัยอดีตจนมาถึงปัจจุบัน และให้พรนานเกือบ 5 นาที จนคณะบางคน ถึงกับเป็นเหน็บต้องเปลี่ยนท่านั่ง จากนี้ไปทางเทศบาลตำบลเชิงดอย ก็จะส่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายสาธารณสุข เข้ามาดูแล ในด้านความเป็นอยู่และดูแลสุขภาพตลอด

เชียงใหม่ สโมสรโรตารีบางรัก 53350 ของไทย และสโมสรโรตารี เครน่าจาย่า 53330 ประเทศมาเลเซีย ร่วมกิจกรรมเพื่อสังคม(คลิป)

สโมสรโรตารีบางรัก 53350 โรตารีสากล และสโมสรโรตารี เครน่าจาย่า53330 โรตารีสากล ประเทศมาเลเซีย ร่วมกิจกรรมเพื่อสังคม มอบของชำร่วย ให้กับผู้รับบริการ โรงพยาบาลสารภีบวร จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อให้กำลังใจผู้สูงอายุ และบุคลากรทางการแพทย์

ดร.สลักจิต นพคุณ สมาชิกสโมสร โรตารีบางรัก 53350 โรตารีสากล พร้อมกับคณะ นายกสโมสรโรตารี เครน่าจาย่า 53330 โรตารีสากล จากกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เดินทางมาทำกิจกรรมเพื่อสังคมที่จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมเยี่ยมผู้ป่วย ที่โรงพยาบาลสารภีบวรพัฒนา โดยมีนายแพทย์ สมิต ศมพันธุ์พงศ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสารภีให้การต้อนรับ และร่วมกันแจกของชำร่วม ทั้งผ้าขนหนู ของใช้ส่วนตัว ยาดม ยาหม่อง น้ำดื่ม และถุงผ้า ให้กับผู้เข้ารับบริการ จำนวน 80 ชุด

ทั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์เพื่อสังคมและชุมชน จากนั้นเยี่ยมอาคารบ้านฮอมบุญ ศูนย์เทคโนโลยีชุมชนต้นแบบ ในการดูแลผู้สูงอายุ หรือบ้านปลอดภัย สำหรับผู้สูงอายุและผู้พิการ ที่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวก ซึ่งภายในบ้าน ก็จะมีห้องรับแขก ห้องครัว ห้องน้ำและห้องนอน ที่สามารถใช้ชีวิตได้ตามลำพัง มีระบบเตือนภัยอัจฉริยะ ในการตรวจสอบแจ้งเตือนกรณีเป็นลมหรือลื่นล้มหมดสติ ระบบแจ้งเหตุฉุกเฉิน ปุ่มฉุกเฉินในห้องนอน ห้องน้ำ กรณีต้องการความช่วยเหลือ เร่งด่วน และยังมีระบบแสงไฟสว่างอัตโนมัติ นำทางเข้าห้องน้ำเวลากลางคืน ช่วยอำนวยความสะดวกและป้องกันอุบัติเหตุ ซึ่งคณะสโมสรโรตารีสากลทั้งสองกล่าวว่า ในโอกาสต่อไป ก็อาจจะมาเยี่ยมเยือนอีก ในการทำกิจกรรมดีๆเพื่อสังคม

เชียงใหม่ น้องๆเยาวชนโรงเรียนนานาชาติเปรมฯ ช่วงSummer เข้าร่วม “Elephant Care Program” ปางช้างแม่สา(คลิป)

น้องๆเยาวชน จากแคมป์โรงเรียนนานาชาติเปรมฯ ช่วง Summer เข้าร่วม “Elephant Care Program”ปางช้างแม่สา

เมื่อ​วันที่​ 25 ก.ต. เวลา 09.00 น. ที่สถานที่พักพิงอาศัยของช้างสูงวัย “เดอะช้าง เชียงใหม่” หรือย้านพักช้างสูงวัย ที่เป็นส่วนหนึ่งของศูนย์อนุรักษ์ช้าง ของปางช้างแม่สา เป็นที่อยู่อาศัยของช้างตั้งแต่เกิดจนถึงในวัยสูงอายุ ให้ได้พักพิงในช่วงบั้นปลายชีวิต เมื่อช้างมีอายุมากแล้ว ซึ่งที่นี่จะเป็นดินแดนของช้างปลดโซ่ เป็นสถานที่ดูแลเปรียบเสมือนโรงพยาบาลและบ้าน รวมทั้งมีแหล่งอาหารให้ช้างในวัยเกษียณ นอกจากนี้ ยังเป็นศูนย์การเรียนรู้เกี่ยวกับช้าง ให้นักท่องเที่ยวหรือผู้ที่สนใจได้มาร่วมทำกิจกรรมกับช้าง โดยแบ่งเป็นโปรแกรม 2 โปรแกรม Half Day Elephant Care Program (โปรแกรมครึ่งวัน) และ Full Day Elephant Care Program (โปรแกรมเต็มวัน) โดยทั้ง 2 โปรแกรม จะเน้นให้ความรู้เกี่ยวกับการดูแลเลี้ยงดูช้างอย่างมืออาชีพ ช้างส่วนใหญ่เป็นช้างแก่สูงวัยที่ปล่อยอย่างอิสระ นักท่องเที่ยวที่เข้ามาจะได้มีส่วนร่วมกับช้างมากที่สุด

ซึ่งในวันนี้มีคณะกลุ่มเยาวชนนานาชาติ จากหลากหลายโรงเรียน ที่มาเข้าแคมป์ที่โรงเรียนนานาชาติเปรม ติณสูลานนท์ อินเตอร์แนชชั่นแนล สคูล Prem Tinsulanonda International Scho ในช่วงซัมเมอร์ เข้าร่วมโปรแกรมดูแลช้าง ของทางปางช้างแม่สา โดยเข้าร่วม Half Day Elephant Care Program (โปรแกรมครึ่งวัน) โดยได้มีกลุ่มพี่ๆ ควาญช้าง ได้พาคณะน้องๆเดินเที่ยวชม สถานที่ และดูช้างในพื้นที่ฯ พร้อมให้น้องได้ร่วมทำอาหารเพื่อสุขภาพให้ช้าง และกิจกรรมหลากหลายกิจกรรมรวมไปถึง น้องๆ ยังได้รับความรู้เกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของช้าง และในวันนี้คณะน้องๆ ได้นำอาหารเสริมสุขภาพช้างที่ได้ร่วมกันทำมาป้อนให้แก่ ช้างสูงวัยจำนวน 5 เชือก ได้แก่แม่ก้ำ อายุ 77 ปี, แม่บัวคำอายุ 72 ปี, แม่จัน อายุ 66 ปี, แม่หมู อายุ 61 ปี และ แม่สมนึก อายุ 60 ปี เป็นต้น พร้อมกันนี้ยังได้เข้าร่วมดู พิพิธภัณฑ์สุสานช้าง โดยมีวิทยากรให้ความรู้แก่น้องๆ ซึ่งน้องๆให้ความสนใจ เกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของช้าง เป็นอย่างมาก

นางอัญชลี กัลมาพิจิตร ผู้บริหารปางช้างแม่สา ได้สะสมองค์ความรู้และประสบการณ์การดูแลรักษาช้างชราภาพมาตลอดเวลา จึงต่อยอดพัฒนางานดูแลช้างแบบครบวงจร โดยจัดตั้งบ้านพักช้างสูงวัย เพื่อดูแลช้างชราที่มีอยู่เกือบ15 เชือก จากทั้งหมดกว่า 68 เชือก ในปางช้างแม่สา แล้วยังได้ จะทำโปรแกรมให้แก่นักท่องเที่ยว ที่จะมาเป็นหมู่หรือคณะ ได้เข้ามาเรียนรู้ พร้อมร่วมกิจกรรมที่บ้านพักช้างสูงวัย ซึ่งภายในพื้นที่แห่งนี้ มีโรงเรือน ห้องฉุกเฉิน อุปกรณ์ และเวชภัณฑ์ต่างๆ รวมทั้งคลังอาหาร และอาหารเสริม ที่สามารถบริหารจัดการดูแลช้างสูงวัยแบบครบวงจร ช่วยยืดอายุช้างชราให้อยู่กับเราไปให้นานที่สุด ดังเช่น คุณปู่คำหมื่น ที่มีลักษณะพิเศษงาอ้อมจักรวาล อายุ 85 ปี ซึ่งถือว่าเป็นช้างที่มีอายุ แก่มากที่สุดของปางช้างแม่สา ที่ได้รับการดูแลอย่างดีที่สุด

โดยผู้ที่มีจิตเมตตาต่อช้าง สัตว์สัญลักษณ์ของชาติไทย สามารถโอนเงินร่วมให้อาหารช้างได้ที่บัญชีของ”มูลนิธิอนุรักษ์ช้างไทย” ชื่อ มูลนิธิอนุรักษ์ช้างไทย Elephant Conservation Foundation ธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขาข่วงสิงห์ หมายเลขบัญชี 531 0 66551 7 เพื่อช่วยเหลือช้างจำนวน 68 เชือกของปางช้างแม่สา หรือ ศูนย์อนุรักษ์ช้างแม่สา หรือสามารถสอบถามรายละเอียด เพื่อเข้าร่วมโปรแกรม Elephant Care ​สามารถติดต่อสอบถามโปรแกรมกิจกรรมได้ที่ คุณรัตนา ศรีหมอก ผู้จัดการปางช้าง เบอร์โทร 081-882-3738, 089-838-4242, 053-206-247, 053-206-248 info@maesaelephantcamp.com หรือเพจ The Chang Chiang Mai. อีเมล์ info@maesaelephantcamp.com.http://www.maesaelephantcamp.com

สำหรับ The Chang Chiang Mai เดอะช้างเชียงใหม่ (ห่างจากปางช้างแม่สา 1.2 กิโลเมตร พิกัดhttps://goo.gl/maps/MeUWPKXYJ1boyFm89

เชียงราย รองอธิบดีกรมคุมประพฤติ กระทรวงยุติธรรม เปิดการอบรมกลุ่มตัวแทนคณะกรรมการอาสาสมัครคุมประพฤติภาค 5 ใน 8 จังหวัดภาคเหนือ

รองอธิบดีกรมคุมประพฤติ กระทรวงยุติธรรม เปิดการอบรมกลุ่มตัวแทนคณะกรรมการอาสาสมัครคุมประพฤติภาค 5 ใน 8 จังหวัดภาคเหนือ ที่จังหวัดเชียงราย

ที่โรงแรมวังคำ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย พันตำรวจโทมนตรี บุณยโยธิน รองอธิบดีกรมคุมประพฤติ กระทรวงยุติธรรม ได้เป็นประธานเปิดการอบรมกลุ่มตัวแทนคณะกรรมการอาสาสมัครคุมประพฤติภาค 5 ใน 8 จังหวัดภาคเหนือ ในเรื่องพัฒนาศักยาภาพอาสาสมัครคุมประพฤติตามกระบวนกฏหมายยาเสพติดและกฏหมายอื่นๆที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นภารกิจในการปฏิบัติงานของกรมคุมประพฤติที่มีอาสาสมัครคุมประพฤติได้เข้ามาร่วมงานในทั่วประเทศไทย ที่จะได้ร่วมกันแก้ไขผู้ก้าวพลาดแล้วให้โอกาสกลับตัวเป็นคนดีที่จะเข้าสู่สังคมอย่างมีความสุข และเป็นที่ยอมรับของคนในสังคม เพื่อสร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน สร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม สร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับประเทศ ซึ่งจะต้องร่วมผลักดันสู่เป้าหมาย ในสถาบันครอบครัว สถาบันการศึกษา สถาบันของสังคม และประเทศชาติ เพื่อให้ร่วมอยุ่ด้วยกันอย่างมีความสุขปลอดภัยในสังคมและประเทศชาติต่อไป

ซึ่งในประเทศไทยนี้มีอาสาสมัครคุมประพฤติมากกว่าสองหมื่นคนทั่วประเทศและจะมีสมัครเข้ามาช่วยอีกในโอกาสต่อไปเพื่อเป็นแขนเป็นขาเป็นสมองร่วมกันพัฒนาการทำงานปฏิบัติงานในการสอดส่องดูแล เฝ้าระวัง ผู้ถูกคุมประพฤติที่ได้ต้องโทษและถูกคุมประพฤติ ตลอดจนผู้ต้องโทษที่ถูกปล่อยตัวออกมาชั่วคราวแต่ยังอยุ่ในการควบคุมตัวของศาลและกรมคุมประพฤติ ซึ่งได้ร่วมอบรมระหว่างวันที่ 20-21 กรกฏาคม 2566 คาดว่าหลังการอบรมจะได้พัฒนาศักยาภาพตัวของกรรมการอาสาสมัครในแต่ละจังหวัดที่จะนำเอาความรู้ไปถ่ายทอดต่อยังตัวอาสาสมัครคุมประพฤติที่ไม่ได้เข้ามาร่วมในการอบรมครั้งนี้เพื่อจะได้รู้เท่าทันกันและร่วมกันในการปฏิบัติงานได้อย่างมีศักยาภาพต่อไปทั่วทุกพื้นที่อย่างยั่งยืน

เชียงใหม่ วัดพระบาทปางแฟน จัดพิธีจุดเทียนมงคล คืนวันเสาร์ขึ้น 5 ค่ำ หรือวันเสาร์ 5 เป็นวันที่มีพลังเชื่อว่ามีความศักดิ์สิทธิ์(คลิป)

วัดปางแฟนอำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่จัดพิธีจุดเทียนมงคล คืนวันเสาร์ขึ้น 5 ค่ำ หรือวันเสาร์ 5 เป็นวันที่มีพลังเชื่อว่ามีความศักดิ์สิทธิ์ มีลูกศิษย์ทั้งในประเทศ และต่างประเทศเขียนชื่อวันเดือนปีเกิด ในต้นเทียน มากกว่า 200 คน ในรอบ 2 – 3 ปี อาจมีแค่วันเดียวคนโบราณนิยมปลุกเสก เครื่องรางของขลัง และประกอบพิธีกรรมต่างๆ

ที่วัดพระบาทปางแฟน อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ มีพิธีกรรมจุดเทียนมงคล โดยให้ศรัทธาประชาชนและลูกศิษย์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ นำชื่อ นามสกุล วันเดือนปีเกิด ให้พระเกจิอาจารย์ ลงอักขระบนลำเทียนภาษาล้านนามีมากกว่า 200 เล่ม โดยมีการนิมนต์พระสงฆ์และพระเกจิอาจารย์ของล้านนามาทำพิธีบวงสรวง ยื่นโองการอัญเชิญเทวดาพระเสาร์มาประสาทพรให้กับคนจุดเทียน และคนร่วมพิธีพระสงฆ์สวดเจริญพุทธมนต์ สวดโมราปริตร และสวดพระปริตร เป็นการขจัดปัดเป่า ทุกข์ โศก โรคภัย ก่อนจะทำพิธีจุดเทียนมงคลในคืนเสาร์ 5 หรือวันเสาร์ที่ ตรงกับวันขึ้น 5 ค่ำ หรือที่เรียกวันเสาร์ 5 ซึ่งในรอบ 2 – 3 ปี อาจจะมีแค่วันเดียวหรือ 2 วันเท่านั้น ตามตำราถือว่าเป็นวันที่แรง ใครได้ร่วมพิธี จะทำให้ค้ำหนุนดวงชะตา หลังเสร็จพิธี ต่างนำผลไม้ของคาวหวาน ที่เป็นเครื่องบวงสรวงนำไปรับประทาน เป็นสิริมงคล

พระครูปลัด กฤต ฐิตวิริโย หรือพระอาจารย์โต เจ้าอาวาสวัดพระบาทปางแฟนบอกว่า พิธีกรรมในคืนนี้ ทำเป็นครั้งแรก มีทั้งนักท่องเที่ยว จากมาเลเซีย สิงคโปร์ ฮ่องกง จีน อเมริกา และคนไทย มาร่วมพิธีจุดเทียนมงคลเสาร์ 5 เป็นขวัญกำลังใจให้กับคนที่เผชิญสภาวะทุกข์ ให้ข้ามอุปสรรค และปัญหา และที่สำคัญการพลิกชีวิตให้ดีขึ้น หากไม่ศักดิ์สิทธิ์จริง หรือไม่แน่จริง คงไม่มีการสืบทอด กันมาเป็นพันๆปี

สำหรับพระเสาร์ จากตำรา พระคัมภีร์ ของศาสนาพราหมณ์ ที่ระบุไว้ว่า วันเสาร์ ตามความเชื่อของศาสนาพราหมณ์ เกิดจากพระศิวะเอาเสือ ที่เป็น พยัคฆราช จำนวนสิบตัว มาบดเป็นผง และห่อด้วยผ้าสีม่วง และปะพรมด้วยน้ำพุทธมนต์ศักดิ์สิทธิ์ จึงทำให้เกิดเป็นเทพเจ้าหรือเทวดา ที่มีฤทธิ์มากชื่อว่าพระเสาร์

เชียงใหม่ ผู้​ว่าฯมุกดาหาร เปิดงานแสดงและจำหน่ายสินค้าสิ่งบ่งซื้ทางภูมิศาสตร์ (G) “ผ้าหมักโคลนหนองสูง และสินค้าเด่นของจังหวัดมุกดาหาร(คลิป)

ผู้​ว่าฯมุกดาหาร​เปิดงานมหกรรมแสดงและจำหน่ายสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Thai Geographical Indication: GI) ผ้าหมักโคลนหนองสูง และสินค้าเด่นของจังหวัดมุกดาหาร ณ ลานกิจกรรมชั้น G ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงใหม่ แอร์พอร์ต

วันนี้(20 กค.66 ) ที่ลานกิจกรรมชั้น G ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงใหม่ แอร์พอร์ต นายวรญาณ บุญณราช ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร พร้อมด้วยนาง​อัญชลี​ กัลมา​พิจิตร​ ประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดมุกดาหาร เปิดงานแสดงและจำหน่ายสินค้าสิ่งบ่งซื้ทางภูมิศาสตร์ (G) “ผ้าหมักโคลนหนองสูง และสินค้าเด่นของจังหวัดมุกดาหาร” ระหว่างวันที่ 19 – 23 กรกฎาคมพ.ศ.2566

นายวรญาณ บุญณราช ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร กล่าวว่า ตามแผนพัฒนาจังหวัดมุกดาหาร ภายใต้โครงการพัฒนาเพื่อยกระดับการผลิตสินค้าและพัฒนาความร่วมมือทางการค้าและการลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ ประจำปีงบประมาณ 2566 ในโครงการดังกล่าวมุ่งเน้นพัฒนาผู้ประกอบการในจังหวัดมุกดาหาร และเพื่อเป็นการเพิ่มช่องทางด้านการตลาดให้กับผู้ประกอบการสินค้าที่บ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือ G และสินค้าเด่นของจังหวัดมุกดาหาร อีกทั้ง มีวัตถุประสงค์ เพื่อเชื่อมโยงและสร้างเครือข่ายทางการตลาด อีกทั้งเป็นการประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์ จังหวัดมุกดาหารให้เป็นที่รู้จักแพร่หลาย ซึ่งจังหวัดมุกดาหารเป็นจังหวัดที่มีความพร้อมและมีศักยภาพด้านการค้า การ
ลงทุน จังหวัดมุกดาหารเป็นจังหวัดขายแดนของประเทศไทย มีทำเลที่ตั้งเป็นประตูสู่อินโดจีน มีพื้นที่ติดกับประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ ลาว และเวียดนาม อีกทั้งเป็นจังหวัดที่มีผลิตภัณฑ์สินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์​อย่างชัดเจน คือ “ผ้าหมักโคลนหนองสูง” ที่เป็นสินค้าเด่นของจังหวัด ซึ่งเป็นความภูมิใจของชาวมุกดาหารทุกคน

นางลักขณา บุญนำ พาณิชย์จังหวัดมุกดาร กล่าวว่า ทางสำนักงานพาณิชย์จังหวัดมุกดาหาร มีแผนพัฒนาความร่วมมือทางการค้าและการลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศทุกปี ซึ่งครั้งนี้ที่ทางจังหวัดมุกดาหารได้เดินทางมายังจังหวัดเชียงใหม่ ถือว่าจังหวัดเชียงใหม่เป็นจังหวัดที่ศักยภาพ ในการขายตลาดให้แก่ผู้ประกอบการชาวมุกดาหารเพื่อเปิดโอกาสในการต่อยอดธุรกิจ สินค้าเด่นของจังหวัดมุกดาหาร ในทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารกลุ่มผลิตภัทณ์เครื่องจักสาน, กลุ่มผลิตภัณฑ์ผ้าหมักโคลน,กลุ่มผลิตภัณฑ์เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายผ้าฝ้ายและผ้าไหม,กลุ่มผลิตภัณฑ์ ผ้าย้อมคราม และกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องประดับ ซึ่งถือเป็นการเปิดตลาดที่ด้รับผลตอบรับเป็นอย่างดี

ผ้าหมักโคลนหนองสูง มุกดาหาร คือ ผ้าไหม หรือ ผ้าฝ้ายย้อมสีธรรมชาติ และหมักโคลนตามภูมิปัญญาของชาวผู้ไทมืองหนองสูง มีสีเข้ม เนื้อผ้านุ่ม มีความมันวาว สีไม่ตก ไม่ซีดจาง มีกลิ่นหอมละมุนของดิน ผลิตในจังหวัดมุกดาหาร ชาวผู้ไทมีภูมิปัญญาในการปั่นใยฝ้ายเป็นเส้นเพื่อนำมาทำผ้าทอ และสกัดสีจากพืชตามธรรมชาติเพื่อนำมาย้อมผ้า เมื่อพบว่าโคลนในพื้นที่อำเภอหนองสูง และพื้นที่ใกล้เคียงเป็นโคลนที่มีเนื้อละเอียด ชาวผู้ไทจึงได้ทดลองนำเส้นใยผ้าที่ผ่านการย้อมสีธรรมชาตินำไปหมักโคลนก่อนนำไปทอ ทำให้เกิดโทนผ้าที่มีสีนุ่มนวลสดใส ให้สัมผัสนิ่มนวลและชับเหงื่อได้
เป็นอย่างดี ลักษณะพิเศษของผ้าหมักโคลนหนองสูง : ผ้าเนื้อนุ่ม สีไม่ตก มีกลิ่นหอมละมุนของเนื้อดิน ซึ่งภายในงานได้ยังรวบรวมเอาร้านค้าที่มีจุดเด่นของจังหวัดมุกดาหารมารวมไว้ในงานนี้

ภายในงานพบกับ บูธแสดงและจำหน่ายสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) “ผ้าหมักโคลนหนองสูง และสินค้าเด่นของจังหวัดมุกดาหาร”, นิทรรศการ และ SHOW CASE ผลิตภัณฑ์ GI และสินค้าเด่น คุณภาพดีของมุกดาหาร, กิจกรรม “นาทีทอง” สินค้าราคาพิเศษ ช้อปของถูกใจ สบายกระเป๋า และการแสดงศิลปวัฒนธรรมถิ่นอีสาน และอื่นๆ ฯลฯ

เชียงใหม่ “มาดาชิณะ นายกะ” เปิดใจสื่อฯภายหลังศาลสั่งให้เป็นผู้จัดการมรดกหลังต่อสู้มานานเกือบปี(คลิป)

“มาดาชิณะ นายกะ” เปิดใจสื่อภายหลังศาลสั่งให้เป็นผู้จัดการมรดกหลังต่อสู้มานานเกือบปี

 

เมื่อวันที่ 19 ก.ค. 66 เวลา ที่ศาลจังหวัดเชียงใหม่ นางมาดาชิณะ นายกะ (สุ)​เปิดเผยว่า วันนี้ศาลพิพากษาแล้วให้ตนเองเป็นผู้จัดการมรดกแต่เพียงผู้เดียวเรียบร้อยแล้ว ซึ่งคดีนี้เป็นคดีของคุณพ่อที่เสียชีวิตเมื่อปีที่ผ่านมา ซึ่งในตอนนั้นตนเองไม่สามารถดำเนินการใดๆได้เนื่องจากยังไม่ได้เป็นผู้จัดการมรดก เราจึงไม่สามารถสืบทรัพย์ได้ แต่ตอนนี้เราสามารถดำเนินกาาต่างๆต่อไปได้ อย่างเต็มที่

ในส่วนสำหรับคดีนี้เป็นคดีที่ตนเองยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดก โดยที่ศาลพิพากษาคดีถึงที่สุดแล้ว จึงส่งผลให้ตนเองเป็นผู้จัดการมรดกอย่างสมบูรณ์ ในส่วนเกี่ยวกับการที่ตนเองจะไปยื่นร้องขอติดตามเกี่ยวกับเรื่องคดีอื่นนั้น ตนเองได้มอบหมายให้ทางทนายความดำเนินการต่อไปแล้วในเบื้องต้น

ทางด้านนายมนตรี พรหมวนิช ทนายความส่วนตัวเปิดเผยว่า ในส่วนของอีก 3 คดีนั้น มีการแตกคดีออกไปอีกมาก ทางทีมทนายของเราจะต้องดูรูปแบบคดีแบบใกล้ชิดกันต่อไป เพราะในแต่ละคดีแยกกันแต่ละส่วนอยู่แล้ว ถ้าเป็นคดีปลอมแปลงเอกสารหรือใช้เอกสารปลอมอาจมีความผิดในคดีอาญาเพิ่มเติม ทั้งลักทรัพย์ ยักยอกทรัพย์ รับของโจร เข้ามาอีก ส่วนเรื่องที่มีการปลอมแปลงเอกสารนั้นสร้างความเสื่อมเสียในการทำธุรกรรมต่างๆ และในส่วนของคดีอาญาร้ายแรงต้องพึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งทางคุณสุพร้อมการเป็นโจทย์ร่วมในคดีต่อไป ในขนะนี้เท่าที่ตรวจสอบเอกสารมีหลักฐานที่เอาผิดได้ และมีโอกาสได้ทรัพย์สินคืนเพราะมีหลักฐานยืนยันอยู่ ทางเราต้องติดตามผลต่อไป โดยในเบื้องต้นได้ทำหนังสือคำร้องเข้าขอตรวจสอบอีกครั้งแล้ว

นางมาดาชิณะ นายกะ กล่าวต่อว่า วันนี้ศาลได้เมตตาให้ตนเป็นผู้จัดการมรดกเป็นตัวแทนของคุณพ่ออย่างสมบูรณ์แบบแล้ว อาทิตย์หน้าจะเดินทางเข้าพบผู้ใหญ่ที่สำนักนายกรัฐมนตรีเพื่อเดินหน้าเกี่ยวกับเรื่องทางคดีกรมที่ดิน และเข้าขอตรวจสอบรูปคดีที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อทวงคืนความยุติธรรม ทั้งนี้ขอบคุณผู้ใหญ่ทั้งในระดับประเทศและจังหวัดรวมทั้งเพื่อนๆที่ให้การอุปการะหรือให้กำลังใจพร้อมอยู่เคียงข้างกันมาตลอดระยะเวลา 1 ปี ที่ตนได้ต่อสู้มาตลอด จากนี้ไปวางแผนการแบ่งมรดกให้ลูกหลานภายในครอบครัวอย่างเท่าเทียม พร้อมเดินหน้าการลงทุนธุรกิจเพื่อต่อยอดทรัพย์สินของคุณพ่อ ไม่ว่าในลักษณะร่วมทุนหรือเทคโอเวอร์กับกิจการในจังหวัดเชียงใหม่ต่อไป

เชียงใหม่ โรงเรียนอนุบาลดรุณนิมิตผู้บริหารนำเด็กนักเรียนอนุบาลกว่า 200 คน ร่วมกันหล่อเทียนพรรษา นำไปถวายวัด(คลิป)

โรงเรียนอนุบาลดรุณนิมิต เชียงใหม่ ผู้บริหารนำเด็กนักเรียนอนุบาลกว่า 200 คน ร่วมกันหล่อเทียนพรรษา นำไปถวายวัด ในช่วงเทศกาลเข้าพรรษา เพื่อสืบสานประเพณี และสืบทอดพระพุทธศาสนา


นางพรรณี บุญประเสริฐ ครูใหญ่ ผู้รับใบอนุญาตโรงเรียนอนุบาลดรุณนิมิต ถนนลอยเคราะห์ซอย 3 อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ จัดกิจกรรมเทศกาลเข้าพรรษา โดยนิมนต์พระสงฆ์ วัดป้านปิน ในตัวเมืองเชียงใหม่ จำนวน 5 รูป สวดเจริญพุทธมนต์ และนำเด็กนักเรียนอนุบาลกว่า 200 คน ร่วมหล่อเทียนพรรษา โดยนำแผ่นขี้ผึ้งเขียนชื่อ นามสกุล นำไปหลอมละลายกับความร้อนในปิ๊บ และใช้กระบวย ตักขี้ผึ้งที่หลอมละลาย นำไปหล่อในต้นเทียนพรรษา ขนาดใหญ่จำนวน 3 เล่ม โดยมีพระสงฆ์สวดเจริญชัยมงคลคาถา ไปพร้อมกันขณะหล่อเทียน จนเสร็จพิธี

จากนั้นนางพรรณี บุญประเสริฐ ครูใหญ่พร้อมผู้บริหาร ได้ถวาย ภัตตาหาร พระสงฆ์ให้พร จากนั้นนักเรียนอนุบาล ได้นั่งสมาธิ และนั่งแผ่เมตตา กรวดน้ำ อุทิศผลบุญกุศล ให้กับเจ้ากรรมนายเวร บิดามารดา ครูบาอาจารย์ และญาติมิตร มีส่วนได้กุศลในครั้งนี้ ซึ่งเทียนพรรษาทั้งหมด ก็จะมีการแห่ไปถวาย ให้กับวัดใกล้โรงเรียน หลายวัด ในช่วงเทศกาลเข้าพรรษา เพื่อให้พระสงฆ์ได้ใช้จุด ทำวัตรเย็น ในช่วงเทศกาลเข้าพรรษา และยังเป็นการสืบสานประเพณี และสืบทอดพระพุทธศาสนา รวมทั้งเป็นการฝึกให้เด็กนักเรียน มีคุณธรรม จริยธรรม

เชียงใหม่ “อัญชลี” ผู้บริหารปางช้างแม่สาเปิดใจทุกสิ่ง “ไปต่อหรือพอแค่นี้”(คลิป)

“อัญชลี” ผู้บริหารปางช้างแม่สา อำเภอแม่ริม แถลงข่าวเปิดใจสถาการณ์ปางช้างแม่สา “ไปต่อหรือพอแค่นี้”

(15 กค.66)ที่ปางช้างแม่สา อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ นางอัญชลี กัลมาพิจิตร ผู้บริหารปางช้างแม่สา พาคณะสื่อมวลชน เดินดูโดยรอบบริเวณ ปางช้างแม่สา พร้อมแถลงข่าวเปิดใจ สถานการณ์ของปางช้างทุกเรื่อง ซึ่งปางช้างแม่สา ยิ่งวันยิ่งนับถอยหลังเป็นวันและเป็นเดือน เพื่อรอวันปิดปางฯ ขาดเงินหมุนเวียน มรดกที่พ่อชูชาติ ทิ้งไว้หลายร้อยล้าน ให้ตนเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกับผู้จัดการมรดกร่วมอีกคน แต่ตกลงกันไม่ได้ จนกระทั้งล่าสุด ที่ดินเลี้ยงช้าง ทาง จนท.ราชพัสดุ แจ้งให้จ่ายค่าเช่าที่คงค้างหลายแสนบาท ล่าสุดฟ้องเอาผิดมีผู้แอบเบิกเงินมรดก 117 ล้านบาท วอน ตร.เอาผิดผู้ร่วมกระบวนการทำผิด 6 คน ดำเนินคดีอาญา และแพ่ง รวมทั้งธนาคารด้วย

นางอัญชลี กัลมาพิจิตร ผู้บริหารปางช้างแม่สา เปิดเผยว่าที่ผ่านมาตนเองก็ได้พยายามอย่างที่สุดแล้วทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะรักษาปางช้างแม่สา ที่บิดาของตนเองคุณพ่อชูชาติ กัลมาพิจิตร ผู้ก่อตั้งปางช้างแม่สา ได้สร้างเอาไว้ ซึ่งในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา เราประสบปัญหาสถานการณ์ โควิด19 จนทำให้ต้องปิดปางช้าง และปิดการแสดงช้างนานร่วม 4 ปี พอ สถานการณ์ปัญหาเรื่องโควิด 19 ลดลง และประเทศไทย ได้เปิดให้มีการผ่อนคลายในมาตรการต่างๆ จึงสามารถเปิดให้บริการปางช้างแม่สาได้ แต่เราก็ไม่สามารถจัดการแสดงช้างได้อย่างเช่นที่ผ่านมา เนื่องจากในช่วงที่ปิดปางช้างไปนั้น ทำให้ช้างห่างเหินกัน และควาญช้างที่ฝึกช้างก็ลาออกไปจำนวนหลายคน จึงต้องงดในส่วนการแสดงและให้นักท่องเที่ยวเข้ามาชมฟรี พร้อมกันนี้ ตนเอง มีแนวนโยบายที่จะผลักดันให้ปางช้างแม่สา ซึ่งเป็นปางช้างของเอกชนรายเดียว ที่พร้อมจะผลักดันให้เป็นมูลนิธิอนุรักษ์ ปางช้างแม่สา เพื่อให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ได้เดินทางมาเที่ยวชมและสัมผัสช้าง ตามวิถี​ทางธรรมชาติให้ได้มากที่สุด พร้อมกับร่วมกัน สนับสนุนในส่วนเข้าร่วม ของโปรแกรม Elephant care ของทางปางช้างแม่สา ที่ได้จัดขึ้นเพื่อทดแทนในส่วนของการจัดแสดงโชว์ช้าง ในรูปแบบต่างๆที่ได้งดลงไป ซึ่งก็มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาร่วมโปรแกรม Elephant care พอสมควร แต่ในสภาวะปัจจุบัน รายได้ที่ทางปางช้างแม่สาหาได้ ก็ยังไม่พอกับรายจ่ายในแต่ละเดือน ที่ปางช้างแม่สา ต้องแบกรับภาระ ไม่ว่าจะเรื่องอาหารของช้าง รวมไปถึงบุคลากรที่ดูแลช้าง ด้วยในปัจจุบันมีรายได้ไม่พอกับรายจ่าย และในปัจจุ​บัน​นี้ยังไม่ได้จ่ายเงินเดือนให้กับบุคลากรของปางช้างแม่สา เป็นเวลารวม 2 เดือนแล้ว

โดยในวันนี้ที่ตนเองได้นำคณะสื่อมวลชนเดินทางร่วมตรวจสอบ​ดูบริเวณในส่วนต่างๆของปางช้างแม่สาไม่ว่าจะเป็นในส่วนของโครงการมูลนิธิอนุรักษ์ช้างไทยปางช้างแม่สา รวมไปถึงลานจัดให้อาหารช้าง ที่นักท่องเที่ยวสามารถให้อาหารช้าง ที่ได้รับตะกร้าอาหาร ผ่านทางเข้าประตูหรือจุดจำหน่ายบัตรเข้าเที่ยวชมปางช้างแม่สา เพื่อมาให้อาหารช้างในบริเวณนี้ พร้อมกับได้พาคณะสื่อมวลชนไปดูโรง ผลิตวัตถุดิบที่นำมาคัดแยกเพื่อนำไปใส่ในตะกร้าให้แก่นักท่องเที่ยวมามอบเป็นอาหารให้ช้าง ซึ่งต้องผ่านการคัดกรองและทำความสะอาดอย่างละเอียด เพื่อให้ปราศจากจากสารเคมี ก่อนที่จะนำไปบรรจุในตะกร้า เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้นำไปให้ช้างได้รับประทาน รวมไปถึงได้พาไปดูศูนย์พยาบาลที่คอยตรวจและดูแลช้างทุกเชือก ซึ่งยอมรับตรงๆว่า ในปัจจุ​บัน​สภาพอาคารต่างๆเหล่านั้น ได้ชำรุดทรุดโทรมลงไปมาก ภายหลังจากที่ได้ปิดปางช้างแม่สาลงไปในช่วงระยะหนึ่งประกอบกับไม่มีรายได้พอที่จะเข้ามาพัฒนาดูแลซ่อมแซมได้อย่างเพียงพอ ซึ่งตนเองยอมรับว่าปัญหาส่วนหนึ่งก็เกิดมาจากการจัดการมรดกที่ไม่ลงตัว และยังมีปัญหาในการฟ้องร้องกัน ซึ่งตนเองใน ฐานะทายาทของปางช้างแม่สา ได้ต่อสู้ในด้านกฎหมายมา 5 ปีกว่าแล้วจนถึงปัจจุบัน​ ทำให้ไม่สามารถเบิกเงินในส่วนที่ ทางคุณพ่อชูชาติได้ทำพินัยกรรมมอบให้กับปางช้างแม่สาเอาไว้ เพื่อที่จะนำเงิน มาพัฒนาต่อยอดดูแลปางช้างแม่สาต่อไปได้

และในส่วนของเรื่องที่มีคนถามมาว่าทำไมถึงไม่จัดให้มีการแสดงช้างเพื่อหารายได้เพิ่มนั้น ตนเองได้โพสต์​คลิปชี้​แจงลงผ่านทางเพจของปางช้างแม่สา ถึง​เหตุผลที่ไม่สามารถจัดแสดงช้างในรูปแบบเก่าได้เพราะปัจจัยหลากหลายด้าน ร่วมไปถึง​ตนเองพยายามที่จะผลักดัน ปางช้างแม่สา ให้เป็นศูนย์​อนุรักษ์​ช้างไทย เพื่ออนุรักษ์​ช้างไทย ซึ่งปางช้างแม่สา ถึงแม้ว่าจะไม่ได้จัดโชว์แสดงในรูปแบบเก่าแล้ว แต่ทางเราได้จัดโปรแกรม Elephant Care ที่ให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสกับช้างในรูปแบบใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็นการอาบน้ำให้ช้าง, การทำอาหารให้ช้าง หรือการป้อนอาหารให้ช้างเป็นต้น จึงอยากเชิญชวน นักท่องเที่ยวมาเที่ยวและช่วยสนับสนุนการอนุรักษ์​ช้างของปางช้างแม่สา ไม่ว่าจะเป็นการซื้อบัตรเข้าชมช้าง โดยนักท่องเที่ยว​ชาวไทยในราคา 100 บาท พร้อมรับตะกร้าผลไม้สำหรับป้อนอาหารช้าง และนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติสามารถเข้าชมได้ในราคา 300 บาท รับตะกร้าผลไม้เพื่อป้อนอาหารช้างจำนวน 1 ตระกร้าเช่นกัน หรือสามารถเข้าร่วมโปรแกรม “Elephant Care” สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมผ่านทางเพจเฟสบุ๊ค​ปางช้างแม่สาได้

นางอัญชลีฯ ยังได้พาคณะสื่อมวลชนไปดู อุปกรณ์แหย่งนั่งช้างที่ชำรุดทรุดโทรมแทบทั้งหมดและอาคารที่ให้บริการให้นักท่องเที่ยวขึ้นหลังช้างก็ชำรุดทรุดโทรมเช่นกัน รวมไปถึงลานแสดงช้าง ก็แทบ ไม่สามารถจัดแสดงได้อีกต่อไป ซึ่งโดยรวมทั้งหมด ตนเองขอบอกตรงๆว่าแทบจะต้องทำใหม่ทั้งหมด ซึ่งต้องใช้เงิน เป็นจำนวนมาก

นางอัญชลี ได้เปิดเผยต่อไปว่า ภายหลังจากที่ตนเองได้เข้ามาบริหาร พบว่ามีเงินที่อยู่ในธนาคารที่ใช้หมุนเวียนเลี้ยงช้าง ของบริษัทปางช้างแม่สาอยู่จำนวนหนึ่ง และเมื่อตรวจสอบพบว่ามีการเบิกเงินจำนวนนั้นออกไปเกือบหมดบัญชีที่มี 6 บัญชี จำนวนร้อยกว่าล้าน ตนในฐานะผู้จัดการมรดกจึงได้แจ้งความกับทางเจ้าหน้าที่​ตำรวจเพื่อดำเนินคดี ซึ่งพบมีผู้ร่วมกระทำผิดจำนวน 6 คน มีทั้งคนที่เป็นทายาทและพนักงานฝ่ายการเงินของบริษัทปางช้างแม่สา รวมทั้งเจ้าหน้าที่ธนาคาร ซึ่งทางตำรวจได้แจ้งข้อกล่าวหาคนทั้งหมดไว้แล้ว ซึ่งตนก็รอให้ทางตำรวจได้ดำเนินการก่อน ส่วนในคดีอื่นทางศาลที่ฟ้องร้องกันอยู่ก็ยังรอ แต่ก็มีท่าทีจะยืดเยื้อออกไป ซึ่งมีทางทายาทต้องการให้มีการนำทรัพย์สินทั้งหมดมารวมกันและหารแบ่งกันในจำนวนทายาททั้งหมด แต่หากทำเช่นนั้นปางช้างแม่สา ที่มีการโอนทรัพย์ส่วนใหญ่ที่ถูกระบุไว้ในพินัยกรรมไปให้จะอยู่อย่างไร เพราะว่าถ้าหากทุกคนยอมปฎิบัติตามพินัยกรรมที่ระบุไว้ก็ไม่มีปัญหา ช้างก็สามารถใช้ชีวิตอยู่ได้โดยไม่เดือดร้อน

ทุกวันนี้ตนในฐานะเป็นผู้ดูแลช้างทั้งหมดอยู่ ต้องแบกรับภาระหนี้สินไว้ จำนวนมากในช่วงระยะเวลา 5 ปีแล้ว จนในวันนี้ตนยอมรับว่าแทบจะหมดหนทางที่จะบริหารปางช้างแม่สาให้อยู่รอดต่อไปได้ และไม่กี่วันมานี้ตนเองข่าวร้ายอีก คือปางช้างแม่สาได้รับเอกสารและประสานมาจากทางเจ้าหน้าที่ราชพัสดุ ทวงถามถึงค่าเช่าที่ในปางช้างจำนวน 31 ไร่ และอีก 200 ไร่ รวม 35 แปลงรอบๆปางช้าง ที่ต้องจ่าย ปีละ 6 แสนบาท ก็ยังค้างจ่าย รวมทั้งเงินเดือนพนักงาน ที่รวมค่าใช้จ่ายในปางช้างต่อเดือน เดือนละ 3 ล้านบาท แต่ปางช้างมีรายได้ประมาณเดือนละ 1.5 ล้านบาทเท่านั้น และยังได้รับข่าวร้ายอีกเรื่องหนึ่งคือมีหนังสือให้เร่งรัดในการโอนอาคารพาณิชย์​บริเวณประตูท่าแพ ที่ทางปางช้างแม่สาได้ ประกาศขายอาคารพาณิชย์ เพื่อนำเงินมาใช้หมุนเวียนในปางแม่สา โดยผู้ที่ซื้อได้วางมัดจำมาแล้วส่วนหนึ่ง ซึ่งตนเองก็ได้เอามาหมุนเวียนบริหารจัดการในปางช้างแม่สา แต่ยังติดปัญหาในเรื่องของการโอนอาคารพาณิชย์ ​ซึ่งมีปัญหา​ในเรื่องของผู้จัดการมรดกร่วมไม่ให้ความร่วมมือไปดำเนินการ​โอนอาคารพาณิชย์​ ซึ่งตนเองพึ่งได้รับเอกสารในการเร่งรัดการโอนเมื่อวันที่ 13 ก.ค.ที่ผ่านมา และที่ตนเองด้วยเดินทางมาในวันนี้เพื่อพาสื่อมวลชนดูสถานที่ต่างๆในปางช้างแม่สา รวมถึงพูดคุยเพื่อให้รับทราบถึงปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นกับปางช้างแม่สา ซึ่งตนเองได้ทำในสิ่งตนเองต้องทำมาตลอดระยะเวลาเกือบ 5 ปี ทำมาหมดแล้วไม่ว่าจะเป็นการหาแหล่งเงินมาจากที่อื่น รวมไปถึงการแปลงทรัพย์สินเพื่อที่จะนำมาต่อยอดประคับประคองและบริหารปางช้างแม่สา ที่คุณพ่อของตนสร้างขึ้นมา ตนเองในฐานะลูกสาวทายาทรุ่นที่ 2 ของปางช้างแม่สา และที่มาพูดคุยในวันนี้ไม่ใช่ว่าเรา “สิ้นหวัง” หรือไม่มีหวัง “เรามีหวัง” ในการที่จะพึ่งคนอื่นหรือพึ่งสังคม หรือพึ่งเจ้าหน้าที่ที่เขามีอำนาจ ในการสั่งการให้เรา ที่เราสามารถจะจัดการในสิ่งต่างๆเหล่านี้ให้ได้ต่อไป

นางอัญชลีเผยอีกว่า ที่ผ่านมามันเหมือนเราถูกทำให้ลำบาก ทั้งๆที่ไม่ควรจะลำบาก ซึ่งเรายอมทำทุกๆอย่างแล้ว และอดทนมามาก มันไม่ควรที่จะล่มสลาย เพราะคนที่เห็นแก่ตัวไม่กี่คน ที่ต้องการอย่างโน้นอย่างนี้ คุณพ่อชูชาติท่านได้สร้างเอาไว้ให้เรา พร้อมมอบทุกอย่างเอาไว้ให้เราเพื่อสืบทอดดูแลปางช้างแม่สาตามพินัยกรรมที่ท่านได้ทำเอาไว้ วอนให้ทายาททุกคนทำตามเจตนารมณ์​ของท่านด้วยเพื่อเห็นแก่ช้าง ตนเองได้ทำทุกอย่างตามเจตนารมณ์​ของท่านแล้วอย่างเต็มที่เพื่อที่จะรักษาปางช้างแม่สาเอาไว้ วอนขอคนที่เกี่ยวข้องให้ช่วยกันทำตามเจตนารมณ์​ของคุณพ่อชูชาติด้วย เพื่อที่จะให้ปางช้างแม่สาอยู่คู่กับคนไทยไปตราบนานเท่านาน

เชียงใหม่ คณะกรรมการประกวดหมู่บ้านกองทุนแม่ของแผ่นดินดีเด่นระดับจังหวัดเชียงใหม่ ประจำปี 2566(คลิป)

คณะกรรมการประกวดหมู่บ้านกองทุนแม่ของแผ่นดินดีเด่นระดับจังหวัดเชียงใหม่ ประจำปี 2566 มีหมู่บ้านที่เข้ารอบตัดสินจำนวน 3 หมู่บ้าน ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบการดำเนินงาน ของหมู่บ้านที่เข้ารอบตัดสิน และจะประกาศผล ภายใน 1 สัปดาห์ให้หมู่บ้านใด ได้รับรางวัลหมู่บ้านดีเด่นในการแก้ไขปัญหายาเสพติด

คณะกรรมการประกวด หมู่บ้านกองทุนแม่ของแผ่นดินดีเด่นระดับจังหวัด ประกอบด้วย นายประยุกต์ สุดธัญญรัตน์ พัฒนาการจังหวัดเชียงใหม่ ,นายสว่าง ธาตุอินจันทร์ ประธานกองทุนหมู่บ้านแม่ของแผ่นดินจังหวัดเชียงใหม่และ 8 จังหวัดภาคเหนือ ,นาย พลภัทร์ ศรียะ สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดเชียงใหม่ ,นางสาว ภัครพี วัฒนาฤดี ผู้แทนสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติดภาค 5 ,นางสาว วิไลวรรณ ตาคำ ผู้แทนศูนย์อำนวยการปรามปรามยาเสพติดจังหวัดเชียงใหม่ และนางสาวปพิชญา นาทอง นักวิชาการพัฒนาชุมชนชำนาญการ กรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ เดินทางไปดูการนำเสนอผลงาน หมู่บ้านที่นำเงินกองทุนแม่ของแผ่นดิน นำไปต่อยอด สร้างอาชีพในหมู่บ้านของตนเอง และการแก้ไขปัญหายาเสพติดในชุมชน ของหมู่บ้านแพะขวาง ตำบลน้ำแพร่ อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ ที่เป็น 1 ใน 3 หมู่บ้าน ที่เข้ารอบตัดสิน 3 หมู่บ้านสุดท้าย จากจำนวนทั้งหมด 649 หมู่บ้าน

โดยสิบเอก ไพรินทร์ กาไวย์ ผู้ใหญ่บ้านแพะขวาง ได้นำเสนอผลงานของชุมชน ที่นำเงินกองทุนแม่ของแผ่นดิน ไปขยายผลต่อยอด ทั้งโครงการตลาดนัดรับซื้อขยะ จนเป็นต้นแบบในการกำจัดขยะในชุมชน และมีชรป .หมู่บ้าน ในการออกตรวจสอบ พบแค่ผู้เคยติดยาเสพติดในหมู่บ้าน ซึ่งมีแค่ 4 ราย แต่ปัจจุบันเลิกได้หมดแล้ว จนทำให้หมู่บ้านแพะขวาง และยังมี อสม. ออกตรวจสุขภาพผู้สูงอายุของชุมชน และแนะนำในการดูสุขภาพ จนไม่มีผู้ป่วยติดเตียงแม้แต่รายเดียวในหมู่บ้าน และยังมีการสร้างอาชีพให้กับชาวบ้านในชุมชน ทำให้หมู่บ้านห่างไกลจากยาเสพติด และโครงการอีกมากมาย จนได้รับรางวัลจากหลายหน่วยงาน

นาย ประยุกต์ สุดธัญญรัตน์ พัฒนาการจังหวัดเชียงใหม่ เผยว่า เชียงใหม่มีหมู่บ้านกองทุนแม่ของแผ่นดิน 649 หมู่บ้าน และคัดเลือกจากการประกวดในรอบแรกทั้ง 25 อำเภอ เลือกแค่ 3 หมู่บ้านในรอบตัดสิน ประกอบด้วย หมู่บ้านม่อนปิ่น ตำบลม่อนปิ่น อำเภอฝาง หมู่บ้าน ห้วยน้ำเย็น ตำบลท่าตอน อำเภอแม่อาย และหมู่บ้านแพะขวาง ตำบลน้ำแพร่ อำเภอหางดง และจะทราบผลภายใน 1 สัปดาห์ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ลงนาม และประกวดผล และปีนี้มีหมู่บ้านที่ได้รับการคัดเลือก ให้เป็นหมู่บ้านกองทุนแม่ของแผ่นดินเพิ่มอีกถึง 31 หมู่บ้าน/ชุมชน และจะเข้ารับพระราชทานเงินขวัญถุงกองทุนแม่ของแผ่นดิน ในวันที่ 18 สิงหาคม 2566 ที่กรุงเทพมหานคร จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี


ทั้งนี้เพื่อเป็นการแสดงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิต์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี พันปีหลวง และยังเป็นการเชิดชูเกียรติ สร้างขวัญกำลังใจ ในการดำเนินงานหมู่บ้านกองทุนแม่ของแผ่นดิน ให้ทุกหมู่บ้านปลอดจากยาเสพติด